Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 441 เซียนผู้กำราบเทพอธรรมโปรดปรานเนื้อไก่

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 441 เซียนผู้กำราบเทพอธรรมโปรดปรานเนื้อไก่
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 441 เซียนผู้กำราบเทพอธรรมโปรดปรานเนื้อไก่

เปรี๊ยะ…

พลันปรากฏรอยร้าวดุจแผ่นน้ำแข็งปริแตกขึ้นตามรูปเคารพเทพในศาลเจ้าที่บัดนี้ทั้งส่วนศีรษะและลำตัวถูกแยกออกจากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงพังทลายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยในพริบตา แม้แต่กิ่งไม้และหญ้าแห้งที่อยู่ภายในก็ร่วงโรยสู่พื้น

ชาวบ้านร่วมใจกันลงขันสร้างศาลเจ้าแห่งนี้ขึ้นมา อย่างไรเสียก็ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง ซ่งโหยวหาได้คิดทำลายมันทิ้งไม่ เขาเพียงเรียกหินก้อนใหญ่จากบนเขามาที่หน้าประตูศาลเจ้า จากนั้นจึงร่ายไม้เท้าไผ่กลางอากาศ ผ่าหินก้อนนั้นออกจนได้เป็นหน้าตัดเรียบกริบ ก่อนจะหันไปหาเด็กหญิงตัวน้อยที่เพิ่งวิ่งออกมา

“แม่นางสามสี มาเขียนตัวอักษรให้ข้าเถิด”

“เขียนตัวอักษรรึ”

แม่นางสามสีสะพายย่ามพองๆ ส่วนมืออีกข้างก็ยังอุ้มไก่ตัวใหญ่ไว้แน่น ครั้นนางได้ยินเช่นนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างงุนงง

“มิใช่อะไรหรอก เป็นเพราะแม่นางสามสีฝึกเขียนพู่กันมาหลายปี ฝีไม้ลายมือจัดว่าดีเลยทีเดียว ข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยเขียนข้อความลงบนหินนี้ไว้แจ้งชาวบ้าน”

“แจ้งชาวบ้าน”

“ก็คือบอกพวกเขาว่า เทพอันเล่อถูกกำจัดไปแล้วนั่นแล”

“ได้เลย!”

เด็กหญิงตัวน้อยรีบวางย่ามลงกับพื้น แล้วไปหยิบพู่กันมาจากหลังม้า ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมคำถาม

“เขียนว่าอะไรหรือ”

“เขียนว่า…” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “เทพอธรรมถูกกำจัดแล้ว มิควรสักการะบูชาต่อ จงพาสัตว์กลับไปเอง ส่วนไก่ตัวนี้ข้าขอเป็นค่าตอบแทน พวกท่านล้วนมีใจเมตตา จงรักษาความดีงามนี้สืบไป ย่อมมีโชคดีตามมาในภายหลัง”

“เทพอธรรมถูกกำจัดแล้ว…”

เด็กหญิงตัวน้อยยืนอยู่หน้าแผ่นหิน เริ่มจรดปลายพู่กันจากบนลงล่าง

คราแรกนางต้องชูมือขึ้นสูง ทั้งยังต้องเขย่งปลายเท้า จากนั้นจึงค่อยๆ เขียนไล่ลงมาจนอยู่ในระดับสายตา แล้วก้มตัวลงจนถึงขั้นนั่งต้องยองๆ เพื่อเขียนข้อความให้จบ

ลายมือของแม่นางสามสียังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยนัก อาจเป็นเพราะนางอ่านตำรามามาก เดิมทีลายพู่กันของนางนั้นคล้ายคลึงกับซ่งโหยวอย่างยิ่ง ทว่ายามนี้กลับเริ่มมีความคล้ายคลึงกับอักษรพิมพ์มากขึ้น ดูตั้งใจแต่ยังขาดเอกลักษณ์เฉพาะตัวและจินตนาการไปบ้าง

“…มีโชคดี”

