Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 443 อารามชิงอวิ๋นแห่งหยางโจว

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 443 อารามชิงอวิ๋นแห่งหยางโจว
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 443 อารามชิงอวิ๋นแห่งหยางโจว

อำเภอชิงหนี่ว์ คือเมืองเอกของเขตเล่อจวิ้นแห่งแคว้นหยางโจว

หยางโจวนั้นมีระบบชลประทานและการขนส่งทางน้ำที่ก้าวหน้ายิ่ง เมืองชิงหนี่ว์ถูกสร้างขึ้นริมน้ำ มีแม่น้ำชิงหนี่ว์ไหลพาดผ่านกลางเมือง นี่คือความงดงามแห่งแดนเจียงหนาน บ้านเรือนทุกหลังล้วนประกอบด้วยกำแพงสีขาวมุงหลังคากระเบื้องสีดำ ทุกเช้าค่ำมักจะมีไอหมอกบางเบาปกคลุมด้วย กำแพงขาวนวลกลืนหายไปกับม่านหมอก จนเส้นแบ่งระหว่างกำแพงและหมอกเลือนหายไปสิ้น

ที่แห่งนี้มีความรุ่งเรืองยิ่งกว่าเมืองหลวงของหลายแคว้นที่ซ่งโหยวเคยสัญจรผ่านเสียด้วยซ้ำ สองข้างทางมีร้านค้าตั้งเรียงราย ผู้คนเดินขวักไขว่ รถเกวียนแล่นผ่านดั่งสายน้ำไหล่ เทียบกับแคว้นล่างโจวแล้ว ราวกับเป็นโลกคนละใบ

นอกจากจะได้เห็นความมั่งคั่งแล้ว ยามเดินอยู่บนถนน ยังมักจะได้ยินเสียงเพลงขับขานของคนเรือในแม่น้ำชิงหนี่ว์ หรือบทกวีจากเหล่านักปราชญ์บนหัวเรือ หรือบางคราวก็ได้ยินเสียงเครื่องสายเครื่องเป่าแว่วมาจากภัตตาคารและหอโคมเขียวข้างทาง ช่างรื่นรมย์เสนาะหูยิ่งนัก ที่แคว้นหยางโจวแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตัวอำเภอหรือเมืองเอกก็ดูเหมือนจะมีหอโคมเขียวและโรงสุราให้เที่ยวชมได้ไม่รู้จบสิ้น

นี่คืออีกหนึ่งเสน่ห์อันน่าหลงใหลของหยางโจว

มิน่าเล่า ยามที่องค์หญิงฉางผิงยังทรงพระเยาว์ ถึงได้โปรดปรานการเสด็จมาเยือนหยางโจวนัก

ซ้ำแล้วนางยังสามารถหาซื้อสิ่งของทุกอย่างที่มีขายในแผ่นดินต้าเยี่ยนจากที่แห่งนี้ได้อีกด้วย

ซ่งโหยวหาโรงเตี๊ยมริมน้ำแห่งหนึ่ง แล้วจองที่พักยาวครึ่งเดือนทันที นี่คือระยะเวลาพักสั้นที่สุดที่พอจะใช้ต่อรองราคากับเถ้าแก่ได้ และซ่งโหยวเองก็อยากอาศัยโอกาสนี้ล้างภาพบ้านป่าเมืองเถื่อนที่ได้ประจักษ์ครั้นยังอยู่ที่เหยาโจวและล่างโจวให้สิ้น

ทว่านอกจากสองวันแรกที่ออกไปเดินเที่ยวเล่น นำน้ำผึ้งส่วนเกินที่แม่นางสามสีเก็บมาระหว่างทางไปขายเป็นเงิน ซื้อน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว และเครื่องเทศที่เหลืออยู่เพียงร่อยหรอมาตุนไว้ และซื้อรองเท้าคู่ใหม่แล้ว ซ่งโหยวก็แทบไม่ออกไปไหนอีกเลย

ยามปกติ เขามักจะนั่งพิงอยู่ริมหน้าต่าง ชะโงกกายออกไปเพียงครึ่งเดียว คอยทอดมองสายน้ำสีมรกตเบื้องล่างและเรือที่แล่นผ่านไปมาอย่างเงียบเชียบ มิอาจรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดคะนึงถึงสิ่งใด

