ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 420 ธรรมเนียมแดนป่าเถื่อน
บทที่ 420 ธรรมเนียมแดนป่าเถื่อน
……………
ซ่งโหยวถามไถ่พวกเขาต่อไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของอาณาจักรแขนยาวและอาณาจักรยักษา รวมถึงอาณาจักรโพ้นทะเลต่างๆ และเรื่องราวแปลกประหลาดที่พวกเขาเคยประสบพบเจอมาจริงๆ ระหว่างล่องเรือ ไม่ว่าซ่งโหยวจะถามสิ่งใด เถ้าแก่เจี่ยและทายาทยักษาต่างก็ตั้งใจตอบอย่างถ้วนถี่ เมื่อพวกเขารับรู้ได้ว่านักพรตหนุ่มผู้นี้สนใจใคร่รู้จริงๆ เรื่องราวที่เล่าออกมาจึงยิ่งละเอียดลออขึ้นเรื่อยๆ
ซ่งโหยวฟังอย่างเพลิดเพลินยิ่งนัก
เจ้าแมวน้อยก็นั่งตัวตรงอยู่แทบเท้าเขา ฟังคำบอกเล่าเหล่านั้นอย่างตั้งใจ มีบางคราที่มันจะยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลียทำความสะอาด
อาหารบนเรือถูกยกขึ้นมาจัดโต๊ะ
เถ้าแก่เจี่ยผู้นี้นับว่าเป็นคนมีนิสัยน่าค้นหายิ่งนัก อาหารที่เตรียมมาให้ซ่งโหยวจึงน่าสนใจไม่แพ้กัน
ฟากหนึ่งเป็นอาหารรสเลิศประณีต บรรจงทำอย่างสุดฝีมือเท่าที่จะหาเครื่องเครากลางทะเลมาได้ มีเอกลักษณ์ของเมืองชายฝั่งและกลิ่นอายความรุ่งเรืองของหยางโจวอย่างชัดเจน ทั้งยังมีขนมหวานและสุรารสอ่อนเคียงคู่มาด้วย ส่วนอีกฟากหนึ่งกลับเป็นขาหมูต้มน้ำใสและหัวแพะทั้งหัว ดูไปแล้วไม่เหมือนการจัดเตรียมต้อนรับแขกเหรื่อ แต่กลับเหมือนเครื่องเซ่นสังเวยที่ใช้บูชาเทพเจ้าเสียมากกว่า
สำหรับแม่นางสามสี ก็มีทั้งเนื้อเส้นและปลาเตรียมไว้ให้ จัดวางมาในจานประณีตอย่างละสองที่ ทั้งแบบดิบและแบบสุก
ขาดเพียงแต่ไม่ได้ปักธูปเทียนลงมาให้เห็นชัดๆ เท่านั้นเอง
เจ้านกนางแอ่นขี้อายไม่ได้เข้ามาด้านใน
ทว่าซ่งโหยวคาดเดาว่า ในบรรดาอาหารเหล่านั้นย่อมต้องมีส่วนของนกนางแอ่นด้วยแน่
“…”
ซ่งโหยวรู้สึกขบขันจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยขัดศรัทธาแต่อย่างใด เพียงกล่าวขอบคุณแล้วเริ่มขยับตะเกียบ
จริงอยู่ที่ในทะเลมีอาหารทะเลกินไม่หวาดไม่ไหว และในถุงย่ามของเขาก็มีเกลือและเครื่องปรุงต่างๆ ครบครัน ทว่าการทำอาหารบนเรือน้อยนั้นไม่สะดวกนัก หลายวันที่ผ่านมาเขาจึงกินแต่อาหารรสชาติจืดชืดมาโดยตลอด
แม้ว่าอาหารบนโต๊ะนี้จะมีรสชาติค่อนข้างอ่อนเช่นกันก็ตาม
“ขอบคุณทุกท่านสำหรับสุราและอาหารเลิศรส ข้ารู้สึกอิ่มหนำยิ่งนัก” ซ่งโหยวแย้มยิ้ม “และขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่ทั้งสองท่านเล่าให้ฟัง ช่วยเปิดหูเปิดตาให้ข้าและแม่นางสามสีได้มากทีเดียว”
“ไม่ควรจริงๆ ขอรับ” เยี่ยซินหรงทายาทรีบโบกมือตาม ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านคุณชายออกทะเลมา หากไม่ใช่ตั้งใจมาช่วยพวกเรา แล้วท่านกำลังตามหาสิ่งใดอยู่หรือขอรับ”
“ตามหาความพิสดารจากเรื่องเล่าของพวกท่านนั่นแล”
“อย่างเช่นอาณาจักรยักษาน่ะหรือ”
“ถูกต้อง”
“…”
ทายาทยักษาอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสบตากับเถ้าแก่เจี่ย
จากนั้นเขาจึงประสานมือ ถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อมยิ่งขึ้น
“คุณชายหาเจอหรือยังเล่า”
“ก่อนหน้านี้ยังหาไม่เจอหรอก แต่ดูจากที่นี่แล้ว…” ซ่งโหยวหันไปมองม่านหมอกสีขาวโพลนด้านนอก “ข้าคิดว่าเจอแล้วล่ะ”
“ไม่ปิดบังท่าน เมื่อคืนหลังจากที่พวกข้าพลัดหลงกับเรือน้อยของท่าน เช้าวันนี้ก็ได้ล่องมาถึงอาณาจักรยักษาแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ขึ้นฝั่งขอรับ” เยี่ยซินหรงรีบรายงาน “ท่ามกลางหมอกหนาเช่นนี้ ความจริงแล้วชายฝั่งของอาณาจักรยักษาอยู่ห่างออกไปทางด้านหลังไม่ถึงหนึ่งลี้ หากคุณชายปรารถนาจะไป ข้านำทางไปได้ ข้าพูดภาษายักษาได้ขอรับ”
“ใกล้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ซ่งโหยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ยามที่เขาเพิ่งตื่นนอนบนเรือลำน้อย พลังวิญญาณฟ้าดินได้บอกกล่าวเขาแล้วว่าสถานที่แห่งนี้พิสดารยิ่งนัก ทว่าเขานึกไม่ถึงว่าสิ่งที่ตนค้นหานั้นจะอยู่ใกล้ตัวเพียงเอื้อมมือ
“พวกเราเองก็ไม่ทราบว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ตามหลักแล้ว เมื่อวานควรจะอยู่ห่างจากแผ่นดินราวสามร้อยลี้ อาณาจักรยักษามักจะอยู่ห่างจากต้าเยี่ยนกว่าพันลี้ ต่อให้พายุเมื่อคืนจะรุนแรงเพียงใด ก็ไม่น่าจะพามาไกลขนาดนี้ได้ภายในคืนเดียว และยังไม่ได้พลัดหลงจากเรือน้อยของท่านไปไกลนักด้วยขอรับ”
“คงจะมีสิ่งลี้ลับซ่อนอยู่”
“คงจะเป็นเช่นนั้น”
“ได้คุยกันไม่เท่าไรขอรับ” เยี่ยซินหรงกล่าว “ปกติชาวยักษาไม่ชอบให้คนนอกย่างกรายเข้าไป ยิ่งช่วงนี้ท้องทะเลมีความเคลื่อนไหวรุนแรง พวกเขายิ่งไม่ต้อนรับหนักเข้าไปอีก เมื่อเช้ายามที่เรือของพวกเราลอยไปติดชายฝั่งอาณาจักรยักษา ก็มีหน่วยลาดตระเวนยักษาเข้ามาซักถามทันที โชคดีที่ข้าหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับพวกเขาและพูดภาษายักษาได้ จึงไม่ได้ทำให้พวกเขาโกรธเคือง มิเช่นนั้นเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้ขอรับ”
“หมายความว่าเมื่อก่อนคนนอกขึ้นไปบนอาณาจักรยักษาได้หรือ”
“ข้าจะนำทางท่านไปเอง” เยี่ยซินหรงลุกขึ้นยืนทันที “พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ท่านฟังด้วย”
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนเวลาพวกท่านสักครึ่งวันแล้ว” ซ่งโหยวหันไปมองหมอกหนาด้านนอก “วันนี้หมอกลงจัด คิดว่าเถ้าแก่คงยังไม่ถอนสมอออกเรือในเร็วๆ นี้แน่ ข้าไม่อยากรบกวนเวลาของเถ้าแก่นานนัก จะรีบพาท่านเยี่ยกลับมาส่งที่เรือในช่วงเที่ยงที่หมอกเริ่มจาง”
“คุณชายพูดอะไรอย่างนั้นเล่า ทำตัวตามสบายเถิด” เถ้าแก่เจี่ยรีบประสานมือ “อย่างไรเสียพวกเราก็พักอยู่ที่อาณาจักรแขนยาวมาตั้งครึ่งปีแล้ว ไม่รีบร้อนหรอก หากคุณชายจะให้ท่านเยี่ยตามไปสักระยะ พวกเราก็จะรออยู่ที่นี่จนกว่าท่านเยี่ยและคุณชายจะกลับมา”
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวคำนับลา แล้วเดินนำออกไปด้านนอก
โดยมีเจ้าแมวสามสีวิ่งตามไปติดๆ
ทายาทยักษาร่างกำยำเดินตามหลังมา พร้อมกับกำชับลูกน้องให้นำลูกหมูตัวหนึ่งติดไปด้วย
ครู่ต่อมา
คนสองคน แมวหนึ่งตัว และลูกหมูอีกหนึ่งตัวก็กลับลงมาอยู่บนเรือลำน้อย โดยมีนกนางแอ่นบินตามมาด้วย
เยี่ยซินหรงรับหน้าที่พายเรืออย่างขยันขันแข็ง เขาพายเรือน้อยฝ่าม่านหมอกหนา แหวกผ่านผิวน้ำที่เรียบดุจกระจก มุ่งหน้าไปยังเกาะยักษา ท่ามกลางสายตาของกลุ่มคนที่เฝ้ามองลงมาจากเรือสำเภา
“ต้าเยี่ยนมีตำนานเกี่ยวกับเผ่ายักษามานานแล้ว ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะมีคนเคยพบเจอยักษากลางทะเลมาตั้งแต่สมัยก่อน ทว่าเมื่อเรื่องราวแพร่เข้าไปถึงดินแดนต้าเยี่ยน ก็ถูกเล่าขานจนผิดเพี้ยนไปมากมายหลายสำนวนขอรับ” เยี่ยซินหรงเล่าไปพายเรือไป “นิทานหลายเรื่องบอกว่ายักษากินคนและดุร้ายป่าเถื่อนยิ่งนัก ความจริงแล้วยักษาไม่ได้กินคนหรอก ปกติพวกเขากินปลาที่จับได้และสัตว์ป่าเป็นอาหาร ส่วนเรื่องนิสัยดุดันโมโหร้ายนั้นเป็นเรื่องจริง ทว่าตั้งแต่ท่านปู่ทวดได้ก่อวีรกรรมไว้ที่อาณาจักรยักษาเมื่อหลายปีก่อน พวกยักษาก็ค่อยๆ เรียนรู้วิธีการก่อไฟย่างเนื้อ รู้จักการเลี้ยงปศุสัตว์และเพาะปลูกพืชพันธุ์ ทั้งยังต้อนรับคนนอกมากยิ่งขึ้นด้วย”
“นับว่าบรรพบุรุษของท่านมีส่วนช่วยในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรยักษาและชาวต้าเยี่ยนไม่น้อยเลยนะ” ซ่งโหยวลูบหัวแมวพลางเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
“ไม่ใช่เป็นเพียงความดีความชอบของท่านปู่ทวดคนเดียวหรอกขอรับ แต่หลังจากยุคของเขาเป็นต้นมา อาณาจักรยักษาก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาจึงเริ่มเดินทางมาที่นี่กันมากขึ้น” เยี่ยซินหรงเอ่ย “อาณาจักรยักษามีอัญมณีล้ำค่าชนิดหนึ่งที่ส่องแสงสีแดงฉานดุจโลหิตในยามค่ำคืน ใช้แทนตะเกียงได้ เพียงตบเบาๆ ลำแสงจะรวมตัวแล้วพุ่งไปตกบนพื้นเป็นวงเล็กๆ ก่อนหน้านี้พ่อค้าเดินเรือในหยางโจวและล่างโจวต่างพากันคลั่งไคล้อัญมณีชนิดนี้ บรรทุกทั้งปศุสัตว์และเครื่องปั้นดินเผาออกตามหาอาณาจักรยักษากัน เมื่อพบแล้วก็นำสินค้าไปแลกเปลี่ยน แต่น่าเสียดายที่ในภายหลังพวกเขาพบว่าหากอัญมณีชนิดนี้ถูกนำออกจากอาณาจักรยักษาไป ก็จะมีใช้งานได้เพียงครึ่งปีแล้วจึงเสื่อมลง ประกอบกับอาณาจักรยักษานั้นหายากยิ่งนัก พ่อค้าที่ออกตามหาจึงค่อยๆ ลดน้อยลงไปตามกาลเวลาขอรับ”
“แล้วตัวท่านเล่า เคยมาที่นี่กี่ครั้งแล้ว”
“หากนับครั้งนี้ด้วย ก็เป็นครั้งที่สองขอรับ” เยี่ยซินหรงตอบ “ทว่าพวกยักษาเองก็มักจะออกทะเลเช่นกัน พวกเขาใช้เรือไม้ซุง หรือบางทีก็แค่ขี่ท่อนไม้ธรรมดาๆ ใช้ปลาเล็กเป็นเหยื่อล่อปลาใหญ่ บางคราที่พวกเขาออกเรือไปไกลหรือประสบคลื่นลมพายุ ก็มักจะพบปะกับเรือของชาวต้าเยี่ยนบ้าง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีพวกยักษานิสัยดุร้ายที่ทำตัวเป็นโจรสลัด คอยปล้นชิงเรือที่ผ่านมา ข้าเคยพบเจออยู่บ่อยครั้ง ทว่าแค่ข้าพูดภาษายักษากับพวกเขา ต่อให้เป็นยักษาผู้โหดเหี้ยมเพียงใดก็จะล่าถอยไปเองขอรับ”
ผืนแผ่นดินเลือนรางท่ามกลางหมอกหนาค่อยๆ ปรากฏขึ้นทีละน้อย
ดูเหมือนจะเป็นชายหาดและป่าเขาธรรมดา ทว่าย่อมไม่อาจกะขนาดของแผ่นดินใต้ม่านหมอกได้ชัดเจนนัก ถึงกระนั้นกลับมองเห็นเงาร่างหนึ่งยืนเด่นสง่าอยู่ริมหาด
ซ่า…
ไม้พายแหวกสายน้ำ เรือลำน้อยแล่นใกล้เข้าไปทุกที
เงาร่างนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เป็นเงาร่างสูงใหญ่ ดูดุดันน่าเกรงขามยิ่งนัก ความสูงร่วมหนึ่งจั้ง ผิวหน้าเป็นสีเขียวมีเขี้ยวโค้งงอ กล้ามเนื้อเป็นมัด พันเศษผ้าเก่าๆ และใบไม้ไว้รอบลำตัว ประดับประดาด้วยเปลือกหอยและกระดูกสัตว์ร้อยด้วยเชือกหญ้า บนใบหน้าและตามตัวถูกระบายด้วยสีสันฉูดฉาด ในมือถือทวนไม้หนายิ่งกว่าลำแขนบุรุษ
“นั่นคือ ‘ยักษาตระเวนสมุทร’ ขอรับ คงจะมาเฝ้าเวรยามเพราะเห็นเรือสำเภาเมื่อเช้า หรือไม่ก็คงได้ยินเสียงพายเรือของพวกเราจึงตามเสียงมา” เยี่ยซินหรงกระซิบบอกซ่งโหยว
“เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะพอดี” ซ่งโหยวเอ่ย “จะมาเยือนทั้งทีหากไม่บอกกล่าวเจ้าบ้านเสียหน่อยย่อมดูเสียมารยาท จะได้ไม่ต้องรอให้คนจากอาณาจักรยักษามาหาพวกเรากลางทะเลอีก”
“ท่านช่างเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนัก”
“รบกวนท่านช่วยเจรจากับเขาด้วย”
“ข้าจะลองสอบถามเขาก่อนว่าพวกเราสามารถขึ้นฝั่งได้หรือไม่”
เยี่ยซินหรงยังคงกระซิบกับซ่งโหยว จากนั้นจึงชูคอขึ้นตะโกนโต้ตอบเป็นภาษายักษา ทั้งสองฝ่ายเจรจากันไปมาอยู่สักพัก
ซ่งโหยวจ้องมองยักษาตนนั้นพลางพินิจพิเคราะห์ไปด้วย
นี่คือต้นแบบของ ‘วิชายักษ์กระดาษ’ ที่เขาได้พบเจอเมื่อครั้นยังอยู่อี้ตู
ไม่ใช่เพียงแค่วิชายักษ์กระดาษเท่านั้น ทว่าในทางศาสนาและตำนานพื้นบ้านมากมายต่างก็มีเรื่องราวของยักษาแทรกอยู่ ไม่ว่าจะยกย่องให้เป็นเทพผู้พิทักษ์เพราะความแข็งแกร่งดุดัน หรือจะนำนิสัยดุดันโมโหร้ายมาแต่งเติมให้กลายเป็นอสูรกายไว้ขู่เด็กๆ หรืออาจเป็นสมุนของจอมมาร แม้แต่การสร้างอาคมเป็นรูปยักษ์ เพราะอยากสร้างความเหี้ยมหาญ น่าเกรงขาม และแฝงด้วยกลิ่นอายวิชามารไปพร้อมๆ กัน”
เมื่อได้มาเห็นตัวจริงในวันนี้ ก็นับว่าได้เปิดหูเปิดตาโดยแท้
“คุณชายขอรับ…”
เยี่ยซินหรงเบนสายกลับมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “เขาบอกว่าบนเกาะกำลังจัดพิธีบวงสรวงใหญ่ ไม่ว่าข้าจะพูดอย่างไร เขาก็ไม่ยอมให้พวกเราขึ้นฝั่งเด็ดขาดขอรับ”
“พิธีบวงสรวงรึ”
“เดี๋ยวข้าจะลองถามดู…”
เยี่ยซินหรงหันไปเจรจาอีกพักหนึ่ง
ดูเหมือนพวกยักษาจะมีไมตรีกับเผ่าพันธุ์เดียวกันอยู่มาก เมื่อเห็นเยี่ยซินหรงแม้จะร่างเล็กและหน้าตาพิลึกไปบ้าง แต่กลับพูดภาษายักษาได้คล่องแคล่ว ท่าทีของยักษาลาดตระเวนจึงอ่อนลง
ไม่นานนักเยี่ยซินหรงก็หันกลับมา สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก เขาตอบซ่งโหยวว่า “เขาว่าช่วงนี้จ้าวสมุทรอารมณ์แปรปรวน มักจะบันดาลให้เกิดคลื่นยักษ์ทำลายเรือที่ผ่านไปมา และยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่ออาณาจักรยักษารวมถึงอาณาจักรใกล้เคียง พวกเขาจึงต้องจัดพิธีบวงสรวงเพื่อถวายเครื่องเซ่นและอ้อนวอนจ้าวสมุทรขอรับ”
“จ้าวสมุทรบันดาลให้เกิดคลื่นยักษ์อย่างนั้นหรือ”
“เขาว่าอย่างนั้นขอรับ”
“เป็นเช่นนั้นเอง…”
คงเป็นเพราะชายผู้นี้เชื่อมาตลอดว่าคลื่นลมในทะเลคือภัยธรรมชาติ และการอ้อนวอนต่อจ้าวสมุทรจะช่วยคุ้มครองตนได้ เขาจึงพาคนทั้งเรือโยนปศุสัตว์ลงทะเลเป็นเครื่องเซ่นมาโดยตลอด ทว่าพอมารู้ความจริงจากปากยักษาว่าคลื่นยักษ์เหล่านั้นล้วนมาจากจ้าวสมุทรที่ตนพยายามบูชา จึงเผยสีหน้าเช่นนั้นออกมา
“แล้วเหตุใดจ้าวสมุทรถึงดลบันดาลคลื่นยักษ์เล่า”
“พวกเขาก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ”
“เช่นนั้นท่านลองถามเขาดูเถิดว่า หลังจากเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงแล้ว จะอนุญาตให้พวกเราขึ้นไปเยี่ยมชมบนเกาะได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ” เยี่ยซินหรงเอ่ยถามยักษาแล้วแปลให้ซ่งโหยวฟังว่า “เขาว่าเรื่องนี้ต้องถามกษัตริย์ก่อน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งพิธีนี้จะกินเวลาถึงสามวัน เขาจึงเร่งให้พวกเรารีบจากไปขอรับ”
“น่าเสียดายยิ่งนัก”
ซ่งโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดาย ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เช่นนั้นรบกวนท่านช่วยถามคำถามสุดท้ายกับพวกเขา ตำนานเล่าว่ากลางทะเลมีอาณาจักรคนแคระอยู่ไม่ไกลจากแถวนี้ ไม่ทราบว่าเขาพอจะรู้ทิศทางหรือไม่”
“ได้ขอรับ…”
เยี่ยซินหรงหันกลับไปซักถามทันที ทั้งสองเจรจาโต้ตอบกันอยู่สักครู่หนึ่งพร้อมทำท่าทางประกอบ จนในที่สุดเขาก็หันมาบอกซ่งโหยวว่า “ยักษาตนนี้เคยได้ยินชื่ออาณาจักรคนแคระจริงๆ ขอรับ เพียงแต่เขาเองก็ไม่เคยไป เขาบอกว่าให้มุ่งหน้าไปทางทิศที่ดวงตะวันขึ้น พายเรือไปประมาณหนึ่งวัน จะพบกับ ‘อาณาจักรสัตว์ร้าย’ เมื่อถึงที่นั่นแล้วค่อยถามทางอีกที”
“อาณาจักรสัตว์ร้ายรึ”
“ภาษายักษากับภาษาต้าเยี่ยนเรียกต่างกันเล็กน้อยน่ะขอรับ…”
“ขอบคุณท่านมาก และฝากขอบคุณเขาด้วย”
ซ่งโหยวแสดงกิริยานอบน้อมค้อมกายคารวะให้แก่พวกเขา
เยี่ยซินหรงจึงหันไปโต้ตอบกับยักษาลาดตระเวนสั้นๆ คาดว่าคงเป็นการกล่าวคำขอบคุณ จากนั้นจึงโยนลูกหมูที่เตรียมมาขึ้นฝั่งไปเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจ ยักษาตนนั้นรับไปอย่างงุนงงครู่หนึ่ง ก่อนจะแผดเสียงห้ามไม่ให้เรือน้อยของซ่งโหยวจากไปในทันที เขาถือทวนวิ่งกลับเข้าไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วโยนกลับมาบนเรือ นับเป็นการแลกเปลี่ยนสินน้ำใจตามธรรมเนียม
ยักษาหาได้รู้มารยาทด้อยไปกว่ามนุษย์เลย
……………