ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 422 แม่นางสามสี อย่าได้ใช้สายตาเช่นนั้นทำข้าหลุดหัวเราะเชียว!
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 422 แม่นางสามสี อย่าได้ใช้สายตาเช่นนั้นทำข้าหลุดหัวเราะเชียว!
บทที่ 422 แม่นางสามสี อย่าได้ใช้สายตาเช่นนั้นทำข้าหลุดหัวเราะเชียว!
……………
“ไม่ทราบว่าคุณชายซ่งและแม่นางสามสีเดินทางมาจากต้าเยี่ยน จะมุ่งหน้าไปที่ใดหรือ และเหตุใดจึงหลงเข้ามาถึงเขตแดนอาณาจักรวิฬารของข้าได้”
“ข้าออกท่องใต้หล้า ครั้นพเนจรมาถึงแถบชายฝั่งต้าเยี่ยน ได้ยินมาว่าในมหาสมุทรมีอาณาจักรแปลกประหลาดและตำนานผีสางเทพยดามากมาย จึงได้ล่องเรือออกตามหา ทว่าเสบียงน้ำจืดบนเรือขัดสนลงเสียก่อน จึงตั้งใจหาเกาะเพื่อพักเติมน้ำ นึกไม่ถึงว่าจะล่วงล้ำเข้ามาในเขตแดนของพวกท่าน ต้องขออภัยที่เสียมารยาทจริงๆ”
“ฮ่าๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!”
หวงจ้วงนั่งขัดสมาธิลงอย่างเรียบง่ายพลางหัวเราะร่า ก่อนจะกล่าวกับพวกเขาว่า “บรรพบุรุษอาณาจักรวิฬารของข้าก็มาจากแดนสวรรค์บนแผ่นดินใหญ่เช่นกัน แม้ครานั้นจะยังไม่ใช่ยุคต้าเยี่ยน แต่ก็นับว่ามีรากเหง้าเดียวกัน ฝ่าบาทของข้ามักจะให้ความเคารพนอบน้อมต่อผู้ที่มาจากแผ่นดินใหญ่เสมอ เดี๋ยวข้าจะสั่งให้เด็กๆ ฝีเท้าไวไปกราบทูลฝ่าบาท รับรองว่าท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติแน่นอน”
ซ่งโหยวเห็นเป็นเรื่องน่าสนุกจึงไม่ได้ปฏิเสธ เพียงประสานมือตอบว่า “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแม่ทัพแล้ว…”
“ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลย”
แม่ทัพหวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการ
“หม่าเอ้อร์”
“อยู่นี่ขอรับ!”
แมวลายสลิดตัวหนึ่งกระโดดพรวดขึ้นมายืนตรง สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
“ฝากเจ้าด้วย”
“รับทราบขอรับ!”
แมวลายสลิดหมุนกายหายวับเข้าไปในพุ่มหญ้าอย่างรวดเร็ว
ซ่งโหยวทอดสายตามองตามเงาที่หายไป แล้วหันกลับมากล่าวกับแมวส้มว่า “ท่านแม่ทัพควบคุมกองทัพได้เข้มงวดนัก”
“ท่านชมเกินไปแล้ว” แมวส้มส่ายหน้า ท่าทางและน้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง ไม่ได้เย่อหยิ่งทว่าก็ไม่ได้ถ่อมตนจนเกินงาม มันยืนขึ้นแล้วกวาดสายตามองเรือน้อยของซ่งโหยว “เรือลำในี้คือพาหนะที่ใช้ล่องทะเลมาหรือ”
แมวลายขาวดำขานรับเสียงขะมักเขม้น
“เท่านี้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว เชิญคุณชายตามข้าไปที่ใจกลางอาณาจักร” แมวส้มว่าแล้วก็เดินนำออกไป
“ตามแต่ท่านแม่ทัพจะนำทางเลย”
ซ่งโหยวรีบเดินตามหลังไป
แม่นางสามสียังคงอยู่ในอาการตะลึงลาน ทว่าก็เดินตามไปโดยไม่พูดไม่จาเช่นกัน
พลันได้ยินเสียงทหารแมวด้านหลังกระซิบกระซาบกันลอยมาตามลม ‘นั่นน่ะหรือมนุษย์’ บ้างก็ว่า ‘แผ่นดินใหญ่อยู่ที่ไหนกันนะ’ หรือ ‘สมกับที่เป็นคนจากแผ่นดินใหญ่ มารยาทดีไร้ที่ติจริงๆ’ และยังมีเสียงถกเถียงเรื่องฐานะเทพแมวของแม่นางสามสีว่านางดูไม่เหมือนแมวทั่วไปจริงๆ
เสียงเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปตามระยะทาง
“แล้วหลังจากนี้คุณชายตั้งใจจะไปที่ใดต่อหรือ” แมวส้มหันมาถามระหว่างเดิน
“อ้อ เดิมทีข้าตั้งใจจะตามหาอาณาจักรสัตว์ร้าย ทว่าหาไม่พบจึงต้องมาเทียบท่าที่นี่ก่อน” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพหวงพอจะเคยได้ยินชื่ออาณาจักรสัตว์ร้ายบ้างหรือไม่”
“อาณาจักรสัตว์ร้ายหรือ”
“ข้าถามมาจากพวกยักษาน่ะ”
“ยักษา อ้อ! หมายถึงพวก ‘ทูเอ๋อร์ฮุย’ ใช่หรือไม่”
“ดูเหมือนจะออกเสียงประมาณนั้น”
“ฮ่าๆ…”
นึกไม่ถึงว่าแมวส้มจะแหงนหน้าหัวเราะร่า ทว่าภายใต้น้ำเสียงที่ดูสุขุมนุ่มลึกนั้น กลับเจือไปด้วยความเศร้าสร้อยอย่างประหลาด มันหันมามองซ่งโหยวแวบหนึ่งด้วยสายตาเรียบเฉย “นั่นมันเป็นเรื่องราวตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว ครั้งสุดท้ายที่มีพวกยักษาหลงเข้ามาที่นี่ ก็เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเห็นจะได้”
“โอ้ เป็นมาอย่างไรหรือ”
“เมื่อสิบกว่าปีก่อน ใต้หล้าเกิดกลียุค กบฏโหวหลิงฉวยโอกาสปั่นป่วนราชสำนัก ต่อมาไป๋เจาชิงบัลลังก์ เจ้าเมืองทั้งสิบสามเขตจึงรวมตัวกันทำศึกโค่นล้มอำนาจ เมื่อโอรสสวรรค์ไม่ใช่โอรสสวรรค์อีกต่อไป ความขัดแย้งของสามเผ่าพันธุ์จึงไม่มีผู้ใดมากดดันอีก บัดนี้ดินแดนแห่งนี้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสามส่วน ไม่มีอาณาจักรสรรพสัตว์อีกต่อไปแล้ว”
ซ่งโหยวสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ทว่าขณะเดียวกันก็แฝงด้วยความอ้างว้าง
ครานี้ซ่งโหยวจึงเพิ่งเข้าใจว่า ‘ทูเอ๋อร์ฮุย’ ในภาษายักษาที่เยี่ยซินหรงแปลว่าอาณาจักรสัตว์ร้าย แท้จริงแล้วก็คืออาณาจักรสรรพสัตว์ที่แมวส้มบอก ซึ่งก็คือเกาะแห่งนี้นี่เอง
“ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของใต้หล้า คือพื้นที่ที่เหมาะแก่การหาปลาและกุ้งที่สุด และนั่นคือเขตแดนของอาณาจักรวิฬาร ทว่าช่วงเวลานี้ อาณาจักรสุนัขที่เคยเป็นพันธมิตรร่วมรบกับพวกเราเพื่อต้านอาณาจักรวานร กลับฉีกสัญญา ไม่เพียงแต่ส่งทหารเรือรุกล้ำพื้นที่ทำประมง ซ้ำยังยกทัพใหญ่บุกยึดเขตไป๋โจวของพวกเรา สร้างสถานการณ์ตึงเครียดนัก” แมวส้มเล่าไปเรื่อยๆ “ทหารสุนัขเชี่ยวชาญการว่ายน้ำ แม่ทัพใหญ่ของพวกมันก็เจ้าเล่ห์นัก ท่านอัครเสนาบดีของอาณาจักรวิฬารเกรงว่าพวกมันจะใช้ทัพลับลอบขึ้นฝั่งทางชายทะเล เพื่อกระหน่ำบุกตีเราจากสองทางและฮุบเอาชายฝั่งเขตซาโจวอันมั่งคั่งไป จึงสั่งให้ข้านำทัพมาเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้ทหารท้องถิ่นถึงได้ตกใจกับการมาถึงของพวกท่าน หากมีสิ่งใดล่วงเกินไป ขอคุณชายซ่งและแม่นางสามสีโปรดให้อภัยด้วยเถิด”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
“โปรดให้อภัยด้วย~”
แม่นางสามสียังคงเผยสีหน้ามึนงง นางเพียงก้าวเท้าเดินตามหลังนักพรตหนุ่มไปพลางพูดทวนคำตามแมวส้มเหมือนนกแก้วนกขุนทอง ดูเหมือนจนถึงตอนนี้นางจะยังหาทางออกจากความงุนงงไม่ได้เลย
ส่วนซ่งโหยวยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง
ทว่าทุกครั้งที่เขาก้มลงสบตากับแม่นางสามสี แล้วเห็นแววตาที่ใสซื่อทว่าว่างเปล่าราวกับวิญญาณได้หลุดลอยไปแล้วของนาง เขาก็ต้องกลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ
“ทว่าในเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดถึงเพียงนี้ และการป้องกันชายฝั่งซาโจวก็สำคัญยิ่ง…” ซ่งโหยวลอบมองแมวส้มตัวอ้วนกำยำที่เดินฉับๆ อยู่ด้านหน้า แล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “การที่ท่านแม่ทัพละทิ้งค่ายทหารเพื่อนำทางพวกเราไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ที่ใจกลางอาณาจักรเช่นนี้ จะเป็นการดีหรือ”
“ฮ่าๆๆ…”
แมวส้มหัวเราะเสียงดังด้วยความมั่นใจ “คุณชายวางใจเถิด เมื่อสองวันก่อนพายุโหมกระหน่ำรุนแรง ท่ามกลางแสงสายฟ้าข้าเห็นเงาร่างของเทพมังกร ด้วยนิสัยขี้ขลาดของพวกอาณาจักรสุนัข เกรงว่าตลอดช่วงครึ่งเดือนนี้ พวกมันคงไม่กล้าเหยียบลงทะเลแน่… อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่าชายฝั่งของพวกมันได้รับความเสียหายย่อยยับ ยามนี้คงมัวแต่วุ่นวายเก็บกวาดซากปรักหักพังอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนมารุกรานอาณาจักรวิฬารของข้า”
แมวส้มนำเขาเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าลึก ข้ามภูเขาไปหลายลูก
ระหว่างทางมีเส้นทางอยู่ ทว่าถนนหนทางนั้นเล็กจิ๋วประหนึ่งทางแมวเดิน ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นทางสำหรับแมวเดินจริงๆ กว้างเพียงหนึ่งฝ่าเท้ามนุษย์เท่านั้น แมวส้มและแม่นางสามสีจึงเดินได้อย่างคล่องตัว ทว่าสำหรับซ่งโหยวแล้วกลับเป็นการเดินที่ทุลักทุเลยิ่งนัก
เมื่อปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขาที่สูงที่สุด แมวส้มก็นำเขาไปยืนทอดนองไกล มันยื่นอุ้งเท้าข้างหนึ่งชี้ไปยังเทือกเขาหลายลูกที่อยู่ห่างออกไป พร้อมกับวาดวงล้อมรอบพื้นที่อาณาบริเวณหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“นั่นคือเขตไป๋โจวที่ถูกพวกแคว้นสุนัขยึดครองไป แม้จะไม่มั่งคั่งเท่าเขตซาโจว แต่ก็เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ที่เต็มไปด้วยหนอนไม้ไผ่และหนู เมื่อแคว้นสุนัขยึดที่นั่นได้ ก็ถือว่าพวกมันปักหลักอยู่ไม่ไกลจากใจกลางอาณาจักรวิฬารแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะตอบโต้อย่างไร จึงได้แต่ตอบรับไปสั้นๆ ก่อนจะก้มหน้าลงมองเจ้าแมวตัวน้อยข้างกาย
ราวกับว่าเจ้าแมวสามสีมีจิตวิญญาณสื่อถึงเขา นางเงยหน้าขึ้นมามองเขาพอดี แววตายังคงใสซื่อและฉายแววมึนงง ทว่าในครานี้กลับมีความอ้างว้างแทรกอยู่หลายส่วน
“…..”
ซ่งโหยวเม้มปากแล้วเดินตามแมวส้มไป
พวกเขาข้ามภูเขามาอีกหลายลูก เดินมาได้ราวสามลี้ ก็เริ่มเห็นประชากรแมวหนาตาขึ้นอย่างชัดเจน มักจะมีรังแมวปรากฏให้เห็นตามสองข้างทางอยู่บ่อยครั้ง
เห็นทีคงเข้าสู่เขตใจกลางอาณาจักรแล้ว
เมื่อเดินต่อเข้าไป รังแมวก็เริ่มมีลักษณ์เปลี่ยนไป
แรกๆ ยังเห็นเป็นรังแมวซอมซ่อ เป็นเพียงยอดหญ้าที่ถูกทับจนแบนราบแผ่นหนึ่ง บนนั้นมีขนแมวติดอยู่ แมวที่อาศัยส่วนใหญ่เป็นแมวขนสีเดียวร่างผอมโซตัวเล็ก บางตัวเจ็บป่วยหรือพิการมาแต่กำเนิด ยามที่แม่ทัพหวงนำทางซ่งโหยวและแม่นางสามสีเดินผ่าน พวกมันต่างพากันหลบสายตา ไม่กล้ามองตรงๆ คงจะเป็นแมวที่มีฐานะต่ำต้อยที่สุดในอาณาจักร และเป็นรังที่อัตคัดที่สุดด้วย
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีก ก็เริ่มมีรังแมวที่ปูด้วยหญ้าแห้ง ทำเลที่ตั้งมักเป็นที่กำบังลมและฝนได้ดี บางรังมีหลังคาเตี้ยๆ กระทั่งด้านหลังกระท่อมยังมีกองทรายเล็กๆ ไว้สำหรับขับถ่าย
แมวเหล่านี้ดูมีสุขภาพดีและแข็งแรงขึ้นมาก
มีแมวคาบปลา กุ้ง หรือหนูเดินกลับมา
เห็นแมวหยอกล้อเล่นสนุกกัน
ซ่งโหยวเห็นแมวกลุ่มใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ภายใต้การบัญชาการของแมวแก่ตัวหนึ่ง พวกมันกำลังฝึกซ้อมการต่อสู้จู่โจมกัน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นการฝึกทหารหรืออย่างไร
ซ่งโหยวเดินไปพลางกวาดสายตามองซ้ายขวาไปพลาง
ส่วนแม่นางสามสีนั้นกลับเบิกตากว้าง เหลียวหน้าแลหลังไม่หยุด ไม่พลาดที่จะสังเกตรายละเอียดใดๆ ในสถานที่แห่งนี้ มีบ่อยครั้งที่นางหยุดเดินโดยไม่รู้ตัวจนถูกนักพรตที่เดินตามหลังมาเหยียบหางเข้า หรือบางทีก็รั้งท้ายอยู่เบื้องหลัง จนทหารแมวต้องเอ่ยเตือน นางถึงจะรีบวิ่งเหยาะๆ ตามมาให้ทัน
ยิ่งเดินลึกเข้าไป รังแมวก็ยิ่งหรูหราขึ้น
แมวบางตัวมีชั้นไม้สำหรับนอนตากแดดโดยเฉพาะ หรือสร้างรังไว้บนต้นไม้ ทั้งยังมียุ้งฉางเก็บปลาแห้งและเนื้อแห้งเป็นการเฉพาะอีกด้วย
“แมวทุกตัวในอาณาจักรพูดได้หมดเลยหรือ”
“มีเพียงส่วนน้อยที่เฉลียวฉลาดพอจะพูดได้ โดยทั่วไปถ้าพูดได้ก็ได้เป็นขุนนางแล้ว” แมวส้มตอบเขา “แต่ส่วนใหญ่ยังคงฟังรู้เรื่องนะ”
“นั่นเป็นเพราะเหตุใดกัน”
“เหตุใดอะไรหรือ”
“ไม่มีแมวในแคว้นต้าเยี่ยนตัวใดที่พูดได้”
“ท่านเซียนล้อเล่นแล้ว แม่นางสามสีไม่ใช่พูดได้หรอกหรือ”
“แม่นางสามสีเป็นข้อยกเว้น” ซ่งโหยวหันไปมองแมวข้างกายที่หยุดเดินพลางจ้องมองไปรอบๆ ด้วยใบหน้ามึนงง “แม่นางสามสีเฉลียวฉลาดและมีพรสวรรค์เป็นเลิศถึงพูดได้”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่อาจทราบได้ บางทีท่านอาจจะต้องถามฝ่าบาทหรือท่านอัครเสนาบดีดู”
“อ้อ เป็นเช่นนี้นี่เอง” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “แล้วท่านแม่ทัพเคยได้ยินเรื่องอาณาจักรคนแคระบ้างหรือไม่”
“อาณาจักรคนแคระหรือ เคยได้ยินมาบ้าง ท่านเซียนจะไปที่นั่นหรือ”
“ข้ามาตามหาอาณาจักรสัตว์ร้าย จึงได้มาถามทางดู”
“เข้าใจแล้ว”
“ถึงแล้ว!”
แมวส้มหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อยพลางชี้ไปเบื้องหน้า
เบื้องหน้ามีหน้าผาที่ตั้งชันราวกับกำแพง สูงราวสองถึงสามจั้ง บนยอดหน้าผามีแมวนั่งประจำการอยู่ ด้านล่างมีเพียงช่องแคบเดียวซึ่งมีกลุ่มแมวยืนคอยท่าอยู่ที่นั่นแล้ว
“ด้านในนี้เป็นหุบเขา ล้อมรอบด้วยขุนเขาหินทั้งสี่ด้านที่สูงชัน แม้แต่ทหารลิงจากอาณาจักรวานรก็ยังปีนขึ้นไปไม่ได้ นับประสาอะไรกับทหารสุนัขเทอะทะ เรียกได้ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้อาณาจักรอื่นบุกเข้ามาไม่ได้ แต่แมวกลับปีนขึ้นลงได้อย่างง่ายดายนัก” แมวส้มเว้นจังหวะ “ด้านในคือใจกลางอาณาจักร ตรงกลางคือวังหลวง ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้านี้ก็คือท่านอัครเสนาบดีและท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเรา”
ยามนี้ฟ้าใกล้จะมืดเต็มที ซ่งโหยวเดินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อยถึงมองเห็นได้ชัดเจน
เบื้องหน้าสุดคือแมวดำตัวหนึ่งที่ค่อนข้างผอม ถัดไปด้านหลังเล็กน้อยมีแมวลายสลิดตัวหนึ่งยืนอยู่ แม้รูปร่างจะไม่ใหญ่เท่าแมวส้ม แต่ทั่วร่างกลับเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น แววตาฉายแววดุดัน
ด้านหลังสองฝั่งมีแมวนั่งหมอบตัวเรียงเป็นแถว
เบื้องหลังพวกมัน คือหุบเขาขนาดเล็ก
ใจกลางหุบเขามีกระท่อมหลังน้อยสูงราวตัวคนตั้งอยู่ ผนังสร้างด้วยหิน หลังคามุงด้วยไม้ไผ่และหญ้า ช่างดูโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก รอบๆ บริเวณนั้นเต็มไปด้วยรังแมวหลากหลายรูปแบบ
พอมองเห็นแมววิ่งไปมาอยู่ภายในรำไร
แมวส้มนางพวกเขาเดินเข้าไป พลางทำความเคารพแมวดำและแมวลายสลิดก่อน ซ่งโหยวเห็นแมวลายสลิดตัวนั้นถลึงตาใส่แมวส้มอย่างไม่พอใจนัก ส่วนแมวดำกลับก้าวเดินขึ้นมาข้างหน้า เอ่ยทักทายพวกเขาว่า:
“ท่านนี้คงจะเป็นท่านเซียนซ่งจากแดนสวรรค์สินะ และท่านนี้ก็คือแม่นางสามสีผู้มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้าใช่หรือไม่ ข้าคืออัครเสนาบดีแห่งอาณาจักรวิฬาร นามว่า มั่วท่าเสวี่ย ได้รับบัญชาจากฝ่าบาทให้มาต้อนรับทั้งสองท่านที่นอกเมือง โอ… บนท้องฟ้ายังมีแขกผู้บินได้อีกท่านหนึ่งด้วยเชียว เชิญทั้งสามท่านตามข้าเข้าเมืองเถิด ฝ่าบาทได้จัดเตรียมน้ำและผักผลไม้ไว้รอท่าแล้ว”
“ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวเดินตามไปได้สองก้าวก็หยุดลงแล้วหันไปมองแมวส้ม แมวส้มยิ้มร่าพลางบอกให้เขาเชิญก่อน ส่วนตัวมันจะตามไปติดๆ ซ่งโหยวจึงค่อยเดินตามอัครเสนาบดีแมวดำเข้าไปด้านใน
แว่วเสียงแมวลายสลิดด้านหลังดุด่าแมวส้ม ถามว่าเหตุใดจึงละทิ้งหน้าที่
แมวส้มจึงอธิบายความคิดของตนอีกครา แม้แมวลายสลิดจะยังคงดุด่าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้หาเรื่องบีบคั้นเกินไปนัก เพียงสั่งให้มันไปอธิบายต่อกษัตริย์เอง ถือว่ายอมรับเรื่องที่มันกลับจากชายแดนเข้าสู่ราชสำนักแต่โดยดี
แนวป้องกันของใจกลางอาณาจักรแน่นหนายิ่งนัก
ซ่งโหยวเดินตามพวกมันเข้าไป เดินผ่านหุบเขาไปครึ่งค่อนทาง ก็ได้พบกับแมวลายเปรอะแสนหายาก ซึ่งเป็นผู้ครองอาณาจักรวิฬารนั่นเอง
……………