เมื่อมองจนตาล้าแล้ว เขาก็จะเขียนบันทึกการเดินทาง

ในช่วงวันแรกๆ เขารู้สึกว่าแต่ละวันช่างยาวนานนัก การพักอยู่ที่นี่ครึ่งเดือนโดยไม่เคลื่อนไหวไปไหน ย่อมนานพอให้เขาได้พักผ่อนจนเต็มอิ่ม ทว่ารู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงเลยไปสิบวันเสียแล้ว

ตลอดสิบวันนี้ ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ได้จากเมืองเล็กๆ แถบเจียงหนานและความประทับใจในความสะดวกสบายที่ห่างหายไปนานเริ่มจางหายไป เขากลับรู้สึกว่าการอาศัยอยู่ในโรงเตี๊ยมทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการให้ลูกจ้างยกอาหารขึ้นมาส่ง ออกไปหาร้านอาหารละแวกใกล้เคียงหรือแม้แต่สั่งอาหารจากภัตตาคารมาส่งถึงห้อง ล้วนแล้วแต่ได้ลิ้มรสอาหารจืดชืด โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ มันจืดเสียจนแทบจะได้กลิ่นคาวของเนื้อและปลา แม่นางสามสีจึงเริ่มแอบทำหนูพะโล้ตอนกลางดึกอีกครั้ง ส่วนซ่งโหยวนั้นยังคงไม่รู้แน่ชัดว่าควรจะมุ่งหน้าไปทางใดต่อ

สุดท้ายจึงเหลือเพียงสายน้ำให้ทัศนา

สายน้ำนั้นแทบไม่เคยเปลี่ยนไปนอกจากยามแดดจ้าหรือฝนพรำ ทว่าเหล่าแขกเหรื่อบนเรือลายวิจิตรหรือเรือหลังคาประทุนที่แล่นผ่านไปมานั้น กลับไม่เคยซ้ำหน้ากันเลย

มีทั้งผู้ยากไร้ที่ดิ้นรนเพื่อปากท้อง คุณชายเจ้าสำราญและสตรีโฉมงาม บางคราวผู้สูงศักดิ์ก็เชิญเหล่านักสังคีตและนางขับร้องขึ้นเรือ ล่องเรือชมจันทร์พลางฟังเสียงบรรเลงพิณและบทเพลงจากสาวงาม ยามนั้นซ่งโหยวและเหล่าพ่อค้าวานิชริมสองฝั่งน้ำ ก็พลอยได้รับอานิสงส์ร่วมเสพความสุนทรีย์นั้นไปด้วย

แม้แต่ในยามราตรี ก็ยังมีเรือประดับโคมไฟล่องชมความงามยามค่ำคืน

การเฝ้าดูวิถีชีวิตอันหลากหลายของผู้คน ก็คือส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญตนเช่นกัน

“เฮ้อ…”

ซ่งโหยวละสายตาจากแม่น้ำนอกหน้าต่าง หันกลับมามองเด็กน้อยในห้อง

เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีหมอบอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยม กางกระดาษแผ่นหนึ่งไว้บนโต๊ะ โดยใช้หินวิเศษที่ชาวยักษามอบให้เป็นที่ทับกระดาษ นางกำลังถือพู่กันอย่างระมัดระวัง เขียนอักษรตัวจ้อยลงบนกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ

เขียนไปได้พักหนึ่งก็ต้องหยุดชะงัก เผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา

“แม่นางสามสี”

“หือ”

เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นทันที พร้อมกับจ้องมองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง

ซ่งโหยวยืนพิงหน้าต่าง เขารู้อยู่เต็มอกว่าหากตนขยับเข้าไปใกล้ นางจะรีบใช้มือปิดกระดาษทันที และหากเข้าไปใกล้กว่านั้น นางก็จะเก็บกระดาษไปเสีย ดังนั้นเขาจึงไม่ขยับเข้าไป เพียงพิงขอบหน้าต่างดั่งเดิมแล้วเอ่ยถามว่า “แม่นางสามสีคงไม่ได้กำลังเขียนเรื่องราวจากดินแดนโพ้นทะเลอยู่กระมัง”

“บันทึกการเดินทางต่างหาก!”

“เหตุใดเวลาข้าเขียนบันทึก แม่นางสามสีต้องมานั่งจ้องมองอยู่ฝั่งตรงข้าม แต่เวลาแม่นางสามสีเขียนบันทึก กลับไม่ยอมให้ข้านั่งมองบ้างเล่า”

“อื้อ!”

