Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 433 ยังคงเพรียกร้องว่าเทพเซียน

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 433 ยังคงเพรียกร้องว่าเทพเซียน
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 433 ยังคงเพรียกร้องว่าเทพเซียน

มหาสมุทรสีครามกว้างไกลสุดคณา เรือลำน้อยลอยล่องอยู่ท่ามกลางระลอกคลื่น

บนเรือมีผู้หนึ่งเอนกาย อีกผู้หนึ่งพายเรือ

แว่วเสียงสนทนามาตามลมอย่างแผ่วเบา

“แม่นางสามสีพายเรือช่ำชองขึ้นทุกวันจริงๆ” ซ่งโหยวนอนเอกเขนกอยู่บนเรืออย่างเกียจคร้าน หมวกโต่วลี่ใหญ่ช่วยบดบังแสงอาทิตย์แผดจ้ากลางทะเลไว้จนสิ้น ในอ้อมแขนโอบลูกมะพร้าวพลางใช้หลอดไม้ไผ่เล็กๆ ดูดน้ำ เขาจ้องมองเด็กหญิงในชุดเสื้อคลุมหญ้าสานที่กำลังพายเรืออย่างขะมักเขม้น “มองเผินๆ ข้านึกว่าเป็นชาวประมงเฒ่าที่ใช้ชีวิตกลางทะเลมาตั้งแต่เยาว์วัยเสียอีก”

“เพราะแม่นางสามสีเก่ง!”

“ไม่เพียงเก่งกาจ แต่ยังพายได้รวดเร็วยิ่งนัก”

“ถูกต้อง! พายได้เร็วมาก!”

เด็กหญิงตัวน้อยได้ยินดังนั้นก็เร่งฝีพายขึ้นทันที

“แม่นางสามสีจะเหนื่อยเกินไปหรือไม่”

“แม่นางสามสีไม่เหนื่อย!”

“ก็นั่นสินะ แม่นางสามสีเก่งกาจถึงเพียงนี้ พายเรือเพียงครู่เดียวจะเหนื่อยได้อย่างไร” ซ่งโหยวกล่าวพลางเหลียวมองไปรอบๆ แล้วชี้นิ้วไปยังทิศหนึ่ง “มุ่งหน้าไปทางนั้นเถิด”

“ตกลง!”

เด็กหญิงออกแรงพายไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง

ทิศทางนั้นมีโขดหินหลายก้อนโผล่พ้นผิวน้ำมาเล็กน้อย

บนโขดหินมีร่างสองร่างนั่งสงบนิ่งอยู่

ทั้งคู่มีร่างกายกำยำทรงพลัง นั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินโดยไม่ไหวติง ราวกับเป็นรูปปั้นศิลา ไม่รู้ว่านั่งมานานเท่าใดแล้ว มองจากไกลๆ เห็นเพียงปราณวิญญาณรอบกาย

ตึง…

เรือไม้กระทบเข้ากับโขดหิน

เด็กหญิงตัวน้อยตกใจจนสะดุ้ง รีบชะโงกหน้าไปดู

เคราะห์ดีที่เรือไม่ได้เสียหาย

ร่างทั้งสองลืมตาขึ้นในทันใด ท่วงท่าแทบจะลอกเลียนแบบกันมา ทั้งคู่หยัดกายขึ้นพร้อมกันก่อนจะประสานมือคารวะนักพรตหนุ่ม

“คารวะท่านเซียน”

“พวกข้ารอคอยท่านเซียนมาเนิ่นนานแล้ว”

“พวกท่านพอใจกับเกาะสองแห่งนั้นหรือไม่” ซ่งโหยวยังคงสวมชุดหญ้าสานและหมวกโต่วลี่ใบใหญ่ ดูเหมือนกับชาวประมงเฒ่าไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าเขาไม่ได้รอคำตอบ กลับเอ่ยต่อไปว่า “ในสายตาข้า พวกท่านคือจอมมารที่ไม่ได้พบเห็นบ่อยครั้งนัก ร่างจริงใหญ่โตดุจขุนเขา ใช้เกาะเพียงสองแห่งเป็นที่บำเพ็ญตบะดูจะคับแคบไปเสียหน่อย ประจวบเหมาะกับช่วงนี้ข้าได้ออกพเนจรไปทั่วน่านน้ำแห่งนี้ พบว่าที่นี่มีเกาะน้อยใหญ่มากมายที่เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณอัศจรรย์ ทว่าบัดนี้ข้าได้นำดินบูรพามาไว้กับตัวแล้ว ไม่รู้ว่าภายหน้าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นไร จึงอยากขอให้พวกท่านทั้งสองคอยดูแลที่นี่แทนข้าสักระยะ”

“ท่านเซียนหมายความว่า จะยกเกาะทั้งหมดในน่านน้ำอันกว้างใหญ่นี้ให้พวกข้าใช้เป็นที่พำนักบำเพ็ญตบะหรือ”

“แล้วจ้าวสมุทรจะยินยอมหรือ”

“ข้าได้วางมหาค่ายกลไว้ทั่วน่านน้ำนี้แล้ว นับแต่นี้ไปสรรพชีวิตภายนอกไม่อาจย่างกรายเข้ามาได้โดยง่าย” ซ่งโหยวกล่าว “หากพวกท่านยินดีอยู่ที่นี่ ก็เพียงต้องหาเวลาช่วยข้าดูแลค่ายกลนี้ ไม่ให้พลังวิญญาณสลายไป คอยดูแลหมู่เกาะน้อยใหญ่ให้ลมสงบคลื่นนิ่ง หากอาณาจักรใดเกิดความปั่นป่วนเพราะขาดพลังวิญญาณ ก็จงแจ้งข่าวให้ข้าทราบโดยเร็ว อีกทั้งยังต้องช่วยข้าสอดส่องการเดินเรือ หากจ้าวสมุทรบังอาจก่อคลื่นลมอีก นับแต่นี้ไป พวกท่านก็สามารถเดินทางไปทั่วท้องทะเลแห่งนี้ได้อย่างเสรีแล้ว”

“แท้จริงแล้วความเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณแถบนี้ก็เป็นผลมาจากท่านนี่เอง”

“พวกข้ารับปาก”

“ข้าไม่มีสิ่งใดต้องกำชับพวกท่านมากนัก เพียงหวังว่าพวกท่านจะบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่อย่างสงบ อย่าได้ใช้อำนาจข่มเหงใคร ถือเสียว่าไม่ให้เสียแรงที่ข้าไว้วางใจ”

ซ่งโหยววาดนิ้วกลางอากาศ ร่างเป็นอักขระยันต์สองตัว แสงสว่างควบแน่นไม่กระจายตัวหายไป เขาโบกมือเพียงเบาๆ อักขระนั้นก็ลอยเข้าหาร่างจอมมารทั้งสอง นั่นคือสิ่งยืนยันสิทธิ์ในการควบคุมมหาค่ายกล

กับจอมมารระดับนี้ ย่อมไม่จำเป็นต้องกล่าววาจาให้มากความนัก

“ขอบพระคุณท่านเซียน!”

“พวกข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง!”

“ท่านเซียนโปรดวางใจ หากมังกรตัวนั้นผิดคำสัตย์ ก่อคลื่นลมในทะเลอีกครั้ง ไม่ต้องถึงมือท่านหรอก พวกข้าทั้งสองจะทุ่มกำลังสังหารมันทิ้งกลางทะเลแห่งนี้เอง!”

จอมมารทั้งสองเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง

“ขอบใจพวกท่านเช่นกัน”

ซ่งโหยวยังคงเชื่อมั่นในคุณธรรมของทั้งสอง

ครานั้นที่เขาเยี่ยซานก็เคยประจักษ์มาแล้ว

“ไปกันเถิด แม่นางสามสี”

“ก็ได้…”

เด็กหญิงตัวน้อยจ้ำไม้พายกลับไป เรือลำน้อยจึงถอยห่างออกมา

นักพรตหนุ่มยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ ร่ายอาคมสร้างค่ายกลไว้

พลันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นทีละจุด ณ สุดขอบฟ้าและท้องทะเลไกลโพ้น

ณ สถานที่อันไกลแสนไกลไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า คล้ายมีม่านล่องหนผืนใหญ่ทอดตัวลงมาจากสรวงสวรรค์ และพุ่งทะยานขึ้นมาจากผิวน้ำ หมู่เกาะกลางทะเลล้วนถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบ้าง บิดเบี้ยวเลือนหายไปบ้าง ราวกับกลายเป็นภาพลวงตาตา เพียงชั่วพริบตาเดียวพวกมันก็หายสาบสูญไปจากท้องทะเลอย่างไร้ร่องรอย

เรือพายลำน้อยค่อยๆ แล่นเข้าสู่มหาสมุทรอันไร้ขอบเขต และกลายเป็นจุดดำเล็กๆ ที่เลือนหายไป

ยามนี้ ท้องทะเลดูจะเย็นเยียบลงกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงมากนัก

แม้จะยังเป็นวันฟ้าใส แสงแดดแผดเผา แต่ความร้อนที่ทะลุผ่านอาภรณ์เข้ามากลับเบาบางลงไปมาก

“ใกล้จะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้วสินะ…”

“ใกล้ฤดูใบไม้ร่วงแล้วหรือ”

เด็กหญิงที่พายเรืออยู่รีบจับประเด็นสำคัญได้ทันที มือยังคงจ้ำพายไม่หยุด แต่ดวงตาจ้องมองเขาเขม็ง

“ใช่แล้ว”

“ถ้าอย่างนั้นแม่นางสามสีก็จะโตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้วสิ”

“ก็เป็นเช่นนั้นแหละ”

“นี่ผ่านไปกี่ปีแล้วนะ”

“รัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้าแล้ว”

“ปีที่เก้าแล้วหรือ…”

แม่นางสามสีแหงนหน้ามองฟ้า พลางนับคำนวณในใจ

หากเริ่มนับตั้งแต่วันที่นางได้พบกับนักพรตและสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ก็นับเป็นเวลาแปดปีแล้ว

เหตุใด… ร่างกายถึงยังไม่สูงขึ้นเท่าใดนัก

แม่นางสามสีเริ่มรู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง

ส่วนนักพรตหนุ่มก็หยิบเบ็ดตกปลาที่ผู้พิพากษาหลู่มอบให้ขึ้นมา เขาเลือกปลาน้อยตัวหนึ่งจากถังน้ำมาเกี่ยวเข้ากับตัวเบ็ดตามที่ถอดแบบมาจากแม่นางสามสี

ศาลากลางอำเภอหลานอัน แคว้นล่างโจว

วันนี้ศาลากลางมีแขกมาเยือน

ได้ยินว่าเป็นพ่อค้าเดินเรือจากแคว้นหยางโจว

แคว้นหยางโจวนั้นรุ่งเรืองมั่งคั่งมาแต่ไหนแต่ไร เหล่าพ่อค้าเดินเรือที่ยอมเสี่ยงอันตรายไปค้าขายตามดินแดนโพ้นทะเลต่างก็มีฐานะร่ำรวย ผู้พิพากษาหลู่ไม่รู้ว่าคหบดีเหล่านี้ถึงเดินทางมายังอำเภออันห่างไกลแห่งนี้ด้วยเหตุใด แต่ในเมื่อแขกผู้มาเยือนมาพร้อมกับของกำนัลและท่าทีนอบน้อม เขาจึงไม่ได้วางตนเป็นขุนนางมีตำแหน่ง แต่กลับต้อนรับขับสู้ด้วยความไมตรี

ทว่าเมื่อได้สนทนากันจึงพบว่า

พ่อค้ากลุ่มนี้เพิ่งกลับมาจากอาณาจักรแขนยาวเมื่อสองเดือนก่อนนี่เอง

ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ท้องทะเลปั่นป่วนด้วยพายุและคลื่นยักษ์บ่อยครั้ง คลื่นลมรุนแรงถึงขั้นจมเรือได้โดยง่าย ทั้งยังมีผู้พบเห็นเงามังกรขนาดมหึมาท่ามกลางพายุฝนและสายฟ้าฟาด ต่างเล่าขานกันว่าเป็นเพราะจ้าวสมุทรกำลังพิโรธ ตลอดหนึ่งปีมานี้ได้ยินว่าเหล่าพ่อค้าเดินเรือแถบชายฝั่งพากันจุดธูปสักการะเทพเจ้ากันถี่ขึ้น ทว่าหากเทพเจ้าองค์ใดศักดิ์สิทธิ์จริงหรือมีผู้กราบไหว้ด้วยความศรัทธา คำชี้แนะที่ได้รับมักจะเป็นการห้ามไม่ให้ออกเรือในช่วงนี้เสียมากกว่า ยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดกล้าหาญพอที่จะออกเรือหรือเดินทางกลับมาจากโพ้นทะเลได้เลย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาณาจักรแขนยาวที่อยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น

ผู้พิพากษาหลู่เข้ามาเป็นขุนนางด้วยวิธีการพิเศษ เขาจึงไม่ได้ดูแคลนพ่อค้าวาณิช ตรงกันข้าม ในวัยหนุ่มเขาก็เคยทำการค้ามาก่อน จึงรู้สึกเลื่อมใสในความกล้าหาญของคนกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงชวนคุยถึงรายละเอียดต่างๆ

ยิ่งคุยก็ยิ่งพบเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น

ได้ยินว่าพวกเขาติดอยู่ที่อาณาจักรแขนยาวนานถึงครึ่งค่อนปี เมื่อคลื่นลมเริ่มสงบจึงรวบรวมความกล้าออกเรือ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าระหว่างทางยังเต็มไปด้วยภยันตราย พวกเขาเคยสังหารพรายทะเลที่ลอบปีนขึ้นเรือในยามค่ำคืน เคยใช้สติปัญญาขับไล่สัตว์ยักษ์ใต้ทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือใบถึงสิบเท่า เคยเผชิญพายุฝน และกระทั่งได้เห็นจ้าวสมุทรด้วยตาตนเอง

เมื่อกลับมาถึงหยางโจว ทุกคนต่างยังรู้สึกหวาดกลัว

นอกจากจะต้องพักผ่อนเพื่อเรียกขวัญกำลังใจแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาพ่อค้าเดินเรือในหยางโจวก็มักมาถามเรื่องความปลอดภัยในการออกเรือจากพวกเขา จนทำให้ปลีกตัวไปไหนไม่ได้ ครั้นพอเริ่มมีเวลาว่างจึงรีบเดินทางมาที่นี่ เพื่อที่จะขอคำชี้แนะจากผู้พิพากษาหลู่

ผู้พิพากษาหลู่ฟังแล้วทั้งเลื่อมใสและฉงนใจนัก

ไม่รู้ว่ากลุ่มพ่อค้าจากหยางโจวจะเดินทางมาไกลถึงแคว้นล่างโจวแสนทุรกันดารเพื่อถามสิ่งใดจากเขา

“ใต้เท้าอาจยังไม่ทราบ ยามที่พวกข้าเผชิญหน้ากับจ้าวสมุทรกลางทะเล วันนั้นคลื่นลมพัดโหมกระหน่ำ สายฟ้านับหมื่นสายฟาดลงมา คลื่นยักษ์ม้วนตัวพุ่งเข้าหาพวกเราดูราวกับกำแพงภูเขาขนาดใหญ่ ยามนั้นทุกคนบนเรือต่างคิดว่าชีวิตคงต้องมอดม้วยแล้ว…” เจ้าของเรือแซ่เจี่ยเบิกตากว้าง เล่าเรื่องไปด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับว่าภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจ “ทว่ากลับมีประกายดาบสายหนึ่งฟาดฟันลงมาแยกคลื่นยักษ์นั้นออกเป็นสองฝั่ง! พวกข้ามองตามประกายดาบนั้นไป ประจวบเหมาะกับจังหวะที่สายฟ้าฟาดลงมาพอดี แสงสว่างนั้นทำให้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ฝั่งตรงข้ามอย่างชัดเจน… เห็นเพียงเรือไม้ลำน้อยลอยล่องอยู่บนผิวน้ำ บนเรือมีนักพรตและเด็กหญิงยืนอยู่”

“ไอ้หยา! นั่นต้องเป็นเทพเซียนมาโปรดแน่!”

“พวกข้าก็คิดเช่นนั้น” เจ้าของเรือกล่าวต่อ “เมื่อถึงรุ่งเช้าคลื่นลมสงบลง พวกข้าจึงเชิญท่านเซียนขึ้นเรือ ต้อนรับเขาเป็นอย่างดีพร้อมกับถามนามมาเรียบร้อย ทว่าท่านเซียนกลับไม่ยอมรับ บอกเพียงว่าตนเองเป็นนักพรตจากแคว้นอี้โจว ออกเดินเรือมาจากอำเภอหลานอันในแคว้นล่างโจวแห่งนี้”

“นักพรตจากอี้โจวหรือ”

ผู้พิพากษาหลู่พลันชะงักไป

“ถูกต้องแล้ว” เจ้าของเรือพยักหน้า “หลังจากแยกทางกับท่านเซียน พวกเราต่างรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ไม่ได้ถามให้ชัดเจนว่าท่านเซียนผู้สูงส่งท่านนั้นบำเพ็ญตนอยู่ที่อารามใดในอี้โจว ไม่ได้หวังจะสร้างศาลเจ้าหรือหล่อรูปเคารพให้ แต่อย่างน้อยยามที่แก่ตัวลงจนไม่อาจออกเรือได้และมีเวลาว่าง ก็อยากจะเดินทางไปยังอารามในแห่งนั้นเพื่อจุดธูปตอบแทนบุญคุณเทพเซียนที่ช่วยชีวิตไว้สักครั้ง หลังจากกลับถึงหยางโจว พวกเรายิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย ประกอบกับเพื่อนร่วมอาชีพต่างก็บอกว่าพวกเราควรสืบถามให้แน่ชัด จึงได้ตัดสินใจเดินทางมายังอำเภอหลานอันเพื่อถามใต้เท้าดู”

“ท่านเซียนผู้สูงส่งท่านนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร”

“รูปลักษณ์ยังเยาว์วัย สวมชุดนักพรต ท่วงท่าสูงส่งราวอยู่เหนือโลกียะ” เจ้าของเรือเอ่ย “ท่านเซียนเลี้ยงแมวสามสีไว้ตัวหนึ่ง ยามพบกันครั้งแรกยังเห็นศิษย์น้อยในชุดสามสี และยังมีนกนางแอ่นอีกตัวหนึ่งด้วย”

“…”

ผู้พิพากษาหลู่นิ่งไปในทันที ทว่าดวงตากลับเบิกกว้าง “ท่านบอกว่าท่านเซียนผู้สูงส่งท่านนั้น ฟาดดาบลงมาเพียงคราเดียวก็ผ่าคลื่นสูงได้ เพียงเอ่ยปาก หมอกหนากลางทะเลก็สลายไปจนเห็นดวงตะวันอย่างนั้นหรือ”

“ใต้เท้าเคยพบผู้สูงส่งท่านนี้หรือ”

“ไม่ใช่เพียงแค่เคยพบ…”

“โอ้”

เจ้าของเรือพลันเผยสีหน้ายินดี “เช่นนั้นใต้เท้าต้องทราบแน่ว่าท่านเซียนผู้นั้นบำเพ็ญตนอยู่ที่ใด”

“ย่อมทราบดี”

หลังจากผู้พิพากษาหลู่หายจากอาการตะลึง เขาก็ไม่ได้ปิดบังสิ่งใด

ทว่าเขาก็ลืมไปแล้วว่าอารามแห่งนั้นชื่อว่าอะไร จำได้เพียงว่าอยู่ในอำเภอหลิงเฉวียน และเคยได้ยินนักพรตท่านนั้นเอ่ยถึงเขาหยินหยาง จึงได้บอกเหล่าพ่อค้าไปตามตรง ให้พวกเขาไปตามหาในภายหลัง จากนั้นเขาก็รีบกุมมือเจ้าของเรือพลางซักถามถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นอย่างละเอียด

ในใจเขารู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน

หลังจากสนทนากันอยู่นานจึงได้ส่งกลุ่มพ่อค้ากลับไป

ผู้พิพากษาหลู่อยู่ลำพังในห้อง เขายังคงเดินไปเดินมาด้วยความว้าวุ่นใจ พลันนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพเซียนที่เคยได้ยินมา

ในเรื่องเล่าเหล่านั้น น้อยคนนักที่จะจำเทพเซียนได้ตั้งแต่แรกพบ

อย่างมากที่สุดก็เป็นเหมือนตัวเขา ที่คิดว่าเป็นเพียงนักพรตที่มีตบะแก่กล้าก็นับว่าตาถึงมากแล้ว

ทว่าจะมีนักพรตคนใดเล่า ที่เพียงยกมือก็สยบคลื่นลมได้

“ช่างมีตาหามีแววไม่…”

ผู้พิพากษาหลู่อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ

คืนนั้นเขานอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ภาพเหตุการณ์ในวันที่ได้อยู่ร่วมกันผุดขึ้นมาในหัวทีละฉากๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใจจดจ่อหรือเทพเซียนมานิมิตฝัน หลังจากหลับใหลไป เขาก็ได้ฝันเห็นเทพเซียนจริงๆ

ในความฝันนั้นช่างพร่าเลือน คล้ายจะมองเห็นชัดแต่ก็คล้ายจะไม่ชัดเจน ท่ามกลางม่านหมอกขาวโพลนระหว่างฟ้าดิน เห็นเงาร่างนักพรตผู้นั้นดูเหมือนเดิมทุกประการ กำลังสนทนากับตน

ครั้นเมื่อผู้พิพากษาหลู่ตื่นขึ้นมา เขาจำได้เพียงว่าท่านเซียนผู้สูงส่งบอกเขาว่า อีกหลายปีให้หลัง อาจจะมีผู้คนเดินทางมาจากท้องทะเล หรืออาจจะไม่มี หากคนเหล่านั้นบอกว่ามาจากอาณาจักรคนแคระ ก็ขอให้ใต้เท้าดูแลพวกเขาในฐานะผู้อพยพที่มาสวามิภักดิ์ต่อแคว้นต้าเยี่ยน และจัดสรรที่พำนักให้พวกเขาอย่างเหมาะสม

จนกระทั่งตื่นขึ้นมาสักพักแล้ว เขาก็ยังไม่อาจจำแนกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน

บางที อาจจะต้องรอจนกว่าเวลาจะล่วงเลยไปอีกหลายปี ถึงจะได้รู้คำตอบ

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 433 ยังคงเพรียกร้องว่าเทพเซียน"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย