ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 442 ฤดูเหมันต์ของรัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้า มาเยือนแคว้นหยางโจว
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 442 ฤดูเหมันต์ของรัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้า มาเยือนแคว้นหยางโจว
บทที่ 442 ฤดูเหมันต์ของรัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้า มาเยือนแคว้นหยางโจว
ท่ามกลางเสียงดังเซ็งแซ่ด้วยความตื่นตระหนกของเหล่าชาวบ้าน คงไม่มีใครคาดคิดว่าเทพเซียนหรือผู้กำจัดเทพมารเมื่อคืนที่พวกเขาพากันคาดเดาไปต่างๆ นานานั้น ในเวลานี้จะพักอยู่บนยอดเขาอีกลูกหนึ่งที่ตั้งตระหง่านประจันหน้ากัน กำลังนั่งล้อมวงกับเด็กหญิงตัวน้อย รื่นรมย์กับรสชาติของอาหารเลิศรสผิดยุคสมัย
“นักพรต! เจ้าโกหก!”
“หืม”
“เจ้าโกหก!”
“เมื่อใดกัน”
“เมื่อวาน!”
“เมื่อวานตอนไหนเล่า”
“ตอนที่เจ้าคุยกับพวกคนที่มาจุดธูปนั่น! เจ้าโกหก!”
เด็กหญิงใช้มือน้อยๆ ทั้งสองข้างกำเนื้อไก่ชิ้นโตเอาไว้ มันเป็นส่วนเอ็นข้อต่อของไก่แก่ จึงมีสัมผัสเหนียวยิ่งนัก นางออกแรงยื่นส่วนเอ็นข้อต่อไปข้างหน้าพลางใช้ฟันกัดกระชากไปในทิศตรงกันข้ามอย่างสุดกำลัง จนกระทั่งเอ็นนั้นขาดสะบั้นลง ร่างท่อนบนของนางก็หงายหลังวูบ ศีรษะสั่นคลอนไปตามแรงกระชาก
“แม่นางสามสีได้ยินหมดแล้ว!”
“แม่นางสามสี เวลาจะพูดจา ควรอาหารลงไปให้หมดเสียก่อน”
“อ้อ…”
แม่นางสามสีเป็นเด็กดีรู้จักเชื่อฟัง จึงรีบทำตามคำแนะนำนั้นทันที
เพียงแต่เอ็นไก่นั้นทั้งเหนียวและหยุ่นตัว เคี้ยวไปมาก็มีแต่ความแข็งกระด้าง ทว่าโชคดีที่มันมิได้มีดีเพียงแค่ต้องออกแรงเคี้ยว ยิ่งเคี้ยวกลิ่นหอมหวนของไก่บ้านก็ยิ่งชัด ยิ่งถ้าใครมีฟันที่แข็งแรงด้วยแล้ว ก็คงได้กินอย่างเอร็ดอร่อยเป็นแน่
แม่นางสามสีหาใช่แมวติดนิสัยกินทิ้งกินขว้าง
นางใช้เวลาครู่ใหญ่ไปกับการเคี้ยวเนื้อให้แหลกแล้วกลืนลงคอไป จากนั้นจึงเงยหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่มต่อพลางกล่าวว่า
“แม่นางสามสีได้ยินจริงๆ นะ!”
“เบี่ยงประเด็นไม่ได้แล้วกระมัง…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าอย่างจนใจพลางถอนหายใจออกมาทว่ากิริยายังคงนิ่งสงบ ก่อนจะถามกลับไป “นั่นเป็นเพียงกลอุบายที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ กระทำด้วยเจตนาอันดี จะเรียกว่าโกหกได้อย่างไร”
“หือ”
“ก็เหมือนแม่นางสามสีนั่นแล” ซ่งโหยววางตะเกียบลงแล้วค่อยๆ เอ่ยต่อ “เมื่อครู่ตอนกินอาหาร ข้าได้ยินแม่นางสามสีคุยโวถึงวีรกรรมยามประจันหน้ากับเทพอันเล่อ ท่วงท่าสง่างามไร้ผู้เทียมทาน ทว่าระหว่างนั้น แม่นางสามสีเองก็เสริมแต่งเรื่องราวเกินจริงเพื่อเพิ่มอรรถรสเช่นกันมิใช่หรือ”
“เสริมแต่ง?”
“นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ…”
“ก็ไม่ได้ทำร้ายใครนี่นา…”
เด็กหญิงตัวน้อยทวนคำพลางจ้องเขม็งไปยังเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
“นั่นแล”
ซ่งโหยวขานรับ เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกล่าวสิ่งใดผิด เช่นนั้นแล้วจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้นแล้วนั่นก็เรียกว่าโกหกมิใช่หรือ แบบนี้แม่นางสามสีก็กลายเป็นแมวน้อยจอมโกหกไม่ซื่อสัตย์น่ะสิ”
“เมี๊ยว”
“ย่อมไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม่นางสามสีแค่จับหนูด้วยวิธีการปกติ เมื่อคืนนี้แม่นางสามสีก็แค่ขจัดภัยอันตรายให้ชาวบ้าน ปราบเทพอธรรม ส่วนในยามปกติที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เจ้าก็ไม่ได้ใช้วิธีการเช่นนั้นนี่” ซ่งโหยวเอ่ยกับนาง “ดังนั้นก็ถือว่าแม่นางสามสียังคงซื่อสัตย์เสมอมา ข้าเองก็เช่นกัน”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากว้างขึ้นมาทันที
นักพรตผู้นี้ช่างเก่งกาจนัก! ถึงสามารถอธิบายเหตุผลที่ซับซ้อนปานนี้ให้นางเข้าใจได้ในทันที!
แม่นางสามสีกำกระดูกไก่ในมือไว้แน่น ในใจรู้สึกทึ่งนัก
“ข้าอิ่มแล้ว…”
ซ่งโหยววางชามแล้วลุกขึ้นยืน เช็ดปากพลางก้มมองหม้อใบใหญ่ที่ยังเหลืออาหารอยู่อีกครึ่งหนึ่ง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “แม่นางสามสีกินเสร็จแล้วก็วางหม้อทิ้งไว้ที่นี่เถิด มื้อเที่ยงยังกินได้อีกมื้อ กินเสร็จแล้วค่อยล้างให้สะอาดแล้วนำไปคืนเจ้าของเดิมที่ตีนเขา เมื่อคืนข้าไม่ได้นอนเลย รู้สึกง่วงเล็กน้อย ขอนอนพักสักงีบก่อน”
“ตกลง!”
บนยอดเขาเงียบสงัดไร้ผู้คน สายลมพัดเอื่อย เมฆาเบาบาง
ซ่งโหยวหยิบผ้าขนสัตว์ออกมาจากถุงใส่ผ้าแล้ว เขานอนลงไปโดยไม่มีหมอนหรือผ้าห่ม เพียงหนุนลำแขนของตนเองเท่านั้น เห็นทัศนียภาพตรงหน้าเป็นผืนฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล
ท้องนภานั้นงดงามเสมอมา
หมู่เมฆขาวพริ้วไหวราวกลุ่มควัน แทรกตัวด้วยสีครามจางๆ สีฟ้าที่ทอประกายออกมานั้นคล้ายไร้ขอบเขต มิอาจเพ่งมองได้โดยตรง หากมัวจ้องมองไม่วางตา จะรู้สึกว่ามันเป็นดั่งหุบเหวลึกแฝงด้วยแรงดึงดูดอันตราย ไม่ว่าสายตาจะจ้องมองอยู่เนิ่นนานเพียงใด ก็ไม่มีวันได้พบกับจุดสิ้นสุด ภายในใจหาได้มีเพียงความรู้สึกอันอ้างว้าง แต่ยังรู้สึกสะท้อนใจในความเป็นมนุษย์ต่ำต้อยของตนเอง ยากจะหลีกเลี่ยงความหวั่นไหวนั้นได้
ทว่าสิ่งนี้กลับเป็นเรื่องดี
ซ่งโหยวจึงชื่นชอบการแหงนมองท้องฟ้ายิ่งนัก
ฟิ้ว…
นกนางแอ่นกางปีกโผบินผ่านนภากาศอย่างแคล่วคล่อง
ดูเหมือนว่าเด็กหญิงข้างกายเขาจะกินเสร็จแล้ว ถึงได้ยินเสียงนางเก็บถ้วยชามไปล้างแว่วมาจากใกล้ๆ
ซ่งโหยวจ้องมองท้องฟ้าต่ออีกครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสียงรอบข้างสงบลง เมื่อเขาหันหน้าไปมอง ก็เห็นแม่นางสามสีนั่งยองๆ อยู่เพียงลำพังหน้ากอหญ้าเข็มแห้งเหลือง ร่างเล็กๆ ที่ขดตัวกลมอยู่นั้น สูงกว่ากอหญ้าเพียงน้อยนิด นางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เพียงนำใบหญ้าเหล่านั้นมาบรรจงถักเป็นเปีย เสมือนว่ามันเป็นเส้นผมอย่างไรอย่างนั้น
นางรู้ว่าซ่งโหยวกำลังนอนพักผ่อน จึงเล่นอยู่เพียงลำพัง
ซ่งโหยวก็ไม่ได้รบกวนนาง เขาเลิกมองท้องฟ้าแล้วหันหน้ากลับมา ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าใบหญ้ามาปิดตา ในที่สุดก็สู่ห้วงนิทราไป
บางที…นี่อาจเป็นวิถีชีวิตดั่งเทพเซียนรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตะวันก็คล้อยต่ำลงส่งสัญญาณว่าเป็นยามบ่ายแล้ว
ต้นหญ้าเข็มบนยอดเขากว้างเพียงหนึ่งถึงสองจั้งถูกถักทอเป็นเปียผมทั้งหมด เว้นแต่ส่วนที่อยู่ใต้ผ้าขนสัตว์ ทว่ากลับไร้ร่างเงาของเด็กหญิงตัวน้อย
“…”
ซ่งโหยวลุกขึ้นนั่งก่อนจะหยัดกายยืนขึ้น เขาเดินไปที่ริมเนินดิน เป็นไปตามคาด แม้แต่หญ้าเข็มบนลาดเขาก็ยังถูกถักเป็นเปียเรียบร้อย เขาเดินวนรอบขอบเนินดินไปได้ครึ่งรอบ จึงได้พบกับเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งขดตัวชันเข่าอยู่ตรงเส้นแบ่งระหว่างหญ้าที่ถูกถักเปียแล้วกับหญ้าที่ยังเป็นพุ่มรกชัฏ นางกำลังบรรจงถักเส้นผม ให้กับต้นหญ้าอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย
“แม่นางสามสี” ซ่งโหยวเอ่ยเรียก
“หือ! นักพรต เจ้าตื่นแล้วหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นมาในทันใด นางมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
“แม่นางสามสีกำลังทำอะไรอยู่หรือ”
“แม่นางสามสีกำลังถักเปียให้ต้นหญ้า!” แม้นางจะยังคงสีหน้าสงบนิ่ง แต่กลับตอบคำถามออกมาอย่างรวดเร็ว
“เหตุใดแม่นางสามสีถึงไม่นอนพักผ่อนเสียหน่อยเล่า”
“เพราะไก่ที่เราต้มไว้ยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง บนภูเขานี้มีพวกหัวขโมยเยอะแยะไปหมด ข้ากลัวว่าพวกมันจะฉวยโอกาสตอนที่เราหลับแอบมาขโมยเนื้อของเรากิน” เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวพลางก้มลงมองครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าทักษะการถักเปียของนางจะพัฒนาขึ้นมากในระยะเวลาเพียงครึ่งค่อนวัน มือไม้ของนางเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง นางก้มมองเพียงชั่วครู่ก็เงยหน้าขึ้นจ้องมองนักพรตหนุ่ม “อีกอย่าง แม่นางสามสีเห็นว่าปกติเจ้าดูเหมือนจะชอบถักเปียให้แม่นางสามสีมาก แม่นางสามสีก็เลยลองทำดูบ้าง”
“สนุกหรือไม่”
“ไม่รู้สิ…”
“แล้วแม่นางสามสีไม่ง่วงหรือ”
“เดี๋ยวแม่นางสามสีค่อยไปนอนบนหลังเจ้าม้าก็ได้”
“ลำบากเจ้าแล้ว…”
บางทีการที่เจ้าแมวรู้ความเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก
จากนั้นเขาก็จุดไฟขึ้นใหม่ เติมน้ำลงในหม้อเล็กน้อยเพื่อทำให้รสเค็มจากการเคี่ยวเป็นเวลานานเจือจางลง เมื่อเขาอุ่นเนื้อไก่ที่เหลืออยู่ครึ่งหม้อให้ร้อนได้ที่แล้ว ทั่วทั้งเนินดินบนยอดเขาแห่งนี้ หญ้าเข็มแห้งกรังต่างก็มีทรงผมเป็นของตนเองกันหมดแล้ว
ต้องขอบคุณไก่ตัวโตตัวนั้น ที่ทำให้พวกเขาได้อิ่มเอมกับอาหารเลิศรสอีกมื้อหนึ่ง
หลังจากนั้น ซ่งโหยวได้ใช้วาจาศิลป์โน้มน้าวให้แม่นางสามสีล้มเลิกความตั้งใจที่จะล้างหม้อและถ้วยชาม เขาให้นางกลับคืนร่างเป็นแมวแล้วเข้าไปนอนหลับในย่ามบนหลังม้า ส่วนตัวเขาก็หิ้วหม้อและชามลงเขาไปหาลำธารล้างทำความสะอาด เก็บถ้วยตะเกียบลงในถุงใส่ผ้า ขัดล้างหม้อเหล็กจนสะอาดหมดจด เติมน้ำดื่มจนเต็มหม้อ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าและไม้หอมสีฟันออกมาจัดการสุขอนามัยส่วนตัวท่ามกลางน้ำพุเย็นฉ่ำบนเขา
“นักพรต~”
เจ้าแมวสามสีโผล่หัวออกมาจากย่าม จ้องมองเขาด้วยแววตาสะลึมสะลือ “เราจะไปที่ไหนกันต่อหรือ”
“เดินหน้าต่อไปก็ถึงหยางโจวแล้ว”
“หยางโจว?”
“ใช่แล้ว”
“หยางโจวที่แม่นางจิ้งจอกอาศัยอยู่หรือ”
“…”
ซ่งโหยวอมน้ำไว้เต็มปากก่อนจะบ้วนทิ้ง จากนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามารองน้ำจนชุ่มก่อนจะตอบว่า “บัดนี้คงไม่มีจิ้งจอกไปรอพวกเราที่หยางโจวแล้ว แต่เมื่อคืนข้าได้ยินเทพอันเล่อกล่าวว่า เดิมทีราชครูได้มอบหมายภารกิจให้เทพห้าองค์ในแคว้นหยางโจวและพื้นที่โดยรอบ ให้ช่วยเสาะหาสมบัติฟ้าดิน ฟังจากคำพูดของเขาแล้ว ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเทพทั้งห้านั้นไร้ประโยชน์จริงๆ หรือเขากลัวว่าราชครูจะฆ่าปิดปากทุกคนที่เกี่ยวข้องกันแน่ สรุปความได้ว่า ข้าตัดสินใจจะไปเยี่ยมเยียนเทพพวกนั้นดูเสียหน่อย”
“เจ้ารู้หรือว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน”
“ไม่รู้สิ”
“แล้วเจ้าจะหาเจอได้อย่างไร”
“…”
ซ่งโหยวบิดผ้าเช็ดหน้าให้หมาดแล้วสะบัดออก เขาหลังหันไปหาเจ้าม้า ผ้าเช็ดหน้านั้นเนื้อผ้าไม่ค่อยดีนัก อีกทั้งยังใช้งานมานานจนมีรูขาด ทว่าเขากลับสามารถสบตากับแม่นางสามสีที่โผล่หัวออกมาจากบนหลังม้าผ่านรูขาดนั้นได้พอดี “ยามราชสำนักแต่งตั้งเทพประจำถิ่น ย่อมต้องมีบันทึกในศาลากลาง อารามหรือหินจารึกในพื้นที่ ไว้ไปถึงที่นั่นก็รู้เอง”
“เจ้านี่ฉลาดจริงๆ”
“ฉลาดสู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอกน่า”
“ผ้าเช็ดหน้าของเจ้าขาดเป็นรูแล้วนะ”
“แค่รูเดียวเอง ยังใช้ได้อีกนาน” ซ่งโหยวเห็นคุณค่าในสิ่งของเก่า ยามมองผ้าผืนนี้ เขารู้สึกฝังใจว่ามันไม่เพียงแต่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของตนเอง ทว่าแม้แต่ลวดลายหรือรอยขาดบนผ้านั้นล้วนคุ้นเคยกับผิวหน้าของเขาดี จึงยิ่งตัดใจทิ้งไม่ลง “ไว้ถึงหยางโจวค่อยซื้อใหม่ก็แล้วกัน”
“ถึงหยางโจวแล้วซื้อใหม่!”
ซ่า…
ซ่งโหยวบิดน้ำออกจากผ้าอีกครั้ง แล้วหันไปทางแมวสามสีที่กำลังงัวเงีย ทันทีที่นางรู้ตัวและกำลังจะหดหัวกลับไป เขาก็ก้าวขาออกไป แล้วใช้ผ้าผืนนั้นโปะลงบนใบหน้าของนางทันที
“แม่นางสามสี ก่อนนอนต้องล้างหน้าเสียหน่อย”
กล่าวพลางใช้ผ้าถูใบหน้าของนางไปมา
“นอนเถิด”
ซ่งโหยวชักมือกลับมาอย่างพึงพอใจ ขยี้ผ้าอีกเล็กน้อยก่อนจะเก็บเข้าที่เดิน แล้วหิ้วหม้อเหล็กออกเดินทางต่อ
ใต้ขุนเขาแห่งนี้มีบ้านเรือนผู้คน
เมื่อวานซ่งโหยวเพิ่งจะไปสอบถามเรื่องเทพอันเล่อจากชาวบ้านแถบนี้ และได้ยืมหม้อใบนี้มาจากชายชราผู้เป็นมิตร
ชายชราผู้นั้นคงเห็นว่านักพรตหนุ่มผู้นี้ดูมีเมตตา วาจาสุภาพอ่อนน้อม ทั้งยังเป็นนักพรตที่มาถามไถ่เรื่องผีสางเทพยดา จึงตัดสินใจให้ยืมหม้อ ซ่งโหยวจึงให้เงินค่ามัดจำกับเขาไว้เพื่อความสบายใจ มิเช่นนั้นผู้เฒ่าคงกังวลว่าหม้อของตนจะมลายหายไปพร้อมกับการปราบเทพอธรรมจนนอนไม่หลับ
ยามนี้เนื้อไก่หมดลงแล้ว หม้อก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ซ่งโหยวย่อมนำมันไปคืนให้ชายชราผู้นั้น รับเงินมัดจำคืนมา ซ้ำแล้วยังคะยั้นคะยอที่จะมอบเงินค่าเช่าให้อีกด้วย
เรื่องราว ณ ที่แห่งนี้ถือเป็นอันสิ้นสุด
เขาจูงม้าเดินไปตามถนนหลวงท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่ เดินไปอย่างเอื่อยเฉื่อย เสียงกระดิ่งม้าดังแว่วไปตามทาง มุ่งหน้าสู่สถานที่อันไกลโพ้น
เดินต่อไปอีกไม่กี่สิบลี้ ก็จะเข้าสู่เขตหยางโจวแล้ว
หยางโจวคือแคว้นอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า
หากกล่าวถึงความรุ่งเรืองมั่งคั่ง ยังล้ำหน้ากว่าอั๋งโจวอันเป็นที่ตั้งของนครฉางจิงเสียด้วยซ้ำ หากกล่าวถึงรากฐานทางวัฒนธรรม แม้ว่ามณฑลอี้โจวในยุคสมัยปัจจุบันจะมีวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ก็ยังต้องยอมศิโรราบให้แก่หยางโจว
เพียงแค่ก้าวเข้าสู่เขตอำเภอแรก กลิ่นอายความเจริญก็เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นมาบ้างแล้ว