“แถมยังตั้งใจเขียนตอนที่ข้ากำลังชมทิวทัศน์อยู่ด้วย”

“ไม่ใช่เสียหน่อย!”

“หืม”

“ตอนกลางคืนตอนที่เจ้าหลับ ข้าก็เขียนเหมือนกัน!”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ซ่งโหยวมองเด็กหญิงตัวน้อยอย่างจนใจ “แม่นางสามสีนี่สองมาตรฐานจริงๆ”

“สองมาตรฐาน!”

“ก็คือสิ่งที่แม่นางสามสีทำอยู่นี่แล…”

“ไม่เห็นรู้เรื่องเลย~”

“เฮ้อ…”

ซ่งโหยวยังคงพิงหน้าต่าง ภายในใจหาได้มีความคิดที่จะแอบดูสิ่งที่นางเขียนเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงถอนหายใจและกล่าวอย่างอับจนปัญญาว่า “อยู่ที่นี่ทุกวันก็ใช่ว่าจะดี แต่ดูเหมือนที่แห่งนี้จะไม่มีที่ไหนน่าเที่ยวสักเท่าไหร่…”

“แม่นางสามสีเห็นคนเยอะแยะพากันเข้าไปในเรือนไม้ที่มีโคมไฟไว้เยอะๆ ดูสวยมากเลย!” เด็กหญิงตัวน้อยเสนอแนะ “ท่าทางจะสนุกมาก! เราไปเที่ยวที่นั่นกันเถอะ!”

“ที่นั่นน่ะหรือ…ไม่สนุกหรอก…”

“คนพวกนั้นดูเล่นกันสนุกมากเลยนะ!” เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวเสียจริงจัง ทว่าสิ่งที่นางกล่าวก็ไม่ผิดนัก

“สถานที่รื่นรมย์พรรค์นั้น ไม่เหมาะให้ผู้บำเพ็ญเข้าไปเที่ยวเล่นหรอก อย่างมากก็แค่เข้าไปหาอะไรทาน ดื่มสุราสักนิด ฟังดนตรีชมระบำก็เพียงพอแล้ว”

“แล้วแมวเล่า”

“แมวที่บำเพ็ญตบะอยู่ก็ไม่ได้”

“เพราะอะไรหรือ”

“…”

ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง “เพราะไปที่นั่นต้องใช้เงินเยอะ”

“!”

สีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยพลันชะงักงันไปทันที

“ได้ยินมาว่าในตัวเมืองมีอารามชิงอวิ๋นตั้งอยู่ ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ทั้งยังเป็นอารามที่ใหญ่ที่สุดในเขตเล่อจวิ้น เราลองไปดูกันหน่อยเถิด ไปสักการะสักหน่อย” ซ่งโหยวกล่าวพลางก้มหน้าลง ใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่กระหม่อมของเจ้านกนางแอ่นแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง “ถือโอกาสไปสอบถามเรื่องเทพที่ราชครูมอบหมายหน้าที่ไว้ให้ด้วย”

“จะไปเมื่อไหร่รึ”

“รอแม่นางสามสีเขียนเสร็จค่อยไป”

“แม่นางสามสีเขียนเสร็จแล้ว!”

เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวจบก็เก็บพู่กันลงไปทันที นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเป่ากระดาษบนโต๊ะเบาๆ น้ำหมึกบนแผ่นกระดาษก็แห้งสนิทในพริบตา

“จริงสิ หมึกหนิงเซียงดูเหมือนจะเป็นสินค้าขึ้นชื่อของหยางโจว บางทีซื้อที่หยางโจวอาจจะราคาถูกกว่า เราลองถามหาแหล่งผลิตดูดีกว่า ยามผ่านทางจะได้ซื้อติดมือไว้สักหน่อย” ซ่งโหยวพลันนึกขึ้นได้เมื่อเห็นกิริยาของนางและรอยหมึกสีครามจางๆ บนกระดาษนั้น

หมึกหนิงเซียงเป็นหมึกชั้นเลิศ ใช้หมดไปแท่งหนึ่งก็ยังรู้สึกตราตรึงใจมิรู้ลืม

ครานั้นเขายังใช้หมึกหนิงเซียนเขียนจดหมายถึงนักพรตเฒ่าอยู่เลย

เวลาผ่านไปเร็วเสียจริง ถึงตอนนี้ก็ผ่านมาแปดปีแล้วสินะ…

ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มลอยล่องอยู่ชั่วครู่

“หมึกหนิงเซียง!”

เสียงทวนคำของเด็กหญิงตัวน้อยดึงสติเขากลับมา

ซ่งโหยวส่ายหน้าไล่ความอาวรณ์นั้นทิ้งไป แล้วหันไปยิ้มให้นาง “บัดนี้แม่นางสามสีมีความรู้รุดหน้าไปไกลยิ่งนัก ฝีมือการเขียนพู่กันก็ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังกำลังรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกอยู่ด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องใช้หมึกที่ดีที่สุดในใต้หล้า ถึงจะคู่ควรกับฝีพู่กันและผลงานของแม่นางสามสี”

“พู่กันของแม่นางสามสี~”

“แม่นางสามสี เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าข้ากำลังพูดถึงสิ่งใด”

“ข้ารู้น่า!”

เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวพลางบรรจงเก็บกระดาษไว้อย่างเรียบร้อย แล้วยืนนิ่งอยู่กับที่ เงยหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่ม เป็นสัญญาณว่านางพร้อมออกเดินทางแล้ว

“ไปกันเถิด”

ซ่งโหยวสืบเท้าเดินออกไปนอกประตู

“ไปกันเถิด…”

เด็กหญิงตัวน้อยออกเดินตามไปในทันที

พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…

ฝ่ายเจ้านกนางแอ่นหาได้ออกทางประตูไม่ แต่กลับโผบินออกไปนอกหน้าต่าง ร่อนถลาไปมากลางเวหาอย่างอิสระอยู่หลายรอบ ก่อนจะบินข้ามหลังคาไปยังถนนเบื้องล่าง คอยบินติดตามพวกเขาไปไม่ห่าง

ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าอารามชิงอวิ๋น

เป็นนักพรตหนุ่มในชุดคลุมเก่าๆ และรองเท้าคู่ใหม่ ในมือถือไม้เท้าไผ่สีนวล เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักจิ้มลิ้มในอาภรณ์สามสีถักผมเปียเรียบร้อย และเด็กหนุ่มรูปงามร่างสูงโปร่งในชุดสีขาวสลับดำ

ซ่งโหยวแหงนหน้าอ่านกลอนคู่หน้าประตูอารามตามความเคยชิน

ที่ประตูอารามชิงอวิ๋นเขียนไว้ว่า

บุญกุศลบังเกิดได้ด้วยใจเมตตา

ภัยพิบัติมาสู่ตนเพราะเล่ห์กลคดโกง

เป็นคำกลอนที่เรียบง่ายยิ่งนัก

ซ่งโหยวถอนสายตากลับมา แล้วเดินผ่านประตูอารามเข้าไป

ภายในอารามมีกลิ่นธูปควันตลบอบอวล เหล่าผู้ศรัทธาหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย วิหารเทพเจ้าหลายหลังประดิษฐานรูปเคารพเทพองค์สำคัญบนวิมานสวรรค์ไว้เกือบครบถ้วน อาจเป็นเพราะหยางโจวนั้นสงบร่มเย็นและมั่งคั่งมานาน หรืออาจเป็นเพราะความปรารถนาส่วนใหญ่ของผู้คนที่มักวนเวียนอยู่กับลาภยศและเงินทอง เทพที่ได้รับการกราบไหว้มากที่สุดจึงเป็นเทพฝ่ายบุ๋น นอกจากองค์จักรพรรดิชื่อจินแล้ว ก็มีเพียงเทพแห่งโชคลาภและเทพแห่งปัญญาเหวินฉวี่ที่มีธูปควันหนาตาที่สุด ตามมาด้วยเทพประจำถิ่นถิ่นที่ผู้คนเคารพศรัทธา

ส่วนเทพฝ่ายบู๊ ไม่ว่าจะเป็นแม่ทัพสวรรค์จินหลิงหรือเทพสายฟ้าโจวเหลยกง กลับไม่มีรูปเคารพเลย

ทว่ากลับมีรูปเคารพของเยี่ยนเซียนประดิษฐานอยู่

เนื่องจากหยางโจวเริ่มเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ชั้นดีจากโพ้นทะเลที่เหล่านกนางแอ่นแห่งเขาอันชิงคาบกลับมาแล้ว ในฐานะที่เป็นอารามใหญ่ที่สุดในเขตเล่อจวิ้น ย่อมต้องมีรูปเคารพของเยี่ยนเซียนตามคำสั่งของราชสำนัก

ควันธูปหน้ารูปเคารพเยี่ยนเซียนหาได้เบาบางเลย

เมื่อมาถึง เด็กหนุ่มรูปงามเกินมนุษย์มนาผู้นั้นก็รีบซื้อธูปสามดอกก่อนเป็นอันดับแรก เขาตรงไปยังวิหารที่ประดิษฐานรูปเคารพเยี่ยนเซียน ทว่ากลับหยุดรออยู่ที่หน้าประตูอยู่นาน จนกระทั่งผู้คนด้านในเริ่มซาลง เขาจึงสบโอกาสก้าวเข้าไปคุกเข่าลงบนเบาะรอง ปักธูปบูชาผู้เป็นบรรพบุรุษ

ท่วงท่ากิริยาของเขาช่างเหมือนกับผู้ศรัทธาทั่วไปยิ่งนัก

ผู้ไม่รู้ย่อมคิดว่าเขามาที่นี่เพื่อกราบไหว้ขอพรจริงๆ

เพียงแต่บรรดาผู้ที่มากราบไหว้เยี่ยนเซียนนั้น ส่วนใหญ่มาเพื่อขอให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ น้อยนักที่จะมีคนหนุ่มรูปโฉมงดงามเช่นเขา

เขาไม่ได้อธิษฐานขอพร ทว่ากลับพึมพำบอกเล่าเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบ

เยี่ยนเซียนนั้นเคร่งครัดกับเขายิ่งนัก ทว่าในใจเขาย่อมรู้ดีว่านั่นเป็นเพราะความเมตตาและคาดหวัง อยากให้เขาได้ดี ความจริงแล้วท่านบรรพบุรุษดีต่อเขามากที่สุด

และเขาก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตลอดหลายปีที่ติดตามซ่งโหยวมา ย่อมต้องหาโอกาสบอกเล่าให้ท่านบรรพบุรุษได้รับรู้ถึงสิ่งที่เขาได้ตระหนักรู้ ความก้าวหน้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องราวสนุกสนานที่เกี่ยวกับตนเอง

ท่ามกลางเสียงกระซิบแผ่วเบา พลันบังเกิดสายลมเย็นพัดผ่านวิหารเทพ ลมนั้นนุ่มนวลชวนให้สบายกาย มิได้แรงพอจะพัดชายเสื้อให้ไหวติง อย่างมากก็แค่ทำให้ปลายผมเคลื่อนไหวจนรู้สึกคันยิบๆ สายลมพัดเอาควันธูปบนแท่นบูชาให้ม้วนตัวเป็นวงกลม ในพริบตานั้นรูปเคารพอันเย็นชากลับดูราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมา แววตาและใบหน้าดูอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งนี้มิใช่มีเพียงนกนางแอ่นเท่านั้นที่มองเห็น

ทว่าแม้แต่คนธรรมดาก็ยังสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลง

นักพรตเจ้าอารามชิงอวิ๋นกำลังเดินออกมาจากเรือนชั้นใน เมื่อเดินผ่านวิหารเทพหลังนี้เขารู้สึกได้ถึงบางอย่าง จึงอดมิได้ที่จะหยุดฝีเท้าแล้วหันไปมองด้วยความฉงน ยามที่ภาพตรงหน้าปรากฏสู่สายตา เขาก็ถึงกับตะลึงงันไปชั่วครู่

ภาพเด็กหนุ่มคุกเข่าพึมพำ ควันธูปอบอวลเบาบาง ดุจเทพเซียนจำแลงกาย…

นักพรตผู้นั้นจ้องมองจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ

เมื่อตื่นจากภวังค์ เบื้องหน้าก็ปรากฏนักพรตหนุ่มผู้หนึ่งในชุดคลุมตัวเก่ากับรองเท้าคู่ใหม่พร้อมกับไม้เท้าไผ่ในมือ ซึ่งบัดนี้กำลังประสานมือคารวะตนพร้อมรอยยิ้ม

“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว มาจากอี้โจว คารวะสหายบำเพ็ญ”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 443 อารามชิงอวิ๋นแห่งหยางโจว"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย