ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 435 เซียนผู้ประเสริฐย่อมช่วยเหลือสรรพสิ่ง
บทที่ 435 เซียนผู้ประเสริฐย่อมช่วยเหลือสรรพสิ่ง
ใกล้เข้าสู่ช่วงศารทวิษุวัต[1] เห็นทีคงใกล้จะถึงแคว้นหยางโจวแล้ว
ตลอดการเดินทางสู่ทิศตะวันออกซ่งโหยวมักจะเลือกเดินลัดเลาะไปตามชายฝั่ง แม่นางสามสีจะได้วิ่งเล่นริมหาด และตัวเขาเองก็จะได้ลิ้มรสอาหารทะเลเลิศรสไปด้วย
ทว่าหนทางแถบนี้กลับทุรกันดารยิ่งนัก นอกจากท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์แล้ว พื้นที่ส่วนอื่นล้วนแห้งแล้ง อีกทั้งต่อให้จะได้กินอาหารเลิศรส แต่เมื่อกินติดต่อกันนานเข้าย่อมเกิดความเบื่อหน่าย แม้ซ่งโหยวจะมีเครื่องเทศครบครันพร้อมด้วยทักษะการปรุงอาหารอันล้ำเลิศเพียงใด ซ้ำยังพยายามเปลี่ยนวิธีปรุงไม่ซ้ำในแต่ละวัน ทว่าในใจก็ยังมิวายถวิลหาเนื้อ อยากกินคู่กับข้าวรสจัดจ้านผัดด้วยไฟแรงให้กลิ่นหอมกรุ่นติดกระทะ เพิ่มรสชาติให้ชีวิตเสียบ้าง
เพียงแต่เมื่อเห็นแม่นางสามสีรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ริมทะเลถึงเพียงนั้น ซ่งโหยวจึงคิดว่าหนทางนี้ยังอีกยาวไกลนัก แต่โอกาสที่จะได้เดินเลียบชายฝั่งเช่นนี้คงมีไม่บ่อย เขาจึงตัดสินใจเดินเส้นทางนี้ต่อไป
ทว่าเมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็มาถึงจุดสิ้นสุดของเส้นทางริมหาด
ไม่ใช่ว่านี่คือสุดขอบแดนตะวันออก แต่เป็นเพราะแม้เส้นทางเบื้องหน้าจะอยู่ติดกับทะเล ทว่ากลับไร้ซึ่งหาดทราย พื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นป่าเขาและหน้าผาชัน ถึงบางจุดจะมีหาดทรายบ้างแต่ก็ไร้ซึ่งหมู่บ้านหรือเมืองขนาดย่อม ทั้งยังไม่มีถนนหลวงตัดผ่าน ซ่งโหยวจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวกกลับขึ้นไปทางเหนือ เข้าสู่เขตเทือกเขา
เมื่อเวลาผ่านไป หมู่บ้านและเมืองที่พเนจรผ่านก็เริ่มดูเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ผู้คนใช้ภาษาทางการกันหนาตา ส่วนภาษาถิ่นค่อยๆ เลือนหายไป
ซ่งโหยวจึงตระหนักได้ว่า…ใกล้จะถึงหยางโจวแล้วจริงๆ
ยามนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นขุนเขาแห่งใด ทราบเพียงว่าเชิงเขามีบ้านเรือนผู้คนตั้งเรียงรายอยู่ไม่น้อย อาคารเหล่านั้นแทรกตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา ส่วนใหญ่เป็นเรือนผนังสีขาวมุงด้วยหลังคากระเบื้องสีดำ ตั้งลดหลั่นกันอย่างมีระเบียบทอดตัวยาวเป็นแนวกว้าง เมื่อซ่งโหยวเดินมาถึงกึ่งกลางเขาและมองลงไปเห็นทัศนียภาพนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยุดพักชื่นชมอยู่นาน จนกระทั่งเดินมาถึงยอดเขา กลิ่นอายความหนาวเย็นก็เริ่มปกคลุมหนาแน่นขึ้น
นักพรตหนุ่มค้ำยันไม้เท้าไม้ไผ่ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง ข้างทางพลันปรากฏพืชพรรณแปลกตาชนิดหนึ่ง
พืชชนิดนี้ลำต้นสูงชะลูดเหนือศีรษะมนุษย์ แต่ละต้นชูช่อตั้งตรง ลำต้นกว้างประมาณไม้เท้าไผ่ มองดูเผินๆ คล้ายคลึงกับต้นข้าวฟ่าง ทว่าใบและลำต้นล้วนเป็นสีเหลืองแห้งกรัง ออกผลเป็นฝัก ฝักที่อวบใหญ่ที่สุดนั้นหนากว่าท่อนแขนมนุษย์เสียอีก ห่อหุ้มด้วยกาบใบแห้งกร้าน ที่ปลายยอดมีเส้นไหมสีดำอมน้ำตาลประดับอยู่
พืชเหล่านี้งอกขึ้นเบียดเสียดกันจนบดบังทัศนียภาพไปเสียหมด
“คุณชาย…”
นกนางแอ่นเป็นฝ่ายสังเกตเห็นความผิดปกติก่อน เขาหันกลับมามองนักพรต ยามนี้ดวงตากลมโตสีดำขลับกลับส่องประกายประหลาดออกมา
“ข้าเห็นแล้ว”
ซ่งโหยวเบนสายตาไปยังไร่นาข้างทาง ชั่วขณะนั้นเขาเองก็ไม่อาจละสายตาไปได้เช่นกัน
เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเยี่ยนเซียนมุ่งหวังจะสะสมบุญบารมีสร้างกุศล เพื่อที่ตนจะได้บรรลุเป็นเทพ จึงสั่งให้ลูกหลานเดินทางข้ามสมุทร แล้วขนเอายอดเมล็ดพันธุ์กลับมาเพาะปลูก สร้างคุณูปการแก่ผู้คนใต้หล้า ทว่าในชาตินี้ นี่กลับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นไร่ข้าวโพดกับตาตนเอง
“ข้าวนางแอ่น…”
ใช่แล้ว… มันถูกเปลี่ยนชื่อใหม่
โดยใช้คำว่า ‘นางแอ่น’ เป็นชื่อ
ซ่งโหยวทำเช่นเดียวกับนกนางแอ่น เขาหันศีรษะไปจดจ้องอยู่เนิ่นนาน ทว่าฝีเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด
เจ้าม้าก็ยังคงเดินตามเขาไป เสียงกระดิ่งแว่วกังวานท่ามกลางไร่ข้าวโพดแห่งนี้
พลันปรากฏที่ว่างข้างทางจุดหนึ่ง
“…”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า “ดูเหมือนจะเที่ยงแล้ว พวกเราพักผ่อนกันตรงนี้สักประเดี๋ยว ทำอาหารกินกันเถิด”
ย่อมไม่มีใครคัดค้าน
เจ้าแมวน้อยหยุดฝีเท้าลงตามเช่นกัน
เพียงแต่ในใจของนางกลับรู้สึกประหลาดนัก
ปกติแล้วหากนักพรตจะหยุดพักกินข้าวระหว่างทาง มักจะเลือกที่ที่ทัศนียภาพเปิดกว้างสวยงามเพื่อชมทิวทัศน์ หรือไม่ก็เลือกที่ที่กำบังลมฝนหรือร่มเงาหลบแดดดีๆ ลำพังเอาแต่นักพรตเดินเท้าไม่ยอมขี่ม้าก็นับว่าแปลกแล้ว ยังมิวายจะหยุดนอนกลางวันตามทางบ่อยครั้งอีก
ทว่าวันนี้ สองข้างทางกลับเต็มไปด้วยพืชชนิดนี้ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นสิ่งใด หากมีเสือซ่อนอยู่ข้างในก็คงไม่อาจรู้ได้ แม้จะเป็นป่ารกชัฏแต่ก็หาได้บดบังแสงอาทิตย์ไม่ ถึงแม้จะมีต้นไม้เล็กๆ อยู่ข้างทางต้นหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้านหรือใบก็ล้วนบางตาจนไม่อาจอาศัยร่มเงาได้เลย
ประหลาดแท้ๆ
เจ้าแมวน้อยเห็นเพียงว่าเมื่อครู่พวกเขาทุกคนต่างจดจ้องเข้าไปในดงไม้เล็กๆ นี้ นางจึงยิ่งเกิดความสงสัยใคร่รู้ พลางหยุดชะเง้อหน้ามองเข้าไปในป่าบ้าง
แน่นอนว่านางย่อมไม่เห็นสิ่งใด
จนกระทั่งนักพรตหยุดลงกลางทางโล่ง ปลดถุงสัมภาระลงจากหลังม้า หยิบหม้อและชามออกมา นางจึงรีบกลายร่างเป็นมนุษย์เข้าไปช่วยหยิบข้าวของออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ผ่านไปไม่นาน ข้าวต้มในหม้อก็เริ่มสุกแล้ว
เด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่ระหว่างถุงสัมภาระและกองฟืน เบื้องหน้าคือหม้อดินใบเล็กที่มีไอความร้อนพวยพุ่งออกมา
ส่วนนักพรตนั้นก็นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ขยับเขยื้อนกายเลยแม้แต่น้อย
บางคราวเขาก็ทอดสายตามองไร่ข้าวโพด บางคราวก็เหลือบมองเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังก่อไฟปรุงอาหาร
คล้ายกับจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ตั้งแต่แม่นางสามสีโตขึ้นอีกปี ดูเหมือนจะขยันขึ้นไม่น้อยเลย อีกทั้งฝีมือการทำอาหารก็รุดหน้าขึ้นมากทีเดียว”
“จริงหรือ”
“ย่อมเป็นเรื่องจริง แม่นางสามสียิ่งโตก็ยิ่งเก่ง” นักพรตหนุ่มเอ่ยต่อ “เมื่อก่อนยังต้องให้ข้าคอยดูแล แต่ต่อมาข้ากลับต้องให้เจ้าช่วยเก็บฟืนช่วยก่อไฟจึงจะทำอาหารออกมาได้ มาถึงตอนนี้ แม่นางสามสีกลับสามารถหาเลี้ยงข้า เจ้าม้าและเยี่ยนอันได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจนัก”
“จริงหรือ”
“ข้าหรือจะชอบพูดจาโป้ปด” ซ่งโหยวกล่าวพลางเม้มปากแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปบนกิ่งไม้ “หากไม่เชื่อ เจ้าลองถามเยี่ยนอันดูก็ได้”
ขวับ!
เด็กหญิงตัวน้อยสะบัดหน้ากลับไปมองนกนางแอ่นทันที
นกนางแอ่นซึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะของซ่งโหยวกำลังเหม่อมองไร่ข้าวนางแอ่นอย่างเคลิบเคลิ้มใจลอยไปไกลเช่นเดียวกับซ่งโหยว ส่วนบทสนทนาเบื้องล่างนั้น ตลอดหลายปีมานี้ เจ้าได้ยินจนชินชาแล้ว ใกล้บรรลุขั้น ‘เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา’ เต็มที แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งตนจะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดของนักพรต เขาก็ชะงักงันไปชั่วครู่
ยิ่งได้สบตากับแม่นางสามสี ก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที
“เรื่องนั้น…ใช่…ใช่แล้วขอรับ…”
เจ้านกพูดจบก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“!”
แม่นางสามสีพลันรู้สึกเหมือนได้รับคำยืนยัน ความภาคภูมิใจพลันเอ่อล้นขึ้นมาในทันใด
“เห็นหรือไม่ เยี่ยนอันก็พูดเช่นนี้” ซ่งโหยวกล่าวพลางส่ายหน้าแล้วหันไปมองเจ้าม้าข้างกาย “เสียดายที่เจ้าม้าพูดไม่ได้ มิเช่นนั้นมันก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน”
“แต่แม่นางสามสียังไม่เห็นจะตัวสูงขึ้นเท่าไหร่เลย…”
“เอ้อ…” ซ่งโหย่วลากเสียงยาว “กล่าวเช่นนี้ไม่ถูก! ข้าเคยได้ยินคำกล่าวว่า ขุนเขาไม่จำเป็นต้องสูงเสียดฟ้า ขอเพียงมีเซียนสถิตย่อมมีชื่อเสียง สายน้ำไม่จำเป็นต้องลึกไร้ก้นบึ้ง ขอเพียงมีมังกรอาศัยย่อมมีมนต์ขลัง แมวและแม่นางสามสีก็เป็นเช่นเดียวกันมิใช่หรือ”
“เมี๊ยว”
“แมวที่มีเก่งกาจที่สุดใช่ว่าจะมีรูปลักษณ์สง่างามหรือกำยำล่ำสัน แมวที่สามารถจับหนูให้คนได้ต่างหากเล่าถึงจะเรียกว่าแมวประเสริฐ แม่นางสามสีย่อมเป็นเช่นนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย! ความสุขุมและความเก่งกาจของเจ้า หาได้อยู่ที่ว่าเมื่อกลายร่างเป็นมนุษย์แล้วจะตัวสูงเพียงใด แต่อยู่ที่การรู้จักแบกรับหน้าที่ระหว่างพเนจร คอยดูแลผู้ร่วมทางได้เป็นอย่างดี นี่ต่างหากเล่าคือแม่นางสามสีผู้เติบโตและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริง!”
“!”
คิ้วเรียวสวยของเด็กหญิงตัวน้อยขมวดเข้าหากันทันที
ทว่าหาใช่เพราะความสงสัยในคำพูดนั้นไม่
หากแต่เป็นเพราะความฉงนใจเช่นที่เคยเป็นมา…เหตุใดนักพรตผู้นี้จึงมีปากเหมือนนาง พูดภาษามนุษย์เหมือนนาง แต่เหตุใดคำพูดที่ออกจากปากเขาถึงได้ไพเราะน่าฟังเพียงนี้ ฟังแล้วช่างสบายใจราวกับได้อ่านบทความชั้นเลิศ มิใช่สิ…มันทำให้นางรู้สึกเคลิบเคลิ้มสบายตัวยิ่งกว่านั้นเสียอีก
ตอนแรกนางคิดว่าเป็นเพราะนางยังไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ยามนี้นางก็อ่านตำรามาไม่น้อยแล้ว ทว่าความสามารถในเรื่องนี้กลับยังห่างไกลจากนักพรตนัก
“…”
เห็นทีนางยังคงต้องพยายามให้มากขึ้น
แม่นางสามสีกัดฟันตั้งมั่นในใจ
นกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แอบมองภาพนี้พลางลอบส่ายหัวอยู่ในใจ
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แม่นางสามสีถึงจะตาสว่างเสียที และไม่รู้ว่าหากถึงวันที่นางตาสว่างขึ้นมาจริงๆ ในใจของนางจะรู้สึกเช่นไร
ในพริบตานั้นเอง พลันมีเสียงฝีเท้าแว่วมาจากในป่าข้าวโพด
เด็กหญิงตัวน้อยและนกนางแอ่นหันขวับไปมองพร้อมกัน
ปรากฏร่างชาวนาชราผู้หนึ่ง เขาเหน็บเคียวไว้กับเอวและกำลังเดินทอดน่องมาตามถนนหลวงมุ่งหน้าขึ้นเขามา คงเป็นเพราะได้ยินเสียงคนพูดคุยกันทางนี้ เมื่อเห็นพืชผลขึ้นเขียวขจีหนาตา ชาวนาผู้นี้จึงมีฉายแววระแวดระวังออกมาเล็กน้อย
ครั้นเห็นม้าขนแดง ก็ยิ่งระแวดระวังเข้าไปใหญ่
ทว่าพอเห็นนักพรตและเด็กหญิงตัวน้อย เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“คุณชาย เหตุใดจึงมาพักผ่อนที่นี่เล่า”
“ข้าเดินทางมาจนเหนื่อยล้า จึงหยุดพักทำอาหารทานสักมื้อ” ซ่งโหยวยืดกายขึ้นพลางประสานมือคารวะ “เสียมารยาทแล้ว”
เด็กหญิงตัวน้อยรีบลุกขึ้นคารวะตามทันที
“ฮ่าๆ…”
ชายชราเพียงแต่ฉีกยิ้มกว้าง ไม่รู้ว่าจะคารวะตอบอย่างไร แต่ก็ได้แสดงไมตรีจิตออกมาแล้ว ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าอยู่ที่บ้านเห็นควันไฟพุ่งขึ้นมาจากในไร่บนเขา นึกว่าใครมาลอบจุดไฟเผาไร่ข้าวนางแอ่นของข้าเสียแล้ว หรือไม่ก็คงมีคนที่ขึ้นเขามาสักการะเทพเจ้าในวันนี้เผลอทำไฟลามทุ่งข้าวนางแอ่นเข้า จึงต้องรีบมาดูเสียหน่อย”
“อ้อ…”
ซ่งโหยวเข้าใจในทันที จึงคารวะอีกครั้ง “เป็นพวกข้าเองที่หยุดพักทำอาหาร ทำให้ท่านผู้เฒ่าเข้าใจผิด จนต้องลำบากตรากตรำเดินมาถึงที่นี่”
ชายชรายังคงหัวเราะร่าพลางโบกไม้โบกมือไปมา
ซ่งโหยวถือโอกาสนี้ถามขึ้นว่า “ครอบครัวท่านเป็นเจ้าของไร่ข้าวนางแอ่นแห่งนี้หรือ”
“หากไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใครเล่า”
“นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นไร่ข้าวนางแอ่นกับตาตนเอง”
“เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แล้วเจ้ารู้จักมันได้อย่างไร”
“เคยได้ยินชื่อมานานแล้ว ทั้งยังเคยเห็นเมล็ดข้าวนางแอ่นมาก่อน เพียงแต่เพิ่งเคยเห็นไร่เป็นครั้งแรกจริงๆ” ซ่งโหยวกล่าวจบจึงถามต่อว่า “ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่านำเมล็ดพันธุ์ชั้นดีมาจากที่ใด เพิ่งเริ่มปลูกในปีนี้ หรือปลูกมานานแล้ว”
“เรื่องนี้…”
เมื่อเห็นว่านักพรตผู้นี้มีวาจาสุภาพอ่อนโยน ทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ชายชราจึงยินดีที่จะสนทนาด้วย เขาหยุดยืนแล้วเริ่มเล่าต่อ “เป็นเมล็ดพันธุ์ที่นำมาจากทางแคว้นหยางโจวโน่น เห็นเขาว่ากันว่ามีเทพผู้เมตตานามว่าเยี่ยนเซียน อยากให้ราษฎรอย่างพวกเรามีข้าวกินอิ่มท้อง จึงพเนจรข้ามน้ำข้ามทะเลไปนำเมล็ดพันธุ์กลับมาให้ ผลผลิตดีเชียวล่ะ แถวนี้ยังไม่ค่อยมีใครปลูกกัน บ้านข้าเองปีนี้ก็เพิ่งลองปลูกเป็นครั้งแรก มีอยู่แค่สองแปลงนี้เอง แต่ที่หยางโจวนั้นปลูกกันเยอะเลยทีเดียว”
“นับว่าเป็นเรื่องดียิ่งนัก”
“ไอ้หยา…ไม่ว่าจะเป็นข้าวชนิดไหน แค่กินแล้วอิ่มท้องก็ถือเป็นข้าวดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทพเซียนองค์ใดมาโปรด ขอเพียงช่วยเหลือผู้คนใต้หล้าได้ ก็นับว่าเป็นเซียนที่ดีทั้งนั้นแหละ!”
“จริงแท้แน่นอน”
ซ่งโหยวพยักหน้าเห็นพ้องพลางระบายยิ้มออกมา
แววตาของเจ้านกนางแอ่นบนกิ่งไม้พลันวูบไหวไปด้วย
สำหรับซ่งโหยวนั้น ภาพตรงหน้านี้ไม่เพียงแต่เป็นภาพในความทรงจำของเขา ทว่ายังถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของแผ่นดินผืนนี้ที่มีต้นกำเนิดมาจากตัวเขาเองด้วย ยามที่ได้เห็นภาพนี้กับตา ในใจจึงรู้สึกถึงความอัศจรรย์ใจอย่างบอกไม่ถูก ส่วนเยี่ยนอันนั้นเล่า ข้าวเหล่านี้คือสิ่งที่เผ่านกนางแอ่นแห่งอันชิงนับร้อยนับพันตัวต้องบินข้ามทะเลลึก ทรมานตรากตรำค้นหาอยู่นานหลายปี กว่าจะคาบเมล็ดพันธุ์กลับมาได้อย่างยากลำบากตามคำสั่งของเยี่ยนเซียน นับเป็นบุญกุศลของเหล่านกนางแอ่นแห่งอันชิงโดยแท้ ยามนี้เมื่อได้เห็นพืชพรรณยั่งรากลงบนแผ่นดินและสร้างประโยชน์ให้แก่ราษฎร มีคนจดจำชื่อของเยี่ยนเซียน มีคนเรียกขานพืชชนิดนี้ว่าข้างนางแอ่น และมีคนซาบซึ้งในบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ เยี่ยนอันผู้มีส่วนร่วมโดยตรงย่อมเกิดความรู้สึกอันวิเศษสุดจะพรรณนาขึ้นในใจ
จะมีก็แต่เพียงแม่นางสามสีเท่านั้นที่ไม่อาจเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกในใจของพวกเขาได้ นางเพียงแต่เอียงคอหันไปมองไร่พืชคล้ายป่าละเมาะด้วยแววตาอันเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
[1] ช่วงศารทวิษุวัต คือ วันในทางดาราศาสตร์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน