Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 436 องค์เทพอันเล่อ

  1. Home
  2. ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
  3. บทที่ 436 องค์เทพอันเล่อ
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

บทที่ 436 องค์เทพอันเล่อ

“ปีนี้ผลผลิตดูท่าจะดีทีเดียว”

“ยามนี้ดูแล้วก็ดีอยู่หรอก เพียงแต่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร จะกินอิ่มท้องหรือไม่ก็ไม่รู้” ชายชราตอบตามตรง “พวกข้าเองก็เพิ่งเคยปลูกครั้งแรก ไม่รู้หรอกว่าต้องเก็บเกี่ยวเมื่อไหร่ หรือต้องกินอย่างไร”

“อา…”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งโหยวจึงเดินไปที่ข้างทาง เขาเอื้อมมือไปลูบฝักที่ติดอยู่บนลำต้น แล้วลองแกะเปลือกหุ้มออกดูเล็กน้อย พลางเอ่ยกับชายชราว่า “ข้าเห็นว่านี่ก็ใกล้จะถึงช่วงศารทวิษุวัตแล้ว หากเป็นที่เมืองสวี่โจวป่านนี้คงเก็บมาตากแห้งกันหมดแล้ว เห็นข้าวนางแอ่นในไร่ของท่านผู้เฒ่าสุกงอมพร้อมเก็บเกี่ยวตั้งนานแล้ว แต่ท่านกลับยังนิ่งเฉย ข้าจึงนึกว่าสภาพอากาศแถบนี้จะแตกต่างออกไปเสียอีก”

“คุณชายรู้จักมันหรือ”

“รู้จักสิ รู้จักดีทีเดียว” ซ่งโหยวพยักหน้าพลางระบายยิ้ม “ข้าวนางแอ่นพวกนี้ หากเห็นลำต้นและใบแห้งเหลืองแล้ว เมื่อลองแกะเปลือกหุ้มดูข้างในพบว่าแห้งสนิท สัมผัสแล้วแข็งกระด้างไร้ความชื้น ทั้งยังมีน้ำหนักเบาลง นั่นแสดงว่าเก็บเกี่ยวได้แล้ว เมื่อเก็บไปแล้วก็ให้แกะเมล็ดออกทีละเม็ด หาที่โล่งปูเสื่อตากแดดให้แห้งสนิท เช่นเดียวกับข้าวเปลือก ก็จะเก็บรักษาไว้ได้นานขึ้น ข้อสำคัญคือระหว่างเก็บรักษาห้ามให้มีความชื้นเด็ดขาด ยามจะกินก็บดเป็นผงชงเป็นข้าวต้มเหลว หรือจะนำไปหุงข้าว ทำเป็นแผ่นแป้งก็ย่อมได้”

“เช่นนั้นคนแก่อย่างข้าต้องจำให้ขึ้นใจเสียแล้ว…”

“นอกจากนี้ยามที่ข้าวนางแอ่นยังอ่อน เปลือกหุ้มยังเป็นสีเขียวสด และไหมของมันยังมีสีม่วงอมแดง ก็สามารถเด็ดมากินได้ ยามนั้นมันยังอ่อนนุ่ม จะแทะกินสดๆ หรือจะนำไปต้มไปเผาให้สุกก็ดีทั้งนั้น หรือแม้แต่จะแกะเมล็ดอ่อนออกมาหุงข้าว ทำกับข้าว หรือจะหั่นทั้งฝักเป็นท่อนๆ ไปตุ๋นกับน้ำแกงก็ทำได้สารพัดวิธี ทั้งยังอิ่มท้องดีด้วย”

“ไอ้หยา! คำชี้แนะของคุณชายช่วยข้าได้มากจริงๆ!”

ท่าทีของชาวนาผู้ไม่ประสีประสาต่อพิธีรีตองกลับนอบน้อมขึ้นมาทันตา

นั่นคือสัญชาตญาณความบริสุทธิ์ของปุถุชนที่รู้จักตอบแทนคุณ

“เรื่องเล็กน้อย…”

ซ่งโหยวยังคงตอบด้วยความสุภาพ

เหล่านกนางแอ่นแห่งอันชิงคาบเมล็ดพันธุ์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อสร้างกุศล ส่วนตัวเขานั้นช่วยสอนชาวนาในท้องที่ให้รู้จักวิธีเก็บเกี่ยวและวิธีกิน ก็นับว่าเขามีส่วนร่วมในกุศลนี้เพิ่มขึ้นอีกนิดแล้ว

“วันนี้อากาศแจ่มใสนัก หากท่านผู้เฒ่าพอมีเวลาว่าง ก็น่าจะเก็บเกี่ยวข้าวนางแอ่นในไร่ทั้งสองแปลงนี้ไปเสียเลย เผื่อว่าพรุ่งนี้ฝนตก ฝักข้าวนางแอ่นจะเสียหายเอานะ” ซ่งโหยวเตือนอีกประโยคก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง “หากท่านผู้เฒ่าอยากจะขอบคุณพวกข้าจริงๆ เช่นนั้นก็โปรดแบ่งข้าวนางแอ่นให้พวกข้าสักฝักเถิด เพียงฝักเดียวก็พอ”

“ฝักเดียวจะไปพอได้อย่างไร”

ชายชราเบิกตากว้าง เดินปรี่เข้ามาพลางกล่าวว่า “แม้บ้านตาเฒ่าคนนี้จะไม่มั่งมี แต่หากข้าวปลาในนาสุกงอมแล้ว แบ่งปันเพียงเล็กน้อยแค่นี้หาได้ลำบากไม่! ท่านเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ต่อให้ท่านมิได้ช่วยเหลือข้า เพียงแค่เดินผ่านทางมาแล้วเอ่ยปากขอ ข้าก็ไม่มีทางปฏิเสธได้ลงคอหรอกน่า!”

กล่าวจบเขาก็เดินเข้าไปในไร่ เด็ดฝักข้าวนางแอ่นออกมาจำนวนหนึ่ง

“พอแล้ว พอแล้ว…”

ซ่งโหยวรีบห้ามปราม “มากกว่านี้พวกข้าคงพกไปไม่ไหวแน่ อีกอย่างข้าเพียงแค่อยากลิ้มรสดูเท่านั้น”

“เช่นนั้นก็ได้”

ชายชรานำข้าวนางแอ่นทั้งหกเจ็ดฝักมาวางกองไว้บนพื้น

“เดิมทีข้าขอแค่ฝักเดียว บัดนี้ได้มามากถึงเพียงนี้ เห็นทีข้าคงไม่อาจรับไปโดยไม่ตอบแทนท่านได้” ซ่งโหยวกล่าวพลางล้วงมือเข้าไปในถุงสัมภาระ หยิบกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ออกมาอันหนึ่ง เป็นกระบอกเล็กๆ ขนาดพอๆ กับนิ้วก้อย ทว่ากลับแลดูประณีตยิ่งนัก มีลายสลักรูปบุปผาและเมฆาคล้อย

“ข้าไม่มีเงินทองจะมอบให้ท่านผู้เฒ่า จึงขอขอมอบพืชพรรณจากแดนโพ้นทะเลเป็นสิ่งตอบแทน”

“หืม”

เดิมทีชายชราตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของเขาจึงต้องชะงักไป

เขาเห็นนักพรตหนุ่มเปิดจุกไม้ไผ่ขนาดจิ๋วที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่ากระบอกส่งจดหมายออก ก่อนจะเทเมล็ดพันธุ์ขนาดเท่าเม็ดงาออกมาเม็ดหนึ่ง จากนั้นก็ฝังเมล็ดนั้นลงในดินข้างทางทันที แล้วหยิบถุงน้ำที่วางอยู่ข้างถุงสัมภาระมาราดรดลงไปเล็กน้อย

เห็นเมล็ดนั้นหยั่งรากแตกหน่อ บนผืนดินชุ่มชื้นพลันมียอดสีเขียวขจีผุดขึ้นมาในทันใด

เพียงชั่วอึดใจเดียว ข้างทางกลับปรากฏเถาวัลย์สายหนึ่งขึ้นมา

เถาวัลย์ยาวเหยียดเลื้อยไปตามพื้นดิน

บนเถานั้นปรากฏผลสีเขียวขนาดโตกว่าหัวแม่มือเล็กน้อย ทว่าเพียงพริบตาเดียว ผลเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดใส ดุจโคมไฟดวงน้อยๆ ก็มิปาน

นักพรตหนุ่มเด็ดผลนั้นออกมาแล้วยื่นให้ชายชราลองชิม

“นี่คือพืชที่ข้าได้มาจาก ‘อาณาจักรคนแคระ’ ระหว่างที่ออกพเนจรท่องสมุทร คนที่นั่นเรียกมันว่ามะเขือเปรี้ยว รสชาติออกเปรี้ยวเล็กน้อย จะกินสดๆ หรือจะนำไปผัด ไปต้มน้ำแกง หรือทำเป็นเครื่องปรุงก็ล้วนเลิศรส ช่วยให้เจริญอาหารยิ่งนัก ปลูกในฤดูใบไม้ผลิและเก็บเกี่ยวในฤดูร้อน แม้มันจะไม่ใช่ของวิเศษเลิศเลออันใด แต่ผลผลิตของมันดีมาก ทั้งยังทนทานต่อสภาพแวดล้อมยิ่งนัก หากท่านผู้เฒ่าชอบใจ ก็เพียงแค่เก็บเมล็ดของมันไปโรยไว้ตามที่รกร้างที่ใดก็ได้ ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มันมาก ไว้มันโตขึ้นเมื่อไร ท่านก็จะมีผลมะเขือเปรี้ยวไว้กินในทุกๆ วัน ถือเสียว่าเป็นการเพิ่มรสชาติให้สำรับอาหาร และบางทีอาจจะนำไปขายแลกเป็นเงินทองไว้ใช้สอยได้”

“นี่มัน…”

ชายชราถึงกับตกตะลึง

เขาได้แต่ก้มมองเถาวัลย์ที่เพิ่งงอกเงยขึ้นมาข้างทาง และมองผลไม้ผิวเย็นเยียบอย่างไม่อยากเชื่อสายตาว่าเป็นของจริง ยามนี้เขาพูดอะไรไม่ออก ทราบเพียงว่าวันนี้ตนได้พบกับผู้บำเพ็ญเพียรมากอิทธิฤทธิ์เข้าให้แล้ว

“ขอบคุณคุณชาย”

ผ่านไปเนิ่นนานกว่าชายชราจะกล่าวขอบคุณออกมา เขาเหลือบมองหม้อดินใบเล็กของซ่งโหยวที่กำลังส่งควันพวยพุ่ง แล้วจึงเอ่ยว่า “คุณชายเป็นผู้วิเศษโดยแท้ แต่จะว่าไป วันนี้ก็เป็นวันบวงสรวงองค์เทพประจำหุบเขาเบื้องล่าง เส้นทางนี้คือทางผ่านขององค์เทพ เมื่อคุณชายทานมื้อเที่ยงและพักผ่อนเพียงพอแล้ว ควรรีบออกเดินทางไปจากที่นี่เสียจะดีกว่า จะได้ไม่เป็นการล่วงเกินองค์เทพ”

เมื่อเอ่ยถึงเทพเจ้า แววตาแห่งความยินดีบนใบหน้าของเขาก็หายวับไปในทันที

“อ้อ”

ซ่งโหยวสังเกตเห็นสีหน้าของเขาจึงเริ่มเกิดความสนใจ “ไม่ทราบว่าคนแถบนี้นับถือเทพเจ้าองค์ใดกันหรือ”

“เป็นเทพเจ้าประจำภูเขาแถวนี้น่ะ”

“เทพเจ้าที่ว่ามีนามว่าอย่างไรหรือ”

“ไร้ชื่อไร้แซ่ ผู้คนต่างขานนามท่านว่าองค์เทพอันเล่อ”

“ข้าไม่เคยได้ยินเทพเจ้านามอันเล่อมาก่อน ไม่ทราบว่าเป็นเทพที่ราชสำนักแต่งตั้ง หรือเป็นเทพที่ชาวบ้านร่วมใจกันกราบไหว้บูชาเองหรือ” ซ่งโหยวถามด้วยความอยากรู้

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องเทพเจ้า เด็กหญิงตัวน้อยเองก็ส่งสายตามาทางนี้เช่นกัน

“ราชสำนักเป็นผู้แต่งตั้งมา เห็นว่าแถบนี้มีป่าเขาอุดมสมบูรณ์ เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณ จึงได้แต่งตั้งเทพเจ้าเขาขึ้นมาองค์หนึ่ง แต่งตั้งมาได้ยี่สิบกว่าปีแล้วกระมัง”

“ในเมื่อราชสำนักเป็นผู้แต่งตั้ง ย่อมเป็นเทพเจ้าโดยแท้ ทว่าเหตุใดเมื่อท่านผู้เฒ่าเอ่ยถึง กลับมีท่าทีไม่ค่อยยินดีนักเล่า”

“เรื่องนั้นน่ะหรือ…”

ชายชราอยากจะแย้งตามสัญชาตญาณ เขาอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แม้ไม่ได้จะปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็กล่าวออกมาจนได้ “เรื่องเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าพูด”

“ไม่เป็นไรหรอก” ซ่งโหยวเผยรอยยิ้ม แสร้งทำเป็นเหลียวมองไปรอบๆ “แม้ภูเขาทั้งลูกนี้จะเป็นถิ่นของเทพแห่งขุนเขา ทว่าเท่าที่ข้ากวาดสายตาดู ยามนี้ท่านเทพไม่ได้อยู่ที่นี่ คงไปบำเพ็ญตบะอยู่ที่อื่น ท่านผู้เฒ่ามีเรื่องราวประหลาดอันใดก็บอกเล่าให้ข้าฟังได้เต็มที่”

“ก็ไม่ใช่เรื่องราวประหลาดอันใดหรอก…” ชายชราอึกอักครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงต่ำ “เพียงแต่เทพเจ้าองค์นี้ นับวันยิ่งสร้างความหวาดหวั่นมากขึ้นทุกที”

“อย่างไรหรือ”

“เดิมทีตอนที่ทางการเพิ่งสร้างศาลเจ้าขึ้นมาใหม่ๆ เทพองค์นี้ยังสำรวมนัก แม้จะไม่เห็นว่าบนเขามีความเปลี่ยนแปลงอันใด แต่ก็ไม่ค่อยก่อเรื่องเดือดร้อน อย่างมากก็แค่มีคนเดินป่ายามค่ำคืน หรือกลับจากทำงานบนเขาเมื่อยามดึกดื่นแล้วบังเอิญพบท่านเข้าจนตกใจแทบสิ้นสติเท่านั้น” ชายชรากระซิบกระซาบ “ทว่าเมื่อปีปีกว่าก่อน มีผู้วิเศษท่านหนึ่งมาที่นี่ กล่าวว่ารับคำสั่งจากราชครูให้มาปราบปีศาจ คืนนั้นบนเขามีแสงไฟวูบวาบ ศาลเจ้าก็พังพินาศลง ทว่าวันรุ่งขึ้น ท่านผู้นั้นกลับไม่ได้ลงมาจากเขา และนับแต่นั้นมา นิสัยใจคอขององค์เทพก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน…”

“ผู้วิเศษหรือ”

“เป็นพระภิกษุมากวิชารูปหนึ่ง วาจาสุภาพอ่อนโยนยิ่งนัก”

“รับคำสั่งจากท่านราชครูหรือ”

“ได้ยินมาว่าเช่นนั้น…”

“อีกทั้งองค์เทพยังมีนิสัยใจคอเปลี่ยนไปจากเดิม”

นางรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่า วิธีการพูดจาเช่นนี้ของนักพรตช่างดูคุ้นหูพิกล

ทว่ากลับได้ยินชายชรากระซิบเสียงแผ่วเสียจนแทบไม่ได้ยิน มีเพียงเสียงลมพ่นออกจากปาก “ครานั้นเทพเจ้ามาเข้าฝันชาวบ้าน สั่งให้พวกเราสร้างศาลให้ใหม่ ทั้งยังต้องสร้างให้ใหญ่โตกว่าเดิม หลังจากนั้นก็สั่งให้พวกเรามาสักการะตามกำหนด ทุกครั้งต้องนำสัตว์มงคลใน ‘สัตว์ในเรือนทั้งหก[1]’ มาด้วยอย่างหนึ่ง เริ่มแรกสั่งให้เอาไก่มา ต่อมาก็สั่งให้เอาหมูเอาหมามา ภายหลังก็เริ่มถามหาม้ากับแกะ จนกระทั่งหมู่นี้ แม้แต่วัวก็ยังสั่งให้พวกเราจูงมาถวายท่าน และเมื่อไม่นานมานี้ องค์เทพก็มาเข้าฝันอีกครั้ง…คราวนี้ถึงขั้นให้พาตัวเด็กเล็กไป…”

“เด็กเล็กหรือ”

“เด็กชายหรือเด็กหญิงก็ได้ ล้วนไม่เกี่ยง” ชายชรากล่าวเสียงเบา “หากไม่ยอมทำตาม ก็ต้องจัดหาสัตว์ทั้งหกชนิดมาให้ครบถ้วน ขาดไปแม้ชนิดเดียวก็ไม่ได้”

“แล้วพวกท่านเลือกทางใดกันเล่า”

“เฮ้อ…”

ชายชราทอดถอนใจ ยังคงกล่าวด้วยเสียงอันแผ่วเบา “แม้ที่นี่จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ทว่าพวกเราก็ใช่ว่าจะไร้ศีลธรรม อีกทั้งทางการก็ยังอยู่ ใครจะกล้าเอาคนเป็นๆ ไปเซ่นสรวงเทพเจ้า เมื่อปีกลายที่หยางโจวมีพระภิกษุเผาพระเฒ่าทั้งเป็น บอกว่าเป็นการบรรลุนิพพาน ยังถูกทางการจับกุมไปเลย ต่อให้พวกข้าจะยากจนเพียงใด ก็ต้องตะเกียกตะกายหาสัตว์ทั้งหกชนิดมาให้ได้…”

“นั่นคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

“ก็ใช่น่ะสิ” ชายชราเผยแวววิตกกังวลออกมาเต็มที่ “องค์เทพอันเล่อโลภขึ้นทุกวันๆ ใครจะรู้ว่าวันหน้าจะเรียกหาเอาอะไรอีก”

“ก็จริงของท่าน”

ซ่งโหยวกล่าวพลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา “ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าที่มอบข้าวนางแอ่นให้ ท่านเก็บมะเขือเปรี้ยวเสร็จแล้วก็รีบลงเขาไปเถิด”

“เอาอย่างนั้นก็ได้”

ชายชราทอดถอนใจพลางส่ายหน้าไปมา ไม่กล่าวสิ่งใดต่ออีก เขาเพียงก้มหน้าก้มตาเก็บผลมะเขือใส่ชายเสื้อจนเต็มแล้วเดินลงเขาไป

เมื่อซ่งโหยวหันกลับมา ก็พบเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีนั่งย่อตัวอยู่ข้างเตาไฟ ร่างเล็กจ้อยนั้นเงยหน้าจ้องเขาตาเขม็ง ขณะเดียวกันก็มีไอร้อนพวยพุ่งออกมาจากหม้อใบเล็ก

“ข้าวต้มสุกแล้ว”

“ขอบใจแม่นางสามสีมาก”

“ไม่เป็นไร!”

ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิลง ตักข้าวต้มขึ้นมาถ้วยหนึ่ง กลายเป็นอาหารมื้อเที่ยงริมทางของวันนี้

ในข้าวต้มมีปลาแห้งผสมอยู่ รสชาติจึงไม่จืดชืดนัก

เพียงชั่วครู่ พลันมีเสียงเครื่องสังคีตดังแว่วมา

ซ่งโหยวถือถ้วยข้าวต้มที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งพลางทอดสายตามองไปตามถนนหลวง เห็นคนตีกลองเป่าขลุ่ยกลุ่มหนึ่งตรงหัวโค้งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เบื้องหลังมีคนแบกโต๊ะเครื่องเซ่น และมีคนจูงเครื่องสังเวยมาด้วย เป็นวัว แพะ ม้า หมู สุนัขและไก่ ครบถ้วนตามที่ชายชรากล่าวไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ทุกตัวล้วนมีผ้าแดงผูกไว้ที่ตัว

กลุ่มคนเหล่านั้นเห็นนักพรตหยุดพักอยู่ข้างทางก็ดูจะประหลาดใจอยู่บ้าง บางคนมองไปที่ฝักข้าวนางแอ่นข้างถุงสัมภาระแล้วขมวดคิ้ว ทว่าฝีเท้ากลับไม่ได้หยุดนิ่ง และไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับเขา

“เห็นทีต้องขอแรงจากแม่นางสามสีเสียหน่อยแล้ว”

ซ่งโหยวหันไปกระซิบกับเด็กหญิงตัวน้อย

“หืม ให้ช่วยอะไรหรือ” เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ จ้องมองเขาพลางเลียนแบบลดเสียงลงให้เบาที่สุด ทว่าไม่ทันรอให้ซ่งโหยวตอบ นางก็ชิงกล่าวขึ้นก่อนว่า “ได้เลย!”

“ย่อมเป็นการปราบปีศาจขจัดมาร…”

ซ่งโหยวลดเสียงลงให้ต่ำยิ่งกว่าเดิม

“ปราบปีศาจขจัดมาร”

เด็กหญิงตัวน้อยโน้มกายก้มศีรษะตามเขา พร้อมกับลดเสียงลงตามไปด้วย…

ทว่าสีหน้ากลับจริงจังยิ่งนัก…

ช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูเหลือเกิน

[1] สัตว์ในเรือนทั้งหก (六畜)หมายถึงสัตว์เลี้ยงหกชนิดที่มนุษย์เลี้ยงเพื่อการเกษตรและดำรงชีพ ได้แก่ ม้า วัว แกะ หมู ไก่ สุนัข

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "บทที่ 436 องค์เทพอันเล่อ"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย