ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 448 นครหยางตูแดนรุ่งโรจน์
บทที่ 448 นครหยางตูแดนรุ่งโรจน์
ภายในอารามชิงอวิ๋น
ชิงหวายจื่อนั่งขัดสมาธิอ่านคัมภีร์เต๋าอยู่บนพื้น บนโต๊ะไม้ข้างกายมีกระถางธูปทองแดงตั้งอยู่ กลิ่นหอมจางๆ ลอยละล่องออกมาจากควันธูปที่ม้วนตัวเป็นสาย ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้สงบนิ่ง แว่วเสียงบทสวดยามเย็นของเหล่าศิษย์ดังมาจากตำหนักใหญ่ด้านนอก ผสานไปกับท่วงทำนองลำนำเต๋าที่แฝงไว้ด้วยความอ่อนช้อยนุ่มนวลตามแบบฉบับหยางโจว ยิ่งขับเน้นให้ห้วงอารมณ์ดิ่งลึกสู่ความสงัด
ทว่าสายตาของชิงหวายจื่อกลับมิได้จดจ่ออยู่ที่คัมภีร์เต๋า ใจเขากำลังพินิจถึงเรื่องราวที่เพิ่งสืบทราบมาเมื่อวาน
ด้วยหยางโจวเป็นเมืองพาณิชย์อันแสนรุ่งเรือง พ่อค้าวานิชจากทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางไปมาหาสู่ อีกทั้งอารามและศาลเจ้ายิ่งเป็นแหล่งรวมผู้คนหลากหลาย พ่อค้าที่มาจากล่างโจวก็ใช่ว่าจะมีน้อยนิด ชิงหวายจื่อแค่สอบถามเล็กน้อยก็ได้รับรู้ความจริงแล้ว
ราวหนึ่งเดือนก่อนบนเขาจิ๋วหร่างอันเป็นรอยต่อระหว่างล่างโจวและหยางโจว ระหว่างที่จัดพิธีบวงสรวงเทพอันเล่อ ได้มีนักพรตผู้หนึ่งพาเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาร่วมพิธี หลังจากวันนั้น รูปเคารพเทพอันเล่อก็แตกสลาย ศาลเจ้าพังทลายไปกว่าครึ่ง เหลือไว้เพียงหินจารึกหน้าศาลที่สลักไว้แจ้งแก่ชาวบ้านว่า บัดนี้เทพอธรรมได้ถูกกำจัดสิ้นแล้ว
ในบรรดาสัตว์ทั้งหกชนิด มีห้าชนิดที่ถูกส่งคืนให้เจ้าของเดิม ผู้วิเศษเพียงนำไก่ติดมือไปตัวเดียว ทั้งยังไม่ได้ทิ้งชื่อแซ่ไว้แม้แต่น้อย
ชิงหวายจื่ออดมิได้ที่จะหวนนึกถึงนักพรตที่ตนได้พบเมื่อไม่กี่วันก่อน
แม้นักพรตผู้นั้นจะไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ใดออกมา ทว่ากิริยาท่าทางอันสุภาพอ่อนน้อมและวาจาคมคายกลับทำให้เขาดูไม่ธรรมดา เมื่อพิจารณาเด็กหญิงและเด็กหนุ่มที่ติดตามมา แล้วครุ่นคิดดูให้ดีแล้ว ทุกย่างก้าวของเขาล้วนแล้วแต่แฝงไปด้วยความลึกลับซับซ้อนทั้งสิ้น
“…”
ไม่รู้ว่าผู้นั้นจะเป็นเทพเซียนจากสรวงสวรรค์ลงมาจุติ หรือเป็นผู้เร้นกายในขุนเขา แต่เพียงแค่ได้ยินว่าเขาปราบเทพอธรรมโดยไม่หวังชื่อเสียงเรียงนามหรือลาภยศ ยอมรับไปเพียงไก่หนึ่งตัว คุณธรรมและน้ำใจเช่นนี้ก็นับว่าควรค่าแก่การเลื่อมใสยิ่งนัก
ในขณะนั้นเอง พลันมีเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ชิงหวายจื่อหันไปมองด้วยความฉงน
พบว่าที่ริมหน้าต่างมีนกนางแอ่นตัวหนึ่งบินมา มันดูเหมือนนกนางแอ่นธรรมดาทั่วไป ทว่าที่กรงเล็บของมันกลับคีบสิ่งหนึ่งมาด้วย
เมื่อเพ่งมองดูชัดๆ จึงเห็นว่าเป็นผลไม้สีแดงขนาดเท่าไข่ไก่ที่ผูกด้วยเส้นด้ายบางๆ หากเป็นนกนางแอ่นทั่วไป ย่อมไม่อาจโผบินพร้อมทุ่นน้ำหนักเช่นนี้ แต่มันกลับกางปีกบินได้อย่างคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงนัก
นกนางแอ่นกระพือปีกหยุดนิ่งอยู่ริมหน้าต่างครู่หนึ่ง ดวงตาดำขลับคู่นั้นกวาดมองเข้ามาในห้อง จ้องใบหน้าของเขาซ้ำไปซ้ำมาประหนึ่งกำลังยืนยันตัวตนคนข้างใน เมื่อแน่ใจแล้วจึงค่อยบินร่อนเข้ามา
“…”
แม้ในใจของชิงหวายจื่อจะเริ่มเดาความได้บ้างแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นเรื่องอัศจรรย์ซึ่งหาชมได้ยากยิ่ง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเอนกายถอยหลังหลบตามสัญชาตญาณ
ครั้นพอตั้งสติได้ จึงรีบกลับมานั่งสำรวมดังเดิม
นกนางแอ่นร่อนลงบนโต๊ะ
ผลไม้สีแดงลูกนั้นถูกวางไว้กับโต๊ะ มันกลิ้งไปมาสองสามตลบก่อนจะหยุดนิ่งลงเมื่อถูกเส้นด้ายเหนี่ยวรั้งไว้สุดแรง
“ไม่ทราบว่า…”
ชิงหวายจื่อเอ่ยถามด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
นกนางแอ่นจ้องตาเขาและเปิดปากพูดออกมาเป็นภาษามนุษย์ว่า “ใช่ท่านนักพรตชิงหวายจื่อหรือไม่”
“เป็นข้าเอง!”
“เมื่อหลายวันก่อนเราได้พบกันหนหนึ่ง เพียงแต่…เพียงแต่ข้าสติปัญญาเบาบาง ภาพใบหน้าของท่านนักพรตจึงเลือนรางไปบ้าง โปรดให้อภัยด้วย”
ในครานี้ แม้จะถูกมอบหมายให้มาส่งของเหมือนเดิม แต่เยี่ยนอันกลับพูดจาได้ฉะฉานรื่นหูมากกว่าเมื่อครั้นเยาว์วัยยามยังอยู่ที่อันชิงนัก
“มิกล้า มิกล้า…”
ชิงหวายจื่อยังคงถือคัมภีร์เต๋าไว้พร้อมกับสนทนากับวิหคด้วยความรู้สึกมหัศจรรย์ใจ ทว่าในฐานะที่เป็นนักพรต เขาจึงยังคงความสงบเยือกเย็นไว้ได้และถามต่อว่า “ท่านเซียนนางแอ่นน้อยมาที่นี่ด้วยธุระอันใดหรือ”
“เมื่อไม่กี่วันก่อนอาจารย์ของข้าจึงได้ไปเยือนเขาฉยงซานเพราะคำชี้แนะของท่าน ที่นั่นมีขุนเขางดงามสายน้ำใสสะอาด เปี่ยมล้นด้วยพลังวิญญาณ ได้รับประโยชน์มากมายมหาศาล อีกทั้งวันนั้นพวกเรายังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่าน ท่านอาจารย์จึงรำลึกถึงไมตรีจิตเมื่อครานั้นอยู่เสมอ”
นกนางแอ่นร่ายยาวในคราวเดียว น้ำเสียงคล้ายกับกำลังท่องบทเรียนที่เตรียมมา “ข้ากับท่านอาจารย์จะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ประจวบเหมาะกับตอนไปเยือนเขาฉยงซาน ได้พบต้นไม้ทิพย์ต้นหนึ่งในจุดที่พลังวิญญาณหนาแน่นที่สุด จึงเด็ดติดมือกลับมาบ้าง ท่านอาจารย์ก็ได้ฝากให้ข้านำมามอบให้ท่านหนึ่งผล ให้ท่านได้ลิ้มรส ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจ”
“จะดีหรือ ข้าเกรงใจนัก…”
“ข้าส่งผลทิพย์ถึงมือท่านแล้ว คงไม่รบกวนเวลาท่านนานไปกว่านี้ ขอลาท่านนักพรตไปก่อน”
“…”
นกนางแอ่นทำตามขั้นตอนที่ซักซ้อมมาระหว่างทางที่บินมาตั้งหลายหน ในที่สุดก็พูดได้ลื่นไหลไม่ติดขัด ไม่ทำให้ซ่งโหยวต้องเสียหน้า ซ้ำยังไม่เปิดโอกาสให้ชิงหวายจื่อได้กล่าวคำทัดทาน เพียงสะบัดกายกระพือปีกโผบินออกทางหน้าต่างไปทันที
กลับคืนสู่ผืนนภาอันกว้างใหญ่ ล่องลอยไปตามลมอย่างเสรี
ฝ่ายชิงหวายจื่อรีบลุกขึ้นก้าวไปที่ริมหน้าต่าง ประสานมือคารวะส่งสายตาตามหลังนกน้อยที่ลับตาไป ดวงตาของเขายังคงเบิกกว้างด้วยความทึ่ง
“ที่แท้…”
ที่แท้ก็เป็นนกนางแอ่นจริงๆ ด้วย
วาจาสุภาพเรียบร้อย กิริยามารยาทเพียบพร้อมเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่ภูตตามป่าเป็นแน่ ประกอบกับเหตุการณ์เยี่ยนเซียนสำแดงฤทธิ์เดชในวันนั้น นกนางแอ่นเมื่อครู่จะต้องเป็นทายาทของเยี่ยนเซียนเป็นแน่
ชิงหวายจื่อทอดสายตามองไปไกล จนกระทั่งจุดสีดำเล็กๆ เลือนหายไปในหมู่เมฆอย่างสมบูรณ์ จึงค่อยละสายตากลับมา เขารีบนั่งลงที่เดิมแล้วหยิบผลไม้สีแดงบนโต๊ะขึ้นมาอย่างทะนุถนอม
ผลสีแดงใสกระจ่างดุจผลึกแก้ว ส่งกลิ่นหอมขจรขจายอย่างน่าประหลาด เพียงได้สูดดมก็รู้สึกปลอดโปร่งไปทั้งกาย ประหนึ่งเพิ่งตื่นจากการนอนหลับเต็มอิ่ม ให้พลังวิญญาณได้ฟื้นฟูเต็มที่ เมื่อพินิจดูใกล้ๆ ผลไม้นั้นดูคล้ายจะมีไอหมอกจางๆ ลอยออกมา ความอัศจรรย์นี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับที่บันทึกไว้ในตำราโบราณยิ่งนัก
และยังคล้ายกับที่ศิษย์พี่ผู้นั้นเคยกล่าวไว้ไม่ผิดเพี้ยน
“ผลทิพย์จริงๆ ด้วย…”
ชิงหวายจื่อเบิกตากว้าง พึมพำกับตนเอง
“ท่านผู้นั้น…”
เขานึกอยากจะพูดว่า บัดนี้ตนได้รับกำไรมหาศาลนัก น้ำชากาเดียวและของว่างเพียงไม่กี่จานกลับแลกสมบัติล้ำค่าแห่งสรวงสวรรค์มาได้ ทว่าเมื่อตรองดูให้ดี ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงน้ำใจที่มีต่อกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องเก็บมาครุ่นคิดให้มากความ เดิมทีเขาอยากจะกล่าวว่าเด็กหนุ่มในวันนั้นคือทายาทของเยี่ยนเซียนแห่งอันชิง และนักพรตท่านนั้นก็คงเป็นเทพเซียนจำแลงกายมา ทว่าเมื่อได้เห็นคุณธรรมน้ำใจในวันนี้แล้ว จะเป็นเซียนหรือไม่ก็คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
ชิงหวายจื่อครุ่นคิดพลางสูดดมกลิ่นหอมหวานของผลไม้ เขาใช้แขนเสื้อเช็ดผลไม้ลูกนั้นเบาๆ ก่อนจะส่งมันเข้าปากไป
ผลทิพย์นั้นมีรสชาติชุ่มฉ่ำ เมื่อได้ลิ้มลองถึงสัมผัสได้ว่ามันช่างจืดจางดุจน้ำบริสุทธิ์ ทว่ารสสัมผัสที่หลงเหลือตามมากลับหอมหวนยากลืมเลือน
นักพรต แมว และม้าเดินทางไปตามถนนหลวง
นกนางแอ่นบินโฉบไปมาบนเวหาอย่างไร้จุดหมาย
ซ่งโหยวไม่ได้เดินทางทางน้ำ แต่เขาก็เลือกเดินขนานไปกับแม่น้ำชิงหนี่ว์เกือบตลอดทาง ส่วนใหญ่จึงยังพอมองเห็นสายน้ำไหลเอื่อย อย่างน้อยก็ตักน้ำมาใช้สะดวก
จุดหมายปลายทางคือเมืองหยางตูทางตะวันออก
ที่หยางตูมีเทพเจ้านามว่าเทพจี๋เล่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพทั้งห้าที่ถูกแต่งตั้งให้สถิตอยู่ภายในเขตตัวเมือง
ทว่าซ่งโหยวไม่ได้มุ่งหน้าไปยังหยางตูโดยตรง เขาเลือกเดินเลียบแม่น้ำชิงหนี่ว์และย้อนไปตามแม่น้ำเต้าหลิว อ้อมไปเกือบครึ่งหนึ่งของหยางโจว เพื่อไปเยี่ยมเยียนเทพอันอี้ทางทิศใต้ และเทพผิงอันทางทิศตะวันออก
เทพอันอี้นั้นประพฤติตนอยู่ในกรอบ นอกจากจะขยันเสาะหาสมบัติฟ้าดินส่งให้ราชครูแล้ว ก็ไม่เคยปรากฏกายสุ่มสี่สุมห้าสร้างความหวาดหลัวให้ชาวบ้าน หาได้ทวงเครื่องเซ่นสรวง และยิ่งไม่เคยปฏิบัติตนเยี่ยงเทพอันเล่อแห่งเขาจิ๋วหร่างที่กินคนเป็นว่าเล่นหรือบังคับให้ใช้มนุษย์มาเป็นสังเวย ด้วยเหตุนี้ แม้ราชครูจะเตรียมการไว้โดยส่งผู้วิเศษมาตรวจสอบและเฝ้าระวัง แต่เมื่อพบว่าเทพอันอี้ไม่ได้สร้างความเดือดร้อน จึงเพียงแต่ปลดออกจากตำแหน่งเทพเท่านั้น ไม่ได้ลงมือสังหาร
ส่วนเทพผิงอันทางทิศตะวันออกนั้นกลับดุร้ายป่าเถื่อนที่สุด พฤติการณ์เลวร้ายยิ่งกว่าเทพอันเล่อเสียอีก
ครั้นซ่งโหยวไปถึงที่นั่น เหล่าเศรษฐีและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นยังคงขูดรีดชาวบ้านอย่างหนักหน่วงเพื่อนำเงินทองมาปรนเปรอเทพผิงอัน ทั้งยังเที่ยวฉุดคร่าหญิงงามไปถวายเป็นภรรยาและอนุ
แต่จากการที่ซ่งโหยวเที่ยวสอบถามและสืบหาความจริงไปทั่ว กลับพบว่าเมื่อปีกว่าก่อน ราชครูได้เชิญนักพรตอาวุโสจากเขาเจินซานมาจัดการกับเทพผิงอันไปนานแล้ว แท้จริงแล้วสิ่งที่กำลังสร้างความหวาดผวาไปทั่วหลายอำเภอทางทิศตะวันออกของแคว้นหยางโจว จนแม้แต่ขุนนางท้องถิ่นยังโกรธแค้นแต่ไม่กล้าปริปาก กลับเป็นความชั่วในจิตใจมนุษย์และกิเลสตัณหาอันไร้จุดสิ้นสุด
สุดท้าย เรื่องนี้ย่อมถูกส่งต่อให้ขุนนางระดับสูงเป็นผู้ลงทัณฑ์
กว่าจะเดินทางถึงหยางตู ลมหนาวก็เริ่มพัดพามา บ่งบอกว่าใกล้เข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้ว
นักพรตหนุ่มสวมชุดคลุมตัวหนา จูงม้าขนแดง เดินทอดน่องเข้าสู่เมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในใต้หล้า
หากอยากสัมผัสกับความเจริญในตัวเมืองทั่วๆ ไปนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของที่ศาลากลางหรือจวนเจ้าเมือง ก็จะต้องมองหากำแพงเมืองก่อน เมื่อผ่านประตูเมืองเข้าไปจึงจะเจอกับถนนอันพลุกพล่าน ล้วนเป็นเช่นนี้แม้แต่ที่อี้ตู
ทว่าหยางตูนั้นกลับดูเหมือนฉษงจิงอันเป็นนครหลวงยิ่งนัก เพียงแค่เข้าใกล้เขตเมือง ยังไม่ทันถึงกำแพงเมืองด้วยซ้ำ ก็เริ่มเห็นหมู่บ้านตั้งเรียงราย ทั้งสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวง โรงเตี๊ยม โรงพักม้าและคลังสินค้าของพ่อค้าวานิชที่สัญจรไปมา ถนนแทบจะสร้างขนานไปกับแม่น้ำ บนผิวน้ำมีเรือสินค้าแล่นผ่านไม่ขาดสาย บนบกก็มีรถม้าและฝูงชนคับคั่ง มักจะเห็นคนหยุดแวะพักทานข้าว ดื่มสุรา หรือเข้าพักตามข้างทางอยู่เสมอ
ไอน้ำจากซึ้งนึ่งหมั่นโถวและหม้อต้มบะหมี่ลอยฟุ้งกระจายท่ามกลางอากาศหนาวจัด เมื่อเปิดฝาซึ้งออกมาควันก็พุ่งสูงลิ่ว หากมีร้านตั้งติดๆ กัน ควันเหล่านั้นก็แทบจะกลายเป็นหมู่เมฆบนท้องฟ้าแล้ว
ธงโรงสุราโบกสะบัดต้านลมหนาว ผสานไปกับเสียงสนทนา เสียงตะโกนสั่งของและเสียงหัวเราะร่าของผู้คนที่อยู่ด้านล่าง ยังไม่ทันเข้าเมืองหยางตู ก็ได้สัมผัสกับความครึกครื้นที่เหนือชั้นกว่าในเมืองอื่นๆ ที่เคยผ่านมาเสียอีก
ทัศนียภาพย่านการค้านอกเมืองทอดยาวไปกว่าสิบกว่าลี้
แม้แต่ซ่งโหยวเองก็ยังรู้สึกหิวจนต้องหยุดแวะทานบะหมี่ลูกเซี่ยงจื่อ[1]ร้อนๆ สักชาม ก่อนจะออกเดินทางต่อไปตามถนนหลวง
ในที่สุด กำแพงเมืองหยางตูก็ปรากฏแก่สายตา
“หยางตู…”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลงแล้วเงยหน้าขึ้น พึมพำชื่อเมืองออกมา
เจ้าแมวน้อยก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ด้านบนของกำแพงเมือง
เขาแสดงใบผ่านทางและเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างราบรื่น
ภายในเมืองยิ่งเป็นแหล่งชุมนุมของพ่อค้า สินค้าจากพันสารทิศหลั่งไหลมารวมกัน กลิ่นอายความรุ่งโรจน์อบอวลไปทั่วสิบลี้ประหนึ่งเป็นความฝันอันมั่งคั่ง
“เหมียว…”
“รุ่งเรืองจริงๆ”
หากเทียบกับฉางจิงที่เป็นเมืองหลวง หยางตูนั้นไร้ซึ่งข้อจำกัดกว่าหลายเท่า จึงสามารถแสดงความอู้ฟู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ ดูไปแล้วคล้ายกับเมืองแห่งการบริโภคเสียมากกว่า หยางตูอยู่ไม่ไกลจากฉางจิงนัก แต่ได้เปรียบที่การคมนาคมทางน้ำสะดวกสบาย ตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์มาจึงมีเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์และเหล่านักปราชญ์เดินทางมาที่นี่เพื่อเสพสำราญก่อนจะจากไป บางคนถึงกับลุ่มหลงอยู่ในย่านเริงรมย์จนหมดตัว
ซ่งโหยวเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ
หอโคมเขียวตั้งอยู่เรียงรายกลายเป็นย่าน สะพานสลักลายวิจิตรงดงาม เสียดายที่เป็นช่วงฤดูหนาว กิ่งหลิวริมแม่น้ำยังไม่ผลิใบ มิเช่นนั้นคงเป็นภาพทิวทัศน์แสนงดงามดุจภาพวาด
“เหมียว”
เสียงเจ้าแมวแว่วมาจากแทบเท้า
ซ่งโหยวก้มลงมองพลางก้าวเดินต่อไป พลันกล่าวขึ้นมาลอยๆ “หาโรงเตี๊ยมพักก่อนเถิด…”
“เมี๊ยว”
“ไม่มีทางเลือกนี่นะ เราเพิ่งมาถึงยังไม่คุ้นเคยสถานที่ ไม่รู้ว่าพักแถวไหนจะดีกว่ากัน” นักพรตหนุ่มยันไม้เท้าไม้ไผ่เดินไปพลางพูดไปพลาง หาได้เกรงกลัวสายตาแปลกประหลาดของผู้คนที่สัญจรไปมา “เพราะฉะนั้นต้องหาโรงเตี๊ยมพักสักสองสามวัน เดินสำรวจหยางตูให้ทั่วก่อน แล้วค่อยตามหานายหน้าเช่าบ้าน จะได้ทำกับข้าวกินเองได้สะดวก อาหารที่นี่คงไม่ถูกปากแม่นางสามสีนัก”
“เมี๊ยว”
“เงินที่แม่นางสามสีหามาได้ยังเหลืออยู่อีกเยอะ”
“เหมียว!”
“แม้น้ำผึ้งจะมีค่า แต่บัดนี้เหลืออยู่ไม่มากแล้ว เก็บไว้ผสมน้ำให้แม่นางสามสีดื่มเถิด”
“อื้อ…”
เจ้าแมวก้มหน้าลง เดินซอยเท้าถี่ๆ ตามนักพรตหนุ่มไป หลบหลีกเท้าของผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้อย่างว่องไว พร้อมกับส่ายหัวไปมา ใช้ดวงตาสีอำพันคู่สวยนั้นบันทึกภาพความรุ่งเรืองของเมืองใหญ่แห่งนี้ไว้
[1] ลูกเซี่ยงจื่อ หมายถึงลูกโอ๊ก