ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 424 สยบข้อพิพาทด้วยฝ่ามือเดียว
บทที่ 424 สยบข้อพิพาทด้วยฝ่ามือเดียว
……………
“อาณาจักรคนแคระ…”
แมวลายเปรอะยังไม่คลายจากความตื่นตะลึงที่ได้เห็นพยัคฆ์ร้ายเมื่อครู่ มันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยเอ่ยปาก “ข้าพอจะรู้จักอาณาจักรคนแคระอยู่บ้าง รู้ทิศทางคร่าวๆ ว่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่นี่ ทว่าถึงแม้เหล่าแมวจะครอบครองสันทรายอันกว้างใหญ่และชื่นชอบรสชาติอาหารทะเล แต่ผืนทรายแห่งนี้ก็เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษของข้ายอมหลั่งเลือดชิงมาเมื่อหลายปีก่อน อาหารทะเลส่วนใหญ่ก็หาเอาตามริมชายฝั่ง ความจริงแล้วพวกข้าหาได้เชี่ยวชาญการเดินเรือลงทะเลลึกนัก”
มันหันไปมองซ่งโหยวด้วยสายตาเชิงขออภัย “ดังนั้นเส้นทางที่แน่ชัดนั้น ข้าเองก็หาได้กระจ่างนัก คาดว่าคงไม่เคยมีแมวตัวใดไปเยือนอาณาจักรคนแคระเลยสักตัว”
“แล้วอาณาจักรวานรและอาณาจักรสุนัขเล่า”
“สองอาณาจักรนั้นหรือ…”
ขณะที่แมวลายเปรอะกำลังจะกล่าวต่อ พลันมีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังแว่วมาจากภายนอก
ในที่แห่งนี้ นอกจากซ่งโหยวแล้วล้วนเป็นแมวซึ่งมีโสตประสาทว่องไว พวกมันต่างหันขวับไปมองด้านนอกเป็นตาเดียว
ปรากฏว่าเป็นแมวสอดแนมคาบข่าวมาแจ้ง ดูท่าทางเร่งรีบยิ่งนัก
แมวสอดแนมถูกกักตัวไว้ภายนอกวัง ก่อนที่ทหารยามจะเข้ามาทูลขออนุญาต เมื่อฝ่าบาทมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า มันจึงรีบวิ่งเข้ามาหมอบรายงาน
“ทูลฝ่าบาท! อาณาจักรสุนัขซุ่มระดมพลทหารกล้านับร้อย นำโดยแม่ทัพไป๋ซาน อาศัยความมืดบุกโจมตีเขตเฉ่าโจวพะย่ะค่ะ!”
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง รีบรายงานมา!”
“แม่ทัพฮวาสี่ผู้รักษาแคว้นเฉ่าโจวตอบโต้อย่างรวดเร็ว ได้นำทัพออกสกัดกั้นไว้แล้ว ยามที่ข้าน้อยออกมาแจ้งข่าว ต้านทานทัพสุนัขไว้ได้ที่เชิงเขาทูโถวในเขตเฉ่าโจว ท่านแม่ทัพจึงส่งกระหม่อมมาเพื่อขอทูลเชิญฝ่าบาทส่งกำลังเสริมพ่ะย่ะค่ะ!”
รายงานจบแมวสอดแนมก็ก้มศีรษะลง
แมวลายเปรอะกวาดสายตามองไปรอบอาสนะ “เหล่าเสนาอำมาตย์มีความเห็นประการใด”
“เหิมเกริมนัก…”
สิ้นคำกล่าว บรรดาขุนนางในราชสำนักต่างพากันเห็นพ้อง
“ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวได้ถูกต้องยิ่ง…”
“ท่านแม่ทัพฮวาสี่เองก็เป็นแมวหนุ่มที่มีอนาคตไกลนัก”
“นั่นเพราะท่านแม่ทัพใหญ่เป็นผู้สั่งสอนมาดี…”
แมวลายเปรอะกวาดตามองรอบหนึ่ง เห็นปฏิกิริยาของขุนนางบุ๋นบู๊อยู่ในสายตา จากนั้นจึงหันไปมองอัครเสนาบดี
เสนาบดีแมวดำพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการเห็นชอบ
“ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่แม่ทัพใหญ่ว่า!”
สิ้นรับสั่ง แมวขนยาวลายเสือตัวหนึ่งที่นั่งอยู่ในแถวก็ลุกขึ้นยืน ลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านประตูเข้ามาจนขนบนร่างของมันไหวระริก ดูองอาจผ่าเผยยิ่งนัก
แมวลายเสือออกมารับบัญชาแล้วจึงเดินออกไปรวบรวมกำลังพล
ซ่งโหยวมองภาพนั้นด้วยความสนใจ ทว่าสีหน้ายังคงเรียบเฉยดังเดิม
“อาณาจักรสุนัขนี่ช่างข่มเหงกันเกินไปแล้ว! เดิมทีพวกมันเป็นฝ่ายส่งทหารรุกล้ำดินแดน ฉีกสัญญาพันธมิตรก่อน ยามนี้ยังบังอาจส่งกองทัพมาโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยึดเขตไป๋โจวของข้าไปไม่พอ ยังคิดจะฮุบเขตเฉ่าโจวของข้าอีก!” แมวลายเปรอะกล่าวพลางสบตากับเสนาบดีแมวดำ ก่อนจะหันมามองซ่งโหยวและแม่นางสามสี พลันปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลงและวกกลับเข้าสู่หัวข้อเดิม “ทว่าเรื่องอาณาจักรคนแคระที่ท่านนักพรตกล่าวมา ข้าไม่อาจช่วยเหลือได้มากนัก แต่ได้ยินมาว่าทางอาณาจักรสุนัขมีปราชญ์ผู้รู้ทิศทางของอาณาจักรคนแคระ และเคยเดินทางไปเยือนที่นั่นด้วยตนเอง”
“โอ้ ถึงขั้นเคยเดินทางไปเยือนเชียวหรือ”
“สุนัขบางพวกมีนิสัยชอบเล่นน้ำติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด พลทหารวารีของพวกมันก็เก่งกาจนัก มักจะล่องเรือออกทะเลบ่อยครั้ง อีกทั้งอาณาจักรสุนัขยัง…” แมวลายเปรอะหยุดคำพูดไว้เพียงนั้น พลางชำเลืองมองไปยังขุนนางผู้หนึ่ง “เอาเป็นว่าอาณาจักรสุนัขกับอาณาจักรคนแคระดูเหมือนจะมีการติดต่อค้าขายกันอยู่ บางทีอาจมีสุนัขรู้ว่าต้องไปอาณาจักรคนแคระอย่างไร”
ขุนนางผู้นั้นเป็นแมวลายแต้ม
เมื่อได้รับสายตาที่ส่งมาจากทั้งฝ่าบาทและอัครเสนาบดี มันก็เข้าใจเจตนาทันที จึงก้าวออกมาประสานมือคำนับซ่งโหยวและแม่นางสามสี
“ยามนี้อาณาจักรของข้าและอาณาจักรสุนัขกำลังทำสงครามกัน ซึ่งล้วนเกิดจากการจุดชนวนของทางฝ่ายสุนัข แม่นางสามสีเองก็มีสายเลือดเผ่าพันธุ์เดียวกับข้า ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า พ่นอัคคีเทพได้ เรียกขุนพลเทพแมวยักษ์มาจุติได้ กระหม่อมจึงขอวิงวอนให้แม่นางสามสีช่วยแสดงฝีมือเพียงเล็กน้อย ช่วยอาณาจักรข้าพิชิตอาณาจักรสุนัขได้หรือไม่ หากอาณาจักรวิฬารยึดครองอาณาจักรสุนัขได้เมื่อใด ข้าจะเร่งหาผู้เชี่ยวชาญเส้นทางมานำทางให้ท่านแม่นางและท่านนักพรตทันที นอกจากนี้ยังมอบรางวัลตอบแทนอย่างงาม กระทั่งจะหล่อรูปเคารพของแม่นางสามสีประดิษฐานไว้ทั่วอาณาจักร ให้ราษฎรเคารพบูชาท่านในฐานะเทพเจ้าผู้พิทักษ์อาณาจักรไปตราบชั่วกัลปาวสาน!”
ถึงกับยกแม่นางสามสีมาอ้างก่อนหน้าซ่งโหยวเสียอีก ชั่วพริบตาเดียวแมวทุกตัวต่างจับจ้องมาที่หนึ่งคนหนึ่งแมวคู่นี้
แมวสามสีหันขวับไปมองซ่งโหยว ดวงตากลมโตสุกใสราวกับอำพัน
จากนั้นแมวที่เหลือทั้งหมดก็พากันหันไปมองซ่งโหยวตามนาง
“…”
ซ่งโหยวอมยิ้มน้อยๆ กล่าวกับแม่นางสามสีเพียงว่า “ให้แม่นางสามสีตัดสินใจเองเถิด”
แมวทุกตัวหันศีรษะกลับไปมองแม่นางสามสีอย่างพร้อมเพรียง
ดูไปแล้วก็น่าขันอยู่ไม่น้อย
แม่นางสามสีเผยสีหน้าเคร่งขรึม นั่งนิ่งไม่ไหวติง
กาลเวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านไปทีละน้อย
เหล่าขุนนางต่างเฝ้ารอคำตอบจากนาง
แมวทุกตัวย่อมรู้ดีว่า ด้วยอิทธิฤทธิ์ของแม่นางสามสี นางไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ ส่ง ‘แมวยักษ์’ ออกไปเพียงตัวเดียวก็พอจะสยบทั่วทั้งสมรภูมิแล้ว
“แม่นางสามสีเคยเป็นเทพแมว แต่บัดนี้… บัดนี้เป็นนักพรตแมวแล้ว” ในที่สุดแมวสามสีก็ยอมเปิดปาก “นักพรตบอกว่า พวกเทพเซียนหรือผู้วิเศษจะใช้คาถาอาคมสอดแทรกเรื่องราวทางโลกตามใจชอบไม่ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าแมวทั้งหลายต่างพากันเผยท่าทีผิดหวังออกมา
ส่วนซ่งโหยวนั้นเพียงสำรวมกายใจ สงวนท่าทีนิ่งสงบไม่กล่าววาจาใจ
เขาไม่เคยสอนแม่นางสามสีให้คิดเช่นนี้ และไม่เคยคิดจะบังคับให้นางต้องคิดตาม ทว่าเมื่อได้อยู่ร่วมกันเนิ่นนาน ย่อมหลีกเลี่ยงการส่งต่ออิทธิพลทางความคิดไม่ได้ การกระทำทุกอย่างของเขาล้วนอยู่ในสายตาของนาง แม่นางสามสียังเยาว์วัยนัก ทั้งยังชอบเลียนแบบมนุษย์เป็นที่สุด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะค่อยๆ ซึมซับและคล้อยตามเขาไป
เขาไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งนี้ดีหรือร้าย เพียงแต่รู้สึกประหลาดในใจ
“…”
ซ่งโหยวเงยหน้าขึ้นยิ้มให้แม่นางสามสีครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปถามแมวลายเปรอะ “ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าอาณาจักรวิฬารและอาณาจักรสุนัขเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน ร่วมมือกันต้านศึกวานร เหตุใดวันนี้จึงตัดขาดพรรคพวกกันเสียเล่า”
“ท่านนักพรตอาจยังไม่ทราบ บรรพบุรุษอาณาจักรวิฬารและสุนัขของข้าล้วนมาจากต้าเยี่ยน ระหว่างแมวและสุนัข จะว่าสนิทชิดเชื้อก็ใช่ จะว่ามีเรื่องบาดหมางก็ใช่ ทว่าอาณาจักรวานรนั้นเข้มแข็งนัก พวกข้าจึงต้องผนึกกำลังกันต่อต้าน” แมวลายเปรอะกล่าวถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความรู้สึกสับสน “แต่ในสัญญาพันธมิตรระบุไว้ชัดเจนว่าหากไม่ได้รับอนุญาต ทั้งสองฝ่ายห้ามล่วงล้ำดินแดนของกันและกัน หลายปีมานี้ เหล่าทหารและราษฎรวิฬาร์แม้จะมีนิสัยรักอิสระตามใจตัว แต่ก็ไม่เคยบังอาจย่างกรายเข้าสู่เขตสุนัขเลยแม้แต่ก้าวเดียว ทว่านึกไม่ถึงว่าก่อนหน้านี้ ทางอาณาจักรสุนัขจะใช้เหตุผลเรื่องอุบัติเหตุทางทะเล ส่งพลทหารวารีบุกรุกเข้ามายังสันทรายชายแดนของพวกข้า…”
“ไม่ทราบว่ามีพลทหารวารีรุกล้ำเข้ามามากน้อยเพียงใดหรือ”
“เป็นสิบตัวเชียว!”
“ก็นับว่าไม่น้อย” ซ่งโหยวเม้มริมฝีปาก รักษาความสุภาพไว้พลางถามต่อ “แล้วได้สร้างความเสียหายอันใดบ้างหรือไม่”
“ความเสียหายนั้นยังไม่รุนแรงมาก” แมวลายเปรอะแค่นเสียง “พลทหารสุนัขแม้จะเก่งกาจ แต่ทหารเขตซาโจวของข้าก็ไม่ใช่พวกขี้โรค ไม่นานก็รวบตัวพวกมันไว้ได้ทั้งหมด”
“พลทหารสุนัขเหล่านั้นได้ขัดขืนหรือไม่”
“ย่อมต้องขัดขืนอยู่แล้ว มีบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย ทว่าฝ่ายข้าวางกำลังทหารที่ซาโจวไว้หนาแน่นนัก พลทหารวารีเพียงสิบกว่าตัว ย่อมไม่อาจสร้างความปั่นป่วนได้”
“เช่นนั้น… เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ”
“เฮ้อ…”
แมวลายเปรอะได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวอันใดต่อ เพียงแต่ถอนหายใจยาวแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น
ดูท่าว่าในภายหลังพวกมันเองก็คงเริ่มฉุกใจคิดได้บ้างแล้ว
เพียงแต่ความเข้าใจผิดได้เกิดขึ้นแล้ว ทหารแมวและทหารสุนัขที่ล้มตายไปไม่อาจฟื้นคืน เมื่อรอยร้าวลึกซึ้งขึ้นและกาลเวลาผ่านไป การจะคลี่คลายเงื่อนปมนี้จึงกลายเป็นเรื่องยากยิ่ง
ซ่งโหยวเพิ่งจะคิดว่า ในเมื่อได้รับขวัญการต้อนรับจากพวกมัน หากเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ เขาก็ยินดีจะรับหน้าที่เป็นคนกลาง ช่วยคลี่คลายปัญหาให้ ทว่าคำพูดนั้นยังไม่ทันหลุดจากปาก ภายนอกก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเสียก่อน
กระทั่งทหารหลวงก็ไม่อาจรั้งตัวไว้ได้ แมวสอดแนมกระโดดเพียงปราดเดียวข้ามกำแพงวังหลวง วิ่งกระเซอะกระเซิงพร้อมบาดแผลตรงเข้าสู่ท้องพระโรง
“รายงาน! ข่าวเร่งด่วน! สถานการณ์คับขัน!”
เหล่าแมวต่างตกตะลึง พากันหันไปมองมันเป็นตาเดียว
ยามนี้ มีเพียงแม่ทัพหวงเท่านั้นที่ยังคงสะอึกอยู่ไม่เลิก
“กองทัพเรือสุนัขทุ่มกำลังทั้งหมดที่มี อาศัยความมืดข้ามทะเลมาขึ้นฝั่งที่ชายหาดซาโจว! ทหารชายแดนตั้งตัวไม่ทัน ไม่อาจสกัดกั้นได้! ยามนี้ทหารสุนัขยึดครองชายหาดได้แล้ว และกองทัพใหญ่กำลังตามมาสมทบ ยามที่ข้าน้อยกลับมารายงาน เขตซาโจวถูกยึดครองไปกว่าครึ่งแล้วพะย่ะค่ะ!”
แม่ทัพหวงเบิกตาโพลง ลมหายใจติดขัดจนเกือบจะสิ้นสติไปในทันที
เมื่อตั้งสติได้ก็สบเข้ากับสายตาคมกริบของแม่ทัพใหญ่เข้าพอดี
แม่ทัพหวงขวัญหนีดีฝ่อ รีบพยุงพุงกลมป้อมวิ่งถลาไปข้างหน้า หมอบลงกับพื้นร้องขอความเมตตา ปราศจากท่าทางองอาจและสุขุมอย่างที่เคยมี
“ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย! ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ!
“กระหม่อมเห็นว่าสองวันก่อนเพิ่งเกิดคลื่นลมแรงในทะเล ทางอาณาจักรสุนัขเสียหายหนักคงไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่น ประกอบกับเทพแมวและท่านซ่งจากแดนสวรรค์มาเยือน กระหม่อมรู้ดีว่าฝ่าบาทชื่นชมในแดนสวรรค์ เพื่อไม่ให้เสียมารยาทจึงอาสามาส่งแม่นางสามสีและท่านซ่งเข้าเมืองด้วยตนเอง ใครจะไปนึกว่าพวกสุนัขจะฉวยโอกาสนี้บุกโจมตี!”
“ฝ่าบาท โปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด…”
แม่ทัพหวงอ้อนวอนแมวลายเปรอะเสร็จ ก็หันไปอ้อนวอนแม่ทัพใหญ่
อ้อนวอนแม่ทัพใหญ่เสร็จ ก็หันไปอ้อนวอนอัครเสนาบดี
สุดท้ายถึงกับคลานมาอ้อนวอนซ่งโหยวและแม่นางสามสี
ยามนี้ทั่วทั้งราชสำนักต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก มีเพียงอัครเสนาบดีแมวดำที่ยังคงความสุขุมเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยปากกล่าวขึ้น “เล่นทีเผลอเช่นนี้ สมกับเป็นยอดเสนาธิการอาณาจักรสุนัขจริงๆ! มาถึงขั้นนี้จะลงโทษแม่ทัพหวงไปก็ไร้ประโยชน์ ราชสำนักต้องการกำลังพอดี ก็ให้ไปสร้างผลงานล้างความผิดเถิด จงนำทัพออกไปประจันหน้าศัตรูเสีย!”
“หากรักษาเขตซาโจวไว้ได้ เห็นแก่ความชอบที่เจ้าเคยทำมาหลายปีและเห็นแก่เหตุสุดวิสัยครั้งนี้ ข้าอาจจะไม่เอาความ แต่หากเราต้องเสียดินแดนซาโจวไป เจ้าก็จงตายในสนามรบเสียเถิด!”
“ขอรับ…”
แม่ทัพหวงขานรับด้วยตัวสั่นเทา
เมื่อเห็นเช่นนั้น แม่ทัพใหญ่จึงลอบถอนหายใจ เดินเข้าไปตบหัวแม่ทัพหวงหนึ่งฉาด ก่อนจะทูลลาฝ่าบาท นำตัวแม่ทัพหวงออกไปจัดทัพเตรียมรับศึกทางใต้ทันที!
แม้จะเป็นเพียงอาณาจักรแมวเล็กๆ แต่กระบวนการทำงานกลับดูเป็นระเบียบแบบแผน
ซ่งโหยวมองดูด้วยความทึ่ง นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาโดยแท้
การผจญภัยแสนพิสดารเช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก
ทว่าเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีแมวตัวใดมีใจจะกินอาหารต่ออีก
ได้ยินเพียงเสียงอัครเสนาบดีทอดถอนใจรำพึง คล้ายจะทูลแมวลายเปรอะ แต่ก็คล้ายจะจงใจให้ซ่งโหยวได้ยิน “แม่ทัพหวงเป็นขุนพลเก่าแก่ หากยังประจำการอยู่ที่ซาโจว คราวนี้คงไม่เพลี่ยงพล้ำเช่นนี้ แต่ยามนี้กองทัพสุนัขรุกคืบมาอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ยิ่งทางอาณาจักรสุนัขเพิ่งประสบภัยพิบัติทางทะเลจนอยู่ในภาวะหลังชนฝา กระหม่อมคิดว่าสถานการณ์ที่ซาโจวคงจะเข้าขั้นวิกฤต และอาณาจักรวิฬารก็คงจะถึงคราวิกฤตตามไปด้วย…”
แมวลายเปรอะได้ยินเช่นนั้นก็เศร้าโศกเสียใจยิ่งนัก
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงต่างส่งเสียงคร่ำครวญระงม
ซ่งโหยวรับฟังด้วยความลำบากใจ
เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะแม่นางสามสีเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากออกมาในที่สุด “ขอขอบพระทัยฝ่าบาทและขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง วิกฤตครานี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะการมาเยือนของพวกข้า จนทำให้เกิดความพลั้งเผลอ ข้าพเจ้ายินดีจะขอให้แม่นางสามสีช่วยออกแรงสักเล็กน้อย ทว่าเพียงเพื่อขับไล่กองทัพสุนัขและคลี่คลายวิกฤตให้เผ่าท่านเท่านั้น หลังจากนั้นหากฝ่าบาทยินดี ข้าขออาสาเป็นคนกลาง ช่วยเจรจาคลี่คลายความเข้าใจผิดระหว่างสองอาณาจักร เพื่อให้กลับมาเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันดังเดิม”
“โอ้! เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่งนัก!”
ใครเล่าจะบอกว่าหมาแมวไม่มีเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิง
ค่ำคืนเดียวกัน ใต้แสงจันทร์เสี้ยว
ตามขุนเขาและร่องน้ำชายทะเลบนเกาะเล็กๆ แมวและสุนัขนับพันกำลังตะลุมบอนต่อสู้กันอย่างดุเดือด เสียงร้องแหลมสูงของแมวและเสียงเห่ากรรโชกทุ้มต่ำของสุนัขดังระงมไปทั่ว รัศมีอำนาจของพวกมันไม่ได้ด้อยไปกว่ากองกำลังนับหมื่นแสนของมนุษย์เลย
ทหารสุนัขอาณาจักรสุนัขได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกมันใช้กลยุทธ์หน่วยรบขนาดเล็ก มักจะรวมกลุ่มกันเจ็ดแปดตัวหรือสิบกว่าตัวเป็นหนึ่งหน่วย รู้อกรู้ใจกัน เข้าออกพร้อมกัน รุกรับมีระเบียบและประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนทหารแมวนั้นได้เปรียบที่ความไวในการตอบสนอง ฝีเท้าคล่องแคล่วว่องไว สามารถใช้ภูไม่ประเทศที่เป็นป่าละเมาะและดงหนามให้เป็นประโยชน์ได้ดีกว่า ทั้งยังมีจำนวนมากกว่าทหารสุนัขอยู่บ้าง
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนยากจะแยกแยะผลแพ้ชนะ
ในหมู่ทหารสุนัข มีสุนัขขนยาวหนาตัวหนึ่ง ร่างกายกำยำใหญ่โต หนังหนาเนื้อแกร่ง ทั้งยังมีขนหนานุ่มเป็นเกราะป้องกันตามธรรมชาติ มันบุกตะลุยเข้าใส่ฝูงแมวอย่างบ้าคลั่ง ไร้ผู้ต่อต้าน
ช่างเป็นขุนพลบู๊ที่ดุดันยิ่งนัก!
เหล่าสุนัขตัวใหญ่ที่ตามหลังมันมาล้วนเก่งกล้าสามารถยิ่ง
ฝ่ายแม่ทัพใหญ่อาณาจักรวิฬารก็ออกศึกด้วยตนเอง บาดแผลทั่วร่างของมันคือเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแห่งสมรภูมิ เพียงแค่มันยืนเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่แมว ขวัญกำลังใจของทหารแมวก็พุ่งทะยาน เพียงแค่มันตวัดสายตามอง ทหารสุนัขก็พลันหวาดหวั่น
ช่างเป็นภาพที่องอาจห้าวหาญเหนือคำบรรยาย
แม่ทัพหวงจ้วงที่กำลังมุ่งมั่นล้างความผิด ก็แสดงฝีมือในสนามรบได้โดดเด่นไม่แพ้แม่ทัพใหญ่เลยแม้แต่น้อย
หากจะกล่าวถึงชั้นเชิงการต่อสู้ มันย่อมไม่อาจเทียบเคียงแม่ทัพใหญ่ ความคล่องแคล่วว่องไวก็นับว่ายังเป็นรอง ทว่าด้วยร่างกายที่กำยำอวบหนาเป็นทุนเดิม ยามที่สติหลุดกระโจนเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ จึงกล้าพุ่งทะยานเข้าประจันหน้ากลางวงล้อมข้าศึก ราวกับบุกเข้าไปในดินแดนไร้สุนัขก็ไม่ปาน
สมเป็นแมวนักรบผู้เก่งกาจ!
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน
นับว่ายังดีที่เป็นยามราตรี หากเป็นเพลากลางวัน ทั่วทั้งขุนเขาคงคละคลุ้งไปด้วยฝุ่นตลบ ทั้งเศษหญ้าและเส้นขนคงปลิวว่อนเต็มฟากฟ้า
เสียงนั้นกังวานใสลากยาวต่อเนื่อง
เสียงนั้นแว่วมาตามสายลมยามค่ำคืน ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บเสียดแทงไปถึงกระดูก
เหล่าแม่ทัพนายกองและทหารแห่งอาณาจักรสุนัขได้ยินเข้าก็ถึงกับชะงักงันไป
ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด พวกมันต่างอดไม่ได้ที่จะมองตามเสียงนั้นไป
ด้วยสายตาที่มองเห็นได้ดีในที่มืด จึงเห็นว่ามีสัตว์ชนิดหนึ่งยืนเด่นอยู่บนเนินเขาไกลตา กำลังเชิดหน้าแหงนมองดวงจันทร์พร้อมกับแผดเสียงหอนยาว
ยามลมราตรีพัดผ่าน เส้นขนบนกายของมันปลิวไสวดูสง่างาม
สัตว์ตัวนั้นมีรูปร่างคล้ายสุนัขถึงเจ็ดแปดส่วน ทว่ากลับแตกต่างจากสุนัขในอาณาจักรสุนัขมาก ร่างกายของมันดูสมส่วนและกำยำแข็งแรง พูหางลู่ลงตามธรรมชาติ มีเพียงปลายหางที่กระดกขึ้นเล็กน้อย รอบกายของมันยังมีสัตว์ที่มีลักษณะเดียวกันยืนเรียงรายอยู่บนภูเขาอีกนับไม่ถ้วน
ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามอีกสายหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงดังแทรกขึ้นมา
แม้จะเป็นเสียงกังวานคล้ายกัน ทว่าเสียงนี้กลับทุ้มต่ำและทรงพลังยิ่งนัก ดังก้องสะท้อนไปทั่วหุบเขายามค่ำคืน สั่นประสาทให้ทั้งแมวและหมาต่างพากันขวัญผวา
“…”
เหล่าแมวและหมาที่ยังพัวพันสู้รบกันอยู่ต่างถอยห่างออกจากกัน และไม่มีใครกล้าบุ่มบามเข้าไปอีก
กระทั่งพวกที่เตรียมจะกระโจนเข้าขย้ำก็ชะงักงันไป
สมรภูมิแห่งนี้พลันเงียบสงบลงในชั่วพริบตา
ทั้งทหารแมวและทหารสุนัขต่างจ้องเขม็งไปที่ฝ่ายตรงข้าม เตรียมพร้อมรับมือทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็ลอบชำเลืองมองไปยังทิศทางของต้นเสียง
อีกหนึ่งเสียงแผดก้องไปทั่วพงไพรอีกครั้ง
ประหนึ่งเป็นการประกาศศักดาในฐานะผู้ปกครองเหนือสรรพสิ่ง
ครานี้ทั้งแมวและหมาต่างไม่อาจสะกดกลั้นความใคร่รู้ได้อีก พากันหันไปมองทิศเดียวกัน
เห็นร่างอสูรกายร่างยักษ์ตนหนึ่งกำลังก้มศีรษะลงเล็กน้อย พลางเยื้องกรายเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ทีละก้าว ทีละก้าว ราวกับกำลังเดินเล่นชมนกชมไม้ ต่อให้เป็นแมวที่กำยำที่สุดในอาณาจักรวิฬาร ก็มีขนาดเท่าอุ้งเท้าของมันเท่านั้น ต่อให้เป็นสุนัขที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรสุนัข ยามอยู่ต่อหน้ามันก็กลายเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยไปในทันที
มันพาเด็กหญิงบนหลังเดินเข้ามากลางสมรภูไม่อย่างไม่ยี่หระ แววตาอันเรียบเฉยพลันกวาดมองไปรอบๆ ทหารแมวและทหารสุนัขต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว รีบแหวกทางให้มันผ่านไปแต่โดยดี
พยัคฆ์ร้ายอีกหลายตัวเดินตามหลังมาติดๆ ด้วยท่าทางสงบเยือกเย็นเช่นเดียวกัน
ถัดจากนั้นไปคือฝูงหมาป่าที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่น
สงครามใหญ่จึงยุติลงเพียงเท่านี้
……………