ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 421 เทพแมวและอาณาจักรวิฬาร
บทที่ 421 เทพแมวและอาณาจักรวิฬาร
……………
เรือลำน้อยกลับมาจอดนิ่งสนิทอยู่ข้างเรือสำเภาอีกครา
ทายาทยักษาผู้มีท่วงท่ากระฉับกระเฉงปีนป่ายขึ้นไปตามเชือกที่หย่อนลงมาจากเรือสำเภา เพียงไม่กี่อึดใจก็คว้ากราบเรือแล้วพลิกกายขึ้นไปด้านบนได้อย่างมั่นคง เขาหยัดยืนขึ้นแล้วประสานมือคารวะลงมายังเบื้องล่างด้วยความนอบน้อมยิ่ง
“อย่างไรเสีย ข้าก็ต้องขอขอบคุณในบุญคุณช่วยชีวิตของคุณชายอีกครั้งขอรับ”
“และข้าก็ต้องขอบคุณท่านเยี่ยที่ช่วยนำทางให้เช่นกัน” ซ่งโหยวยืนอยู่บนเรือน้อยพลางเอ่ยกับผู้คนบนเรือใหญ่ว่า “ขอบคุณสำหรับการต้อนรับ ข้าขอลาไปก่อน”
“ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยชีวิตขอรับ”
“ขอบคุณท่านเซียน…”
ผู้คนที่เหลือบนเรือต่างพากันก้มศีรษะคารวะ
“ไม่ทราบว่าท่านเซียนมีนามว่าอย่างไร”
เถ้าแก่เจี่ยอดรนทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยถามออกมาในที่สุด
ซ่งโหยวได้ฟังดังนั้นก็ทำได้เพียงเผยรอยยิ้มใจอ่อน ก่อนจะเอ่ยตอบเขาอีกครั้งว่า “ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นนักพรตจากแคว้นอี้โจว ออกทะเลมาจากท่าเรือหลานอันในแคว้นล่างโจว แมวข้างกายข้ามีนามว่าแม่นางสามสี ส่วนนกนางแอ่นมีนามว่าเยี่ยนอัน อันที่จริงเขานั้นเป็นทายาทของเทพบนสวรรค์นามว่าเยี่ยนเซียน หากท่านไปสักการะศาลเจ้าในตัวอำเภอ ก็อาจจะพบเห็นรูปปั้นบรรพบุรุษของเขาได้”
เป็นการบอกกล่าวอย่างชัดเจนว่า ตัวเขานั้นหาใช่เทพเซียนไม่
“ใกล้เที่ยงแล้ว ข้าคาดไว้ว่าหมอกกำลังจะจางลง พวกท่านเตรียมตัวถอนสมอออกเดินทางได้แล้ว”
สิ้นคำกล่าวเขาก็ประสานมือคารวะ แล้วมุ่งหน้าล่องเรือไปทางทิศตะวันออก
เพียงเอ่ยคำขาน ฟ้าดินพลันพลิกผัน
ทันใดพลันนั้นก็เกิดสายลมพัดผ่านท้องทะเล ผิวน้ำกระเพื่อมไหว หมอกเคลื่อนคล้อยไปตามลม เผยให้เห็นละอองน้ำนับไม่ถ้วนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ เพียงพริบตาเดียวม่านหมอกก็มลายหายไปสิ้น
สภาพอากาศกลางทะเลมักเป็นเช่นนี้ เปลี่ยนแปลงรวดเร็วราวกับพลิกหน้าตำรา
ท้องทะเลสงบนิ่งตลอดทั้งวัน สงบเสียจนดูเหมือนพายุคลั่งเมื่อคืนมิเคยเกิดขึ้นมาก่อน และหาได้หลงเหลือร่องรอยใดๆ ไว้ไม่ บางทีนี่อาจเป็นความโอบอ้อมอารีประการหนึ่งของมหาสมุทร
ทว่าจนกระทั่งความมืดเข้าปกคลุม เจ้านกนางแอ่นที่บินกลับมาจากทิศตรงข้ามกับตะวันตกดินก็รายงานว่า ตนนั้นบินไปทางทิศตะวันออกหลายสิบลี้และวนเวียนดูรอบๆ จนทั่วแล้ว แต่กลับไม่พบร่องรอยของอาณาจักรสัตว์ร้ายเลยแม้แต่น้อย ไม่เห็นแม้กระทั่งเกาะที่มีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับอาณาจักรยักษา ซ่งโหยวจึงเพิ่งได้สติว่า ‘ใช้เวลาพายเรือหนึ่งวัน’ ของเผ่ายักษาอาจจะแตกต่างจากของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง และด้วยความเนิบนาบของเขาเช่นนี้ ต่อให้พายไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ก็ใช่ว่าจะถึง
ซ่งโหยววางไม้พายลงทันที
ไม่พายแล้ว
ผิวน้ำยามโพล้เพล้มีเพียงระลอกคลื่นสายเล็กๆ อาทิตย์อัสดงแขวนอยู่ริมขอบฟ้า สะท้อนแสงระยิบระยับลงบนผิวน้ำ รอบด้านว่างเปล่าไร้สิ่งใด ไม่เห็นทั้งแผ่นดินหรือเกาะแก่ง มีเพียงเรือน้อยที่ลอยเคว้งอยู่กลางสมุทรอย่างโดดเดี่ยวทว่าอิสระยิ่งนัก
นักพรตหนุ่มกึ่งนั่งกึ่งนอนโอบลูกมะพร้าวไว้ในอ้อมแขน
เด็กหญิงตัวน้อยกำลังถือเบ็ดตกปลาอยู่บนเรือ
บางทีอาจเป็นเพราะทะเลแถบนี้เงียบสงบเกินไปจนไม่มีแม้กระทั่งปลา หรืออาจเป็นเพราะเด็กหญิงตกปลามาหลายวันจนก้าวข้ามคำว่ามือใหม่หัดตกไปแล้ว ครั้งนี้นางรออยู่ตั้งนานแสนนานก็ไม่มีปลามาติดกับ
เด็กหญิงมีสมาธิจดจ่อยิ่งนัก ราวกับกำลังรอคอยเหยื่ออย่างใจเย็น
นักพรตหนุ่มเองก็ไม่ได้รีบร้อน เพียงเฝ้ามองตะวันตกดิน
ดวงตะวันค่อยๆ จมดิ่งลงใต้เส้นขอบฟ้า แสงสลัวที่ปลายฟ้าเป็นดั่งการดิ้นรนของยามตะวันฉาย เพียงชั่วครู่เดียว หมู่ดาวพราวแสงก็ขึ้นมายึดครองแผ่นฟ้า นี่คือม่านฟ้าสมบูรณ์แบบซึ่งหาดูบนแผ่นดินจงหยวนได้ยากยิ่งนัก ไร้ซึ่งรอยตำหนิ ไร้ม่านเมฆหรือขุนเขาบดบัง มีเพียงมวลหมู่ดาราที่ประดับประดาอยู่อย่างหนาตา ลึกลับและทรงพลังจนน่าตะลึงนัก
ทันใดนั้น เบื้องล่างกลับมีแสงสว่างวาบขึ้นมา
ซ่งโหยวละสายตาจากฟากฟ้า เห็นแม่นางสามสีตะกายอยู่ที่ขอบเรือ ชะโงกหน้าจ้องมองผิวน้ำตาไม่กะพริบ
ไม่รู้ว่าในทะเลมีแมงกะพรุนเรืองแสงมากมายปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อใด หรือบางทีพวกมันอาจอยู่ที่นี่มาตลอด เพียงแต่รอให้ดวงตะวันอำลาลับไปถึงค่อยเริ่มการแสดง พวกมันแหวกว่ายอย่างเนิบนาบอยู่ใต้น้ำทะเลใสกระจ่าง จำนวนของพวกมันมากมายมหาศาลราวกับกระจกเงาที่สะท้อนกับดวงดาวบนท้องฟ้า สาดแสงสว่างไปทั่วผืนน้ำแถบนี้
เด็กหญิงตัวน้อยตั้งใจมองอยู่เช่นนั้นจนอดใจไม่ไหว นางยื่นมือลงไปกวาดผิวน้ำ สร้างระลอกคลื่นให้แผ่กระจายออกไป
ทว่าพวกแมงกะพรุนกลับไม่ได้ตื่นตกใจ ยังคงว่ายวนอย่างเกียจคร้าน
ชายกระโปรงสะบัดไหว หนวดสายระโยงระยางขยับเขยื้อนอย่างเชื่องช้า
แต่แล้วซ่งโหยวก็สังเกตเห็นว่า ภายในถุงย่ามของเขามีแสงสีแดงส่องออกมาจางๆ
ครั้นหยิบออกมาดู
ก็พบว่ามันคือก้อนหินที่ยักษาตระเวนสมุทรมอบให้เมื่อเช้านี้ และเยี่ยซินหรงก็มอบให้ซ่งโหยวอีกที
ลักษณะภายนอกของหินก้อนนี้ไม่ต่างอะไรกับหินธรรมดาทั่วไปเลย มันมีสีเทาอมเหลือง ทว่าภายในนั้นเป็นผลึกสีแดง หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าช่างละม้ายคล้ายคลึงอัญมณีทับทิมส่องแสงสว่างจ้า ผิวหินปกคลุมด้วยชั้นหินสีเทาอมเหลืองบางเฉียบ แสงนั้นจึงดูสลัว มีเพียงจุดเล็กๆ จุดเดียวที่ไม่มีสิ่งใดปกคลุม แสงจากก้อนหินจึงสาดทะลุออกมาได้
“หากตบเบาๆ ลำแสงจะรวมตัว…”
ซ่งโหยวนึกถึงคำพูดของเยี่ยซินหรง
เขาจึงถือหินไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วใช้มืออีกข้างตบเบาๆ
แสงจากก้อนหินพลันสว่างจ้าขึ้นมาทันที มีลำแสงสาดส่องออกมาจากช่องว่างเล็กๆ ที่ไม่มีชั้นหินปกคลุมจริงๆ ก่อนจะตกกระทบลงบนผิวน้ำ เกิดเป็นลวดลายสีแดงฉาน
เขาใช้มือข้างหนึ่งฟาดลงบนผิวน้ำให้เกิดระลอกคลื่น
เหล่าแมงกะพรุนต่างตื่นตกใจ พากันว่ายหนีไปคนละทิศละทาง
“หือ”
แม่นางสามสีจ้องมองผิวน้ำด้วยความฉงน พร้อมกับพยายามมองดูรอบๆ ก่อนจะหันกลับมามองนักพรต และในที่สุดนางก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
“นี่คืออะไรหรือ”
“หินน่ะ”
เด็กหญิงตัวน้อยจ้องมองนักพรตหนุ่ม นักพรตหนุ่มก็จ้องมองนางกลับ
ครู่ต่อมา
บนเรือน้อยพลันปรากฏแสงสีแดงวูบวาบ เจ้าแมวสามสีก็กระโดดตะปบซ้ายทีขวาทีเพื่อไล่จับลำแสงนั้น ฉุดให้เรือลำน้อยโคลงเคลงไปมา มวลน้ำเบื้องล่างพลันเกิดรอยระลอกคลื่นต่อเนื่อง
เบื้องบนประดับด้วยแสงดาวระยิบระยับ เบื้องล่างก็อบอวลด้วยแสงสีน้ำเงินกระจ่างตาของท้องทะเล
การเดินทางผ่านพ้นไปอีกหนึ่งวัน
เรือน้อยยังคงลอยลำอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางสมุทร ยามนี้ทั่วท้องทะเลไม่เห็นแม้กระทั่งนกทะเลสักตัว มีเพียงจุดดำเล็กๆ ที่บินมาจากแดนไกล กางปีกร่อนลงมาหยุดนิ่งอยู่บนกราบเรือ
“คุณชาย ยังไม่เจอเกาะเลยขอรับ” นกนางแอ่นเอ่ยรายงาน “ทว่าด้านหน้ามีเกาะเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง วัดจากทิศตะวันออกถึงตะวันตกยาวประมาณยี่สิบสามสิบลี้ จากทิศเหนือถึงใต้กว้างราวสิบกว่าลี้ ขนาดพอๆ กับหมู่บ้าน บนเกาะมีสัตว์บกอยู่มากมาย ไม่ทราบว่าพวกมันมาจากที่ใดกันขอรับ”
“สัตว์บกหรือ”
“มีทั้งแมว ทั้งสุนัข แล้วก็มีลิงด้วย ส่วนใหญ่กำลังหาของกินหรือไม่ก็นอนหลับอยู่ขอรับ” นกนางแอ่นเอ่ยด้วยท่าทางขัดเขิน “ข้าเองก็ไม่กล้าบินเข้าไปใกล้เกินไป”
“เช่นนั้นรึ…”
ซ่งโหยวเหลือบมองมะพร้าวลูกสุดท้ายบนเรือที่ถูกเจาะไว้แล้ว น้ำข้างในเหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว เขาจึงกล่าวว่า “น้ำจืดและมะพร้าวที่เราเตรียมมาก็ใกล้จะหมดแล้ว เดิมทีก็ต้องหาที่พักเพื่อเติมเสบียงอยู่พอดี เช่นนั้นเราก็ขึ้นไปดูสักหน่อยเถิด”
“ข้าจะนำทางให้ขอรับ”
“รบกวนเจ้าแล้ว”
นกนางแอ่นบินนำทางอยู่เบื้องหน้า
เรือน้อยแล่นทวนแสงอาทิตย์อัสดง ลัดเลาะห่างออกไปเรื่อยๆ
เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นสู่สายตา
เจ้าแมวสามสีสบโอกาสก็กระโดดลงจากเรือทันที
ทว่าเมื่อซ่งโหยวลากเรือมาไว้ในตำแหน่งที่ห่างจากเกลียวคลื่นแล้ว หันกลับมามองอีกทีก็เห็นแม่นางสามสียืนนิ่งอยู่บนหาดทราย นางจ้องเขม็งไปยังพุ่มหญ้าเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
เจ้าแมวสามสีจึงค่อยหันหน้ากลับมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหันกลับไปจ้องพุ่มหญ้านั้นต่อ
ซ่งโหยวทอดสายตามองตามไป
ตรงนั้นมีพุ่มหญ้ารกชัฏ ทว่าหากสังเกตดีๆ จะเห็นดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่ คอยลอบมองแม่นางสามสีอยู่อย่างเงียบเชียบ
ดูเหมือนจะเป็นแมวเช่นกัน
เมี๊ยววว!
พลันมีเสียงขู่ต่ำดังออกมาจากพุ่มหญ้า
สวบสาบ…
พุ่มหญ้าและกิ่งไม้ในบริเวณใกล้เคียงเริ่มสั่นไหวรุนแรง และขยับใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับมีบางสิ่งจำนวนมากกำลังมุ่งตรงมายังที่นี่ เพียงครู่เดียว แมวหลากสีหลากขนาดก็นับไม่ถ้วนก็กระโจนออกมาจากพุ่มหญ้า ล้อมรอบซ่งโหยวเอาไว้ พวกมันต่างโก่งหลังจนขนลุกชันและจ้องมองเขาเขม็งด้วยท่าทางระแวดระวัง
“หือ”
ซ่งโหยวอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาสบตากับพวกมันครู่ใหญ่ ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างสุภาพ “ทุกท่านโปรดอย่าได้ตื่นตระหนก ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว เป็นนักพรตจากต้าเยี่ยน ล่องเรือมาถึงที่นี่เพราะน้ำจืดและมะพร้าวหมด จึงอยากหาเกาะไว้พักเติมเสบียง หาได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด”
บัดนี้เขากำลังใช้อาคมเรียกสัตว์
สิ้นคำกล่าว เจ้าแมวทั้งหลายต่างพากันชะงักไปครู่หนึ่ง
ทว่ากลับมีแมวลายขาวดำตัวหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เหลวไหล! หากเจ้าเพียงพลัดหลงมาถึงที่นี่ เหตุใดจึงพูดภาษาพวกข้าได้”
“?”
ซ่งโหยวถึงกับอึ้ง
หนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งนก ต่างหันซ้ายแลขวา มองหน้ากันไปมาด้วยความทำตัวไม่ถูก
จากนั้นซ่งโหยวจึงประสานมือพลางเอ่ยปากถามต่อ “ภาษาที่ท่านใช้ ไม่ใช่ภาษาต้าเยี่ยนหรอกหรือ”
“ต้าเยี่ยนอะไรกัน”
แมวขาวดำตัวยังคงจ้องพวกเขาไม่วางตา
โดยเฉพาะยามที่หันมาจ้องแม่นางสามสี สัญชาตญาณบอกพวกมันว่าแมวสามสีตัวนี้ไม่ธรรมดานัก มีราศีบางอย่างที่แม้แต่กษัตริย์หรือแม่ทัพใหญ่ของพวกมันไม่มีด้วยซ้ำ
ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากเบื้องหลัง
“จะตื่นตูมอะไรกัน จะเอะอะกันไปทำไม เหตุใดจึงเสียมารยาทกับแขกเช่นนี้” แมวส้มตัวใหญ่เดินนวยนาดเข้ามาอย่างเกียจคร้าน น้ำเสียงของมันหนักแน่นและมีเสน่ห์นัก “ภาษาของพวกเราเดิมทีก็สืบทอดมาจากสรวงสวรรค์บนแผ่นดินใหญ่โพ้นทะเล บรรพบุรุษของเราก็มาจากที่นั่น เมื่อสิบกว่าปีก่อนยังมีคนจากแผ่นดินใหญ่พลัดหลงมาถึงที่นี่เลย พวกเด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกเจ้าช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย ถึงได้ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ไร้จรรยาบรรณสิ้นดี!”
“ท่านแม่ทัพหวง…”
เหล่าแมวบริวารต่างพากันถอยร่น เลิกพองขนใส่แขกผู้มาเยือน พากันตัวตรงล้อมรอบซ่งโหยวไว้ ทว่าหาได้เลียอุ้งเท้าหรือเกาตัวแก้เก้อ แสดงให้เห็นถึงกิริยามารยาทที่ถูกฝึกปรือมาอย่างดี
ซ่งโหยวมองภาพนั้นด้วยความตะลึง
เห็นเพียงแมวส้มตัวใหญ่เดินเข้ามาหาเขา แล้วยืนขึ้นด้วยสองขาหลังประหนึ่งมนุษย์ ก่อนจะโค้งคารวะซ่งโหยว
“คารวะ ท่านผู้ทรงเกียรติ”
“คารวะ ท่านผู้เจริญ”
“เอ๊ะ ข้าเรียกท่านว่าท่านผู้ทรงเกียรติ เหตุใดท่านจึงเรียกข้าว่าท่านผู้เจริญเล่า หรือว่าท่านกำลังดูแคลนข้ากัน”
“ข้าพูดจนติดปากไปเสียแล้ว ขออภัยด้วยจริงๆ” แม้ซ่งโหยวจะรู้สึกแปลกประหลาดใจ ทว่ายังคงรักษามารยาท ประสานมือคารวะใหม่ “คารวะ ท่านผู้ทรงเกียรติ”
“ข้าคือแม่ทัพตรวจตราสมุทรแห่งอาณาจักรวิฬาร นามว่าหวงจ้วง แล้วท่านผู้ทรงเกียรติมีนามว่าอย่างไร” แมวส้มเอ่ยถาม
แม้แม่นางสามสีจะกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดสงสัยในความเป็นแมวของตน แต่นางก็ขานรับตามความเคยชิน
“เทพ… เทพแมวรึ”
เหล่าแมวนับร้อยที่ได้ยินต่างพากันตกตะลึง
“นางเคยเป็นเทพแมวที่ชาวต้าเยี่ยนนับถือเลื่อมใสจริงๆ” ซ่งโหยวช่วยกล่าวยืนยัน “เพียงแต่นางไม่ได้เป็นเทพแมวมานานมากแล้ว”
“เจ้ามีความสามารถอันใด ถึงได้ถูกยกย่องเป็นเทพแมว” แมวส้มจ้องมองนางด้วยสายตาเคลือบแคลง
“แม่นางสามสีนั้นเก่งกาจยิ่งนัก” ซ่งโหยวกล่าว
“แม่นางสามสีพ่นไฟได้ เรียกเทพแห่งขุนเขาเขามาก็ได้ แปลงกายเป็นหมาป่าตัวโตหรือเสือโคร่งดุร้ายก็ได้นะ!” แม่นางสามสีอธิบายไปโดยไม่ต้องคิด ครั้นกล่าวจบนางก็อ้าปากพ่นไฟออกมา
เปลวเพลิงแท้ลุกโชนทำให้บริเวณรอบข้างร้อนระอุไปด้วย
แมวทั้งหลายต่างร้องะงม
แง้ววว!!
พวกมันกระโดดตัวลอยขึ้นฟ้าด้วยความตกใจสุดขีด ประหนึ่งว่าพวกนัดแนะกันไว้แล้ว
ครั้นเท้าแตะพื้น ต่างก็พากันมองหน้ากัน
พวกมันเคยเห็นภาพเช่นนี้ที่ไหนกัน
ขวัญเสียกระเจิดกระเจิง ยากจะเชื่อสายตาตนเอง
“ล่วงเกินแล้ว ล่วงเกินแล้ว”
แม่ทัพหวงมีท่าทีอ่อนลงถนัดตา รีบยืนตัวตรงคารวะอย่างนอบน้อม
ฝ่ายแม่นางสามสียังคงเบิกตากว้าง หันไปมองนักพรตสลับกับแมวส้ม ในหัวสับสนจนไม่รู้ว่าจะโต้ตอบอย่างไรต่อดี
ส่วนนกนางแอ่นนั้นบินวนอยู่บนฟ้า ไม่กล้าร่อนลงมา
แมวเยอะถึงเพียงนี้ ช่างน่าสะพรึ่งกลัวสำหรับนกอย่างเขาจริงๆ!