ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 430 อีกแง่มุมหนึ่ง
บทที่ 430 อีกแง่มุมหนึ่ง
ซ่งโหยวยืนตระหง่านอยู่บนชายหาด พลางก้มหน้าลงมองเบื้องล่าง
หาดทรายของอาณาจักรคนแคระแห่งนี้ไม่ได้ละเอียดนุ่มนวลเท่าหาดทรายในอำเภอหลานอันที่แคว้นล่างโจวหรืออาณาจักรวิฬาร หากอยู่ในร่างมนุษย์ปกติ ยามก้มมองลงมาก็คงเห็นเป็นเพียงผืนทรายหยาบๆ เท่านั้น ทว่ายามนี้ร่างกายเขากลับมีขนาดเพียงฝ่ามือเดียว ฝ่าเท้าก็ใหญ่เพียงข้อนิ้วเดียว เมื่อก้มมองลงไป หาดทรายจึงอยู่ใกล้สายตาเขายิ่งนัก
ราวกับว่ามันกลายเป็นเศษหินก้อนเล็กก้อนน้อยนับไม่ถ้วน
ทว่ามันกลับต่างจากเศษหินธรรมดาทั่วไป
หาดทรายที่เดิมทีเห็นเป็นสีขาวนวลปนเหลือง ยามนี้เมื่อมองดู กลับเต็มไปด้วยก้อนหินหลากสีสัน กระทั่งมีเศษผลึกปนอยู่ด้วย
สีสันเหล่านั้นชวนให้ประหลาดใจยิ่งนัก
ซ่งโหยวไม่อาจหักห้ามใจ จึงโน้มตัวลงกวาดเอาทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือ
แท้จริงแล้วในนั้นยังมีทรายละเอียดอยู่
ยังมีทรายเม็ดจิ๋วขนาดเท่ากับทรายปกติที่เขาเคยเห็น หรือกระทั่งเล็กลงไปกว่านั้น เพียงแต่ทรายเม็ดละเอียดที่ดูเหมือนมีขนาดปกติเหล่านั้น เดิมทีกลับเป็นสิ่งที่เขามองข้ามไป ส่วนทรายละเอียดที่เคยเห็นในคราแรก บัดนี้เมื่ออยู่ในอุ้งมือ กลับกลายเป็นหินรูปทรงแปลกตาหลากสีสัน
มีทั้งสีอ่อนแก่สลับกันไป
รูปทรงก็หลากหลายเกินกว่าจะจินตนาการ บางก้อนมีลวดลาย บางก้อนโปร่งประหนึ่งอัญมณี สะท้อนประกายวับวาวล้อแสงตะวัน
“เจ้ามองอะไรอยู่หรือ”
เสียงของเจ้าแมวดังขึ้นข้างกาย
หลังจากถามจบ นางก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองฟ้า จ้องมองเจ้านกนางนวลที่บินวนเวียนอยู่นานแสนนานตัวนั้น ดูแล้วคงมีเจตนาร้ายเป็นแน่
“มองทรายน่ะ”
“มีอะไรน่ามองกัน”
“งดงามนัก”
“ทรายก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ”
“นั่นสินะ…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม รู้สึกเป็นเรื่องที่น่ารื่นรมย์ยิ่ง
ครั้นลองเปลี่ยนมุมมองยามทอดมองผืนทรายธรรมดาที่ดูไม่สะดุดตานักสักครา กลับเห็นเป็นเศษหินรูปร่างประหลาดและอัญมณีเลอค่าไปเสียหมด
“ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรคนแคระ”
เมื่อซ่งโหยวเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าสุนัขขาวรอเขาอยู่เบื้องหน้าแล้ว มันเอียงคอมองเขาพลางเอ่ยขึ้น
“ตามข้ามาเถิด”
“ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวเทเศษทรายในมือลงพื้น เขาพบว่าตนเองได้ยินเสียงเม็ดทรายกระทบพื้นดิน จึงเผลอแย้มยิ้มขึ้นอีกครา ก่อนจะใช้ไม้เท้าค้ำยันเดินไปข้างหน้า
เจ้าแมวก็เดินตามหลังมาอย่างไม่รีบร้อน
ฟึ่บ!
นกนางนวลบนท้องฟ้าพุ่งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
เจ้าแมวที่เดิมทีทิ้งระยะห่างจากนักพรตอยู่ช่วงหนึ่ง นางพลันเร่งความเร็วพุ่งทะยานออกไป และกระโดดขึ้นสุดตัวในชั่วพริบตา ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว
ทักษะการล่าของแม่นางสามสีนั้นเชี่ยวชาญเพียงใด
นกนางนวลยังไม่ทันได้แตะต้องตัวซ่งโหยว กระทั่งยังอยู่สูงจากพื้นดินหลายฉื่อ ไม่ทันได้หักหลบ ก็ถูกเจ้าแมวตะปบไว้ได้ในคราเดียว ก่อนจะกดร่างมันลงกับพื้นทราย
พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ…
นกนางนวลยังคงกระพือปีกดิ้นรน ทว่าลำคอของมันถูกแม่นางสามสีหักตั้งแต่อยู่กลางอากาศแล้ว ยามนี้จึงเป็นเพียงการสะบัดเลือดให้เปรอะไปทั่วพื้นทรายเท่านั้น
“…”
แม่นางสามสีคลายปากออก รอบปากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด นางหันไปมองนักพรต เห็นเพียงเขายังคงสงบนิ่ง ไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่น้อย ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ขาสั้นๆ สองข้างนั้นแม้จะก้าวช้า ทว่าก็เดินทิ้งระยะห่างออกไปได้ช่วงหนึ่งแล้ว
“อืม…”
ช่างน่าสนใจจริงๆ
แม่นางสามสีเลียรอบปากหนึ่งรอบ แล้วเงยหน้ามองนกนางแอ่นบนฟ้าแวบหนึ่ง ก่อนจะยอมละทิ้งซากนกนางนวลอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามไป
“นักพรต เจ้าตัวหดลงแบบนี้ เจ้านกพวกนั้นเลยจ้องจะกินเจ้าน่ะ”
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า”
“แม่นางสามสีจะปกป้องเจ้าเอง!”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบใจแม่นางสามสีแล้ว”
“ไม่เป็นไร!”
เจ้าแมวเดินตามเขาไป
ครานี้นางไม่ได้เดินตามไปเรื่อยแล้ว แต่แทบจะเดินเบียดกับร่างของนักพรตเลยทีเดียว
“ในอาณาจักรคนแคระมีนกดุร้ายเพียงไม่กี่ตัวหรอก รวมๆ แล้วมีเพียงสิบกว่าตัว ส่วนใหญ่ก็มากับลมพายุทั้งนั้น แม้จะเป็นภัยต่ออาณาจักรคนแคระบ้างแต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงนัก ปกติหากผู้คนไม่ออกมาที่หาดทราย พวกมันก็จะไม่บินเข้าไปในป่า หากผู้คนจะออกมาเก็บอาหารทะเล ก็มักจะมีกองทหารคอยคุ้มกัน” สุนัขขาวไม่ได้กังวลว่านกทะเลจะเป็นอันตรายต่อซ่งโหยวแต่อย่างใด เพราะขนาดของนกตัวนี้เมื่อเทียบกับซ่งโหยวแล้ว ยังต่างกันน้อยกว่าขนาดของจ้าวสมุทรกับยักษ์แรดขาวเมื่อวานเสียอีก “จะว่าไป ท่านอาจจะรู้สึกขำ”
“เรื่องใดหรือ”
“นกทะเลดุร้ายพวกนี้ แท้จริงแล้วล้วนมีฉายา เจ้านกตัวนี้ดูเหมือนจะชื่อว่า ‘จอมมารทะยานฟ้า’ บัดนี้จอมมารผู้นี้กลับต้องมาสิ้นชีพภายใต้กรงเล็บเทพของแม่นางสามสีเสียแล้ว”
“ฮ่าๆ…”
ช่างน่าขันจริงๆ
ส่วนแม่นางสามสีกลับเผยสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมาอีกครา
หาดทรายที่เดิมทีใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็เดินพ้นไปได้ ยามนี้กลับเดินช้าลงกว่าสิบเท่า เดิมทีแม่นางสามสีต้องซอยเท้าอย่างรวดเร็วจึงจะตามนักพรตทัน ทว่ายามนี้นางกลับต้องหยุดรอเขา ผ่านไปครู่ใหญ่ หนึ่งคนหนึ่งแมวหนึ่งสุนัขจึงเดินพ้นหาดทราย เข้าสู่เขตชายป่า
ในป่ามีทางเดินสายเล็กๆ ดูคล้ายกับทางเดินของหนู
มีบุรุษร่างจิ๋วสองสามคนสวมชุดขุนนางยืนรออยู่ที่นั่น เมื่อเห็นแมวสามสีที่เดินตามหลังนักพรตมา ต่างก็พากันตื่นตระหนก
สุนัขขาวรีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปอธิบาย
หลังจากอธิบายจบ พวกเขาจึงวางใจลงได้บ้าง ก่อนจะค้อมกายคำนับนักพรตและแมวสามสีที่กำลังเบิกตามองพวกเขาเขม็ง
“คารวะคุณชายซ่ง คารวะแม่นางสามสี”
“ท่านผู้นี้คือซื่อหลางกรมโยธา ใต้เท้าเวิน ส่วนท่านนี้คือหัวหน้าผู้ตรวจการ ใต้เท้าเหยียน และท่านนี้คือ…” สุนัขขาวค่อยๆ ยกอุ้งเท้าขึ้นชี้ไปยังขุนนางแต่ละท่านเพื่อแนะนำทีละคน “ส่วนเรื่องของคุณชายซ่งและแม่นางสามสี ข้าได้แนะนำให้พวกท่านทั้งหลายทราบก่อนหน้านี้แล้ว”
“คารวะใต้เท้า”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะพวกเขาในระดับสายตา
“คารวะใต้เท้า~”
แม่นางสามสีเอ่ยเสียงเบาแผ่วเบา พลางก้มหัวคำนับตาม
“ท่านทั้งสองเดินทางมาไกลนับเป็นแขกผู้มีเกียรติ พวกเราได้เตรียมการต้อนรับชุดใหญ่ไว้ให้พวกท่านแล้ว”
“ได้ยินว่าเดิมทีผู้คนในอาณาจักนคนแคระก็เป็นชาวต้าเยี่ยนหรือ”
“ส่วนใหญ่ล้วนมาจากต้าเยี่ยน บ้างลี้ภัยสงคราม บ้างหนีภัยแล้ง หรือบ้างก็พลัดหลงมาถึงที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ”
“เช่นนั้นพวกเราก็นับเป็นคนบ้านเดียวกัน”
“เช่นนั้น ยิ่งสมควรต้อนรับท่านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนทุกท่านแล้ว”
“เชิญด้านนี้ขอรับ”
“ได้เลย…”
ซ่งโหยวเดินตามพวกเขาไปพลางลอบสังเกตสิ่งรอบตัวด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม ดูเผินๆ คล้ายกับว่าโลกใบเดิมไม่ได้มีสิ่งใดเปลี่ยนไป มีเพียงตัวเขาที่เล็กลงเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริง ทุกสิ่งรอบกายกลับแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ยอดหญ้าที่เดิมทีสูงเพียงข้อเท้า ยามนี้กลับสูงเท่าตัวคน กลายเป็นพงไพรที่บดบังทัศนียภาพจนมิด หญ้ารกที่เคยสูงเพียงเข่า บัดนี้กลายเป็นป่าทึบหนาแน่น
นี่ไม่ใช่เพียงเพราะมุมมองสายตาที่ต่ำลงเท่านั้น แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงองศาและสัดส่วนของโลกทั้งใบไปโดยสิ้นเชิง
ดั่งเช่นหาดทรายแสนงาม ทรายทุกเม็ดล้วนดูวิเศษเลอค่า หรือดั่งเช่นพงหญ้าแห่งนี้…
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าต้นหญ้าต้นหนึ่ง
ยามนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ยอดหญ้ายังคงประดับด้วยหยาดน้ำค้าง ยอดสีเขียวขจีเรียวบางโค้งโน้มลงมา ตรงปลายมีหยาดน้ำใสบริสุทธิ์เกาะอยู่คล้ายจะหยดร่วงลงมาแต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์ใบหญ้า จึงถ่วงให้ปลายหญ้าโค้งงอลงมาแทน
ซ่งโหยวจดจ้องหยาดน้ำนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย
ยามปกติย่อมไม่อาจเห็นหยาดน้ำค้างที่ใหญ่โตเพียงนี้ มันดูเหมือนลูกแก้วคริสตัลที่โปร่งแสงจนมองทะลุเห็นเงาสะท้อนของซ่งโหยวได้อย่างลางๆ มองเห็นได้ชัดแจ้งกระทั่งแมลงตัวจ้อยที่แหวกว่ายอยู่ข้างใน
“ท่านเซียน…”
“จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ”
ซ่งโหยวละสายตาจากหยาดน้ำค้างแล้วหมุนตัวเดินต่อ เบื้องหน้ามีร่องน้ำขวางทางอยู่ ทั้งแมวและสุนัขต่างกระโดดข้ามไปได้อย่างง่ายดาย ส่วนซ่งโหยวกลับใช้เศษกิ่งไม้เล็กๆ พาดเป็นสะพานข้ามไป
โลกใบนี้ดูช่างมหัศจรรย์และน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก นี่คือมุมมองใหม่โดยแท้จริง
ซ่งโหยวเดินมาถึงตรงนี้ก็แน่ใจได้ทันทีว่า ต่อให้การเดินทางครั้งนี้จะไม่พบดินทิศบูรพา แต่สิ่งที่เขาได้รับรู้และพานพบมาทั้งหมดนี้ก็นับว่าคุ้มค่าเกินพอแล้ว
“ก่อนหน้านี้ได้ยินท่านไป๋กล่าวว่า ท่านมาที่นี่เพื่อตามหาของวิเศษแห่งใต้หล้า ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้คนในอาณาจักรคนแคระต้องตัวเล็กลงเช่นนี้” ใต้เท้าเวินเอ่ยถามซ่งโหยวอย่างระมัดระวังขณะเดินเคียงข้างโดยมีขุนพลคอยอารักขา “ท่านมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า วิชาอาคมสูงส่ง หากจะนำของวิเศษนั้นกลับไป พวกเราย่อมไม่อาจขัดขวางได้ เพียงแต่หากนำของสิ่งนั้นไปแล้ว อาณาจักรของเราจะเป็นอย่างไรต่อไปหรือ”
“…”
ซ่งโหยวที่กำลังก้มมองแมลงยักษ์ริมทางถึงกับต้องละสายตากลับมามองขุนนางที่เดินอยู่เบื้องหน้า
“เหตุที่คนในอาณาจักรนี้มีร่างกายแคระแกร็นเช่นนี้ เป็นเพราะพลังวิญญาณที่แฝงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ข้าเองก็ไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่าเป็นเพราะมีพลังวิญญาณคอยหล่อเลี้ยงดินทิศบูรพา หรือเป็นเพราะดินบูรพาเหนี่ยวนำเอาพลังความลี้ลับนี้มาสู่ที่นี่ดันแน่ ทราบเพียงว่าเดิมทีดินทิศบูรพาไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อแดนนรก แนวคิดเรื่องนรกภูมิในดินแดนต้าเยี่ยนนั้นเพิ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อไม่กี่ร้อยปี เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง แต่ดินบูรพาย่อมถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้านั้นนานนัก และก่อนที่จะมีดินบูรพาก้อนนี้ วิมานสวรรค์ก็เคยนำไปใช้แล้วก้อนหนึ่ง”
แมลงตัวนั้นมีเปลือกแข็งมันเลื่อมประหนึ่งโลหะที่ผ่านการชุบไฟ หลังจากผ่านสายฝนมาตัวมันจึงสะอาดสะอ้านยิ่งนัก กระทั่งมองเห็นเงาคนสะท้อนอยู่บนตัวมันได้อย่างชัดเจน เป็นความงดงามที่ยากจะสังเกตเห็นแม้จะเพ่งพินิจดูใกล้ๆ
“พวกข้าไม่รู้เรื่องกลไกความลี้ลับเหล่านี้ สนใจเพียงความเป็นอยู่ของผู้คนและบ้านเมือง ขอท่านเโปรดชี้แนะตามตรงด้วยเถิด”
“พลังวิญญาณของที่นี่ไม่ได้สลายไปโดยง่าย เมื่อข้านำดินบูรพาก้อนนี้ไปแล้ว ก็จะมีดินบูรพาก้อนใหม่เกิดขึ้นมา นี่คือสิ่งที่พลังวิญญาณฟ้าดินบอกข้า” ซ่งโหยวทอดสายตามองตามผีเสื้อที่ระบำร่อนถลาไปไกล ก่อนจะเบนสายตากลับมาเอ่ยต่อ “ย่อมเกิดผลกระทบต่ออาณาจักรต่างๆ ในน่านน้ำแถบนี้บ้าง แต่คงไม่ร้ายแรง โอกาสที่ร่างกายของพวกท่านจะกลับคืนสู่ขนาดเดิมนั้นมีไม่มาก อย่างมากที่สุดดิืนน้ำแถบนี้ก็คงไม่ใช่สถานที่เร้นลับดั่งเคย อาจจะมีผู้บุกรุกเข้ามามากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ข้าจะเป็นผู้จัดการแก้ไขให้เอง”
“แล้วถ้าพวกข้ากลับไปตัวเท่าเดิมเล่า”
“สิ่งที่ทุกท่านพึงทราบก็คือ ไม่ว่าอย่างไร ดินบูรพาก็ต้องถูกนำไปหลอมรวมเป็นนรก เหมือนที่ใช้ดินห้าทิศหลอมรวมเป็นวิมานสวรรค์นั่นแล การที่ข้าตามหาดินบูรพาตอนนี้ก็เพราะต้องการเร่งกระบวนการให้เร็วขึ้นักสิบปีเท่านั้นเอง” ซ่งโหยวกล่าวพลางจ้องมองขุนนางเหล่านั้น “ส่วนเรื่องที่ว่าหากพวกท่านต้องกลับคืนสู่ร่างเดิม ข้าเองก็ได้ขบคิดมาตลอดทาง และเตรียมแผนสำรองไว้ให้ทุกท่านสองประการด้วยกัน”
“ขอท่านโปรดแถลงไข”
“ประการแรก คือเสาะหาเกาะร้างในระแวกใกล้เคียงเพื่อให้พวกท่านย้ายไปพำนัก ประการที่สอง คือไปเจรจากับเหล่าขุนนางตามชายฝั่งของต้าเยี่ยน ในยามนี้อำเภอหลานอันแห่งแคว้นล่างโจวมีผู้ปกครองนิสัยเที่ยงธรรมและปรีชาสามารถยิ่งนัก อำเภอหลานอันกำลังเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว ซ้ำแล้วเขายังคงมุ่งมั่นจะพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ติดเพียงแต่ยังขาดแคลนกำลังคนในการบุกเบิกที่ดินทำกิน หากพวกท่านยินดี ก็นับเป็นโอกาสอันดีที่จะกลับสู่ต้าเยี่ยน ส่วนผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหมู่พวกท่าน ข้าเชื่อว่าต่อให้กลับไปยังต้าเยี่ยน ก็ย่อมสามารถสอบชิงตำแหน่งขุนนางได้ไม่ยากนัก”
“โอ้”
ใต้เท้าเวินพลันบังเกิดความสนใจใคร่รู้ยิ่งนัก เขาเอ่ยถามขึ้นทันที “ยามนี้ต้าเยี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง”
“อยู่ในยุคสมัยที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด”
“พวกเราเองก็พอจะได้ยินมาบ้าง…”
ขุนนางผู้นี้ดูท่าทางจะปักใจเชื่อและเริ่มหวั่นไหวเสียแล้ว
ซ่งโหยวหาได้รู้สึกแปลกใจไม่
ในยุคสมัยนี้ ต้าเยี่ยนเปรียบเสมือนศูนย์กลางของใต้หล้า เหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางจากแว่นแคว้นน้อยใหญ่ต่างปรารถนาจะเดินทางไปเยือนต้าเยี่ยนและหยั่งรากฝังตัวอยู่ในนครฉางจิง อารยธรรมที่รุ่งเรืองย่อมเป็นสิ่งที่มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ถวิลหาโดยสัญชาตญาณ
ซ่งโหยวเพียงนิ่งรอให้พวกเขาค่อยๆ ไตร่ตรอง
ระหว่างที่เดินทางมุ่งหน้าต่อไป ขุนนางฝ่ายบู๊ได้นำหยาดน้ำค้างจากยอดหญ้ามาถวายให้ดื่มกิน อีกทั้งยังมีผู้ติดตามไปตักน้ำผึ้งหวานล้ำจากเกสรดอกไม้มาให้ลิ้มรส หากระหว่างทางรู้สึกหิว ผลไม้ป่าเพียงผลเดียว ก็พอจะช่วยประทังความหิวให้หลายคนได้
ภายหลัง สุนัขขาวจึงให้พวกเขาขึ้นขี่หลังเพื่อความรวดเร็ว
พวกเขาค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่ใจกลางอาณาจักรคนแคระอย่างช้าๆ