ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 432 ผู้คนใต้หล้าล้วนต่างจิตต่างใจ
บทที่ 432 ผู้คนใต้หล้าล้วนต่างจิตต่างใจ
แมวสามสีกระโจนขึ้นไปในแนวตั้งสูงราวหนึ่งจั้ง แผ่สยายกายงามอยู่กลางเวหา เส้นขนก็ลู่ไปตามลม
นางร่อนลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา
“…”
บัดนี้พวกเขามาถึงยอดเขาแล้ว
เจ้าแมวน้อยดูสบายอารมณ์ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย เพียงหันกลับไปมองเบื้องหลังครู่หนึ่ง
เบื้องล่างคือป่ารก ต้นไม้ขึ้นหนาทึบเสียจนมองไม่เห็นร่องรอยของคนแคระทั้งหลาย พอจะมองเห็นใจกลางอาณาจักรคนแคระผ่านช่องว่างระหว่างภูเขาเท่านั้น ทว่าบัดนี้กลับถูกเมฆหมอกปกคลุมไว้กึ่งหนึ่ง ผืนป่าเขียวขจีนี้ทอดยาวไปจนถึงหาดทรายชายเกาะ ซึ่งถัดออกไปก็คือท้องทะเลอันกว้างใหญ่
“คนแคระนี่ช่างอ่อนแอนัก สูงแค่นี้ยังปีนขึ้นมาเองไม่ได้เลย” แม่นางสามสีแค่นเสียง
“เก่งสู้แม่งนางสามสีไม่ได้หรอก” ซ่งโหยวค่อยๆ ลงจากหลังแมว ก่อนจะยืนค้ำไม้เท้าไผ่ดังเดิม “อีกอย่าง ที่หลายวันมานี้แม่นางสามสีดูมีความสุขดีก็ไม่ใช่เพราะความอ่อนแอของพวกเขาหรอกหรือ”
“อือ…”
คำพูดของนักพรตหนุ่มช่างแทงใจดำยิ่งนัก
ในอาณาจักรคนแคระแห่งนี้ แม้หมู่มวลบุปผาและแมกไม้จะยังมีขนาดเท่าเดิม แต่เมื่อแมวสามสีเดินผ่านไปมา กลับกลายเป็นดั่งอสูรยักษ์ในตำนานหรือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ ยิ่งอยู่ท่ามกลางสายตาอันแฝงด้วยความยำเกรงของเหล่าคนแคระ ยามที่นางย่างกรายไปจึงอดไม่ได้ที่จะชะลอฝีเท้าให้ช้าลง แสร้งวางมาดทรงพลังตามจอมมารเหล่านั้น
สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
รวมไปถึงสายตาหวั่นเกรงจากผู้คน ต่างจากยามปกติที่นางมักถูกขับไล่ แม้จะอยู่ในสถานะเทพแมวก็ตาม อีกทั้งบางครั้งไปช่วยชาวบ้านจับหนู ก็ยังถูกผู้คนปฏิบัติราวกับแมวจรจัด คอยไล่นางไปตลอด การได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนี้จึงทำให้นางสำราญใจยิ่งนัก
“…”
ซ่งโหวไม่ได้สนใจนางอีก เขาหมุนกายเดินฝ่าพงหญ้าไปยังขอบผา
ที่แท้ภูเขาลูกนี้คือภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว
มิน่าเล่า ฐานของภูเขาถึงได้เป็นวงกลม
ยามนี้เขาอยู่ตรงขอบปากปล่องภูเขาไฟ เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง ใจกลางยอดเขามีหลุมลึกกว้างคล้ายครึ่งวงกลมซึ่งเคยเป็นธารหินหลอมในอดีต
ผนังหินตรงขอบหลุมถูกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ มีกอหญ้าแทรกตัวขึ้นตามซอกหิน ในฤดูกาลนี้มวลบุปผากำลังบานสะพรั่ง ลบเลือนภาพลักษณ์อันน่าหวาดกลัวของภูเขาไฟไปจนหมดสิ้น
ทว่า ณ จุดที่ลึกที่สุดใจกลางหลุมศิลา กลับมีกลุ่มหมอกหนาทึบรวมตัวกันอยู่ มองจากไกลๆ ช่างดูเหมือนกับสระน้ำสีขาวที่กำลังไหลวน
ซ่งโหยวสูดลมหายใจ
พลังวิญญาณที่นี่หนาแน่นนัก
เป็นพลังวิญญาณที่ลึกล้ำเหลือเกิน
“นักพรต…”
อุ้งเท้าแมวเหยียบยอดหญ้าจนเอนราบ ตามมาด้วยเสียงของเจ้าแมว “จะให้แม่นางสามสีแบกเจ้าลงไปหรือไม่”
“ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวกล่าวจบก็เริ่มเดินลงไป
ผนังด้านในของภูเขาไฟลาดชันนัก สำหรับคนปกติก็ถือว่าค่อนข้างสูงแล้ว แต่สำหรับคนแคระนั้น ย่อมสูงกว่าเดิมเป็นสิบเท่า
นักพรตหนุ่มเดินค้ำไม้เท้าไปถึงปากปล่องก็กระโดดลงไป
เขาทิ้งตัวลงไปตามผนังหิน ใช้พงหญ้าเป็นจุดผ่อนแรงและส่งตัว ข้ามผ่านทุ่งดอกไม้ป่าไป
กระทั่งเข้ามาอยู่ท่ามกลางม่านหมอก
ในม่านหมอกมีสายน้ำไหลเวียน ซ่อนเร้นกลไกแห่งธรรมชาติเอาไว้
แต่จะนำดินบูรพาออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร
นักพรตหนุ่มส่ายหน้า ไม่ได้เที่ยวค้นหาหรือใช้อุบายใด เขาเพียงประสานมือคารวะต่อขุนเขา สายน้ำ ม่านหมอก ดินบูรพา รวมถึงฟ้าดินแห่งนี้
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว ทายาทอารามฝูหลง มาที่นี่เพื่อขอรับดินบูรพาไปหล่อรวมเป็นนรกภูมิ”
สิ้นคำก็มีเสียงลมพัดผ่านไป
แสงสีนวลตาไร้ลักษณ์พุ่งแหวกม่านหมอกมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
สิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับดูคล้ายกับน้ำมากกว่าดิน มันลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เปลี่ยนรูปทรงไปมาไม่หยุดนิ่ง โดยมีไอจางๆ ลอยกรุ่นอยู่รอบๆ
ซ่งโหยวเพียงยื่นมือออกไปรับมันไว้ในฝ่ามือ
เบาหวิวไร้น้ำหนัก
ทว่าพลังวิญญาณที่อัดแน่นอยู่ในนั้นกลับลี้ลับอัศจรรย์ยิ่ง
ซ่งโหยวก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ
ดูท่าดินห้าทิศคงไม่ได้มีกฎการจับคู่ธาตุและทิศทางทั้งห้าที่ตายตัวเสียทีเดียว แต่มักก่อกำเนิดขึ้นตามพลังวิญญาณในสถานที่นั้นๆ ที่นี่คือท้องทะเล มวลน้ำเข้มข้น พลังวิญญาณย่อมมีความลี้ลับแตกต่างไปจากแผ่นดินใหญ่ ดินบูรพาที่กำเนิดขึ้นจึงแฝงด้วยพลังธาตุน้ำ ไหลลุ่มลึกยากจะหยั่งถึงทว่ากลับเปี่ยมด้วยพลังชีวิตที่คอยโอบอุ้มสรรพสิ่งทั้งปวงไว้
จะเป็นอย่างไรต่อนั้น คงต้องใช้เวลาซึมซับและทำความเข้าใจสักหน่อย
“จงหดเล็กลง”
สิ้นวาจา ดินบูรพาก็เปลี่ยนรูปตามคำสั่ง
ซ่งโหยวเก็บมันเข้าไว้ในอกเสื้อตามใจปรารถนา ก่อนจะเหลียวมองรอบกาย เขาไม่ได้รบกวนม่านหมอกในหุบเขา เพียงหมุนตัวกลับไปหาเจ้าแมวน้อย
“แม่นางสามสี แบกข้าขึ้นไปที”
“เจ้าซ่อนอะไรไว้น่ะ”
“ดินบูรพา”
“ดินบูรพา… แม่นางสามสีคาบเจ้าขึ้นไปดีกว่า!”
“แบกข้าขึ้นไป”
“ก็ได้ๆ…”
เจ้าแมวทำท่าผิดหวังและจนใจ ได้แต่หมอบกายลงต่ำ
นักพรตหนุ่มปีนขึ้นไปบนหลังแมว เมื่อจับเส้นขนได้มั่นคงแล้ว นางก็หยัดกายขึ้น ทว่าครานี้ไม่ได้วิ่ง เพียงก้าวเดินขึ้นเขาไปช้าๆ เท่านั้น
เจ้าแมวปีนไปพลางหันมองนักพรตด้วยหางตาไปพลาง “พวกเราจะไปแล้วหรือ”
นักพรตหนุ่มที่นั่งถือไม้เท้าบนหลังแมวตอบรับในทันใด
“แม่นางสามสีไม่อยากไปหรือ”
“ที่นี่สนุกมาก! มีแต่คนแคระเต็มไปหมด!”
“ก็น่าสนุกจริงๆ นั่นแล”
“พวกเราจะไปกันแล้วหรือ”
“น่านน้ำอันเป็นที่สถิตของดินบูรพานั้นกว้างใหญ่ ยังมีอีกหลายดินแดนที่พวกเรายังไม่ได้ไปเยือน เห็นทีคงต้องมาล่องทะเลดูอีกสักรอบ” นักพรตกล่าว “ขากลับแม่นางสามสีก็ยังไปเก็บของทะเลได้อยู่นะ”
“จริงด้วย…”
หนึ่งคนหนึ่งแมวสนทนากันไปตลอดทาง
ซ่งโหยวเอียงศีรษะหลบยอดหญ้าตามทาง ปากก็ยังคงพูดไม่หยุด ครั้นตั้งศีรษะให้ตรง ดอกไม้ข้างทางก็เฉียดศีรษะเขาไปพอดี กลีบดอกนั้นสะอาดสะอ้านประดับด้วยหยาดน้ำค้างยามเช้า มองเห็นได้ชัดเจนกระทั่งละอองเกสรข้างใน
ราวครึ่งเค่อต่อมา หนึ่งคนหนึ่งแมวมาถึงริมขอบยอดเขา นักพรตหนุ่มยืนค้ำไม้เท้า ส่วนเจ้าแมวน้อยนั่งตัวตรงอยู่ข้างกาย ทั้งคู่ทอดสายตาไปเบื้องหน้า ระหว่างที่เดินฝ่าพงหญ้าไป ก็มองเห็นท้องฟ้าและท้องทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
ทว่าเจ้าแมวน้อยดูไปได้ครู่หนึ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตาไปด้านข้าง ใช้หางตาลอบชำเลืองนักพรตข้างกาย เมื่อเห็นเขาตัวเล็กกระจ้อยร่อยแต่วางท่าทางสงบเยือกเย็น ในใจก็รู้สึกขบขันยิ่งนัก ซ้ำยังมองเป็นเรื่องสนุก
“นักพรต”
“มีอะไรหรือ”
“ดูสิ เจ้าตัวเท่าหางของแม่นางสามสีเลย”
หางเส้นนี้ยังยาวกว่าส่วนสูงของนักพรตในยามนี้เสียอีก ทั้งยังหนานุ่มพองฟู เมื่อตั้งตระหง่านอยู่ข้างกายเขาเช่นนี้ ดูไปแล้วกลับดูใหญ่กว่าตัวเขาเสียด้วยซ้ำ
ซ่งโหยวยังคงมีท่าทีสงบราบเรียบ เขาเพียงรู้สึกว่าขนบนหางนั้นถูกลมพัดจนมาทิ่มแทงใบหน้าให้รู้สึกคันยิบๆ จึงเบี่ยงหน้าหลบพลางเอ่ย “วันนี้หางของแม่นางสามสีดูว่าง่ายดีนัก”
“มันก็อยากจะประชันกับท่านเจ้าดูสักตั้ง”
“ประชันเสร็จหรือยังเล่า”
“เสร็จแล้ว… เอ๊ะ! ดูเหมือนมันจะยังไม่ยอมจบนะ!”
“…”
ดวงตาของเจ้าแมวเปล่งประกายสดใส แม้บนใบหน้าแมวจะไม่อาจมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกได้ชัดเจนดั่งมนุษย์ สีหน้าของนางกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
หนึ่งคนหนึ่งแมวเคียงนั่งรับลมอยู่บนเนินเขากว่าครึ่งค่อนวัน จากนั้นจึงใช้เวลาอีกครึ่งวันให้เจ้าแมวแบกนักพรตหนุ่มเดินไปตามขอบปากปล่องภูเขาไฟหนึ่งรอบ เพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ของเกาะเล็กๆ แห่งนี้ไว้ในดวงตา ราตรีนั้นเป็นคืนที่สายลมและเกลียวคลื่นต่างสงบนิ่ง เจ้าแมวหาที่กำบังลมแล้วนอนหมอบลง นักพรตหนุ่มเอนกายพิงร่างนาง ไม่ต้องหนุนหมอนก็สามารถนอนหลับไปพร้อมกับความอบอุ่นและนุ่มสบาย
เช้าวันต่อมาก็มีใครบางคนขึ้นเขามาอีก หากพูดให้ถูกคือมีสุนัขตัวหนึ่งขึ้นเขามา
“ในที่สุดก็เจอพวกท่าน” สุนัขขาวเดินตามกลิ่นเข้ามาใกล้ “คราวนี้ข้ามาเพื่อกล่าวอำลาพวกท่าน”
“ท่านไป๋จะไปแล้วหรือ”
“สมควรแก่เวลาแล้ว” สุนัขขาวเอ่ยกับพวกเขา “ตามที่ข้าเห็น ท่านคงไม่ได้กลับไปเยือนอาณาจักรสรรพสัตว์ในเร็ววัน แม้เหล่าชนชั้นสูงของอาณาจักรคนแคระจะต้อนรับขับสู้ด้วยความไมตรี แต่หากข้าอยู่ที่นี่ต่อ ลำพังเพียงอาหารและน้ำในแต่ละมื้อก็ต้องใช้กำลังคนมากมาย ไม่ควรจะอยู่นานเกินไป บัดนี้จึงมาลาท่านเตรียมกลับไปยังอาณาจักรสุนัข”
“จะให้พวกข้าไปส่งท่านหรือไม่”
“ไม่ได้เด็ดขาด” สุนัขขาวรีบปฏิเสธ “ท่านมีธุระต้องจัดการ ไฉนเลยจะกล้าถ่วงเวลาท่าน”
“…”
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้า ประสานมือคารวะ “ถ้าเช่นนั้นก็ขอขอบคุณท่านไป๋ที่ช่วยนำทางพวกข้ามาตลอด”
“ฮ่าๆ ข้าเห็นแล้วว่าต่อให้ไม่มีข้า ท่านทั้งสองก็มาที่นี่ได้เอง” สุนัขขาวหัวเราะร่า “อีกทั้งได้ร่วมทางกับท่าน ก็ได้พบเจอสิ่งแปลกใหม่ที่ยิ่งใหญ่และน่าอัศจรรย์ใจถึงเพียงนี้ ข้าเร่ร่อนอยู่ในทะเลมาค่อนชีวิตก็ไม่เคยพานพบสิ่งเหล่านี้… เอาเถิด ไม่สมควรมาถกเถียงว่าใครได้กำไรมากกว่ากัน ถือเสียว่าเสมอกัน! จากกันคราวนี้จะได้ไม่รู้สึกติดค้างกัน!”
“ท่านนี่ช่างประเสริฐนัก”
“ข้าขอลาไปก่อน”
“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
สุนัขขาวไม่ได้รั้งอยู่นาน เพียงกวาดสายตามองทัศนียภาพรอบกาย รับลมทะเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วประสานเท้าหน้าคารวะนักพรตหนุ่ม เมื่อครู่เพิ่งจะตะเกียกตะกายขึ้นเขามาอย่างยากลำบาก ครั้นนหลังกลับก็มุ่งหน้าลงเขาไปทันที
ซ่งโหยวยืนมองส่งสุนัขขาวจากริมผา
เจ้าแมวเองก็ชูคอจ้องมองตามไปเช่นกัน
จนกระทั่งเงาร่างของสุนัขขาวเลือนหายไปในพงไพร
“เจ้านั่นดูท่าทางจะเก่งกาจไม่เบาเลย!”
แม่นางสามสีเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นั่นสินะ”
นักพรตหนุ่มพยักหน้าขานรับแผ่วเบา
พึงรู้เถิดว่าสรรพชีวิตล้วนแตกต่างกันไป มีมนุษย์ที่ต่ำต้อยกว่าอมนุษย์ และมีอมนุษย์ที่รู้คุณธรรมมากกว่ามนุษย์ ไม่อาจด่วนตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกได้เลย
สายวันนั้นพวกเขาก็ล่องเรือจากเกาะไป
ซ่งโหยวพยายามหลอกล่อให้แม่นางสามสีแปลงกายเป็นมนุษย์ เพราะอยากรู้ว่านางจะตัวเล็กลงตามไปด้วยหรือไม่ แต่พบว่านางไม่ได้ตัวเล็กลง แม้จะนึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็สบโอกาสหลอกล่อให้นางช่วยพายเรือออกสู่ทะเล ส่วนตัวเขาเองก็นอนดูทิวทัศน์อยู่บนเรืออย่างสบายใจ
ตามคำบอกเล่าของเหล่าคนแคระ หากมุ่งหน้าลงใต้ต่อไปจะพบกับอาณาจักรเครางาม
ผู้คนที่นี่ไปมาหาสู่กับอาณาจักรคนแคระบ่อยครั้ง ทั้งยังศึกษาภาษาและอักขระของอาณาจักรคนแคระ จึงเชื่อเรื่องสรวงสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง สาเหตุที่ชื่อว่าอาณาจักรเครางามนั้น เป็นเพราะผู้คนที่นี่ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ล้วนมีหนวดเคราเส้นเล็กๆ ขึ้นอยู่ที่มุมปากทั้งสองข้าง พวกเขาเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้รู้สึกว่าส่งผลต่อความงามหรือความอัปลักษณ์แต่อย่างใด
เช่นเดียวกับสถานการณ์ในอาณาจักรยักษา, อาณาจักรสรรพสัตว์และอาณาจักรคนแคระ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท้องทะเลเกิดความปั่นป่วนอยู่บ่อยครั้ง อาณาจักรต่างๆ ล้วนได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ โชคดีที่อาณาจักรเครางามล้วนเชี่ยวชาญการว่ายน้ำ จึงไม่เกิดเหตุสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
ทว่าอาณาจักรเครางามกลับมีต้องประสบเภทภัยอย่างหนึ่ง
เดิมทีจ้าวสมุทรนั้นชอบจับคนจากอาณาจักรเครางามไปกินนัก แต่ก่อนจึงมีข้อกำหนดว่าทุกปีอาณาจักรเครางามจะต้องส่งบุรุษและสตรีอย่างละเก้าสิบเก้าคนไปเป็นเครื่องสังเวยที่ อาณาจักรเครางามไร้หนทางต่อรอง จึงได้แต่จำใจส่งคนเฒ่าคนแก่และคนป่วยไปที่ชายหาดทุกปี ทว่าหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ไม่รู้ว่าจ้าวสมุทรกำลังอารมณ์ดีหรือคิดสิ่งใดอยู่ ถึงได้มาเยือนอาณาจักรเครางามด้วยตนเองอยู่หลายครั้ง
ทุกคราที่มาเยือน ย่อมหมายถึงมหันตภัยครั้งใหญ่
เดิมทีคนจากอาณาจักรเครางามเหล่านี้แปลงกายมาจากฝูงกุ้ง มังกรทะเลกินกุ้งเป็นอาหารถือเป็นเรื่องปกติ นับเป็นเรื่องของดินแดนโพ้นทะเลและเผ่าปีศาจในทะเล ซ่งโหยวจึงไม่สะดวกใจที่จะไปหาเรื่องจ้าวสมุทรด้วยเหตุนี้ แต่เมื่อได้รับคำอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา เขาจึงรับปากว่าจะช่วยหาที่พึ่งพิงอันมั่นคงให้แก่พวกเขา
เมื่อล่องเรือวนไปอีกรอบ ก็ได้พานพบอาณาจักรต่างๆ อีกมากมาย
แต่ละแห่งล้วนพิสดารและน่าสนใจยิ่ง
ยามนี้ซ่งโหยวเก็บดินบูรพาไว้กับตัวแล้ว เขาค่อยๆ ซึมซับพลังวิญญาณลี้ลับที่แผ่ออกมา น่านน้ำแถบนี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากดินบูรพาทั้งสิ้น ดังนั้นในยามที่เขากำลังซึมซับพลังวิญญาณไปพร้อมกับมองดูความเป็นไปของโลกหล้า จึงยิ่งบรรลุแก่นแท้ของมันได้ง่ายขึ้นไปอีก
นี่คือกิจแห่งการบำเพ็ญตบะที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง
อีกนัยหนึ่งการออกพเนจรรอบน่านน้ำละแวกนี้ก็ถือเป็นการเฝ้ารอดูความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เขานำดินบูรพาไปแล้ว
เป็นไปตามคาด พลังวิญญาณที่นี่สลายตัวช้ามาก ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือดินแดนแห่งนี้จะไม่ใช่สถานที่เร้นลับอีกต่อไป ซึ่งอาจนำพาผู้บุกรุกเข้ามามากขึ้น และอาจกลายเป็นภัยพิบัติสำหรับอาณาจักรทั้งหลาย หลังจากนั้นพลังวิญญาณจะค่อยๆ อ่อนลง ซึ่งจะส่งผลกระทบอยู่ช่วงหนึ่ง จนกว่าฟ้าดินจะบ่มเพาะพลังวิญญาณขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้
สำหรับปัญหาแรกนั้น ซ่งโหยวได้จัดวางค่ายกลเอำพรางตาไว้ให้แล้ว
ส่วนปัญหาประการหลัง เขาจะแบ่งพลังวิญญาณส่วนหนึ่งออกมาจากดินทิศบูรพา แล้วผนึกมันไว้ในดินแดนแห่งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าอาณาจักรทั้งหลายจะยังคงดำรงอยู่สืบไป
ในเมื่อเขาเป็นผู้มานำดินบูรพาไปก่อนเวลาด้วยวาสนาผูกพัน ย่อมต้องพยายามหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างสุดความสามารถ
เพื่อไม่ให้การมาของตน กลายเป็นการนำพาเคราะห์กรรมครั้งใหญ่มาสู่ดินแดนต่างๆ นั่นเอง
เขาใช้เวลาไปไม่น้อย ทว่าก็ได้เปิดหูเปิดตาขึ้นไม่น้อยเลย