ทันทีที่เขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จ

พลันมีเสียงหนึ่งดังตามมา

เศษหินและฝุ่นละอองร่วงกราวลงมาจากก้อนหิน ลอยละล่องไปตามลม ทำเอาแม่นางสามสีที่กำลังนั่งยองๆ ถือพู่กันอยู่ถึงกับสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดไปสองก้าว

ครั้นนางเงยหน้ามองดูหน้าตัดหินอีกครั้ง ทุกตัวอักษรที่นางเขียนลงไปเมื่อครู่ บัดนี้ได้สลักลึกลงไปในเนื้อหินเสียแล้ว

“โอ้โห!”

“ด้านหลังก็เขียนตัวอักษรเล็กๆ กำกับไว้สักหน่อยเถิด”

“ตัวอักษรเล็กๆ!”

“เขียนว่า ก่อนหน้านี้มีนักโทษหนีคดีซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ได้ลอบเข้ามาซ่อนตัวในศาลเจ้าในยามวิกาล และถูกเทพอธรรมจับกินไปแล้ว ส่วนจะเขียนอย่างไรนั้น แม่นางสามสีกำหนดเอาตามใจชอบเถิด”

“ได้เลย!”

เด็กหญิงตัวน้อยจรดพู่กันลงกับหน้าตัดหินอีกครั้ง เขียนอักษรตัวเล็กเป็นแถวยาว

ครั้นเขียนตัวอักษรเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ฝุ่นผงและเศษหินก็ร่วงพรูลงมา ตัวอักษรล้วนถูกสลักลงบนหิน

“นี่คือวิชาอะไรรึ”

“ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น”

“เล่นลูกหรือ!”

แม่นางสามสีมองเขาตาขวาง

“ไปกันเถิด” ซ่งโหยวรับไก่มาจากมือนางแล้วนำไปแขวนไว้บนหลังม้า ก่อนจะถือไม้เท้าเดินนำไปเบื้องหน้า “ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่นางสามสีซุ่มรออยู่ในศาลเจ้า ข้าก็มิได้อยู่เฉย ไปขอยืมหม้อจากในหมู่บ้านมาใบหนึ่ง ประจวบเหมาะกับที่ผู้เฒ่าท่านนั้นแบ่งข้าวนางแอ่นให้พวกเรา ทั้งยังได้ไก่ตัวโตมาอีกตัว วันนี้พวกเราทำไก่ผัดเตาฟืนกินคู่กับแผ่นแป้งแล้วกัน”

“ไปยืมหม้อมาจากไหนหรือ”

“ในหมู่บ้านเชิงเขานั่นแล มีผู้เฒ่าท่านหนึ่งพูดจาเป็นมิตรนัก ข้าถือโอกาสถามไถ่เรื่องเทพอันเล่อและเรื่องราวแถวนี้จากเขาด้วย” ซ่งโหยวพูดไปเดินไป “ข้าให้เงินมัดจำเขาไปเล็กน้อยน่ะ”

“เราจะไปกินที่ไหนหรือ”

“ย่อมต้องไปหาลำธารบนเขา จัดการชำแหละไก่ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นค่อยหาที่ที่ทัศนียภาพงดงาม อากาศปลอดโปร่งไว้ปรุงอาหาร”

“ข้าว่าแล้วเชียว!”

“แน่นอนอยู่แล้ว…”

ดวงจันทร์เลือนหายไปจากท้องฟ้าเมื่อใดมิอาจทราบได้ ถูกแทนที่ด้วยแสงเงินแสงทองที่ขอบฟ้า หมู่ดาวพราวระยับเหลือเพียงดาวประกายพรึกเพียงดวงเดียว

ราตรีอันยาวนานกำลังจะผ่านพ้น ฟ้าดินยังคงทอแสงสลัว ทั้งคณะพากันลัดเลาะไปตามทางสายเล็กบนขุนเขา เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงศาลเจ้าอันว่างเปล่าท่ามกลางขุนเขาและแผ่นหินจารึกข้างหน้าเท่านั้น

ท่ามกลางขุนเขาใหญ่มีธารน้ำหลายสาย มักจะได้ยินเสียงน้ำไหลรินอยู่เสมอ มีการใช้กระบอกไม้ไผ่ทำเป็นทางน้ำไหล ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของชาวบ้านในพื้นที่ หรือพ่อค้าหาบเร่ที่ผ่านมาทางนี้บ่อยๆ หรืออาจจะเป็นฝีมือของทางการ ให้น้ำไหลรินอยู่เช่นนั้นทั้งวันคืน มอบความสะดวกให้กับผู้คนที่ต้องการหาน้ำดื่มยิ่งนัก

ซ่งโหยวมาหยุดอยู่ที่ลำธารน้ำที่อยู่ห่างจากถนนหลวงไม่มาก ต้มน้ำร้อน ชำแหละไก่แล้วล้างให้สะอาดสะอ้าน สับเป็นชิ้นๆ จากนั้นก็ใช้ใบตองห่อไว้ แล้วจึงมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขา

เมื่อหาฟืนแห้งมาได้ก็ตั้งหม้อบนเตาสามขา

ข้าวนางแอ่นของท่านผู้เฒ่าเลยช่วงเวลาเก็บเกี่ยวมานานเสียจนแห้งกรัง นักพรตหนุ่มรูดเมล็ดข้าวนางแอ่นออกมาใส่หม้อดินใบเล็กที่ใช้หุงข้าวปกติ ปิดฝาแล้วเขย่าเบาๆ หาได้รุนแรงไม่ จากนั้นจึงได้ยินเพียงเสียงเมล็ดข้าวนางแอ่นกระทบหม้อ ทว่าเสียงนั้นกลับเบาลงอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็เงียบหายไป เมื่อเปิดฝาหม้อออกมา ข้าวนางแอ่นด้านในก็กลายเป็นแป้งข้าวนางแอ่นสีเหลืองนวลไปเสียแล้ว

เขาเติมแป้งสาลีลงไป นวดให้เข้ากันเป็นก้อนเดียว

จากนั้นนักพรตจึงจุดไฟและเริ่มลงมือผัดไก่

เด็กหญิงในชุดสามสีที่สะพายย่ามอยู่ยืนตาปรือสะลึมสะลือ นางขยี้ตาเป็นพักๆ แต่ยังคงยืนกรานยืนเฝ้าอยู่ข้างเตา จับจ้องทุกท่วงท่าของนักพรตหนุ่ม

ไม่ปล่อยให้รายละเอียดใดๆ เล็ดลอดสายตาไปแม้แต่นิดเดียว

ซ่งโหยวทั้งเติมฟืนและปรุงอาหารไปพร้อมกัน ก่อนจะเอ่ยปากขึ้น “แม่นางสามสีปราบปีศาจมาทั้งคืน ไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลย ไม่สู้ไปพักสักงีบเล่า กว่าเจ้าจะตื่น ไก่ก็คงสุกได้ที่พอดี”

“แม่นางสามสีไม่ง่วง!”

น้ำเสียงของเด็กหญิงตัวน้อยหนักแน่นยิ่งนัก

แสดงออกถึงความใฝ่รู้และมุมานะของนาง ทั้งยังไม่ยอมปล่อยผ่านวิธีที่จะรังสรรค์เนื้อหนูให้กลายเป็นของอร่อยไปได้เลยแม้แต่วิธีเดียว

“…”

นักพรตหนุ่มจนใจยิ่งนัก แต่ก็ยังคงลงมือทำอาหารต่อไปไม่หยุด

ยามนี้ฟ้าสว่างแล้ว ลมโชยแผ่ว เมฆาเบาบาง อากาศยามเช้าช่างรื่นรมย์ ไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป

ชีวิตในหมู่บ้านเบื้องล่างค่อยๆ ตื่นจากการหลับใหล เสียงไก่ขันหมาเห่าดังแทรกขึ้นมา ควันไฟจากเตาหุงหาอาหารลอยละล่องมาผสมกับหมอกบางๆ โอบล้อมขุนเขาราวกับผ้าแพรหยก

บนยอดเขาอันรกร้าง ก็มีควันไฟแห่งโลกมนุษย์ลอยกรุ่นเช่นกัน

เมื่อน้ำมันในหม้อร้อนจนได้ที่ เนื้อไก่ก็ถูกหย่อนลงไป ฟองน้ำมันพุ่งพล่าน เนื้อไก่เปลี่ยนสีจากแดงสดเป็นเหลืองทอง หนังหดรัดตัวเข้าหากัน แม้จะขาดน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว แต่ซ่งโหยวก็เตรียมขิง กระเทียม พริก และเครื่องเทศต่างๆ ไว้ครบครัน เขาทยอยใส่ลงไปทีละอย่าง กลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นอบอวลไปทั่ว มีลมภูเขาคอยพัดพาความหอมโชยไปไกล

“อึก!”

เด็กหญิงตัวน้อยขยี้ตาไปพลาง ลอบกลืนน้ำลายไปพลาง

นักพรตเติมน้ำลงไปเล็กน้อย หยิบหมวกโต่วลี่ของตนมาปิดแทนฝาหม้อ จากนั้นจึงนั่งลงดูหมู่เมฆาที่โอบล้อมยอดเขาเขียวขจีอย่างสบายอารมณ์ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเปิดหมวกออก

จากนั้นเขาก็นำแผ่นแป้งข้าวโพดแปะเข้ากับขอบหม้อ ให้ส่วนล่างจุ่มลงไปในน้ำแกงไก่เล็กน้อย แปะลงไปทั้งหมดหกแผ่น แล้วปิดหมวกลงตามเดิม นั่งรออยู่ข้างๆ ต่อไป

บนยอดเขานี้มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย ไร้คนเพาะปลูก เต็มไปด้วยต้นหญ้าเข็ม ซึ่งเป็นหญ้าป่าที่ขึ้นเป็นกอเล็กๆ เส้นหญ้าละเอียดพริ้วไหวดุจเส้นผม มักขึ้นตามยอดเขาหรือหน้าผา ข้อดีของหญ้าชนิดนี้คือเมื่อเกลี่ยให้เรียบเพียงเล็กน้อย ก็จะกลายเป็นเบาะรองนั่งชั้นดี

เสียงน้ำแกงในหม้อเดือดพล่าน ไอร้อนพวยพุ่งผ่านหมวกสานออกมาไม่ขาดสาย

กลิ่นหอมกรุ่นขจรกระจายไปทั่วบริเวณ

นักพรตหนุ่มยังคงนั่งขัดสมาธินิ่ง สงบสายตามองไกลไปยังเส้นขอบฟ้า

ดวงตาของแม่นางสามสีแทบจะปิดสนิทอยู่รอมร่อ นางขยี้ตาเป็นพักๆ แต่ก็ยังฝืนทนไม่ยอมหลับ พยายามทำท่ามองไกลตามอย่างนักพรตบ้าง หรือไม่ก็หันไปมองหม้อเหล็กข้างกายบ้าง เมื่อความง่วงจู่โจมจนเกินทน นางก็จะลุกขึ้นไปหยิบส้มและสาลี่ที่เก็บมาจากศาลเจ้า ซึ่งล้วนมีสภาพช้ำ ได้แต่เก็บไว้ป้อนเจ้าม้า

กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างเนิบช้าและสงบเงียบ

หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าบนยอดเขาค่อยๆ แห้งเหือดไป

ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด เด็กหญิงตัวน้อยเริ่มคอตก ดวงตาหรี่ปรือคล้ายกำลังครุ่นคิดถึงสัจธรรมแห่งชีวิต

“ได้ที่แล้ว!”

ซ่งโหยวยกฝาหมวกโต่วลี่ออกในที่สุด

“ฟึ่บ!”

เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าพรึบพลางลุกพรวด วิ่งไปหยิบชามและตะเกียบมาทันที

“มานั่งเถิด”

ซ่งโหยวเรียกให้นางล้อมวงนั่งรอบหม้อ

เจ้านกนางแอ่นนั้นไม่ค่อยกินอาหารที่มนุษย์ปรุง และยิ่งไม่กินพวกสัตว์ปีกด้วยกันเอง เขาจึงไม่คะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายลำบากใจ

ยามนี้ในหม้อเต็มไปด้วยเนื้อไก่ชิ้นโต มีเพียงผักป่าไม่กี่อย่างใส่ประดับไว้ ขอบหม้อเหล็กมีแผ่นสีเหลืองทองติดอยู่ ส่งกลิ่นหอมที่ซ่งโหยวคุ้นเคยและถวิลหาออกมา

ซ่งโหยวคีบแผ่นแป้งสีเหลืองทองก่อนตามความเคยชิน

แม่นางสามสีเห็นดังนั้นก็ทำตามเขา

ซ่งโหยวพรูลมหายใจแล้วกัดแผ่นแป้ง

เด็กหญิงก็กัดตามเขาเช่นกัน

ผิวหน้าของแผ่นแป้งเป็นสีเหลืองทอง มีเนื้อสัมผัสหยาบกระด้างเล็กน้อย แต่อีกด้านนั้นถูกจี่จนเป็นสีน้ำตาลแดง ยามเคี้ยวจะได้รสสัมผัสสากลิ้นเล็กน้อย ทว่ากลับหวานหอมยิ่งนัก

“…”

ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง รสชาติที่คุ้นเคยปลุกความทรงจำที่ถูกฝังไว้นานแสนนานให้หวนคืนมา การลิ้มรสครานี้จึงมิใช่เพียงแค่รสชาติของแผ่นแป้งข้าวนางแอ่นอีกต่อไป

ทว่าเขากลับไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงใช้ตะเกียบคีบแผ่นแป้งกดลงไปในน้ำแกงไก่ผัดเตาฟืน รอให้มันดูดซับน้ำแกงจนชุ่มโชกแล้วจึงคีบขึ้นมาอีกครั้ง

แม่นางสามสีทำตามทุกขั้นตอน นางจ้องเขาตาเขม็ง ยามนำแผ่นแป้งลงไปจุ่มน้ำแกงก็รอจนเวลาเช่นเดียวกับซ่งโหยว

ท่าทางเช่นนี้มองดูแล้วช่างน่าเอ็นดูนัก

ทว่าเมื่อลองจินตนาการว่า ในวันหน้าหากฝักข้าวนางแอ่นที่ท่านผู้เฒ่ามอบให้ซ่งโหยวเหลืออยู่เพียงไม่กี่ฝัก ซ้ำแล้วยังถูกนางแกะเมล็ดออกไปครึ่งหนึ่งเพื่อทำแผ่นแป้งแบบเดียวกับวันนี้ แล้วนำไปแช่ในน้ำแกงหนูผัดเตาฟืนดั่งเช่นตอนนี้…ความน่าเอ็นดูนั้นก็ดูจะเจือไปด้วยความประหลาดพิกลอยู่บ้าง

“แม่นางสามสี รสชาติเป็นอย่างไร”

“แม่นางสามสีว่าอร่อยมาก!”

“กินเนื้อเถิด”

“กินเนื้อ!”

ซ่งโหยวคีบเนื้อไก่ชิ้นแรก

เด็กหญิงตัวน้อยก็ทำตามเขา

ไก่ตัวนี้คงมีอายุพอสมควร เนื้อค่อนข้างเหนียวและแข็ง แต่หลังจากเคี่ยวจนได้ที่กลับให้สัมผัสแน่น หนังไก่มีความยืดหยุ่น ทั้งยังดูดซับน้ำแกงและกลิ่นเครื่องเทศไว้จนเต็มเปี่ยม เพียงคำแรกที่ได้ลิ้มลองก็ทำให้ซ่งโหยวและแม่นางสามสีรู้สึกว่าไม่ได้ปราบปีศาจโดยกลับมามือเปล่าแล้ว

“อร่อยจัง!”

เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวชื่นชมแล้วกลับไปพินิจพิจารณาต่อ

ส่วนซ่งโหยวไม่พูดจา เพียงลิ้มรสอาหารเลิศรสอย่างเงียบเชียบ

ในห้วงเวลานี้ ความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืนจางหายไปจนสิ้น ท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่และดวงใจที่อิ่มเอม นับเป็นช่วงเวลาที่ปลอดโปร่งโล่งสบายที่หาได้ยากยิ่งในระหว่างการเดินทาง

ขณะเดียวกันนั้น ณ ป่าเขาที่ห่างไกลออกไป ก็เริ่มมีเสียงพูดคุยจอแจแว่วมา…

กลุ่มชาวบ้านรวบรวมความกล้าพากันขึ้นมายังศาลเทพอันเล่อ

เดิมทีพวกเขาตั้งใจจะมาดูว่าสัตว์ที่นำมาเซ่นไหว้เมื่อวานจะเหลือรอดอยู่สักกี่ตัว และหมายจะมาทำความสะอาดศาลเจ้า แต่เมื่อรู้ว่าเทพอันเล่อจะกินสัตว์เซ่นไหว้ ทั้งยังเห็นคนนำเด็กหญิงตัวน้อยมาถวายแทน ในใจจึงเกิดความหวาดกลัว จึงได้เรียกทั้งคนชราและคนหนุ่มมากันเป็นกลุ่มใหญ่

ทว่าเมื่อมาถึงหน้าศาลเจ้า กลับพบว่าสัตว์ทุกตัวนอกจากไก่ยังมีชีวิตอยู่ครบถ้วนและถูกผูกไว้กับต้นไม้ดังเดิม หน้าศาลเจ้ามีแผ่นหินเขียวที่ถูกตัดให้หน้าหินเรียบวางไว้เป็นหินจารึก มีข้อความเขียนไว้อย่างชัดเจน ส่วนภายในศาลเจ้านั้นพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ รูปเคารพเทพอันเล่อนั้นแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ

“เกิดอะไรขึ้น”

“แย่แล้ว!”

“ต้องเป็นนักพรตเมื่อวานนี้แน่ๆ!”

“ตรงนี้มีข้อความเขียนไว้!”

“ใครที่อ่านหนังสือออก มาอ่านดูเร็วเข้า!”

“ท่านจางซาน ท่านจางซานมาอ่านที!”

เพียงชั่วพริบตาเดียว ทุกคนต่างพากันมารุมล้อมอยู่ที่หน้าประตูศาลเจ้าและหน้าแผ่นหิน จ้องมองข้อความบนหินอย่างไม่วางตา

มีคนเริ่มอ่านออกเสียง

ผู้คนต่างตื่นตระหนกไปตามๆ กัน

ยามนี้พวกเขาถึงได้ตระหนักว่า นักพรตเมื่อคืนนี้ไม่ได้มาที่นี่เพื่อสักการะเทพอันเล่อ และไม่ได้มาขโมยสัตว์เซ่นไหว้ แต่เป็นเซียนที่ล้วงรู้ว่าที่แห่งนี้มีเทพกำมะลอสถิตอยู่ จึงจงใจมากำจัดปิศาจร้าย! ซ้ำแล้วยังมีแต่เซียนตัวจริงเท่านั้นที่ไม่แตะต้องสัตว์ใหญ่หลังจากกำจัดปีศาจได้แล้ว กลับเลือกไก่ที่มีค่าน้อยที่สุดไปเพียงตัวเดียว

หากมิใช่เพราะเมตตาต่อชาวโลก…ก็เห็นจะเป็นเซียนผู้โปรดปรานเนื้อไก่ยิ่งนัก

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 441 เซียนผู้กำราบเทพอธรรมโปรดปรานเนื้อไก่"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย