ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 434 ออกเดินทางสู่หยางโจว
บทที่ 434 ออกเดินทางสู่หยางโจว
ภูเขารกร้างริมชายฝั่งอำเภอหลานอัน แคว้นล่างโจว
แว่วเสียงตะโกนก้องของชาวพื้นเมืองดังมาจากบนภูเขา
“ไปทางโน้นแล้ว!”
“ล้อมไว้! ล้อมไว้!”
“หนีไปได้อีกแล้ว…”
ชาวพื้นเมืองวัยฉกรรจ์หลายคนกำลังออกแรงไล่กวดม้าแดงตัวหนึ่ง พวกเขาพากันวิ่งไล่ตามมันไปทั่วทั้งเนินเขา
เสียงกระดิ่งดังกังวานสะท้อนไปมาท่ามกลางหุบเขา
ทว่าหากสังเกตให้ดี แทนที่จะบอกว่าชาวพื้นเมืองกำลังไล่กวดม้า ดูไปแล้วกลับเหมือนม้ากำลังไล่ต้อนกลุ่มคนเหล่านี้เสียมากกว่า
เหล่าชาวพื้นเมืองวิ่งว่องไวดุจสายลมพัดผ่าน ยามไล่ตามม้าจึงทำให้มันต้องวิ่งวนไปมาอยู่ในขุนเขาไม่หยุดหย่อน แต่ตามหลักแล้วมนุษย์ไฉนเลยจะวิ่งสู้ม้าได้ หากม้าตัวนี้คิดจะเตลิดหนีไปจริงๆ ด้วยสภาพป่าเขาที่สลับซับซ้อนและชันยิ่ง เพียงชั่วพริบตาเดียวมันก็วิ่งหนีทิ้งห่างไปไกลจนคนกลุ่มนี้มองไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว
ทว่าม้าตัวนี้กลับหาได้ทำเช่นนั้นไม่
มันจงใจวิ่งช้าๆ คอยรักษาระยะห่างจากกลุ่มชาวพื้นเมืองไว้ช่วงหนึ่งเสมอ
ยามที่ชาวพื้นเมืองล้าหลังอยู่ไกล มันก็จะชะลอความเร็วลง ยามที่พวกเขาไล่กวดเข้ามาใกล้ มันก็เพียงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่าหากพวกเขากัดฟันออกแรงอีกสักนิดก็จะคว้าตัวมันได้ทัน
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ไม่นานนักเหล่าชาวพื้นเมืองก็เหนื่อยหอบจนแทบสิ้นใจ ต่างใช้มือยันหน้าขา ก้มตัวลงสูดลมหายใจเข้าปอด เพราะวิ่งต่อไม่ไหว และทุกครั้งที่คนเหล่านั้นหยุดฝีเท้าลง ม้าตัวนี้ก็จะหยุดเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์ บางคราถึงขั้นที่เมื่อพบว่าต้นไม้บดบังร่างของตนไว้ มันก็ยังอุตส่าห์เดินออกมาให้เห็นชัดๆ
ดวงตาสองข้างของมันมองเห็นพื้นที่โดยรอบได้อย่างกว้างขวาง พอจะทำให้มันเล็มหญ้าไปพลาง ลอบสังเกตท่าทีของชาวพื้นเมืองกลุ่มนั้นไปพลางได้
มันมักจะให้ความหวังพวกเขา แล้วค่อยทำให้พวกเขารู้สึกสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะจับเจ้าไม่ได้!”
“บุกเข้าไป!”
ชาวพื้นเมืองหลายคนออกตัววิ่งไล่ตามไปอีกครั้ง
ทว่าครานี้ม้าขนแดงไม่ได้วิ่งขึ้นเขา แต่มันกลับก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามมุ่งหน้าลงไปยังตีนเขาแทน
ท่ามกลางป่ามะพร้าวที่เชิงเขา นักพรตหนุ่มสะพายย่ามเดินสวนขึ้นมา มีแมวสามสีตัวหนึ่งซุกอยู่ในย่าม และทั้งสองกำลังเดินมุ่งหน้าไปหาม้าจนแดงตัวนั้น
“ฮี้…”
ม้าขนแดงมาหยุดยืนอยู่ข้างกายนักพรต มันเปลี่ยนท่าทีเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัวในทันใด จากนั้นก็เดินไปหยุดอยู่เบื้องหลังเขาแล้วไม่ขยับตัวไปไหนอีกเลย
“ไม่ได้พบกันเสียนาน”
ซ่งโหยวลูบลำคอของมัน
เจ้าม้าได้แต่เงียบ
ส่วนเจ้าแมวน้อยก็โผล่หัวออกมาจากย่าม นางหันไปมองม้าของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องมองความเคลื่อนไหวในพงหญ้า
ชาวพื้นเมืองหลายคนมุดออกจากพงหญ้า ครั้นเห็นม้าขนแดงหยุดยืนอยู่ข้างกายนักพรตหนุ่มที่กำลังลูบแผงคอและสนทนาพาทีกับมันไปด้วย ทุกคนต่างก็อึ้งงันไป
“เอ๊ะ”
พวกชาวพื้นเมืองต่างมองหน้ากันไปมาอย่างทำอะไรไม่ถูก
แม้ภาษาที่ใช้จะสื่อสารกับซ่งโหยวไม่ได้ แต่เพียงเห็นภาพนี้พวกเขาก็รู้แจ้งแล้วว่า ม้าขนแดงตัวนี้มีเจ้าของแล้ว ไม่ใช่ม้าป่าไร้เจ้านายและไม่ได้พลัดหลงมา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนดุร้ายป่าเถื่อน พวกเขาจึงยอมถอยไปพร้อมกับส่งเสียงบ่นพึมพำไม่ขาดสาย
ซ่งโหยวยังคงลูบคอเจ้าม้าพลางเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ดูท่าตลอดช่วงเวลาที่เจ้าอยู่ที่นี่ ชีวิตจะไม่ได้จืดชืดไปกว่าพวกข้าที่ออกทะเลไปเลยนะ”
“ฟืด…”
ม้าสีพุทราเพียงพ่นลมหายใจออกจากจมูก
ในยามนั้น น้ำหนักที่กดทับย่ามพลันเบาลง แมวสามสีกระโดดลงสู่พื้น ในปากยังคาบธงผืนเล็กมาด้วย
ควันดำหลายสายพวยพุ่งลงสู่พื้นดิน กลายร่างเป็นหมาป่าตัวใหญ่
“แม่นางสามสีคิดจะทำสิ่งใด”
“คนกลุ่มนี้ไล่กวดเจ้าม้าของแม่นางสามสีจนมันต้องวิ่งวุ่นไปทั่วทั้งภูเขา ช่างน่าแค้นใจนัก แม่นางสามสีจะสั่งให้หมาป่าพวกนี้ไล่กวดพวกเขาคืนบ้างสักรอบ” เจ้าแมววางธงสั่งการลงก่อนเอ่ยเสียงเข้ม
ในเวลาเดียวกัน หมาป่าหลายตัวก็พุ่งทะยานออกไปทันที
ตามมาด้วยเสียงร้องอุทานด้วยความตกใจกลัวของพวกชาวพื้นเมือง
ท่ามกลางป่าเขาจึงมีเสียงวิ่งไล่กวดกันดังขึ้นอีกครั้ง
ซ่งโหยวไม่ได้ห้ามปราม เพียงถามด้วยความสงสัยว่า “แม่นางสามสีเองก็มักถูกผู้คนขับไล่อยู่บ่อยครั้ง เหตุใดจึงไม่เห็นแม่นางสามสีทำเช่นนี้บ้างเล่า”
“นั่นไม่เหมือนกัน!”
เจ้าแมวหันขวับมามองพลางแหงนหน้าจ้องเขาตาเขม็ง
“ไม่เหมือนกันอย่างไร”
นักพรตหนุ่มลูบคอม้าไปพลางสบตากับนางไปพลาง
“มนุษย์ย่อมต้องไล่แมวเป็นธรรมดา แมวเองย่อมต้องถูกมนุษย์ไล่เป็นธรรมดา และอีกอย่าง คนที่ถูกไล่คือแม่นางสามสี แม่นางสามสีไม่ถือสาหาความกับพวกเขาหรอก”
แม้เจ้าแมวจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ขาดตอนและกระท่อนกระแท่น แต่ซ่งโหยวก็รับรู้ได้ถึงความหมายของนาง
ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในหัวของเขาพลันนึกย้อนไปถึงภาพเหตุการณ์เมื่อเจ็ดแปดปีก่อน ตอนเพิ่งเดินทางออกจากอี้ตูมาได้ไม่นาน คืนหนึ่งที่พวกเขาพักแรมอยู่บนภูเขา ครานั้นเจ้าแมวสามสีก็นอนซุกตัวอิงแอบอยู่ข้างเจ้าม้า แล้วผล็อยหลับไปพร้อมกัน…
ตอนนั้น แมวสามสีไม่ค่อยมานอนกับนักพรตสักเท่าไร
ส่วนใหญ่แล้ว นางมักจะนอนเบียดเสียดอยู่ข้างกายเจ้าม้าเสมอ
“แม่นางสามสีมีจิตใจลึกซึ้งนัก” นักพรตหนุ่มกล่าวทั้งรอยยิ้ม “ทว่าคนเหล่านั้นหาได้รู้ไม่ว่าม้าของพวกเราเก่งกาจถึงเพียงนี้ พวกเขาเพียงคิดว่าเป็นม้าไร้เจ้าของธรรมดา ก็เหมือนกับที่แม่นางสามสีเห็นกุ้งหอยปูปลาบนชายหาดแล้วอยากเก็บกลับไปนั่นแล พวกเขาก็เพียงอยากพาม้ากลับบ้าน เจตนาเดิมแท้จริงไม่ได้เลวร้าย การที่แม่นางสามสีเห็นความรู้สึกของม้าสำคัญกว่าตนเอง ยอมออกหน้าทวงความยุติธรรมในเรื่องที่ตนเองไม่ได้ติดใจถือสา นับเป็นเรื่องที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ทว่าในเรื่องนี้… เจ้าสามารถมอบความเมตตานั้นให้แก่คนกลุ่มนี้ได้เช่นกัน”
“ฟืด…”
เจ้าม้าพ่นลมหายใจออกทางจมูก คล้ายจะขานรับคำพูดนั้น
“?”
เจ้าแมวมองนักพรตสลับกับเจ้าม้า นางใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัวไปมา แล้วก้มลงคาบธงสั่งการผืนเล็ก เรียกหมาป่าเหล่านั้นกลับมา
“แม่นางสามสีเห็นด้วยกับเจ้า…”
เจ้าแมวคาบธงกลับมา ก่อนจะตะกุยขาของนักพรต แล้วยืนสองขาชูธงขึ้นเป็นเชิงบอกให้เขาเก็บธงลงในย่าม
“แม่นางสามสีรู้เหตุผลดี”
“รู้เหตุผล~”
หนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งม้า พากันมุ่งหน้าไปยังชายหาด
ขณะเดินนักพรตก็พูดกับเจ้าม้าไปด้วย “เจ้าต้องติดนิสัยมาจากแม่นางสามสีแน่ๆ…”
“เมี๊ยว”
“เปล่า ไม่มีอะไร”
“เมี๊ยว”
“ข้ากำลังคิดว่าพวกเราจะออกเดินทางกันเมื่อใด ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงวันลี่ชิว บางทีอาจจะพำนักอยู่ที่นี่ต่อจนกว่าจะถึงวันลี่ชิว จากนั้นค่อยออกเดินทาง แม่นางสามสีจะได้เที่ยวเล่น… ได้หาอาหารเพิ่มอีกสักหน่อย และถือโอกาสนี้ขายเรือทิ้งเสียด้วย”
“จริงด้วย!”
หัวข้อสนทนาถูกเบี่ยงเบนไปทันที
หลังจากนั้นอีกหลายวัน แม่นางสามสียังคงหาของทะเลต่อไปอย่างรื่นรมย์ นางมักจะพานกนางแอ่นและเจ้าม้าไปด้วยกัน เดินเลาะไปตามชายหาดไกลนับสิบลี้
ตอนอยู่ที่อาณาจักรคนแคระนางก็ออกไปหาของทะเลเช่นกัน
ทว่าเมื่อเทียบกันแล้ว ยามนี้กลับไม่มีคนแคระคอยทำท่าทีแตกตื่นยามเห็นปลาตัวน้อยว่ายมาใกล้ หรือต้องระดมพลสวมเกราะถืออาวุธมายามเจอปูก้ามโต้ และต้องใช้พลั่วขุดดินขุดหาหอยงวงช้างอย่างยากลำบาก… ยามนั้นแม่นางสามสีได้รับคำชื่นชมและเสียงโห่ร้องยินดีมากมายจากพวกเขา บัดนี้ความรื่นเริงนั้นกลับหายไป ทว่าในอีกแง่หนึ่ง หากตอนนี้ยังไม่กินของที่หามาได้ ก็สามารถนำไปตากแห้งทำเป็นเสบียงสำรอง หรือนำไปขายในตลาดเพื่อแลกเป็นเงิน เช่นนั้นก็รู้สึกภูมิใจในตนเองเช่นกัน
สรุปได้ว่านางยังคงลุ่มหลงไปกับการหาของทะเล
ผ่านไปอีกไม่กี่วันก็เป็นวันลี่ชิวแล้ว
ดวงตะวันยามเที่ยงสาดแสงแรงกล้า ยอดมะพร้าวเขียวชอุ่มทอดเงาลงบนผืนทรายเป็นหย่อมเล็กๆ
“แม่นางสามสีโตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้ว ยินดีด้วยนะ”
“อืม…”
“เมื่อเช้านี้ข้านำเรือไม้ไปขายที่ตลาดเรือมาแล้ว แม่นางสามสีลองทายดูสิว่าขายได้เงินเท่าใด”
“เท่าไหร่หรือ”
“ลองทายดู”
“หนึ่งร้อยเหลี่ยง!”
“…”
ซ่งโหยวพยายามกอบทรายขึ้นมาฝังกลบร่างของแมวสามสีพลางเอ่ยว่า “ทายใหม่สิ”
“แล้วเท่าไหร่กันเล่า”
“สามเหลี่ยงหกเหวิน”
“สามเหลี่ยงหกเหวิน”
“ถูกต้อง สามเหลี่ยงหกเหวินเหมือนเดิม”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรา…”
เจ้าแมวนอนหงายแน่นิ่งอยู่ในหลุมทราย ปล่อยให้ทรายกลบมาถึงหน้าท้องโดยไม่ขัดขืน นางก้มมองทรายที่พูนขึ้นมาด้วยสายตาฉงนใจอยู่บ้าง แต่เรื่องตรงหน้านั้นน่าฉงนยิ่งกว่า นางจึงเลิกสนใจทรายบวนตัวแล้วหันไปจ้องหน้าเขาต่อ “เช่นนั้นเงินของพวกเราก็ไม่ได้หายไปเลยน่ะสิ”
“หมายความว่าออกเรือครั้งนี้ไม่ต้องเสียเงินเลยสักแดง”
“ถูกต้อง ถูกต้อง! ข้าหมายถึงแบบนั้นแหละ!”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าจะฝังแม่นางสามสีทำไมกัน”
“…”
ซ่งโหยวโรยทรายกำสุดท้ายทับลงบนตัวแมวสามสี ยามนี้ร่างของนางถูกฝังจนเหลือเพียงศีรษะที่โผล่ออกมา เขาขยับเข้าไปตบทรายรอบๆ ให้แน่นหนาขึ้นเล็กน้อยก่อนจะลุกยืนขึ้น โดยไม่คิดจะตอบคำถามนางเลยแม้แต่น้อย เขากลับไปหยิบกิ่งไม้กิ่งหนึ่งมาปักไว้บนกองทราย แล้วเดินไปเตรียมทำอาหารกลางวัน
หลังจากนำปลาเก๋าลายจุดไปนึ่งจนสุกดีแล้ว เนื้อหนังก็ร่วนกำลังดี เผยให้เห็นเนื้อปลาสีขาวนวลราวปุยหิมะ พร้อมกับนำปูทะเลหลากหลายชนิดไปนึ่ง ตามด้วยไข่ตุ๋นไข่หอยเม่น
เครื่องเคียงเป็นแมงกะพรุนคลุกเคล้าและกุ้งเสียบไม้ย่าง เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นมื้อเที่ยงของวันนี้แล้ว
ช่างเป็นมื้ออาหารอันโอชะที่แสนจะเรียบง่าย ตั้งเตาเพียงเตาเดียวก็ทำอาหารออกมาได้มากมายถึงพัยงนี้
นับเป็นงานเลี้ยงวันเกิดที่หาได้ยากยิ่ง… เพราะไม่มีเนื้อหนู
แม่นางสามสีมุดตะกายขึ้นมาจากกองทราย สะบัดทรายออกจากตัวจนฟุ้งกระจาย ไม่รู้ว่าสะบัดออกจนหมดหรือไม่ ทว่านางหาได้ถือสาสิ่งที่นักพรตกระทำต่อนางไม่ นางช่างว่าง่ายเหลือแสน และกินอาหารทุกอย่างด้วยความเอร็ดอร่อย
หลังจากมื้ออาหารสิ้นสุดลง ซ่งโหยวก็เริ่มจัดเก็บสัมภาระ ส่วนแม่นางสามสีก็ไปเก็บกุ้งแห้งปลาแห้งที่ตากไว้บนโขดหินริมหาดจนเรียบร้อย ทั้งยังไม่วายปีนขึ้นไปเก็บมะพร้าวจากต้นมาอีกสองสามลูกเตรียมนำติดตัวไปด้วย
เช้าวันต่อมา อากาศยังคงเป็นใจ
ดวงตะวันตรงขอบฟ้าแดงเรื่อดุจแต้มชาด
ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินริมหาด อาภรณ์เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า พลังวิญญาณในค่ำคืนแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ฤดูใบไม้ร่วงช่วยเร่งให้เข้าหยั่งรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น ยามนี้เขาเพียงลืมตาขึ้นนั่งสงบนิ่ง ชมดูดวงตะวันขึ้นอย่างเงียบงัน
หากจะกล่าวถึงความยิ่งใหญ่และตราตรึงใจ ย่อมไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงท้องทะเลได้
ทว่านั่นคือรางวัลที่ทะเลมอบให้แก่ผู้ที่กล้าหาญมุ่งหน้าสู่ใจกลางมหามุมทรโดยไม่หวั่นเกรงต่อคลื่นลมแรงเท่านั้น
ตะวันเคลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ โลกหล้าค่อยๆ สว่างไสว
“เฮ้อ…”
นักพรตหนุ่มที่นั่งอยู่ริมทะเลพ่นไอขาวออกมา แล้วค่อยๆ หยัดกายขึ้น สะบัดจัดอาภรณ์ให้เข้าที่ เมื่อหันกลับไปก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยจัดเก็บผืนผ้าให้เรียบร้อยแล้ว บัดนี้จึงมีย่ามใบใหญ่วางอยู่ข้างกาย
ม้าขนแดงก็ยืนรอเขาอย่างรู้ความ
ซ่งโหยวแบกย่ามขึ้นวางบนหลังม้าอย่างระมัดระวัง เพียงเขายื่นมือออกไป เด็กหญิงตัวน้อยก็ส่งไม้เท้าไผ่ให้ทันที
“ขอบใจแม่นางสามสี”
“ไม่เป็นไร!”
“ไปกันเถิด”
นักพรตหนุ่มค้ำไม้เท้าก้าวเดินไปเบื้องหน้า
ม้าขนแดงก็ก้าวตามไป เสียงกระดิ่งพลางดังกังวานไปทั่ว ไม่ต่างจากเมื่อเจ็ดแปดปีก่อนยามเพิ่งออกจากอี้ตูเลยแม้แต่น้อย
เจ้าแมวยังคงวิ่งเหยาะๆ ตามติดเขาไป ทว่าในใจกลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์นัก นางหันกลับไปมองข้างหลังอยู่บ่อยครั้ง มีหลายครั้งที่นางเดินแตกแถวไปยังที่สูงเพราะอยากมองดูภาพท้องสมุทรสีครามอีกสักครา
“หนทางข้างหน้า ยังมีทะเลให้เจ้าชมอีกหลายแห่ง”
นักพรตไม่ได้หันกลับมามอง ทว่าคล้ายจะล่วงรู้ถึงความอาลัยในใจของนางจึงเอ่ยขึ้น
“ข้ารู้น่า…”
แม่นางสามสีย่อมรู้อยู่แก่ใจ
ทว่าที่นี่คือท้องทะเลแห่งแรกที่นางได้รู้จัก ทั้งยังเป็นสถานที่แห่งแรกที่นางได้เรียนรู้การหาของทะเล การเดินทางไปเยือนดินแดนโพ้นทะเลก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากที่แห่งนี้ ทะเลที่จะได้เห็นในภายภาคหน้าจะเทียบเคียงทะเลแห่งนี้ได้จริงหรือ
นางเพียงหวังว่ามันจะไม่เปลี่ยนแปลงและคงอยู่เช่นนี้ตลอดไป
อย่างน้อยก็ขอให้คงอยู่ดังเดิมจนกว่านางจะกลับมาเยือนอีกครา