Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 431 ขี่แมวขึ้นเขา

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 431 ขี่แมวขึ้นเขา
Prev
Next

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 431 ขี่แมวขึ้นเขา

คืนนั้น ณ วังหลวงของอาณาจักรคนแคระ มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

ผู้คนในอาณาจักรคนแคระไม่เพียงแต่จะมีร่างกายแคระแกร็น แม้แต่ดินแดนเองก็ไม่ได้กว้างขวางนัก ทว่าในฐานะที่ซ่งโหยวเป็นแขกผู้มาเยือนจากแดนไกล ย่อมได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากกษัตริย์แห่งอาณาจักรคนแคระ

วังหลวงของอาณาจักรคนแคระดูหรูหราอลังการมากกว่าอาณาจักรวิฬาร์และอาณาจักรสุนัขอยู่มาก อย่างน้อยที่นี่ก็มีพลเมืองเป็นมนุษย์ ทั้งยังเคยเป็นชาวต้าเยี่ยนมาก่อน เพียงแต่ร่างกายเล็กลงเท่านั้น จากการสังเกตของซ่งโหยว อาณาจักรคนแคระยังคงสืบทอดระบบขุนนางมาจากราชวงศ์จงหยวน เพียงแต่ประมุขไม่กล้าขานตนเป็นฮ่องเต้ ทรงเรียกตนเองว่าเป็นกษัตริย์เท่านั้น นับเป็นการแสดงความเคารพต่ออาณาจักรเบื้องบน

ด้วยเหตุนี้ วังหลวงของอาณาจักรคนแคระจึงจำลองแบบมาจากวังหลวงของต้าเยี่ยน ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจงยิ่งนัก ระเบียงแกะสลักลวดลายวิจิตร ตำหนักน้อยใหญ่รายล้อมด้วยพฤกษาและขุนเขาจำลอง

หากไม่ใช่เพราะปลาในสระน้ำเหล่านั้นมีลักษณะเหมือนปลาตัวเล็กๆ แต่กลับมีขนาดตัวไล่เลี่ยกับมนุษย์ หรือแมกไม้ในวังที่ดูเหมือนบุปผาและต้นหญ้าต้นน้อยแต่กลับสูงท่วมหัวคนแล้วไซร้ ชั่วขณะหนึ่งอาจทำให้รู้สึกราวกับว่าได้เดินทางกลับสู่ต้าเยี่ยนจริงๆ

งดงามทว่าแปลกตา เป็นความงามที่ลี้ลับมหัศจรรย์ยิ่ง

ซ่งโหยวเดินทอดน่องอยู่ภายใน ใจหนึ่งรู้สึกเพลิดเพลิน อีกใจหนึ่งก็ได้เปิดหูเปิดตา แม้จะนั่งลงประจำที่แล้ว เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ

เห็นวังหลวงสว่างไสวด้วยแสงโคม มีเสียงดนตรีบรรเลงขับขานและเสียงกลองระฆัง ทว่าเมื่อเครื่องดนตรีถูกย่อส่วนลง นอกจากเสียงจะเบาลงแล้ว ท่วงทำนองและเนื้อเสียงก็ยังผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก นักระบำร่ายรำไปตามจังหวะ ทุกท่วงท่าและการสะบัดชายเสื้อล้วนให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากมนุษย์ขนาดปกติ

ในยามนี้แขกเหรื่อร่วมนั่งเต็มเรือนรับรอง เหล่าบ่าวรับใช้ต่างเดินขวักไขว่คอยปรนนิบัติ

แมวสามสีหมอบนั่งอยู่ข้างกายพรตหนุ่มอย่างเรียบร้อย ดวงตาคู่กลมโตจดจ้องผู้คนในวังด้วยความอยากรู้อยากเห็น ใบหน้าอันงดงามน่ารักของมันเมื่อถูกขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวในสายตาคนแคระ กลับกลายเป็นภาพที่ชวนให้ผู้คนรู้สึกขวัญผวาอยู่ไม่น้อย

ในทางตรงกันข้าม สุนัขขาวที่คุ้นเคยกับอาณาจักรคนแคระมากกว่าซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ดูจะเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายกว่ามาก

เหล่าบ่าวรับใช้เริ่มลำเลียงอาหารขึ้นโต๊ะ

ไข่นกเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ราวนิ้วมือของคนปกติ ทว่ากลับต้องให้บ่าวรับใช้หาบถาดขึ้นมา พร้อมทั้งปอกเปลือกให้เห็นสดๆ ต่อหน้า บ่าวรับใช้ผู้นั้นมีทักษะเชี่ยวชาญยิ่ง ไข่ที่ปอกออกมาจึงมีเนื้อขาวนวลเกลี้ยงเกลาไร้รอยตำหนิ จากนั้นจึงคีบไข่ทั้งฟองให้แมวสามสีและสุนัขขาว ส่วนที่เหลือนั้นใช้มีดสั้นหั่นแบ่งเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่แขกเหรื่อคนอื่นๆ ในงาน

“นี่คือไข่ของนกทะเลชนิดหนึ่ง แม้นกชนิดนี้จะไม่ล่าคนแคระเป็นอาหาร แต่ยามมันวางไข่จะมีนิสัยดุร้ายยิ่งนัก กว่าจะได้มาสักใบย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นอาหารล้ำค่า” สุนัขขาวเอียงศีรษะกระซิบข้างหูซ่งโหยวและแมวสามสี “เวลาทานให้จิ้มกับน้ำจิ้มสูตรพิเศษของอาณาจักรคนแคระ รสชาติจะออกเปรี้ยว ถือว่าเลิศรสทีเดียว”

ทว่าแม่นางสามสีกลับก้มหน้าเขมือบไข่ทั้งฟองเข้าปากไปเสียแล้ว เคี้ยวอยู่ไม่นานก็กลืนลงคอไป

หลังจากกลืนลงไปแล้วนางถึงเพิ่งจะได้ยินสิ่งที่สุนัขขาวพูด จึงเผลอชะงักไปเล็กน้อย

ส่วนซ่งโหยวไม่ได้รีบร้อน เมื่อเหล่าบ่าวรับใช้ยกน้ำจิ้มมาวาง เขาจึงใช้มีดไม้เล็กๆ หั่นไข่นกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย จิ้มลงในน้ำจิ้มสีน้ำตาลเข้มแล้วส่งเข้าปาก

“หืม”

เป็นจริงดังที่สุนัขขาวว่า รสสัมผัสนั้นเปรี้ยวนำ ช่วยเจริญอาหารได้ดีนัก

ไข่นกที่จืดชืดพลันมีรสชาติจัดจ้านขึ้นมาทันที

ไม่เพียงเท่านั้น รสชาตินี้ยังให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด

ด้วยความสงสัย ซ่งโหยวจึงใช้มีดไม้กวนในถ้วยน้ำจิ้มไปมา จนกระทั่งเห็นเมล็ดเล็กๆ ขนาดเท่าปลายนิ้ว เขาถึงพลันระลึกได้ว่า สิ่งนี้ทำมาจากมะเขือเทศนั่นเอง

“อร่อยไหม”

เสียงเล็กแผ่วเบาของเจ้าแมวดังขึ้นข้างกาย

“…”

ซ่งโหยวไม่ได้กล่าววาจา เพียงใช้มีดไม้จิ้มไข่นกที่เหลือไปคลุกเคล้าในน้ำจิ้มจนทั่ว แล้วยื่นให้แม่นางสามสี

เจ้าแมวอ้าปากงับไปทั้งคำในทันที

“เปรี้ยวจังเลย~”

ในงานเลี้ยงไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่ที่จ้องมองพวกเขาอยู่ เมื่อเห็นเช่นนั้น เหล่าบ่าวรับใช้จึงรีบยกไข่นกฟองใหม่และน้ำจิ้มมาให้ในทันที

“เป็นอย่างไรบ้างเล่า”

กษัตริย์ชราที่นั่งอยู่เบื้องบนถามทั้งรอยยิ้ม

“นี่คือไข่นกที่รสชาติดีที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยกินมา ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้น้ำจิ้มถ้วยนี้” ซ่งโหยวรีบวางเครื่องมือรับประทานอาหารและกลืนของในปากก่อนจะทูลตอบกษัตริย์ “ไม่ทราบว่าน้ำจิ้มนี้ทำมาจากสิ่งใดหรือ”

“มันคือผลไม้ป่าชนิดหนึ่งบนเกาะ เรียกกันว่ามะเขือเปรี้ยว ลำต้นสูงใหญ่ ผลเล็กๆ มีขนาดพอๆ กับไข่นก ส่วนผลใหญ่นั้นมีขนาดโตกว่านี้หลายเท่าเชียว ผลดิบมีสีเขียวอ่อน เมื่อสุกแล้วจะเป็นสีแดงก่ำ อาณาจักรเราเริ่มเพาะปลูกและใช้ปรุงอาหารมานานแล้ว”

“กระหม่อมชื่นชอบรสชาตินี้เหลือเกิน ไม่ทราบว่าฝ่าบาทพอจะแบ่งเมล็ดพันธุ์ให้กระหม่อมนำกลับไปได้บ้างหรือไม่”

“ฮ่าๆๆ…”

กษัตริย์ชราแหงนหน้าหัวเราะร่า “ท่านชอบก็ดีแล้ว ถือเป็นวาสนาของอาณาจักร ใยต้องงกเมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่เม็ดด้วย”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท”

ต่อมาบ่าวรับใช้ก็ยกอาหารจานใหม่มา

เป็นเนื้อสีขาวนวลเจือด้วยสีแดง

สุนัขขาวชี้แจงด้วยเสียงเบาเช่นเคย “คุณชายอาจจะดูไม่ออก แต่นี่คือเนื้อปู เป็นส่วนของก้ามปู เพียงแต่ปูทะเลส่วนใหญ่นั้นดุร้าย เป็นอันตรายต่อคนแคระนัก ยิ่งถ้าไม่ใช่ช่วงที่พวกมันลอกคราบ กว่าจะจับปูมาได้แต่ละครั้งก็ต้องใช้กำลังคนเป็นจำนวนมาก”

ซ่งโหยวพยักหน้า ตอนนี้เขาสรุปได้ว่า

สิ่งเหล่านี้คืออาหารธรรมดาในโลกภายนอก ทว่ากลับเป็นของล้ำค่าสำหรับอาณาจักรคนแคระ

สุนัขขาวผู้นี้ช่างมีน้ำใจนัก

คงเกรงว่าซ่งโหยวจะคิดว่าอาหารเหล่านี้เป็นเพียงของพื้นๆ แล้วจะรู้สึกว่าอาณาจักรคนแคระต้อนรับเขาได้ไม่ดี จึงได้อธิบายให้ฟังแต่พองาม

ซ่งโหยวลองชิมดู

เขาย่อมเคยกินเนื้อปูมานับครั้งไม่ถ้วน รสชาติของมันไม่ได้แปลกไปจากที่เคยกินเลย และไม่ได้ใช้วิธีการปรุงพิสดารอะไร เพียงแค่นึ่งให้สุกเท่านั้น ยามที่อยู่ในสภาพปกติได้กินอาหารขนาดปกติก็ยังรู้สึกว่าอาหารชนิดเดียวกันที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กกับชิ้นที่ไม่ถูกหั่นนั้นล้วนมีรสชาติต่างกัน นับประสาอะไรกับเนื้อปูหั่นฝอยในตอนนี้เล่า

