ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 427 จะยอมสยบหรือไม่
บทที่ 427 จะยอมสยบหรือไม่
……………
ครืนนน!
การปะทะของทั้งสองฝ่ายต่างเป็นไปอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
จ้าวสมุทรขยับกายคราใดก็มักจะซัดคลื่นโถมคลั่ง เรียกสายฟ้าให้ฟาดผ่าลงมา ทั้งอุ้งกรงเล็บทั้งสี่ก็คมกริบไร้เทียมทาน
ส่วนแรดขาวทั้งสองยังคงใช้ร่างหนึ่งเป็นร่างต้น อีกร่างหนึ่งแปลงเป็นยักษ์แรดขาว ทั้งคู่มีผิวหนังแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า พละกำลังมหาศาล อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาอาคม พ่นลำแสงเทพออกจากปาก สอดประสานรับส่งกันได้อย่างดี
ในสายตาของซ่งโหยว ตบะของจ้าวสมุทรผู้นี้สูงส่งกว่าแรดขาวทั้งสองอยู่มาก ทว่าตบะไม่ได้เป็นตัววัดขีดความสามารถในการต่อสู้เสมอไป เทพเจ้าบนวิมานสวรรค์ที่มีตบะสูงล้ำแต่ไม่ถนัดการต่อสู้นั้นมีอยู่ดาษดื่น เห็นได้ชัดว่าจ้าวสมุทรผู้นี้บำเพ็ญตบะในทะเลมาโดยตลอด ไม่ค่อยได้เข้ามามีส่วนข้องเกี่ยวกับจงหยวน วิชาความรู้หลายแขนงจึงยังมีความดิบเถื่อนอยู่มาก
กระนั้นนอกจากตบะแล้ว มันยังได้เปรียบในเรื่องของชัยภูมิกลางท้องสมุทร
ส่วนแรดขาวนั้นได้เปรียบที่มีกันสองตน อีกทั้งยังสืบเชื้อสายมาจากจอมมารผู้ยุคบรรพกาล คาดว่าบรรพบุรุษของพวกเขาน่าจะมีความสามารถเทียบเคียงกับจิ้งจอกเก้าหาง
ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่อาจตัดสินผลแพ้ชนะได้ในเร็ววัน
ทว่าผู้ที่ต้องรับเคราะห์กรรมคือสรรพสิ่งในผืนน้ำแถบนี้
นักพรตหนุ่มยืนอยู่บนเรือลำน้อยที่ล่องลอยเข้ามา
ท่ามกลางพายุคลื่นลมบ้าคลั่งเช่นนี้ เรือลำนี้ดูเล็กรอยราวกับใบไม้ ไม่ต่างจากเมล็ดถั่วที่ไร้ซึ่งจุดเด่นใดๆ เมื่อมองใกล้ๆ ขาแต่ละข้างของยักษ์แรดขาวนั้นช่างเหมือนกับเสาค้ำฟ้า ร่างต้นของแรดขาวก็ใหญ่โตมโหฬารประดุจขุนเขาที่พุ่งชนเคลื่อนที่ไปบนผิวน้ำ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงจ้าวสมุทรผู้นั้นเลย
ลำแสงเทพพุ่งทะลวงมหาสมุทร เพลิงกัลป์แผดเผาหยาดฝนแห่งนภา
ควันดำบดบังราวม่านเมฆ แววตาสว่างวาบราวสายฟ้า
อสนีบาตฟาดกระจายไปทั่วทุกทิศบนผิวน้ำ
ทว่าในไม่ช้า ทั้งสองฝ่ายก็พลันสังเกตเห็นเรือลำน้อยลำนี้เข้าจนได้
ทั้งสองฝ่ายต่างทอดสายตามองมายังจุดเดียวกัน
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มยืนหยัดอยู่บนเรือ มือถือไม้เท้าค้ำกายไว้
แรดขาวที่กำลังพุ่งชนพลันหยุดชะงักฝีเท้า ยักษ์แรดขาวที่กำลังบีบหางมังกรทะเลไว้ก็เผลอปล่อยมือออก ทั้งสองฝ่ายถึงกับยืนตะลึงลานไปในทันที
แม้แต่จ้าวสมุทรเองก็จำพวกเขาได้ลางๆ
สุนัขขาวที่ทั้งประหม่าและตื่นเต้นเบิกตากว้างมองภาพเหตุการณ์นี้ ในใจมันคาดการณ์ตอนจบไว้หลายรูปแบบ ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า เพียงแค่นักพรตผู้นี้ปรากฏกายโดยยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายก็พลันยุติลง
แม้แต่คลื่นยักษ์ก็เริ่มสงบนิ่งลงตามลำดับ
“เหตุใดทั้งสามท่านจึงมาต่อสู้กันที่นี่”
มีเพียงเสียงของนักพรตที่แว่วดังออกมา
“ทะ… ท่าน…”
ยักษ์แรดขาวเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน มันหันมองซ้ายทีขวาทีแล้วเอ่ยอย่างงุนงง “เหตุใดท่านจึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้”
“เรื่องราวที่เขาเยี่ยซานจบสิ้นลงแล้ว ข้าจึงท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ได้ยินว่าในท้องทะเลมีเรื่องแปลกประหลาดน่าสนใจ ในใจเกิดความใคร่รู้ ประจวบเหมาะกับต้องมาตามหาดินห้าทิศ จึงได้ล่องเรือออกทะเลมา” ซ่งโหยวกล่าวพลางกวาดสายตามองทั้งสองตนก่อนจะหันไปทางจ้าวสมุทร น้ำเสียงของเขาราบเรียบยิ่งนัก “ได้ยินว่าหลังจากที่พวกท่านทั้งสองมาถึง ก็เกิดการสู้รบกับจ้าวสมุทร จนทะเลเกิดพายุฝนอยู่เป็นนิจ ทำให้เรือสินค้าจำนวนมากไม่กล้าออกทะเล เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่”
น้ำเสียงที่ราบเรียบนั้นกลับทำให้จอมปีศาจทั้งสองใจสั่นวาบ
นอกจากความยำเกรงแล้ว ยังมีความรู้สึกผิดเจือปนอยู่
จ้าวสมุทรเห็นดังนั้น แม้จะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดแต่ก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร มันคำรามกึกก้อง ร่างมหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ขดตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆพายุ เหลือเพียงดวงตาคู่ยักษ์ที่จับจ้องลงมาเบื้องล่าง
“ท่านเซียน! พวกข้าถูกปรักปรำ!” ยักษ์แรดขาวกล่าว “นี่เป็นเพียงครั้งที่สองที่พวกเราสู้กับมังกรทะเลตนนี้ และทั้งสองครั้งล้วนเป็นฝ่ายมันที่หาเรื่องก่อน ตลอดสองครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยมีมนุษย์ธรรมดาได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายเลยสักคน!”
“พวกเราไม่ได้มีเจตนาจะผูกใจเจ็บกับมัน เมื่อครั้งที่คุณชายปล่อยพวกเรามา พวกเราก็ทำตามที่ท่านบอก ล่องจากแม่น้ำอิ่นเจียงออกสู่ทะเล หมายจะหาที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเพื่อบำเพ็ญตบะอย่างสงบ ทันทีที่เข้าสู่ทะเลเราก็รู้ว่ามีจ้าวสมุทรผู้นี้อยู่ จึงได้พยายามหลบเลี่ยงมันมาโดยตลอด” แรดขาวอีกตนหนึ่งแปลงร่างเป็นยักษ์แรดขาวเช่นกัน ก่อนจะยืนขึ้นประสานมือคารวะซ่งโหยว “แต่นึกไม่ถึงว่าในเวลาไม่นาน มันกลับบุกมาหาถึงที่ บอกว่านั่นคือวังของมัน จึงได้เกิดการต่อสู้กันขึ้น แม้จะยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่พวกเราก็เป็นฝ่ายถอยออกมาและเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ทว่าวันนี้มันกลับบุกมาหาพวกเราอีกครั้ง…”
“ในทะเลนั้นต่างจากบนบก ที่ที่มีพลังวิญญาณล้ำเลิศย่อมเปี่ยมด้วยนิมิตอันดี แต่ที่ที่แห้งแล้งทุรกันดารกลับขัดสนยิ่งนัก พวกเราถอยให้ครั้งหนึ่งแล้ว จะให้เราถอยหนีไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร”
“เผ่าแรดขาวของพวกเราสืบเชื้อสายมาจากจอมมารยุคบรรพกาลแห่งจงหยวน จะยอมให้มังกรเถื่อนมาดูหมิ่นตามใจชอบได้อย่างไร”
“ขอท่านเซียนโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย!”
คลื่นทะเลสงบนิ่งลงเรื่อยๆ
เรือลำน้อยถูกระลอกคลื่นยกตัวขึ้นและปล่อยลงอย่างแรง
นักพรตหนุ่มยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ทว่าแม่นางสามสีกลับต้องหมอบตัวลงต่ำ ใช้กรงเล็บจิกเนื้อไม้ของตัวเรือเพื่อรักษาสมดุล
ส่วนสุนัขขาวนั้นถูกเหวี่ยงไปมาจนตัวโยน
นกนางแอ่นดูจะผ่อนคลายที่สุด เมื่อใดที่ทรงตัวไม่อยู่เขาก็เพียงขยับปีกบินขึ้นไป พลันเรือนิ่งลงจึงค่อยร่อนลงมาเกาะตามเดิม
แม้จะถูกเหวี่ยงจนหัวไปโขกกับผนังเรือหลายครา แต่สุนัขขาวกลับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย มันเอาแต่แหงนหน้า จ้องมองยักษ์ทั้งสองและมังกรทะเลในหมู่เมฆหมายจะจดจำไว้ให้แม่นยำ ปกติยามมันออกทะเลแล้วเจอจ้าวสมุทร ก็ไม่เคยกล้าเข้าไปมองใกล้ๆ เช่นนี้ มีเพียงต้องอ้อมหนีไปให้ไกล
วันนี้ได้เห็นโฉมหน้าอันแท้จริง ก็นับว่าไม่เสียทีที่เกิดมา
ยิ่งได้มาเห็นภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้ ยิ่งรู้สึกสั่นสะท้านในหัวใจยิ่งนัก
ทว่ากลับได้ยินเสียงของนักพรตข้างกายเอ่ยขึ้น
“วาจาที่กล่าวมา เป็นความจริงหรือ”
“ย่อมไม่กล้ากล่าวความเท็จ”
“หากมีคำลวง ขอให้ถูกอสนีบาตและเพลิงกัลป์แผดเผาจนมอดไหม้!”
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น” ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้น มองไปยังมังกรที่ขดตัวอยู่ในหมู่เมฆเบื้องบน พลางเอ่ยถามอย่างอ่อนใจ “มหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ท่านบำเพ็ญตบะมานานนับพันปี เหตุใดจึงไร้ซึ่งเมตตาธรรมและความใจกว้างถึงเพียงนี้เล่า”
ดูท่า ตัวข้าเอง… กำลังร่วมทางไปกับเทพเซียนตัวจริงเสียแล้ว…
ครืนนน…
เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของมัน
เสียงนั้นฟังดูคล้ายเสียงฟ้าร้องในวสันตฤดูที่ดังต่อเนื่อง หรือคล้ายเสียงราชรถยักษ์ของเทพเจ้าเคลื่อนผ่านหมู่เมฆ ทว่าหากฟังให้ดี มันกลับดังมาจากลำคอของมังกรยักษ์ เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและหนักแน่น มังกรยักษ์ยื่นศีรษะลงมาจากหมู่เมฆ พร้อมกับเสียงอสนีบาตและสายฟ้าแลบที่พาดผ่าน ศีรษะมังกรนั้นดูเปี่ยมไปด้วยอำนาจวาสนา ประดุจดังเทพเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
สุนัขขาวและแมวสามสีถึงกับยืนตะลึงลานอีกครั้ง
แม้แต่นกนางแอ่นก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง
“เจ้าเป็นใคร”
มังกรยักษ์จ้องมองเรือลำน้อยในมหาสมุทร ราวกับมนุษย์ที่มองดูมดปลวก
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นเพียงนักพรตเดินดินจากต้าเยี่ยน” นักพรตหนุ่มแหงนหน้าสบตามัน ร่างกายเขาช่างดูเล็กจ้อยประดุจมนุษย์ที่มองเทพเจ้า “ข้าเป็นผู้ปล่อยจอมมารทั้งสองตนนี้ให้เดินทางออกทะเลเอง หากจะกล่าวว่าพวกเขาไปรบกวนท่านเข้า ข้าเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ”
ครืนนน…
เสียงคำรามดังขึ้นอีกครา
ดวงตาของมังกรยักษ์เปล่งประกายสีเขียวขาวราวกับซ่อนสายฟ้าไว้นับหมื่น มันก้มหน้าสบตากับนักพรตที่อยู่บนยอดคลื่นและเรือลำน้อย ภาพที่ปรากฏช่างเป็นความเปรียบต่างที่รุนแรงยิ่งนัก
ทั้งสองฝ่ายจ้องตากันเนิ่นนาน ราวกับว่าอากาศรอบกายได้จับตัวแข็งทื่อไปในทันใด
ในที่สุดจ้าวสมุทรก็ละสายตาลง พลางชักเศียรกลับเข้าไปในหมู่เมฆอสนีบาต เห็นเพียงเมฆดำม้วนตัวสลับกับประกายสายฟ้าที่พาดผ่าน ก่อนจะมีเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจแว่วดังออกมา:
“จอมปีศาจจากแผ่นดินใหญ่ บุกรุกมาถึงท้องทะเลของข้า ทั้งยังยึดครองวังที่ประทับ หรือข้าไม่อาจขับไล่พวกมันไปได้”
“หากเป็นการรบกวนจริง ย่อมควรขับไล่” เสียงของซ่งโหยวเบากว่ามาก ทว่ายังคงความหนักแน่นมั่นคงกังวานไปทั่วผืนน้ำที่ยังคงกระเพื่อมไหว “แล้วคราวนี้เล่า”
“น่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้นับหลายพันลี้ ล้วนเป็นอาณาจักรของข้า หากจะบำเพ็ญตบะ ก็จงไสหัวไปให้พ้นระยะสองพันลี้เสีย”
“หลายพันลี้เชียวหรือ”
“ทำไม”
“อาณาเขตของท่านช่างกว้างขวางนัก”
“เป็นเช่นนี้มาแต่ครั้นโบราณกาล”
“…”
แววตาของซ่งโหยวไหววูบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ในเมื่อท่านไม่ใช่มังกรแท้ เหตุใดจึงต้องสำแดงอำนาจบาตรใหญ่ถึงเพียงนี้”
ตูม!
พลันบังเกิดเสียงอสนีบาตฟาดเปรี้ยงกึกก้องฟ้า
มังกรยักษ์โผล่ศีรษะออกมาจากม่านเมฆทันควัน จ้องเขม็งมาที่ซ่งโหยว ดวงตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยประกายสายฟ้าอันน่าเกรงขาม
“เจ้าว่ากระไรนะ!”
ครืนนน!
ท้องทะเลพลันบังเกิดคลื่นยักษ์โถมทะยานขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ราวกับว่ามหาสมุทรทั้งมวลกำลังพิโรธไปตามอารมณ์ของจ้าวสมุทร
ยักษ์แรดขาวทั้งสองเห็นดังนั้น ตนหนึ่งพลันซัดฝ่ามือออกไป ใช้พลังมหาศาลร่วมกับไอทิพย์สะกดคลื่นยักษ์ให้สงบลงอย่างหักโหม ส่วนอีกตนหนึ่งแหงนหน้าถลึงตาใส่จ้าวแห่งมังกร พร้อมคำรามลั่นด้วยโทสะ
“เจ้ากล้าล่วงเกินท่านเซียนหรือ”
จ้าวสมุทรยังคงขดตัวอยู่บนฟากฟ้า ทอดมองลงมายังท้องนที ทว่าแววตากลับสั่นไหว สุดท้ายก็ไม่กล้าบุ่มบามลงมือ
“ข้าได้ยินมาว่า พักหลังมานี้จ้าวสมุทรขยันก่อความไม่สงบอยู่บ่อยครั้ง ไม่เพียงทำให้อาณาจักรโพ้นทะเลต้องทุกข์ยากลำบาก ทว่ายังทำให้ผู้คนในต้าเยี่ยนไม่กล้าล่องเรือออกทะเล การติดต่อกับแว่นแคว้นต่างแดนต้องชะงักงันลง เรื่องนี้ไม่ใคร่ดีนัก” ซ่งโหยวยังคงแหงนหน้าสบตากับมัน สีหน้าสงบนิ่ง ทว่าน้ำเสียงกลับดูเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิม
ยามนี้ต้าเยี่ยนมีเศรษฐกิจรุ่งเรือง การค้าระหว่างอาณาจักรทำกำไรได้มหาศาล ถือเป็นเรื่องมงคล
“จ้าวสมุทรอาจจะพิโรธเพราะการมาเยือนของจอมมารสองตนนี้ เดิมทีน่านน้ำแห่งนี้เป็นสถานบำเพ็ญตนของท่าน การที่จอมมารแห่งจงหยวนล่วงล้ำเข้ามาโดยพลการก็นับว่าเสียมารยาทอยู่บ้าง ทว่ามหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่เหลือคณา ท่านกลับเอ่ยปากเพียงคำเดียวหมายจะยึดครองน่านน้ำนับพันลี้ไว้เพียงผู้เดียว ก็นับว่าเกินไปสักหน่อย” ซ่งโหยวเงยหน้ามองมังกรยักษ์ที่เวียนว่ายอยู่ในหมู่เมฆ พลางกล่าวอย่างราบเรียบ “ไม่สู้ให้ข้าเป็นคนกลางช่วยรับประกัน หาเกาะสักแห่งที่ไม่ได้รบกวนท่านจ้าวสมุทรให้พวกเขาพำนัก จากนี้ไปท่านยังคงเป็นจ้าวแห่งท้องนทีดังเดิม ส่วนพวกเขาก็เพียงอาศัยอยู่บนเกาะที่ท่านไม่ใคร่จะได้ย่างกรายไปบ่อยนัก ต่างฝ่ายต่างอยู่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกัน และนับจากนี้ไป ท่านจ้าวสมุทรก็ห้ามก่อเรื่องบนผิวน้ำจนกระทบต่อการเดินเรืออีก ท่านเห็นเป็นอย่างไร”
“แล้วเจ้าเป็นใครกัน”
“แซ่ซ่ง นามโหยว นามรองเมิ่งไหล เป็นนักพรตจากอำเภอหลิงเฉวียนแคว้นอี้โจวแห่งต้าเยี่ยน” ซ่งโหยวแนะนำตัวละเอียดขึ้นกว่าเดิม ก่อนจะหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย “และเป็นทายาทแห่ง… อารามฝูหลง”
“อารามฝูหลง! ช่างบังอาจนัก!”
“คำว่า ‘ฝู’ ในที่นี้ หมายถึงการเร้นกาย”
“แล้วหากตัวข้าไม่ฟังเล่า”
“หากยังสร้างผลกระทบต่อการเดินเรือ ข้าก็จะให้แปลว่า ‘สยบ’ แทน”
“สามหาว!”
ครืนนน…
พายุฝนโหมกระหน่ำไปทั่วหล้า เสียงอสนีบาตดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างมหึมานับร้อยวาที่สีดำขลับประดุจน้ำหมึก เกล็ดสะท้อนแสงแวววาว ม้วนตัวไปมาอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ
จอมมารทั้งสองต่างตั้งท่าเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเต็มกำลัง
ทว่าในที่สุดลมฝนและเสียงฟ้าคำรนก็สงบลง
แม้จ้าวสมุทรจะบำเพ็ญตนอยู่แต่ในทะเล ทว่าก็พอจะล่วงรู้ถึงความเก่งกาจของเหล่านักพรตจากต้าเยี่ยนในยุคบรรพกาลมาบ้าง หากเป็นเพียงจอมมารสองตนนี้ เขายังพอจะมีกำลังเข้าต่อกร หรืออาศัยชัยภูไม่ที่ได้เปรียบมาชิงเป็นฝ่ายเหนือกว่าได้ ทว่าหากต้องพ่วงเอานักพรตที่แม้แต่แรดขาวสองตนนี้ยังต้องเกรงขามเข้ามาด้วย เขาพิจารณาแล้วว่าตนเองไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย
มีเพียงเสียงที่ดังแว่วมาจากม่านเมฆ ทว่ายังคงไว้ซึ่งความสง่างาม
“ที่ว่าต่างฝ่ายต่างอยู่นั้น คืออย่างไร”
“…”
ซ่งโหยวไม่ได้ตอบ เพียงปรายตาไปมองจอมมารทั้งสอง
“ท่านเซียนมีพระคุณอันยิ่งใหญ่ต่อพวกเรา พวกเราย่อมปฏิบัติตามบัญชาของท่านเซียนอย่างเคร่งครัด!”
“เจ้างูทะเล! เดิมทีพวกข้านั้นอาศัยอยู่บนบก มาที่นี่หาได้มีเจตนาร้าย เพียงหวังจะบำเพ็ญตนอย่างสงบ หากไม่ใช่เพราะเจ้าที่คอยมารังควานหาเรื่องไม่จบสิ้น ใครจะอยากลงไปหาเรื่องเจ้าในน้ำกันเล่า”
เสียงของจอมมารทั้งสองดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าคำราม
“หากกล้าลงมาใต้บาดาล ข้าจักประหารพวกเจ้าให้สิ้น!”
จ้าวสมุทรกล่าวด้วยเสียงทุ้มลึก ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามก้องกังวาน ร่างมหึมาพลันพุ่งดิ่งลงจากยอดเมฆ ร่างนับร้อยวาสะบัดพริ้วกลางเวหา ก่อนจะพุ่งลงสู่มหาสมุทร
พายุเริ่มสลายตัว คลื่นลมในทะเลค่อยๆ สงบนิ่งลง
เพียงไม่กี่อึดใจ เมฆหมอกก็จางหายไปจนดวงตะวันปรากฏขึ้นอีกครั้ง
แสงอาทิตย์สาดส่องลงมา ท่ามกลางละอองน้ำที่ยังไม่เหือดแห้ง พลันปรากฏรุ้งกินน้ำทอพาดผ่านขอบฟ้า
เรือลำน้อยลอยอยู่ท่ามกลางสายรุ้งที่พาดผ่านอยู่ระดับเอวของยักษ์แรดขาวทั้งสอง ขาของยักษ์ที่อยู่ไกลออกไปช่างดูเหมือนเสาค้ำดินค้ำฟ้า จนแม่นางสามสีต้องแหงนหน้าขึ้นมองจนสุดระยะ ถึงจะพอมองเห็นส่วนศีรษะได้ ส่วนนักพรตหนุ่มเพียงยืนอยู่บนหัวเรือ จ้องมองลึกลงไปภายใต้ผืนน้ำเบื้องล่าง แต่ถึงกระนั้นก็สังเกตเห็นร่องรอยบางอย่าง
เจียวหลงตนนี้ดูอารมณ์แปรปรวนผิดปกตินัก
……………