ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 429 อาณาจักรแสนสำราญของแม่นางสามสี
บทที่ 429 อาณาจักรแสนสำราญของแม่นางสามสี
ราตรีมาเยือนแล้ว
ภายใต้ม่านหมอกหนาทึบ ไม่อาจเห็นทั้งดาราและจันทรา มีเพียงแสงสลัวระหว่างฟ้าดินที่สว่างกว่าความมืดมิดระดับที่มองไม่เห็นฝ่ามือตัวเองอยู่เพียงเล็กน้อย พอบ่งบอกได้ว่าเบื้องหลังเมฆหมอกนั้นคงมีจันทร์กระจ่างฉายแสงอยู่
แม่นางสามสีอาศัยความลาดเอียงของหัวเรือ นอนเอกเขนกอย่างสำราญใจ สะบัดหางฟูฟ่องกวัดแกว่งไปมา ล่อตาล่อใจให้นางต้องกลอกตาซ้ายทีขวาที พลางหันไปมองนักพรตที่หลับสนิทอยู่ข้างกายเป็นระยะ
ยามนี้ในใจนางไม่ได้กังวลอีกต่อไปแล้วว่าในหมู่แมวด้วยกันนางจะนับว่าฉลาดหรือไม่ เพราะแม่นางสามสีจับหนูได้เก่งกาจไร้ผู้เทียมทานจริงๆ สิ่งที่นางหวนคิดถึงคือจ้าวสมุทรและสองจอมมารที่ได้พบเจอเมื่อกลางวัน
มังกรลำตัวยาวเหยียดนับร้อยจั้ง
ยามทะยานขึ้นฟ้า ศีรษะของมันจะจมหายเข้าไปในหมู่เมฆ แต่หางยังคงจมอยู่ในทะเล ยามโฉบลงมา ช่างดูประหนึ่งจะเชื่อมผืนฟ้าและห้วงสมุทรเข้าด้วยกัน
อีกฝ่ายยักษ์แรดขาวร่างสูงตระหง่านนับร้อยจั้ง
แข้งขากำยำดั่งเสาค้ำน่านฟ้า ดวงตาส่องประกายดุจจันทราดารา ราวกับว่าเพียงเอื้อมมือขึ้นไปก็คว้าดวงดาวไว้ได้ เพียงโบกสะบัดฝ่ามือก็ปัดเป่าเมฆหมอกให้มลายหายไป
แล้วนางยังนึกไปถึงเหล่าวาฬยักษ์ที่พากันกระโดดขึ้นเหนือผิวน้ำนั่นอีก
“ช่างใหญ่โตเหลือเกิน…”
แววตาของแม่นางสามสีสั่นไหว
ไม่รู้ว่ามีสายลมประหลาดพัดผ่านฟ้าดินตั้งแต่เมื่อไร
ลมนี้ช่างประหลาดล้ำ เพราะมันพัดพาให้หมอกทิพย์แหวกทางไป
เพียงชั่วพริบตา เมฆหมอกก็สลายไป ทั่วทั้งฟ้าดินพลันกระจ่างใสขึ้น
เหนือศีรษะมีจันทร์วันเพ็ญลอยเด่นอยู่หนึ่งดวง
แสงจันทร์สาดส่องลงบนผิวน้ำ และทาบทับลงบนหัวเรือ
บัดนี้แม่นางสามสีที่อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนก็กำลังจ้องดวงจันทร์บนฟ้า
บนดวงจันทร์มีทั้งเทือกเขาและหลุมลึก กระทั่งรอยแยกก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน ร่องรอยเหล่านั้นดูไปดูมาก็ช่างคล้ายกับหนูตัวหนึ่งเหลือเกิน…
แม่นางสามสีเบิกตามองดวงจันทร์ ใจก็นึกฟุ้งซ่านไปไกล ประเดี๋ยวก็คิดว่าหากตนเองขยายร่างให้ใหญ่โตกว่ายักษ์แรดขาวและเก่งกาจกว่านั้น แล้วเอื้อมมือไปคว้าดวงจันทร์ลงมา ประเดี๋ยวก็คิดว่าหากตนได้ขึ้นไปบนดวงจันทร์ จะไปดูให้รู้แน่ว่าเจ้าหนูบนนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ คิดไปคิดมาเรื่องราวพิสดารต่างๆ ก็ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา จนรู้สึกว่าเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง แล้วค่อยๆ ปิดลงจนไม่เห็นภาพดวงจันทร์นั้นอีก
ยามน้ำขึ้น เรือก็ถูกยกสูงขึ้นด้วย
หมู่เกาะร้างรอบกายที่ดูราวกับเขาวงกตนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้สูงนัก เมื่อน้ำทะเลหนุนสูงขึ้นจึงจมหายไปกว่าครึ่ง มีเพียงเกาะใหญ่ไม่กี่แห่งและเกาะที่สูงชันเท่านั้นที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เหนือผิวน้ำ
เขาวงกตอันตรธานไปกว่าครึ่งค่อน
ซ่า…
เกลียวคลื่นซัดสาดมาเป็นระลอก ทว่าไม่ได้รบกวนการหลับใหลของผู้ใด
เรือลำน้อยโคลงเคลงไปตามแรงน้ำ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
มีเพียงนกนางแอ่นที่ยังลืมตาเฝ้ามองเหตุการณ์นี้อยู่
เรือลำน้อยโคลงเคลงไปมา
แม่นางสามสีคล้ายจะตกอยู่ในห้วงความฝัน
ในฝันนางยังคงอยู่บนเรือไม้ลำน้อยลำนี้ แต่ดูเหมือนจะบำเพ็ญตบะจนกลายเป็นแมวยักษ์ที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่าเสือเสียอีก แม้แต่นักพรตที่นอนหลับอยู่ตรงหน้านางยังตัวเล็กกว่าหางของนางเสียด้วยซ้ำ ทว่าแปลกนัก ทั้งที่นางตัวใหญ่ขึ้นถึงเพียงนี้ เรือลำเดิมกลับยังบรรจุร่างของนางไว้ได้พอดี
กระทั่งเจ้านกนางแอ่นนั่นก็ดูเหมือนจะตัวใหญ่ขึ้นด้วย
เดิมทีนกนางแอ่นก็มีตบะสูงกว่าแม่นางสามสีอยู่แล้ว ในเมื่อนางบำเพ็ญจนสำเร็จ เจ้านกนั่นจะสำเร็จตามไปด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ว่า… หรือแม้แต่เรือลำนี้ก็บำเพ็ญตบะจนสำเร็จไปด้วยเหมือนกันนะ
แม่นางสามสีเผยท่าทีสะลึมสะลือเพียงครู่หนึ่งแล้วก็หลับลึกไปอีกครา
จนกระทั่งแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า พร้อมกับมีเสียงนกทะเลกู่ร้องแว่วมา
แม่นางสามสีเลื่อนอุ้งเท้าเล็กๆ ที่ปิดตาไว้ออก แสงแดดสาดส่องลงมาจนนางต้องหยีตา รูม่านตาก็หดเหลือเพียงเส้นตรง เบื้องหน้าปราศจากร่องรอยขาว คล้ายจะมีแผ่นดินปรากฏขึ้น หาใช่เกาะร้างเหมือนก่อนหน้า นางจึงรีบยกอุ้งเท้าขึ้นปิดตาอีกครั้ง
“เมี๊ยว”
แม่นางสามสีเลื่อนอุ้งเท้าออกอีกหน จ้องมองไปยังเบื้องหน้า
เป็นจริงดังคาด ไกลออกไปมีแผ่นดินผืนหนึ่ง
ดูเหมือนจะเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อย
ส่วนของเกาะที่อยู่ติดทะเลเป็นหาดทรายขาวละเอียด เป็นหาดทรายแบบที่นางชื่นชอบยิ่งนัก ครั้นมองลึกเข้าไปจะเห็นเป็นป่าดงดิบเขียวชอุ่ม
“เอ๊ะ! นักพรต!”
สิ่งแรกที่แม่นางสามสีทำคือหันกลับไปมองข้างหลัง
ทว่าบนเรือกลับว่างเปล่า ไร้เงาร่างของนักพรตหนุ่ม
“เมี๊ยว”
แม่นางสามสีเริ่มเกิดความฉงน นางรีบลุกขึ้นยืน วิ่งไปมาบนเรือพลางชะโงกหน้ามองซ้ายทีขวาที
วิ่งไปหัวเรือเพื่อมองดูเกาะ วิ่งไปท้ายเรือเพื่อชะโงกดูใต้ท้องทะเล
ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของนักพรตเลย
หากแต่ไม้เท้าไผ่ของเขายังคงอยู่บนเรือดั่งเดิม
ระหว่างที่นางกำลังเดินไปมาในห้องเรือด้วยความลนลาน ก็มีเสียงของนักพรตดังมาจากด้านหลัง
“แม่นางสามสี ไยจึงตื่นตระหนกเช่นนั้นเล่า”
“เมี๊ยว!”
แมวสามสีรีบเหลียวหลังกลับไปมอง พลันแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าตามความเคยชิน
“?”
นางเงยหน้าขึ้น หมุนคอไปรอบทิศ คล้ายกำลังแสดงความยืดหยุ่นของต้นคอ หรือไม่เช่นนั้นก็ราวกับมีแมลงที่มองไม่เห็นบนท้องฟ้ากำลังบินหลอกล่อนางอยู่ ทำเอานางเผลอเผยท่าทีโง่เขลาออกมา
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่เห็นร่างของนักพรตอยู่ดี
“แม่นางสามสี…”
เสียงของนักพรตดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้นางได้ยินชัด เสียงนั้นมาจากทางด้านหลัง
และเป็นเสียงที่ส่งผ่านมาในระดับสายตา
แม่นางสามสีจึงค่อยๆ เบนสายตาลงมา จึงเห็นว่าบัดนี้นักพรตหนุ่มมีขนาดเล็กกว่าหางของนางเสียอีก
“!!”
รูม่านตาของนางหดตัวลงฉับพลัน นางตะลึงงันไปครู่หนึ่ง หัวใจพลันเต้นระรัวด้วยความตกลึง “แม่นางสามสีตัวใหญ่ขึ้นจริงๆ ด้วย!”
ทว่ากลับได้ยินเสียงเล็กๆ ของนักพรตเอ่ยขึ้น
“ข้าต่างหากที่ตัวเล็กลง”
“เจ้าตัวเล็กลงหรือ”
“ใช่แล้ว”
“หืม”
แม่นางสามสีก้มหน้าลงเล็กน้อย จ้องมองนักพรตหนุ่ม ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง รู้สึกมหัศจรรย์ใจยิ่งนัก
แต่ก่อนยามนางมองเขา ส่วนใหญ่ต้องแหงนหน้าจนสุดคอ ทว่าครานี้นางเพียงแค่ตั้งศีรษะให้ตรง ก็สามารถสบตากับเขาได้แล้ว กระทั่งยามนางยืนตัวตรง ดวงตาของเขายังอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของนางเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
นักพรตน้อยผู้นี้ไยจึงน่าสนใจถึงเพียงนี้
แม่นางสามสีรู้สึกว่าเริ่มจะควบคุมอุ้งเท้าของตนเองไม่อยู่ อยากจะยื่นไปเขี่ยเขาดูสักที แต่ยังดีที่ยั้งใจไว้ได้ทัน นางจ้องมองเขาเขม็งแล้วถามเสียงจริงจัง “ทำไมเจ้าถึงตัวเล็กลงเล่า”
“เพราะพวกเรามาถึงอาณาจักคนแคระแล้ว”
“อาณาจักคนแคระ!”
“ใช่แล้ว”
“มาถึงอาณาจักคนแคระแล้วจะตัวเล็กลงหรือ”
“เป็นเช่นนั้น”
“แล้วทำไมแม่นางสามสีถึงไม่ตัวเล็กลงเล่า”
“เพราะแม่นางสามสีไม่ใช่มนุษย์กระมัง”
“แล้วคนในอาณาจักคนแคระทุกคนตัวเท่าเจ้าหมดเลยหรือ”
“คาดว่าคงเป็นเช่นนั้น”
“คาด… ว่า…”
แม่นางสามสีทวนคำเบาๆ พลางส่ายหัวไปมา นางเงื้ออุ้งเท้าขึ้นแล้ววางลงอยู่หลายครา แสดงถึงความสับสนปนขัดแย้งในใจ ยามนี้นักพรตหนุ่มหันมามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวยาวๆ ข้ามผ่านหางของนางไป เดินตรงไปยังไม้เท้าไผ่ที่ตอนนี้ดูหนากว่าตัวเขาเสียอีก แม่นางสามสีรีบนั่งลงตัวตรง จ้องมองนักพรตจิ๋วตาเขม็ง ดูว่าเขาจะหยิบไม้เท้าขึ้นมาได้อย่างไร
ทว่าเห็นเพียงนักพรตหนุ่มชี้นิ้วลงไปแล้วเริ่มร่ายคาถา
“จงเล็กลง!”
ไม้เท้าไม้ไผ่เล่มนั้นพลันหดตัวลงตามคำสั่ง
เพียงชั่วพริบตาเดียว มันก็ถูกย่อส่วนจนได้ขนาดพอเหมาะ
ก้านไผ่เขียว ดูไปก็คล้ายกับก้านหญ้าเล็กๆ อยู่เหมือนกัน ว่าแล้วนักพรตหนุ่มก็โน้มตัวลงหยิบไม้เท้า แล้วเดินไปที่ขอบเรือก่อนจะกระโดดขึ้นไปยืนบนกราบเรือที่สูงกว่าตัวเขาถึงสามสี่เท่าอย่างง่ายดาย
“เจ้ากระโดดได้สูงมากเลย!”
แม่นางสามสีอดไม่ได้ที่จะเดินตามไป ในที่สุดนางก็สบโอกาสได้เสียที นางยกอุ้งเท้าขึ้น หมายจะลูบศีรษะของนักพรตเบาๆ เลียนแบบท่าทางตอนที่เขาลูบหัวนางอยู่เป็นประจำ
ทว่ากลับมีไม้ไผ่ซีกเล็กๆ ยันอุ้งเท้าของนางไว้
“แม่นางสามสี เก็บอุ้งเท้าของเจ้าไปเลย”
“นักพรต ตอนนี้เจ้าตัวแค่นี้เอง แม่นางสามสีกัดหัวเจ้าหลุดได้ในคำเดียวนะ”
นางกล่าวพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ จนจมูกแทบจะชนตัวเขา ซ้ำแล้วยังอยากจะลองขบดูจริงๆ ด้วย
“ระวังปากของเจ้าด้วย”
เสียงเรียบเฉยของนักพรตดังขึ้นอีกครั้ง
“ก็ได้…”
แมวสาวรีบหุบปากแล้วหดหัวกลับมา ก่อนจะแลบลิ้นเลียรอบปากแก้เก้อ จากนั้นก็หันไปมองนกนางแอ่นที่หัวเรือ “เอ๊ะ ทำไมเจ้านกนางแอ่นถึงไม่ตัวเล็กลงเล่า”
นกนางแอ่นตอบกลับว่า “มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะตัวเล็กลง”
“ช่างน่าเสียดายนัก…”
แม่นางสามสีส่ายหัวไปมาต่อ
นางเห็นนักพรตหนุ่มยืนอยู่บนกราบเรือ ส่วนตัวนางยืนอยู่ด้านล่าง เพียงแค่ยืนด้วยขาหลังแล้วใช้อุ้งเท้าหน้าเกาะขอบเรือไว้ สายตาก็สามารถมองข้ามกราบเรือออกไปสู่เบื้องหน้าได้แล้ว
นักพรตหนุ่มมองเห็นความมหัศจรรย์บนเกาะได้ในทันที
พลังวิญญาณของดินทิศบูรพานั้นแตกต่างจากดินอีกสองทิศที่หามาได้ก่อนหน้านี้อยู่บ้าง ทว่ากลับแฝงไปด้วยความลี้ลับพิสดารเช่นเดียวกัน
ทว่าเจ้าแมวกลับสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวในผืนป่า
สุนัขขาวเดินออกมาจากป่า แล้วมุ่งหน้ามายังชายหาด
ดูเหมือนจะมีคนตามหลังมาด้วย มันเดินเข้ามาพลางหันกลับไปคำนับคนเหล่านั้น คล้ายกับจะบอกว่าไม่ต้องลำบากมาส่งไกลนัก ทั้งยังคอยเงยหน้ามองเหล่านกทะเลบนท้องฟ้าเป็นระยะ คงเพราะเกรงว่านกนางนวลเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อคนแคระ
ทว่าระยะทางไกลเกินไป จึงมองเห็นไม่ชัด และไม่ได้ยินว่ามันกำลังพูดสิ่งใด
มันก้าวเดินมาตามชายหาด ครั้นเงยหน้าขึ้นเห็นเรือเข้าก็ตะลึงงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเร่งฝีเท้าวิ่งตรงมาทางนี้
กระโดดลงทะเลแล้วก็ว่ายตรงมายังเรือไม้
สุนัขขาวว่ายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
ซ่งโหยวยืนตระหง่านอยู่บนกราบเรือ ปล่อยให้เรือโคลงเคลงไปตามแรงคลื่น เขาค้อมตัวลงมองสุนัขขาวแล้วถามว่า “ท่านไป๋ได้สอบถามเหล่าขุนนางในอาณาจักคนแคระแล้วหรือไม่ พวกเขายินยอมให้ข้าขึ้นเกาะไปหาของวิเศษหรือไม่”
สุนัขขาวชูหัวขึ้นเหนือน้ำ แต่ไม่ได้ตอบคำถามในทันที มันว่ายมาข้างเรือ แล้วตะเกียกตะกายขึ้นมา จากนั้นจึงเดินไปสลัดน้ำออกจากขนอยู่ที่หัวเรือซึ่งอยู่ห่างจากซ่งโหยวพอสมควร แล้วก้มหน้าลงมองซ่งโหยวด้วยสายตาอันฉงนและแปลกใจยิ่งนัก “เหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า หากไม่ใช่เพราะข้าเชื่อมั่นในคุณธรรมของท่าน ข้าคงสงสัยไปแล้วว่าท่านแอบสะกดรอยตามข้ามา”
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ตื่นขึ้นมาก็มาถึงที่นี่เสียแล้ว” ซ่งโหยวตอบตามจริง
“เมื่อคืนมีลมพัดหมอกสลาย ทั้งยังเป็นช่วงน้ำหลาก เกาะร้างต่างจมหาย เส้นทางจึงเปิดโล่ง” นกนางแอ่นที่อยู่ท้ายเรือเอ่ยขึ้น “คลื่นทะเลจึงหนุนส่งเรือให้ลอยมาถึงที่นี่เอง”
“ฮ่าๆ!”
สุนัขขาวไม่ได้สงสัยแม้แต่น้อย พลางหัวเราะร่า “ดูท่าว่าพวกท่านทั้งสามจะเป็นผู้มีวาสนาต่ออาณาจักคนแคระ ไม่จำเป็นต้องให้ข้าคอยนำทางเลย”
“ทางอาณาจักคนแคระยินยอมหรือไม่” ซ่งโหยวยืนอยู่ข้างกายแมวสามสี ตัวเขามีขนาดเพียงประมาณฝ่ามือเดียว ดูบอบบางยิ่งนัก ขณะเอ่ยก็จับจ้องไปยังร่างสุนัขขาวด้วย “พวกข้ารักษาคำมั่นสัญญา หากคนบนฝั่งไม่ยินยอมให้ขึ้นเกาะ พวกข้าก็จะจากไปทันที แล้วค่อยหาวิธีอื่นมาเยือนที่นี่แทน ข้าเดาว่าเมื่อพวกเรากลับมาอีกครา ม่านหมอกเหนือทะเลก็คงจะเปิดทางให้อีกแน่”
“ฮ่าๆ ข้าไม่ปล่อยให้ท่านมาเสียเที่ยวทั้งสองรอบหรอก!”
ร่างสุนัขขาวเปียกโชก ขนลีบติดกันเป็นช่อๆ ทว่าไม่ได้ลดทอนความสง่าราศีของมันลงเลย มันยืนสองขาประสานมือคารวะ “ข้าได้รับความไว้วางใจจากมิตรสหายในอาณาจักรคนแคระ ย่อมไม่ทำให้เสียเรื่อง ข้าช่วยเจรจาโน้มน้าวพวกเขาให้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านเป็นอย่างยิ่ง!”
ซ่งโหยวค้อมกายคารวะอย่างจริงจัง
“ท่านขึ้นเกาะเถิด!”
“แล้วแม่นางสามสีเล่า…”
“ในเมื่อเป็นผู้มีวาสนา ก็ไม่ต้องถือสาหาความกันแล้ว เพียงแต่ขออย่าให้ทำสิ่งใดให้ชาวบ้านบนเกาะต้องตกใจกลัวก็พอ”
“ตกลง…”
ซ่งโหยวใช้ไม้เท้าเคาะเรือเบาๆ เรือก็เคลื่อนเข้าหาชายฝั่ง
ครืด…
เรือไม้เกยเข้ากับหาดทราย ก่อนจะหยุดนิ่งลงในที่สุด
“แม่นางสามสีจะคาบเจ้าลงไปเอง!”
“ไม่จำเป็นหรอก”
“ก็ได้!”
“…”
ซ่งโหยวเพียงกระโดดลงจากเรือ ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็ยืนมั่นแล้ว
พลันมีลมแรงพัดผ่านมา ไม่นานนักเจ้าแมวก็กระโดดตามลงมา
แมวสามสีขนยาวสลวยดูงดงามและน่าเกรงขาม ขนของนางลู่ไปตามทิศทางของลมทะเล ดูสง่างามยิ่งนัก นักพรตหนุ่มไม่ได้มีความคิดที่จะคืนร่างกลับสู่ขนาดเดิม ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า รวมถึงไม้เท้าในมือล้วนย่อส่วนลงตามสัดส่วน ยามที่เขาผู้มีขนาดเพียงเท่านี้ยืนคู่กับแมวขนาดปกติ ช่างดูเหมือนมนุษย์ผู้ครอบครองสัตว์เทวะไว้ไม่มีผิด
แม่นางสามสีก้มมองเขาด้วยแววตาเปล่งประกาย มองอย่างไรก็รู้สึกพึงพอใจ ซ้ำยังเห็นเป็นเรื่องน่าสนึกด้วยซ้ำ
“แม่นางสามสีคาบเจ้าไปได้นะ!”
“ขอบใจ แต่ไม่ดีกว่า”
“แล้วแต่เจ้า!”
แมวสามสีส่ายหัวไปมาอย่างขัดใจเล็กน้อย
นับเป็นข่าวดี ที่นางแค่รู้สึกขัดใจ ‘เล็กน้อย’ เท่านั้น