เส้นใยของเนื้อดูจะใหญ่ขึ้น รสสัมผัสจึงเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย

ซ่งโหยวยกยิ้มมุมปาก ยิ่งรู้สึกถึงความอัศจรรย์

เขายังเห็นบ่าวรับใช้ยกกุ้งและปลามา ทั้งหมดถูกยกมาทั้งตัวเพื่อนำมาชำแหละแบ่งปันให้แขกเหรื่อได้ชิมกันกลางโถง ปลาและกุ้งอย่างละตัวนั้นเพียงพอที่จะเลี้ยงคนได้มากมาย

กลับกัน การปรนนิบัติต่อแมวสามสีและสุนัขขาวนั้นช่างยากลำบากยิ่งนัก ทุกครั้งต้องใช้ทหารสองคนช่วยกันแบกอาหารถาดใหญ่ขึ้นมา ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น มันก็เป็นเพียงอาหารไม่กี่คำสำหรับแมวและสุนัขเท่านั้น สุนัขขาวนั้นสุภาพเรียบร้อยยิ่ง ทุกครั้งจะกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจบ่าวรับใช้เหล่านั้น แม่นางสามสีผู้ชำนาญการเลียนแบบก็ไม่วายจะทำตามบ้าง

ในช่วงท้ายของงานเลี้ยง บ่าวรับใช้ถึงหาบเอาผลไม้มา

ผลซู่เหมยและผลไม้ป่าที่ยามปกติเคยทานได้ทีละหลายๆ ลูก บัดนี้กลับกินไม่หมดแม้สักลูก ต้องตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ หากเป็นผลไม้ลูกใหญ่ ยกมาเพียงผลเดียวก็อาจแจกจ่ายให้คนทั้งงานได้

ซ่งโหยวทานไปพลางชมระบำไปพลาง

ท่วงท่าร่ายรำที่นี่มีร่องรอยของการสืบทอดมาจากต้าเยี่ยน ทว่าด้วยสภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดและพัฒนาการตลอดหลายร้อยปีมานี้ จึงแฝงไปด้วยกลิ่นอายเข้มข้นของอาณาจักรคนแคระ

ในขณะเดียวกัน เขาก็ได้สนทนาพาทีกับฝ่าบาทและเหล่าเสนาบดีอย่างออกรส

เหล่าขุนนางกล่าวถึงชาวต้าเยี่ยนที่เคยพลัดหลงมาที่นี่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา และยังสามารถขานนามของพวกเขาได้อย่างแม่นยำ ส่วนซ่งโหยวก็นำเรื่องราวตำนานเกี่ยวกับอาณาจักรคนแคระแห่งนี้ที่เล่าขานกันตามชายฝั่งของต้าเยี่ยนมาบอกเล่าให้พวกเขาฟัง

เมื่อนำเรื่องราวของทั้งสองฝ่ายมาเปรียบเทียบกัน ต่างก็รู้สึกว่าน่าสนใจยิ่งนัก

ในที่สุดฝ่าบาทก็ได้เอ่ยถามถึงความเกี่ยวพันระหว่างดินทิศบูรพ่ากับโชคชะตาของอาณาจักรคนแคระ ซ่งโหยวยังคงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างอดทน แม้จะมีขุนนางใจกล้าและเถรตรงสองท่านลุกขึ้นมาโต้แย้งและตำหนิอยู่บ้าง ซึ่งคาดว่าโดยปกติทั้งสองคงรับหน้าที่ทัดทานเช่นนี้อยู่แล้ว ทว่าสุดท้ายผู้มีปัญญาในที่นั้นก็ยังมีมากกว่า

ฝ่าบาทตรัสบอกเป็นนัยเพียงว่า หลายปีมานี้มักเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลหนุนอยู่บ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อชายฝั่งของอาณาจักรคนแคระไม่น้อย จึงหวังว่าซ่งโหยวจะพอมีหนทางช่วยเหลือได้บ้าง

ซ่งโหยวรับปากว่าจะเชิญจอมมารมาช่วยคุ้มครอง ไม่ให้คลื่นยักษ์ซัดสาดทำลายเมืองอีกในภายหน้า ครั้นเหล่าคนแคระได้ยินเช่นนั้น ต่างก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้น

ทว่ายังมีขุนนางบางคนเกิดความโลภ เห็นว่านักพรตหนุ่มผู้นี้ว่าง่าย จึงฉวยโอกาสรายงานว่าบนเกาะมีนกดุร้ายอยู่จำพวกหนึ่ง คนแคระไม่อาจต่อกรกับมันได้ เพราะมันบินอยู่บนฟ้า จึงอยากขอให้เขาช่วยปราบพวกมันด้วย แม้จะเป็นคำขออันละโมบ ทว่าสิ่งที่ขอมานั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซ่งโหยวจึงรับปากเสียว่า จะให้เจ้าแมวและนกนางแอ่นไปจัดการให้

เพียงชั่วครู่บรรยากาศในงานเลี้ยงก็ยิ่งครึกครื้นยินดีขึ้นไปอีก

เมื่องานเลี้ยงจบลง ซ่งโหยวบอกปฏิเสธที่จะค้างแรมในวังหลวง เขาเดินออกมาจากวังหลวง แล้วตั้งใจจะใช้โอกาสนี้เดินเที่ยวชมให้ทั่วทั้งเกาะ สำรวจโลกหล้าจากอีกมุมมองหนึ่ง

ใจกลางอาณาจักรคนแคระช่างรุ่งเรืองนัก ตัวเมืองตั้งอยู่บนที่ราบกว้างใหญ่กลางหุบเขา

หากพิเคราะห์เพียงอาคารบ้านเรือนและผู้คน ก็ดูไม่แตกต่างจากแคว้นห่างไกลทั่วไปเท่าใดนัก ทว่าหากมองภาพรวมของสิ่งปลูกสร้างและผู้คนไปพร้อมกับพฤกษาพรรณไม้ กลับดูแปลกตาพิสดารยิ่ง

วัชพืชหลายชนิดชูยอดสูงเสียดฟ้าจนท่วมหลังคาบ้าน แม้ต้นหญ้าและดอกไม้ก็มีขนาดใหญ่กว่าศีรษะคน ยามแหงนหน้ามองขึ้นไป กลับเห็นแมกไม้ในป่าบดบังดวงสุริยัน ส่วนพืชคลุมดินเล็กๆ ที่ยามปกติมักถูกมองข้ามและเหยียบย่ำ บัดนี้กลับให้สัมผัสนุ่มฟูหยุ่นเท้ายามเหยียบย่ำนัก

คนแคระบางคนใช้ลำต้นต้นไม้เป็นบ้าน

บ้างก็ขุดหินหรือเพิงผาเป็นที่อยู่อาศัย เพราะแข็งแรงทนทานพังทลายยาก

แม้แต่ขอนไม้ผุก็ยังนำมาสร้างเป็นสะพานให้ผู้คนสัญจรไปมา และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือยังมีคนเพาะเลี้ยงแมลงและหนูไว้เป็นสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์อีกด้วย

ซ่งโหยวค่อยๆ เดินชมไปอย่างใจเย็น

รู้สึกคล้ายกับตอนกินยานกนางแอ่นเข้าไปเลย ครานั้นได้มองโลกผ่านมุมมองของนก แต่บัดนี้กลับเป็นมุมมองตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ห้าวันต่อมา

ซ่งโหยวยืนอยู่ที่เชิงเขา ทอดสายตามองไปยังยอดเขาสูงตระหง่านเบื้องหน้า

บนเกาะแห่งนี้มีขุนเขาอยู่ลูกหนึ่ง ทั้งสูงใหญ่และชันชัน

ไม่เคยมีผู้ใดในอาณาจักรคนแคระปีนขึ้นไปถึง

ซึ่งดินทิศบูรพาก็อยู่บนเขาลูกนั้นเอง

ซ่งโหยวหันไปมองเจ้าแมว

แมวสามสีกำลังเลียอุ้งเท้าอยู่ ครั้นสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา นางก็เข้าใจความหมายได้ในทันที “เจ้าจะขึ้นไปบนเขานั่นหรือ”

“ใช่แล้ว”

“จะให้แม่นางสามสีพาเจ้าขึ้นไปไหม”

“รบกวนแม่นางสามสีด้วย”

“แม่นางสามสีจะคาบเจ้าขึ้นไปเอง!”

“ข้ารบกวนให้แม่นางสามสีแบกข้าขึ้นไปจะดีกว่า”

“แบกหรือ”

“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวมองนาง “แม่นางสามสีมีร่างกายแข็งแรง แบกข้าไหวแน่นอน”

“เจ้าจะขี่แม่นางสามสีหรือ”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า”

“ไม่ได้เด็ดขาด!”

“ทำไมเล่า”

“ขี่แมวไม่ได้หรอกนะ! ต้องขี่ม้าหรือล่อต่างหาก!”

“แต่ตอนนี้แม่นางสามสีตัวโตแล้วนะ” ซ่งโหยวสบตานาง “ตอนข้าตัวโตข้าก็เคยอุ้ม เคยแบกแม่นางสามสีมาแล้วไม่ใช่หรือ”

“นั่นสินะ…”

“รบกวนแม่นางสามสีด้วยเถิด”

“ให้ข้าคาบเจ้าไปไม่ดีกว่าหรือ”

“…”

“ก็ได้ เจ้าขึ้นมาเถอะ…”

เจ้าแมวเอี้ยวคอมาจ้องมองนักพรตหนุ่ม

ซ่งโหยวใช้มือข้างหนึ่งกำไม้เท้าไผ่ อีกข้างคว้าเส้นขนยาวสลวยบนตัวนางไว้ แล้วปีนขึ้นไปบนหลังแมว

ทว่านึกไม่ถึงว่าร่างกายของเจ้าแมวจะยวบยาบประหนึ่งก่อร่างขึ้นจากมวลน้ำ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงพยุง ทันทีที่เขาปีนขึ้นไปบนหลัง หน้าท้องของนางก็ยวบลงแปะกับพื้นดิน

“…”

“เอ๊ะ! ข้าลุกไม่ขึ้น!”

“…”

“อ๊ะ! ข้าลุกได้แล้ว!”

แมวสามสียืดตัวขึ้นตรง ก่อนจะหันกลับมามองนักพรตที่อยู่บนหลังตนเอง ขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ตลอดหลายปีมานี้นางได้แต่เป็นแมวน้อยในอ้อมแขนนักพรต นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่นางต้องเป็นฝ่ายแบกนักพรตบ้าง!

“นักพรต เจ้าจับแน่นหรือยัง”

“จับแน่นแล้ว”

“แม่นางสามสีจะวิ่งแล้วนะ!”

“ได้”

เจ้าแมวว่าแล้วก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วพริบตาเดียว รอบกายก็เต็มไปด้วยเสียงหวีดหวิวของสายลม ขนทั่วร่างของนางก็ลู่ไปตามแรงลม นางพุ่งทะยานผ่านพงไพรอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้า หลบเลี่ยงใบหญ้า กระโดดข้ามโขดหินและร่องน้ำ ความคล่องแคล่วและว่องไวยิ่งนัก ส่วนนักพรตหนุ่มบนหลังแมวก็ได้แต่โน้มตัวลงต่ำ คอยยึดเกาะเส้นขนไว้มั่น สัมผัสได้ถึงความเร็วแรงทะลุม่านอากาศในยามนี้

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Next

Comments for chapter "บทที่ 431 ขี่แมวขึ้นเขา"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย