ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 425 เส้นทางสู่อาณาจักรคนแคระ
บทที่ 425 เส้นทางสู่อาณาจักรคนแคระ
……………
บนชายหาดของเกาะเล็กๆ ทั้งแมวและสุนัขต่างถอยทัพกลับไปหมดแล้ว
ผู้บาดเจ็บและผู้ล่วงลับล้วนถูกพาตัวกลับไปเช่นกัน
นักพรตหนุ่มหาได้กลับไปยังใจกลางอาณาจักรวิฬาร แต่เลือกที่จะหยุดพักผ่อนอยู่บนหาดทราย เขาหยิบพรมขนแกะออกมาจากเรือลำน้อยมาปูแล้วนั่งลงตามสบาย หันหน้าออกสู่ท้องทะเลกว้าง
แมวสามสีนั่งหมอบอยู่ข้างกายเขาอย่างสงบเสงี่ยม
ฟากฟ้าดารดาษด้วยหมู่ดาว เคียงคู่จันทร์เสี้ยวส่องแสงสกาว
นั่นคือแสงสว่างจากสรวงสวรรค์
ทว่าบนพื้นโลกก็มีแสงสว่างเช่นกัน
มันมาจากผิวน้ำทะเลที่ดูเหมือนจะมืดมิด ทว่ายามที่ระลอกคลื่นซัดสาดเข้าหาฝั่ง มวลฟองคลื่นที่ม้วนตัวและหยดน้ำที่กระทบกันกลับพรายแสงสีน้ำเงินเรืองรองออกมา ทั้งนักพรตและเจ้าแมวต่างพากันจ้องมองภาพนั้นจนตกอยู่ในภวังค์
ซ่งโหยวหยิบหินขึ้นมาหนึ่งก้อน แล้วโยนลงไปในทะเล
จ๋อม…
น้ำกระเซ็นออกเป็นวง ปลุกแสงสีน้ำเงินเรืองแสงให้โชติช่วงขึ้นมา
ประหนึ่งมีบุปผาเรืองแสงผลิบานขึ้นบนผิวน้ำ
“หืม”
แมวสามสีชะงักไปครู่หนึ่ง ศีรษะส่ายไปมาซ้ายขวา หูทั้งสองข้างกระดิกพึ่บพับ นางหันไปมองนักพรตของตนแวบหนึ่ง ก่อนจะคืนร่างเป็นมนุษย์แล้วหยิบก้อนหินโยนลงทะเลบ้าง
พบว่าน้ำกระเซ็นเป็นแสงสีน้ำเงินเช่นเดียวกัน
ซ่งโหยวยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น เฝ้ามองนางเล่นสนุกอยู่เงียบๆ
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเริ่มเบื่อ คืนร่างกลับเป็นแมวแล้วเดินกลับมานั่งหมอบอยู่ข้างกายนักพรตตามเดิม
“เป็นเช่นนั้นเอง”
“แมวที่นี่แปลงร่างเป็นคนไม่ได้!”
“พวกมันฉลาดสู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก”
“แต่พวกมันพูดได้นะ!”
“อย่างไรก็ยังไม่ฉลาดเท่าแม่นางสามสีอยู่ดี ยิ่งไม่อาจเทียบความเก่งกาจกับแม่นางสามสีได้เลย”
“มันแปลกๆ…”
“แปลกอย่างไรหรือ” ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เขากลับไปมองเนินเขาด้านหลังเพื่อให้แน่ใจว่าท่ามกลางเสียงลมทะเลที่หวีดหวิว กองทหารแมวที่ตั้งกองกำลังอยู่ใกล้ที่สุดจะไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา จากนั้นจึงก้มลงถามแม่นางสามสี “ตั้งแต่ขึ้นเกาะมาวันนี้ แม่นางสามสีก็ดูแปลกไป มักจะเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง เป็นเพราะเหตุใดกัน”
“เพราะแม่นางสามสีรู้สึกแปลกๆ…” แมวสามสีเอ่ยเสียงเบาราวกับกำลังบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ลองขยายความหน่อยสิ” ซ่งโหยวรู้สึกสนใจ
“ลองขยายความหน่อยสิ~”
“อย่าเลียนแบบข้า เล่ารายละเอียดมา”
“เล่ารายละเอียดมา~”
“แม่นางสามสีทำเช่นนี้ช่างน่าเบื่อนัก”
“แม่นางสามสีน่าสนใจจะตาย!”
“ไม่ผิดเพี้ยนเลย”
“ถูกต้องที่สุด!”
“เอาเถิด…”
ซ่งโหยวส่ายหัวเบาๆ เอนกายไปข้างหลัง ใช้มือค้ำพรมขนแกะไว้ คอยชื่นชมดวงดาว แสงจันทร์ และท้องทะเลเรืองแสง
แมวสามสีพยายามจะเลียนแบบท่าทางของเขา นางพยายามทำท่าทางนั้นอย่างเก้งกังหลายครั้ง แต่เมื่อเปรียบเทียบดูแล้วก็พบว่าร่างแมวของตนนั้นทำท่านี้ยากเกินไป จึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจไป
“ที่งานเลี้ยงวันนี้ ข้าดูว่าแม่นางสามสีคงจะชอบอาหารของพวกเขานะ”
“ที่งานเลี้ยงวันนี้ ข้าดูว่านักพรตคงจะไม่ชอบอาหารของพวกเขานะ”
“ข้ามิใช่แมวนี่นา ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว”
“ข้าเป็นแมวนี่นา ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว~”
“จริงสิ น้ำในหอยสังข์นั่นคืออะไรหรือ”
“มันคือน้ำแกงที่ใช้แช่ปลาและกุ้งน่ะ”
“อ้อ เป็นเช่นนี้เอง”
“อ้อ เป็นเช่นนี้เอง~”
“เหตุใดแม่นางสามสีต้องพูดตามข้าตลอดด้วย”
“แม่นางสามสีก็กำลังจะพูดแบบนั้นพอดี” แมวสามสีหันมามองเขา “เพียงแต่เจ้าชิงพูดตัดหน้าไปก่อน”
“…”
ซ่งโหยวหลุดหัวเราะออกมา เขาเอื้อมมือไปลูบหัวนาง
นางไม่ได้หลบเลี่ยง ปล่อยให้เขาลูบตามใจชอบ เพียงหรี่ตาลงเล็กน้อยยามที่มือเขาสัมผัส เมื่อเขาละมือออก นางจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ที่นี่มหัศจรรย์นัก…”
“มหัศจรรย์อย่างไรหรือ”
“แมวมีดินแดนเป็นของตัวเองด้วย”
“มหัศจรรย์จริงๆ” ซ่งโหยวกล่าวเสียงอ่อนโยน ราวกับกำลังเล่านิทานให้นางฟัง “เล่ากันว่าในสมัยโบราณ มนุษย์นิยมแต่งตั้งยศถาบรรดาศักดิ์ให้หมาแมว เหมือนกับที่ชาวบ้านแถวถนนจินหยางยกย่องแม่นางสามสีเป็นเทพเจ้าเพราะจับหนูเก่งนั่นแหละ ในยุคนั้นปีศาจมีมากกว่ายุคนี้มาก ในป่าลึกจึงมักมีสัตว์ตัวเล็กๆ สร้างอาณาจักรขึ้นมาตามมนุษย์ กระทั่งทุกวันนี้ คนใหญ่คนโตในเมืองฉางจิงยังเรียกหมาแมวที่ตนเลี้ยงว่าเป็นแม่ทัพหรือนายทหารเลย”
“แม่นางสามสีไม่เคยเห็นเลย…”
“แม่นางสามสีไม่ต้องเสียใจไป ข้าเองก็แค่อ่านเจอในตำราเท่านั้น” ซ่งโหยวปลอบ
“เมี๊ยว”
แมวสามสีหันขวับมาจ้องหน้านักพรตหนุ่มด้วยสายตาเคร่งเครียด
“ข้าล้อเล่นน่ะ แม่นางสามสีอย่าถือสาเลย” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ “โบราณว่าไว้ อ่านตำราหมื่นเล่ม มิสู้เดินทางหมื่นลี้ ยามนี้แม่นางสามสีได้เห็นอาณาจักรแมวด้วยตาตนเอง ได้พบเห็นเรื่องราวแปลกประหลาดมากมาย ไม่ใช่ว่าน่าสนใจกว่าการอ่านจากตำราหรอกหรือ”
“นั่นสินะ…”
“หากแม่นางสามสีตั้งใจเขียนบันทึกการเดินทาง บันทึกสิ่งที่พบเห็นมาตลอดทาง ตั้งใจเขียนให้ดีสักหน่อย เมื่อรวบรวมเป็นเล่มแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะถูกจดจำไปตลอดชั่วลูกชั่วหลานก็ได้นะ”
“จริงหรือ”
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น…”
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น!”
“ก็อาจจะเป็นเช่นนั้น…”
“เขียนเหมือนที่เจ้าเขียนน่ะหรือ”
“ก็คล้ายๆ กัน”
“ก็คล้ายๆ กัน!”
แมวสามสีเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ
“พักผ่อนเถิดแม่นางสามสี หากไม่อยากพัก จะบำเพ็ญตบะเสียหน่อยก็ดี พลังวิญญาณที่นี่เข้มข้นและพิเศษนัก ซึมซับไว้ย่อมเป็นผลดีต่อการบำเพ็ญตน หากไม่อยากบำเพ็ญ ก็นั่งมองทะเลเรืองแสงไปเถิด โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงนับหมื่นแสน ทุกแห่งหนล้วนมีความลี้ลับ” ซ่งโหย่วกล่าว “บางทีตื่นขึ้นมาวันพรุ่งนี้ บนเกาะนี้อาจจะไม่มีอาณาจักรวิฬารหรืออาณาจักรสุนัขแล้ว เหลือเพียงฝูงแมวและสุนัขธรรมดาที่พูดไม่ได้ก็เป็นได้”
“ไม่มีแล้วหรือ”
“เพียงแค่ยกตัวอย่างน่ะ”
“ตัวอย่าง…”
เจ้าแมวน้อยหันมามองนักพรตหนุ่ม เห็นเขานั่งหลับตาขัดสมาธิแล้ว นางจึงหมอบกายลงบ้าง ทว่านางหาได้บำเพ็ญตบะหรือข่มตานอนหลับ เพียงแต่นอนหมอบวางคางแนบพื้น เบิกตากลมโตจ้องมองเกลียวคลื่นที่ม้วนตัวเป็นแสงเรืองรอง บางครั้งเมื่อเห็นปลาว่ายโฉบผ่านผิวน้ำ ทิ้งร่องรอยแสงสีน้ำเงินเป็นทางยาว นางก็จะทอดสายตาตามไปอย่างเพลิดเพลินและอิ่มเอมใจ
ไม่นานนัก ความง่วงก็เริ่มเข้าจู่โจม
แมวสามสีระลึกถึงคำพูดของนักพรต นางพลิกกายตะแคงข้างหันหน้าเข้าหาเขา หรี่ตาจ้องมองเงาร่างของเขาไว้ แล้วค่อยๆ จมลงสู่ห้วงนิทรา ส่วนนักพรตยังคงดื่มด่ำกับสัมผัสแห่งฟ้าดิน พลังวิญญาณแห่งดินแดนโพ้นทะเลนั้นช่างลี้ลับและน่าสนใจยิ่งนัก
เช้าวันต่อมา ซ่งโหยวไปเยือนอาณาจักรสุนัข
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กษัตริย์แห่งอาณาจักรสุนัขยังเยาว์วัยนัก เป็นเพียงสุนัขสีดำตัวย่อมๆ ที่ยังโตไม่เต็มวัย แม้น้ำเสียงยามเอ่ยปากจะยังดูไร้เดียงสา ทว่าถ้อยคำและท่วงท่ากลับดูมีหลักการและองอาจยิ่ง
“ตัวข้าเดิมเป็นนักพรตจากแคว้นต้าเยี่ยน ออกเดินทางท่องโลกกว้าง จนช่วงนี้ได้ล่องเรือมาถึงอาณาจักรสรรพสัตว์ และขึ้นฝั่งที่แดนซาโจวของอาณาจักรวิฬาร ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแม่ทัพรักษาชายแดน ทั้งยังมครองข้าและแม่นางสามสีไปถึงใจกลางอาณาจักร ซึ่งทางนั้นก็ให้การต้อนรับอย่างดียิ่งเช่นกัน” ซ่งโหยวประสานมือคารวะราชาสุนัขพลางอธิบายอย่างใจเย็น “เดิมทีข้าหาได้มีเจตนาจะก้าวก่ายข้อพิพาทระหว่างอาณาจักรของท่านและวิฬาร เพียงแต่แม่ทัพหวงผู้รักษาชายแดนวิฬารนั้นละทิ้งหน้าที่เพราะมาส่งข้า จนเป็นเหตุให้กองทัพของท่านบุกจู่โจมได้สำเร็จ อีกทั้งข้ายังได้ยินมาว่าทั้งสองอาณาจักรล้วนมีบรรพบุรุษมาจากต้าเยี่ยน เปรียบได้กับคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังเคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันมาตลอดเพื่อต้านศึกวานร เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายต้องมาเข่นฆ่ากันเองเพราะเรื่องเข้าใจผิด ข้าจึงรู้สึกไม่สบายใจนัก เมื่อคืนจึงออกหน้าขอให้ทางท่านถอนทัพ หากมีสิ่งใดล่วงเกินไปบ้าง ก็ขอให้ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย”
“ท่านนักพรตซ่งมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า เพียงแค่เทพเจ้าแมวที่เป็นผู้ติดตามยังมีบารมีสยบหล้า แม้จะมีส่วนที่ล่วงเกินไปบ้าง พวกข้าจะบังอาจเอาความได้อย่างไร” ราชาสุนัขจ้องมองเขาด้วยสายตาที่จนใจ “อีกทั้งอาณาจักรสุนัขของข้ายังชื่นชมดินแดนต้าเยี่ยนมาตลอด นับถือมนุษย์ประดุจเทพเจ้า จะกล้าก่อเหตุสร้างความความขุ่นเคืองได้อย่างไรกัน”
“หากไม่ใช่เพราะการมาของข้า ทำให้แม่ทัพหวงละเลยหน้าที่ กองทัพของท่านก็คงไม่อาจบุกเข้าสู่ซาโจวได้โดยง่าย…”
ซ่งโหยวกล่าวคำเหล่านี้ออกไปด้วยความรู้สึกขัดเขินในใจ ทว่าเขายังคงสงวนท่าทีไว้ได้
เขาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งแมวและสุนัขต่างก็มีรากเหง้าเดียวกัน ทั้งยังมีศัตรูร่วมกัน หากต้องมาสู้รบกันไม่จบสิ้นเพียงเพราะความเข้าใจผิดเล็กน้อย เช่นนั้นจะไม่เป็นการเปิดโอกาสให้อาณาจักรวานรชุบมือเปิบหรอกหรือ”
“ท่านนักพรตหมายความว่าอย่างไร” ราชาสุนัขลุกขึ้นยืนทันที
“…”
ราชาเยาว์วัยแห่งสุนัขนิ่งเงียบไป ดวงตาฉายแววครุ่นคิด
“พวกแมวเหล่านั้นล้วนเย่อหยิ่งและหัวอ่อนนัก เรื่องที่พลทหารวารีของเราล่วงล้ำเข้าไปในเขตซาโจวนั้นเป็นความผิดจริง แต่พวกมันไม่คิดบ้างหรือว่า หากเป็นการรุกรานจริงๆ เหตุใดจึงจะมีทหารเรือเพียงสิบกว่าตัว ฝ่ายข้าน่ะยินดีจะปรับความเข้าใจมาตลอด พวกนั้นต่างหากที่ดื้อดึง”
“ทูลฝ่าบาทตาม ราชาแมวเองก็ตระหนักแล้วว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพียงแต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีการบาดเจ็บล้มตาย เมื่อต่างฝ่ายต่างดึงดัน ความเข้าใจผิดจึงคลี่คลายได้ยากจนกลายเป็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นตามกาลเวลาเท่านั้นเอง”
“จริงหรือ”
“ข้ายินดีเป็นคนกลางให้”
“…”
ราชาสุนัขกวาดมองไปรอบข้าง เหล่าขุนนางและมหาเสนาธิการต่างไม่มีใครคัดค้าน
ในที่สุดราชาสุนัขจึงกล่าวว่า “รสุนัขอย่างพวกข้าเชื่อใจมนุษย์เสมอมา เพียงแต่พวกแมวนั้นทั้งระแวงและจองหอง ไม่รู้ว่าพวกมันจะ…”
“อาณาจักรท่านเชื่อใจข้า อาณาจักรแมวเชื่อใจแม่นางสามสี หากจะหาคนกลางมาไกล่เกลี่ย เกรงว่าคงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าพวกเราอีกแล้ว”
“หากท่านนักพรตสามารถทำให้ทั้งสองอาณาจักรกลับมาเป็นไมตรีกันได้จริง ข้าคงต้องขอบคุณท่านอย่างยิ่ง”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจพร้อมกับแม่นางสามสี “เพียงแต่การออกทะเลครานี้ ข้ามีจุดประสงค์เพื่อไปเยือนอาณาจักรคนแคระ ได้ยินว่าในอาณาจักรสุนัขมีปราชญ์ผู้ชื่นชอบการเดินเรือและเคยมีการติดต่อกับอาณาจักรคนแคระอยู่บ้าง หากทั้งสองอาณาจักรกลับมาปรองดองกันแล้ว และฝ่าบาททรงอนุญาต ไม่ทราบว่าพอจะช่วยแนะนำปราชญ์ท่านนั้นให้ช่วยชี้ทิศทางแก่ข้าได้หรือไม่”
“อาณาจักรคนแคระหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”
“ท่านนักพรตจะไปที่นั่นด้วยเหตุใดกัน”
“ข้าได้ยินมาว่าที่นั่นมีสิ่งมหัศจรรย์ จึงอยากจะไปเยี่ยมชมสักครั้ง”
“อาณาจักรข้ามีปราชญ์ท่านหนึ่งที่เคยไปเยือนอาณาจักรคนแคระจริงๆ นั่นเพราะราษฎรส่วนใหญ่ในอาณาจักรคนแคระล้วนพลัดถิ่นมาจากต้าเยี่ยนเช่นกัน จึงมีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษ” ราชาสุนัขชะงักไปครู่หนึ่ง “ทว่าอาณาจักรคนแคระนั้นหาใช่ที่ที่ใครนึกจะไปก็ไปได้ หากไม่ใช่เพราะบุพเพสันนิวาสหรือโชคชะตาลิขิต ก็ต้องอาศัยความเพียรพยายามอย่างยิ่ง ปราชญ์ของข้าท่านนั้นแม้จะรู้วิธีการไป แต่เพราะท่านได้รับปากชาวอาณาจักรคนแคระไว้ จึงไม่ยอมปริปากบอกคนนอก อาณาจักรสุนัขยึดมั่นในความซื่อสัตย์เป็นหลัก ข้าจึงทำได้เพียงรับปากว่าจะช่วยแนะนำท่านให้ได้พบกับเขา แต่ไม่อาจรับรองได้ว่าเขาจะยอมนำทางท่านไปหรือไม่”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
ซ่งโหยวรู้สึกยินดีในใจ
เขาจึงอยู่ที่นี่ต่ออีกหนึ่งวัน ใช้ความพยายามไม่มากนัก ก็สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างสองอาณาจักรให้กลับมาสมัครสมานสามัคคีกันได้ดังเดิม ราชาสุนัขก็รักษาคำสัตย์ สั่งให้มหาเสนาธิการไปเชิญตัวปราชญ์ผู้นั้นมาแนะนำให้ซ่งโหยว
เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ ช่างดูงดงามราวกับอยู่ในห้วงฝันเสียจริง
……………