ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 428 หากไม่รักษาคำสัตย์ ก็จงปลิดชีพเสีย
บทที่ 428 หากไม่รักษาคำสัตย์ ก็จงปลิดชีพเสีย
……………
ท่ามกลางความเงียบงัน ร่างยักษ์ใหญ่พลันย่อส่วนลงในทันใด
เพียงชั่วพริบตา ยักษ์ค้ำฟ้าทั้งสองตนก็คืนสู่ขนาดเท่ามนุษย์ปกติ ซ้ำแล้วยังมีร่างเล็กกว่ายามแปลงกายเป็นมนุษย์เมื่อครั้นยังอยู่ที่เขาเยี่ยซานเสียอีก ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีความสูงเสมอกับซ่งโหยว
ผืนน้ำทะเลใต้แทบเท้าของพวกเขาราบเรียบประหนึ่งพื้นพสุธา
“คารวะท่านเซียน”
“ขอบคุณท่านเซียน”
ทั้งสองประสานมือคารวะซ่งโหยวพร้อมกัน
“ไม่ได้พบกันเสียนาน” ซ่งโหยวคำนับตอบพลันลอบถอนใจ “ดูท่าว่าดินแดนโพ้นทะเลแห่งนี้ ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตได้ง่ายดายไปกว่าในต้าเยี่ยนเลย”
“ใต้หล้าแดนมวลมนุษย์ ไม่ว่าที่ใดก็ล้วนไม่ง่ายดายทั้งสิ้น” จอมมารตนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ท่านเซียนจะมาตามหาดินวิเศษชนิดใดหรือ” จอมมารอีกตนถามไถ่
“ดินทิศบูรพาน่ะ”
“ดินนั้นอยู่ที่ใดกัน หากยังไม่รู้แจ้ง ให้พวกข้าช่วยออกตามหาดีหรือไม่ หรือหากทราบพิกัดแล้ว ก็ไม่เห็นต้องลำบากไปด้วยตนเองเลย พวกข้าจะไปหามาให้ท่านเอง!”
“ไม่เป็นไร” ซ่งโหยวเบนสายตามองพวกเขาทั้งสอง “เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างพวกท่านกับจ้าวสมุทรนั้น แท้จริงแล้วเป็นมาอย่างไรกันแน่”
“ก็เป็นอย่างที่พวกข้าเคยบอกท่านนั่นแล” จอมมารเอ่ย
“เจียวหลงตนนั้นทั้งเย่อหยิ่งทั้งโอหัง มีนิสัยกลับกลอกไปมา ทั้งที่เป็นเพียงเจียวหลง แต่กลับพยายามยกตนขึ้นสูงเสมอมังกรสวรรค์ บังคับให้สรรพชีวิตตามชายฝั่งต้าเยี่ยนและอาณาจักรกลางทะเลกราบไหว้บูชาตน ประหนึ่งเป็นเทพมังกร บางทีมันอาจจะแค่ไม่พอใจที่พวกข้ามองร่างจริงของมันออก หรือไม่ก็เกรงว่าพวกข้าจะเด่นเกินหน้าเกินตาก็เป็นได้” จอมมารเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “สมแล้วที่เป็นปีศาจจากแดนโพ้นทะเล”
“แล้วพายุคลื่นลมในทะเลในช่วงนี้เล่า”
“มันคงทำอะไรพวกข้าไม่ได้ จึงหันไประบายโทสะกับเรือที่สัญจรไปมา หรือไม่ก็อาจจะรำคาญเรือจากต้าเยี่ยน เพียงเพราะเห็นว่าพวกข้ามาจากต้าเยี่ยนกระมัง”
“…”
ซ่งโหยวฟังจบก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ช่างเถิด อย่างไรเสียเขาก็มาก่อน ที่นี่นับเป็นเขตอิทธิพลของเขา การที่พวกท่านบุกรุกเข้ามาแล้วเขาจะไม่พอใจก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในทะเลมีสถานที่ซึ่งเปี่ยมด้วยพลังวิญญาณอยู่ไม่น้อย ในเมื่อบัดนี้ได้ตกลงว่าจะไม่รุกล้ำอาณาเขตกันแล้ว ก็คงต้องดูว่าเขาจะรักษาคำสัตย์หรือไม่”
“พวกข้าน้อมรับคำชี้แนะของท่านเซียน”
“ใกล้ๆ นี้มีเกาะอยู่สองแห่ง เกาะใหญ่คืออาณาจักรยักษา ส่วนเกาะเล็กเป็นอาณาจักรสรรพสัตว์ แม้อาจจะไม่ดีเท่าสองเกาะเดิมที่พวกท่านเคยเลือกไว้ แต่ก็เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ นับเป็นสถานที่วิเศษที่หาได้ยากยิ่ง” ซ่งโหยวกล่าวสมทบ “ข้าจะไปตามหาดินทิศบูรพาก่อน ระหว่างนี้พวกท่านจงพรางกายไปสำรวจและเลือกสรรดู เมื่อเลือกได้แล้ว ข้าจะไปเจรจากับผู้คนบนเกาะให้เอง หากพวกท่านยินดีจะรับหน้าที่เป็นผู้ปกปักษ์รักษาที่นั่น ก็อาจจะได้ผลประโยชน์อื่นๆ เป็นการตอบแทน แต่หากไม่ชอบใจ ข้าจะช่วยหาที่อื่นให้ใหม่”
“ขอเรียนถามท่านเซียน หน้าที่ของผู้ปกปักษ์รักษาคืออะไรหรือ”
“จะเรียกว่าเป็นผู้ปกปักษ์รักษาก็ไม่เชิง เพียงแต่หากพวกท่านเลือกเกาะทั้งสอง เข้าไปพำนักในที่ทางของผู้อื่น ย่อมต้องรักษาผืนน้ำแผ่นดิน ดลบันดาลให้ลมฝนพัดพามาตามฤดูกาล ถือเป็นเรื่องที่พึงกระทำ และด้วยอิทธิฤทธิ์ของทั้งสองท่าน ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง” ซ่งโหยวอธิบาย “เมื่อพวกท่านบันดาลให้ดินฟ้าอากาศอุดมสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตในแถบนั้นย่อมเซ่นสรวงบูชาพวกท่านเอง”
จอมมารทั้งสองชะงักไปครู่หนึ่ง
คล้ายกับเพิ่งตื่นรู้ว่า ที่นี่คือดินแดนโพ้นทะเลแสนไกล ไม่ใช่ดินแดนต้าเยี่ยน และไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของวิมานสวรรค์อีกต่อไป
วิมานสวรรค์ไม่ได้เห็นค่าในแรงศรัทธาเพียงน้อยนิดนี้ และเหล่าเทพเจ้าก็ยื่นมือเข้ามาดูแลที่ห่างไกลเช่นนี้ไม่ได้
“ขอบคุณท่านเซียนที่ชี้แนะ!”
“ในทำนองเดียวกัน หากในทะเลเกิดพายุขึ้นอีก แล้วมีเรือแล่นผ่านหน้าพวกท่านไป พวกท่านก็อาจจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเล็กน้อย คนเดินเรือนั้นเคารพยำเกรงเทพเจ้าที่สุด หากพวกท่านคุ้มครองให้การเดินเรือราบรื่น ไม่ต้องกล่าววาจาใด เพียงแค่แสดงร่างจริงให้เห็นบ้างเป็นครั้งคราว นานวันเข้าผู้คนในทะเลก็จะพากันกราบไหว้บูชาพวกท่านเอง” ซ่งโหยวทราบดีตั้งแต่สมัยอยู่เขาเยี่ยซานแล้วว่าปีศาจสองตนนี้หัวช้า จึงไม่ตระหนี่ที่จะให้คำแนะนำ “แรงศรัทธาเหล่านี้ ถือเสียว่าเป็นสิ่งมาชดเชย กลางทะเลแห่งนี้ไม่ได้มีถ้ำเซียนหรือเขาศักดิ์สิทธิ์เหมือนอย่างในจงหยวน”
“แต่หากพายุนั้นมาจากเจ้าเจียวหลงนั่นเล่า”
ซ่งโหยวกล่าวพลางหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วสะบัดออกไปเบื้องหน้า ยันต์แผ่นนั้นลอยละล่องไปหาจอมมารทั้งสอง “นี่เป็นเพียงยันต์ธาตุไฟธรรมดา แต่แฝงด้วยพลังทิพย์ของข้า หากมันถูกใช้งาน ต่อให้ข้าจะอยู่ไกลนับหมื่นลี้ก็สามารถรับรู้ได้ แต่มีเงื่อนไขว่า เจียวหลงตนนั้นต้องเป็นฝ่ายก่อกวนสร้างพายุและสร้างภัยอันตรายต่อการเดินเรือจริงๆ เท่านั้น”
“ขอบคุณท่านอาจารย์! พวกข้าจะจดจำไว้!” จอมมารตนหนึ่งรับยันต์ไป
“ไว้ข้าจัดการเรื่องดินทิศบูรพาให้เรียบร้อยก่อน เราค่อยมาพบกันที่นี่อีกครั้ง”
“ขอถามท่านเซียนอีกอย่าง… เมื่อไรพวกข้าจะกลับคืนสู่จงหยวนได้หรือ” จอมมารอีกตนเอ่ยถาม
“พวกท่านยังคิดอยากกลับไปต้าเยี่ยนอีกหรือ”
“ย่อมต้องคิดอยู่แล้ว…”
“ถวิลหาทุกลมหายใจ!”
“เหอะ…”
ดูท่าว่าความคิดคำนึงถึงถิ่นกำเนิด ไม่เพียงหยั่งรากลึกในจิตใจมนุษย์ แต่ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือปีศาจ หากเติบโตมาบนผืนแผ่นดินนั้น ย่อมได้รับอิทธิพลอย่างใหญ่หลวง
บางที… นี่อาจเป็นอิทธิพลแห่งอารยธรรม
เมื่อเคยพานพบอารยธรรมที่รุ่งโรจน์และหนักแน่นที่สุดในใต้หล้ามาแล้ว จะทนใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนป่าเถื่อนได้อย่างไร
“ข้ายังคงยึดตามคำพูดเดิม หากวันใดรู้สึกว่าแดนเทวะนั้นแปรเปลี่ยนไป หากพวกท่านยินดี ก็จงกลับมาช่วยข้าสักแรง แต่หากไม่ยินดี ก็จงรั้งรอเวลาอีกสักนิด ลอบกลับไปสืบข่าวที่ต้าเยี่ยน หากวิมานสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง เมื่อนั้นพวกท่านก็กลับไปได้แล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างเนิบนาบ ไม่ได้บีบคั้นเอาคำตอบ เมื่อกล่าวจบเขาก็เริ่มพายเรือออกไป
เรือลำน้อยหันหัวเรือสู่กลางท้องทะเล ค่อยๆ ห่างออกไปทุกที
ทิ้งให้สองจอมมารยืนจ้องมองหน้ากันอยู่เหนือเกลียวคลื่น
ท้องทะเลกลับคืนสู่ความสงบราบเรียบ ท้องฟ้าสีครามปุยเมฆสีขาวนวล เรือเล็กพายห่างออกไปจนเหลือเพียงจุดเล็กจ้อย สายรุ้งเบื้องหลังพลันเลือนหายไป
แม่นางสามสียังคงเบิกตากว้าง
ส่วนสุนัขขาวยืนอยู่กลางท้องเรือด้วยท่าทางตื่นเต้นยิ่งนัก
“ข้าก็เแค่พอมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้างเท่านั้น” ซ่งโหยวยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง “ได้ร่วมทางกับท่านก็นับเป็นความโชคดีของข้าเช่นกัน”
“น่าเสียดายที่อาณาจักรคนแคระอยู่ใกล้เพียงเท่านี้ ไม่อาจร่วมทางกับท่านได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว ข้าเดาว่าโลกกว้างที่ท่านเคยพานพบมา คงยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าที่ข้าเคยเห็นนัก” สุนัขขาวส่ายหน้าพลางกล่าว หลังจากได้เห็นจ้าวสมุทรและจอมมารที่ประมือกับมันอย่างสูสี แต่กลับมีท่าทีนอบน้อมต่อพรตหนุ่มผู้นี้ ทั้งยังเห็นเขาสยบจ้าวสมุทรจนต้องถอยร่นไป ทว่าสิ่งที่เขาสนใจกลับไม่ใช่อาคมแก่กล้า แต่เป็นโลกอันกว้างใหญ่ที่นักพรตผู้นี้เคยพเนจรผ่านมา
“บนบกก็แค่มีขุนเขาและลำน้ำมากกว่าในทะเล หากกล่าวถึงความกว้างใหญ่และวิจิตรตระการตา แท้จริงแล้วยากจะตัดสินว่าที่ใดเหนือกว่ากัน เป็นเพียงทัศนียภาพที่แตกต่างกันเท่านั้น” ซ่งโหยวเอ่ยตามความสัตย์จริง “นับตั้งแต่พวกเรามาถึงทะเล ทิวทัศน์ที่พานพบระหว่างทางก็มักจะทำให้พวกเราตื่นตาตื่นใจอยู่บ่อยครั้ง”
“ท่านนี่มีรสนิยมล้ำเลิศนัก!”
“ท่านก็ชมเกินไปแล้ว”
“เบื้องหน้าไปอีกสิบลี้จะมีม่านหมอกหนาปกคลุม เล่ากันว่าท่ามกลางหมอกนั้น แม้แต่ปีศาจหรือเทพพรายในทะเลที่แก่กล้าก็ไม่อาจจำแนกทิศทางได้ ภายในหมอกยังมีเกาะร้างมากมายซับซ้อนราวกับเขาวงกต มีเพียงผู้มีวาสนาที่บังเอิญมาเยือนถูกเวลาเท่านั้นจึงจะเข้าไปยังอาณาจักรคนแคระได้ ข้าไม่รู้ว่าคนที่อื่นจะหาทางเข้าได้หรือไม่ แต่จากบรรดาราษฎรของสามอาณาจักรนี้ มีเพียงข้าผู้นี้ที่รู้ทาง”
สุนัขขาวเริ่มบอกเล่าเรื่องราวของอาณาจักรคนแคระให้ซ่งโหยวฟัง
“เหล่าปราชญ์จากทั้งสามอาณาจักรต่างพากันกล่าวว่าข้าล่วงรู้เส้นทาง บ้างก็ลือไปถึงขั้นว่าข้ามีคาถาสำหรับเข้าอาณาจักรคนแคระ เพียงแต่ข้าถือสัตย์ปฏิญาณจึงไม่ยอมแพร่งพรายออกไป เหอะ… ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น คราแรกที่ข้าเข้าไปได้ก็เพราะเหตุบังเอิญ เพียงแต่ข้าถูกชะตากับกษัตริย์และเหล่าผู้ทรงเกียรติที่นั่น เมื่อจากมาแล้วก็กลายเป็นว่าจำเส้นทางเข้าออกได้โดยปริยาย หากถามเรื่องความลับ ข้าย่อมรักษาคำพูด ทำตามที่คนใหญ่คนโตในอาณาจักรกำชับไว้อย่างเคร่งครัด ไม่เคยแพร่งพรายแก่ผู้ใด แต่หากจะให้บอกเส้นทางจริงๆ ข้าก็บอกไม่ถูกเช่นกัน”
“นั่นคงเป็นเพราะท่านมีวาสนาต่อกัน ทั้งยังมีจิตใจแจ่มใส จึงสามารถเข้าออกได้ตามใจปรารถนา”
“ท่านชมข้าเกินไปแล้ว แต่ท่านไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อาณาจักรคนแคระนั้นแสนจะมหัศจรรย์ หลายปีมานี้หากมีปีศาจหรือสัตว์ร้ายหลุดเข้าไปที่นั่นย่อมต้องเกิดมหันตภัยเป็นแน่ แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนั้นเลย”
“นั่นก็นับว่าอัศจรรย์ยิ่ง…”
ซ่งโหยวเริ่มรู้สึกสนใจที่แห่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
หมอกนี้ช่างพิลึก หนาเสียจนแยกทิศทางไม่ออก
ทว่าสุนัขขาวก็ยังคอยชี้ทางให้พวกเขา
เมื่อตรงไปอีก ก็พบเกาะร้างนับไม่ถ้วน
เกาะเหล่านี้มีทั้งใหญ่และเล็ก บ้างเป็นหินสีดำขลับ บ้างเป็นดินสีเหลืองไหม้ ล้วนแห้งแล้งไร้พืชพันธุ์ ช่องน้ำระหว่างเกาะกว้างขวางประหนึ่งแม่น้ำสายใหญ่ แต่บางแห่งก็แคบราวกับลำธาร ซ่งโหยวยังคงบังคับเรือลัดเลาะไปตามคำชี้นำของสุนัขขาวท่ามกลางหมู่เกาะร้างเหล่านี้
หมอกหนาบดบังจนไม่เห็นตะวัน ทว่าเมื่อแสงสว่างรอบกายค่อยๆ หม่นลง ก็ล่วงรู้ได้ว่าใกล้ยามโพล้เพล้แล้ว
“ถึงตรงนี้ก็นับว่ามาได้ครึ่งทางแล้ว เห็นทีฟ้าคงใกล้มืดแล้ว ท่านหยุดเรือไว้ที่นี่ก่อนเถิด ตามที่เราตกลงกันไว้ ข้าจะขอไปสอบถามความเห็นจากคนใหญ่คนโตในอาณาจักรคนแคระก่อน” สุนัขขาวไม่ได้ปรับเปลี่ยนหลักการของตนเพียงเพราะได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของซ่งโหยว “แต่ข้าพอจะมองออกว่าท่านเซียนเป็นคนเช่นไร ข้าขอรับรองว่าจะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีช่วยเจรจาโน้มน้าวให้ท่าน”
“แล้วท่านจะข้ามไปได้อย่างไร”
“ว่ายน้ำไป”
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก”
หนึ่งคนหนึ่งสุนัขประสานมือคำนับลากัน
จากนั้นสุนัขขาวก็ไม่ลังเล หันหลังกระโดดลงสู่ผืนน้ำทะเลทันที
ท่ามกลางหมอกหนา สุนัขขาวว่ายน้ำออกไป เพียงครู่เดียวร่างนั้นก็เริ่มเลือนราง และครั้นเลี้ยวผ่านเกาะแก่งก็หายลับไป
“…”
ซ่งโหยวละสายตากลับมาพลางอมยิ้มเล็กน้อย
สุนัขตัวนี้ช่างดูเหมือนผู้ทรงธรรมจริงๆ
รับปากไว้แล้วก็ต้องทำตามที่ว่า
เขาจึงนั่งลงกับพื้นเรือ เหลียวมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดน่ามองก็เงียบไป เห็นเพียงแม่นางสามสีนั่งตัวตรงอยู่บนเรือ แกว่งหางปัดฝุ่นไปมา ขณะเดียวกันก็จ้องมองไปยังทิศทางที่สุนัขขาวว่ายน้ำไปเช่นกัน
แม่นางสามสีคล้ายจะรู้สึกตัว พลันหันกลับมาสบตากับซ่งโหยว
“ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องให้ขบคิด”
“เรื่องให้ขบคิด!!”
“ความรู้สึกนึกคิดน่ะ”
“…”
แววตาของแม่นางสามสีนั้นกลมโต เปล่งประกายฉายแววฉลาดเฉลียว นางลังเลอยู่นานก่อนจะหันหน้ากลับไป ไม่มองซ่งโหยวอีก แต่ถึงกระนั้นก็ยังเอ่ยเสียงเบา “ดูเหมือนหมาแมวที่อาณาจักรเหล่านั้นจะฉลฃาดยิ่งกว่าแม่นางสามสีเสียอีก…”
“เป็นไปได้อย่างไร”
ซ่งโหยวตอบกลับทันควันโดยไม่ต้องคิด
“เมี๊ยว”
เจ้าแมวพลันหันกลับมาอีกครั้ง
“ความฉลาดไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว ความฉลาดมีหลากหลาย แต่ละคนล้วนแสดงปัญญาออกมาด้วยวิธีและแง่มุมที่ต่างกัน” ซ่งโหยวโน้มตัวลงสบตากับดวงตาสีอำพันของแม่นางสามสี “ยกตัวอย่างเช่น ข้าถนัดการเรียนรู้อาคม นี่คือความฉลาดรูปแบบหนึ่ง เป็นความฉลาดของข้า แต่สุนัขจิ้งจอกสามารถปั่นหัวพวกเราได้ นั่นคือความฉลาดของจิ้งจอก ราชครูจัดการกิจการบ้านเมืองได้ นั่นก็คือความฉลาดของราชครู จะเหมาเอาว่าพวกเขาประลองเวทสู้ข้าไม่ได้แล้วจะฉลาดน้อยกว่าข้าไม่ได้เด็ดขาด และข้าก็ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองโง่เขลากว่า เพียงเพราะข้าไม่เก่งกาจเรื่องการวางแผน”
“แล้วแม่นางสามสีเล่า”
“แม่นางสามสีย่อมมีความสามารถของแม่นางสามสีเอง”
“…”
เจ้าแมวเบิกตาจ้องมองเขา แววตาของนางพลันวูบไหว ก่อนจะกล่าวว่า “เหมือนข้าจะเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้แล้ว”
“เช่นนั้นก็นับว่าได้ฟังอีกสักรอบเป็นไร”
“แล้วความเก่งกาจเล่า”
“ความเก่งกาจก็เหมือนกัน” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างไม่ถือสา “บางคนเก่งบุ๋นเก่งบู๊ บางคนมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ บางคนเปี่ยมด้วยปณิธานอันแรงกล้า ต่างเป็นผู้นำแห่งยุคสมัยในด้านที่ต่างกัน ทุกคนล้วนแตกต่างกันทั้งนั้น”
“แล้วแม่นางสามสีเล่า”
“แม่นางสามสีชำนาญการจับหนู ใต้หล้านี้ย่อมไม่มีผู้ใดเทียบเคียง”
“!”
เจ้าแมวพลันชะงักงันไป
แม้แต่รูม่านตาก็ยังหดเล็กลง
ส่วนนักพรตหนุ่มกลับหัวเราะร่าแล้วล้มตัวลงนอนท่ามกลางหมู่เกาะร้างบนผืนน้ำอันไร้ขอบเขต ไม่คิดคำนึงว่าสุนัขขาวจะไปที่ใด ไม่คิดว่าอาณาจักรคนแคระจะตอบตกลงหรือไม่ เพียงปล่อยให้สีสันบนท้องนภาค่อยๆ มืดลง ปล่อยให้เจ้าแมวเดินมาล้มตัวลงนอนข้างกาย เข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด
……………