ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 417 สำรวจผืนสมุทร
บทที่ 417 สำรวจผืนสมุทร
……………
มหาสมุทรเวิ้งว้างกว้างใหญ่ ยามนี้แทบจะมองไม่เห็นชายฝั่งเสียแล้ว
บัดนี้โลกทั้งใบหลงเหลือเพียงสีน้ำเงินครามเข้มอ่อนที่ตัดกันไปมา มีเพียงละอองไอน้ำที่อบอวลอยู่ตรงรอยต่อระหว่างฟ้ากับน้ำ จนดูไม่ออกว่าเส้นขอบฟ้านั้นทอดตัวอยู่หนใด เรือลำน้อยลอยคว้างอยู่กลางทะเลลึกอย่างโดดเดี่ยว
ผิวน้ำทะเลกระเพื่อมไหวไม่หยุดนิ่ง
หากมองจากไกลๆ จะเห็นเป็นเพียงระลอกคลื่น ดูไม่ใช่สิ่งโดดเด่นกลางผืนน้ำที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตนี้ เป็นเพียงรอยยับย่นที่ทำลายความเรียบเนียนดั่งคันฉ่องของท้องทะเลเท่านั้น ทว่าหากมองในระยะใกล้ ความสูงต่ำของคลื่นที่ยกตัวขึ้นลงนี้ กลับส่งผลให้เรือลำน้อยโคลงเคลงวูบไหวไม่มั่นคง
เด็กหญิงตัวน้อยก็สวมหมวกโต่วลี่เช่นกัน ดูเหมือนกับชาวประมงตัวจิ๋วนัก นางนั่งอยู่ริมขอบเรือ ในมือถือคันเบ็ดที่ผู้พิพากษาหลู่มอบให้ สายเบ็ดจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของท้องน้ำ
นกนางแอ่นเกาะอยู่บนกราบเรือ นิ่งสงบไม่ไหวติง
ภูตน้อยทั้งสองต่างกำลังตั้งอกตั้งใจฟังคำสอน
“แม่นางสามสีมีดาบสะบั้นวารีอยู่กับตัว ย่อมไม่ถูกสายน้ำรังแก ต่อให้อยู่ใต้ทะเลลึกก็สามารถหายใจและเคลื่อนไหวได้ตามใจนึก” ซ่งโหยวเอนกายพักผ่อนอยู่ในห้องเรือ ใช้สองแขนหนุนแทนหมอน เอาหมวกโต่วลี่ปิดหน้าไว้เกือบมิด มีเพียงเสียงที่รอดออกมา “นอกจากนี้ หากฝึกฝนอาคมธาตุน้ำ เช่น วิชาหลบเลี่ยงวารี ก็จะช่วยให้ไม่จมน้ำตาย หรือหากบรรลุอาคมธาตุน้ำขั้นสูงขึ้นไป ก็จะใช้สายน้ำเป็นเส้นทางหลบหลีกได้ แหวกว่ายไปมาอย่างอิสระดุจมวลมัจฉา”
“แล้วเจ้านกนางแอ่นไม่มีดาบสะบั้นวารี ทั้งยังไม่มีอาคมธาตุน้ำ จะทำอย่างไรเล่า” แม่นางสามสีถือคันเบ็ดไว้ในมือ สายตาจับจ้องผิวน้ำนิ่ง แต่ก็ไม่ลืมที่จะขานรับเขา
นกนางแอ่นเองก็เอียงคอมองมาด้วยความสนใจ
“เช่นนั้นก็คงต้องใช้อาคมเต๋าเล็กๆ น้อยๆ แล้ว” เสียงของนักพรตดังมาจากใต้หมวกงอบ “มีเทพองค์หนึ่งนามว่า ‘กงหลง’ หากนักพรตผู้บำเพ็ญตบะมาสูงส่งและกราบไหว้บูชาท่านเป็นประจำต้องการลงน้ำโดยไม่จม ก็แค่ต้องเรียกขานนามของท่านด้วยความเคารพ ขอให้ท่านช่วยเหลือ ยามต้องลงน้ำก็จะไม่จม แม้นกนางแอ่นจะไม่ใช่นักพรต และไม่ได้สักการะองค์เทพกงหลง แต่นกนางแอ่นก็เป็นถึงทายาทของเยี่ยนเซียน หากกล่าวนามของเยี่ยนเซียนไปด้วย บางทีท่านเทพคงจะยอมไว้หน้าบ้าง”
“เหมือนตอนที่แม่นางสามสีจุดตะเกียงหรือ”
“ตกลง…”
เด็กหญิงตัวน้อยเพิ่งจะกล่าวคำรับคำ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกได้ว่าสายเบ็ดนั้นตึงขึ้น แรงมหาศาลขุมหนึ่งส่งผ่านคันเบ็ดมาในฉับพลัน
หากไม่ตั้งตัวให้ดี คันเบ็ดคงหลุดมือไปแล้ว โชคดีที่นางไหวตัวทัน คว้าคันเบ็ดไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกับยันเท้าทั้งสองข้างลงบนกราบเรืออย่างรวดเร็ว
“อื้อ!”
แรงนั้นช่างมหาศาลนัก
เรือลำน้อยที่ลอยเคว้งอยู่ถูกลากจนหมุนคว้างเปลี่ยนทิศทางอย่างเห็นได้ชัด
แม่นางสามสีกำคันเบ็ดไว้แน่น แม้จะอยู่ในร่างมนุษย์ แต่หัวแม่เท้าทั้งสิบของนางก็จิกเกร็งจนกางออก ทุกสัดส่วนของร่างกายกำลังออกแรงฟาดฟันกับพละกำลังใต้น้ำนั้น
ฟิ้ว…
แสงรำไรจุดหนึ่งพุ่งออกจากมือของนักพรต ตกลงบนคันเบ็ด
“ป้องกันไม่ให้คันเบ็ดและสายเบ็ดของแม่นางสามสีขาด นี่เป็นของที่ผู้พิพากษาหลู่มอบให้เราเชียวนะ” เสียงของนักพรตดังขึ้น “แม่นางสามสีพยายามเข้า ตกได้ปลาตัวใหญ่เชียว”
แม่นางสามสีกัดฟันกรอด ออกแรงสุดกำลัง
นกนางแอ่นก็เบิกตากลมโต
ขั้นตอนนี้ช่างยาวนานเหลือเกิน
ซ่งโหยวนอนเอกเขนกอย่างสำราญใจ ระหว่างนั้นเขาก็เลิกปีกหมวกขึ้นดูคราหนึ่ง เห็นว่าบนฟ้ายังคงไร้เมฆหมอก และแม่นางสามสียังคงต่อสู้กับแรงปลาอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากใช้มือกำคันเบ็ดเป็นเอาสายเบ็ดพันรอบมือไว้หลายตลบแล้ว เขาจึงดึงปีกหมวกลงและงีบหลับต่ออีกครู่ใหญ่
จนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำกระเซ็น
ตามมาด้วยเสียงของหนักตกลงกลางห้องเรือ
ซ่งโหยวถอดหมวกออกแล้วลุกขึ้นมาดู
เห็นปลาใหญ่ตัวหนึ่งนอนนิ่งอยู่กลางห้องเรือ มันยาวเกือบเท่าส่วนสูงของคน ส่วนที่กว้างและหนาที่สุดของลำตัวนั้น แทบจะหนาเท่ากับเอวคนเลยทีเดียว
แม้ซ่งโหยวจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นปลาใหญ่ แต่เมื่อได้เห็นกับตาเขาก็ตะลึงไม่แพ้กัน
เด็กหญิงตัวน้อยเห็นก็ตกตะลึงจนเอาแต่ยืนค้างอยู่อย่างนั้น
“แฮ่ก…”
แม่นางสามสีที่เหนื่อยหอบทรุดฮวบลงนั่งกับพื้นเรือ สายตายังคงจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย
ปลาตัวนี้ใหญ่กว่าตัวนางตอนอยู่ในมนุษย์เสียอีก และยิ่งใหญ่กว่าร่างแมวของนางไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ต่อให้นางยืนประจันหน้ากับมันในร่างคน นางก็ดูตัวเล็กจ้อยแล้ว หากกลายร่างกลับเป็นแมวมา ก็คงเรียกได้ว่าตัวเล็กจิ๋ว
ต้องกินสักกี่มื้อถึงจะกินหมดกันนะ
หรือว่า… ปลาตัวนี้จะกินนางก่อนกันแน่
ความคิดทั้งสองขั้วแวบเข้ามาในหัวของแม่นางสามสี
จากนั้นนางก็ค่อยๆ หันหน้าไปหานักพรตอย่างเหม่อลอย
“…”
ทว่าในตอนนั้นเอง
ตูม!
พลันมีเสียงน้ำกระเซ็นดังตามมา
สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์รูปร่างคล้ายปลาพุ่งทะยานขึ้นเหนือผิวสมุทร มันม้วนลำตัวมหึมากลางอากาศ อวดหน้าท้องสีขาวลายทางที่มีเพรียงเกาะอยู่ประปราย
อย่าว่าแต่มนุษย์หรือแมวเลย แม้แต่เรือลำนี้ก็ดูเล็กจิ๋วเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน
แมวสามสีรู้สึกได้ว่า แค่มันสะบัดครีบคราเดียว ก็คงฟาดเรือลำน้อยราคาแพงของนางให้แตกหรือพลิกคว่ำได้
แม่นางสามสีทำได้เพียงแหงนหน้า จ้องมองมันด้วยความตกตะลึง
ตูม!
ยักษ์ใหญ่ทิ้งตัวลงสู่ผืนน้ำอีกครั้ง
มวลน้ำกระเซ็นซ่านขึ้นฟ้า สูงเสียจนมิอาจคะเนได้
แม่นางสามสียังคงจ้องเขม็งไปยังทิศทางนั้นไม่วางตา
เพราะหลังจากยักษ์ใหญ่ตัวนั้นปรากฏกายขึ้น ใต้ผืนน้ำก็คล้ายจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ปลาขนาดยักษ์ที่รูปร่างคล้ายคลึงกันทยอยพุ่งทะยานขึ้นเหนือน้ำตัวแล้วตัวเล่า พวกมันทะยานกายขึ้นด้วยท่วงท่าและมุมที่ต่างกันออกไป ราวกับกำลังโอ้อวดสรีระและพละกำลังให้แม่นางสามสีได้ประจักษ์ จนน้ำทะเลกระเซ็นซ่านไปทั่วบริเวณ
แม่นางสามสีทั้งตกตะลึงทั้งหวาดกลัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างถึงขีดสุด
มีอยู่คราหนึ่ง สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ตัวหนึ่งว่ายผ่านใต้ท้องเรือไป ร่างอันมหึมาของมันกลายเป็นเงาสลัวใต้กระแสน้ำ ราวกับว่ามันอ้าปากกลืนพวกเขาทั้งหมดลงไปได้ในคราเดียว สร้างความกดดันให้แม่นางสามสียิ่งนัก
“นี่ไม่ใช่ปลา แต่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายปลา เรียกว่า ‘วาฬ’ วาฬนั้นมีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แต่ต่อให้เป็นตัวที่เล็กที่สุดก็ยังถือว่าใหญ่มากอยู่ดี แต่โดยปกติแล้วพวกมันไม่กินคนหรอก”
“เป็นปีศาจหรือ”
“ไม่ใช่ โดยธรรมชาติพวกมันก็ตัวใหญ่เช่นนี้แล” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างสงบ “แค่ตัวเดียว ก็มีเนื้อมากพอให้แม่นางสามสีกินไปได้ตลอดทั้งชีวิตแล้ว”
“พวกมันตัวใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ”
“หากแม่นางสามสีปรารถนา จะลงไปว่ายน้ำร่วมกับพวกมันก็ได้นะ”
“!”
เด็กหญิงตัวน้อยส่ายหน้าไปมาอย่างเอาเป็นเอาตาย
ครั้นพอนางก้มมองสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ใต้เรืออีกครั้ง กลับรู้สึกว่าเป็นภาพที่เจริญตายิ่งนัก
“…”
ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ แล้วเริ่มออกแรงพายเรือต่อไป
หลายวันต่อมา ท้องทะเลไร้ซึ่งลมฝน
ทัศนียภาพที่ซ่งโหยวเคยพรรณนาไว้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าเจ้าแมวทีละอย่าง และยังมีสิ่งที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่านั้นอีกมาก
แม่นางสามสีโยนปลาที่กินไม่หมดลงทะเล จนดึงดูดฝูงฉลามให้เข้ามารุมล้อม ครีบหลังของพวกมันกรีดผ่านผิวน้ำราวกับคมมีดที่หมุนวนรอบเรือลำน้อย พวกมันแย่งชิงอาหารกันจนผิวน้ำกระเซ็นเป็นระลอก
ยามที่พบเกาะแก่งหรือเขตน้ำตื้น ซ่งโหยวจะพาภูตน้อยทั้งสองดำดิ่งสู่ใต้สมุทรใสกระจ่างราวกระจกแก้ว เดินทอดน่องอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทร เคียงคู่ไปกับฝูงวาฬ ทำความรู้จักกับมัจฉานับหมื่นพันสายพันธุ์ สัมผัสกับความรู้สึกยามถูกฝูงปลาโอบล้อมร่ายรำ ทั้งยังพาแม่นางสามสีไปจับกุ้งมังกรและสัตว์ทะเลแปลกตา เก็บหอยเม่นมาป้อนเป็นอาหารปลา
แม่นางสามสีรู้สึกราวกับได้ค้นพบโลกใบใหม่
เพียงแต่ยังคงขยาดต่อวาฬยักษ์และฉลามร้ายที่เคยพบก่อนหน้า นางจึงมิยอมลงทะเลลำพัง หากจะลงไปว่ายน้ำบ้าง ก็จะว่ายวนเวียนอยู่ข้างเรือเท่านั้น อย่างไรเสียก็ต้องมีนักพรตอยู่เคียงข้างเสมอ
ยามค่ำคืน เรือโยกคลานไปตามแรงคลื่นจนหลงเข้าไปในถิ่นของฝูงจุลชีพเรืองแสง มหาสมุทรทั้งผืนจึงเปล่งประกายสีน้ำเงินเรืองรอง สะท้อนแสงเงาวูบไหวไปบนลำเรือ เจ้าแมวหมอบตัวลงเกาะขอบเรือมองลงไปเบื้องล่าง เห็นเพียงแมงกะพรุนที่แหวกว่ายอย่างเกียจคร้านในน้ำทะเลสีคราม และฝูงปลาหลากชนิดที่ว่ายผ่านไปมา ไม่อาจหาต้นกำเนิดของแสงสว่างนั้นได้
ครั้นตื่นนอนในยามเช้า ก็พบกับฝูงปลาบินนับไม่ถ้วน
นี่เป็นปลาอีกชนิดที่แม่นางสามสีไม่เคยพบเห็น แม้ในความฝันก็ไม่เคยจินตนาการถึงเลย
ปลาเหล่านี้รวมกลุ่มกันเป็นฝูงใหญ่ ไม่รู้ว่าพวกมันตื่นตกใจสิ่งใด ต่างพากันพุ่งทะยานขึ้นจากผิวน้ำ ร่อนถลาอยู่กลางอากาศกันอย่างบ้าคลั่งประหนึ่งห่าฝน จนแม่นางสามสีต้องหดคอหลบเลี่ยงด้วยความตกใจ
ปึก ปึก ปึก…
ฝูมัจฉาร่วงหล่นลงสู่ห้องเรือดุจยามพิรุณโปรย เสียงกระทบกระแทกดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย บางตัวกระดอนกลับลงน้ำไป บางตัวก็ได้แต่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในเรือ
แม่นางสามสีผู้เกรียงไกรถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ จนกระทั่งฝูงปลาบินเริ่มซาลงนางจึงได้สติ รีบวิ่งไปที่หัวเรือ ยืดตัวขึ้นกางกรงเล็บ คอยตะปบจับปลาที่บินผ่านหน้าไปอย่างว่องไว บางครั้งถึงกับกระโดดขึ้นดักทาง
โลกใบนี้กลับกลายเป็นภาพฝันอันหอมหวานของนาง
โลกอันงดงามดุจความฝันปลอบประโลมจิตใจของแม่นางสามสีให้สงบนิ่งลง ให้นางได้เริ่มดื่มด่ำไปกับโลกอันวิเศษนี้ บางคราก็นั่งตกปลาบนเรือ บางคราก็ลงไปว่ายน้ำ บางคราก็ยืนสงบนิ่งอยู่บนหัวเรือทอดสายตามองไปไกล บางคราก็บำเพ็ญตบะหรือฝึกใช้ดาบสะบั้นวารี หลายครั้งมักจะพิงกายอยู่ข้างนักพรตเพื่อซักถามหรือพูดคุยกับเขา หรือไม่ก็นอนหมอบมองผิวน้ำอย่างเหม่อลอย ไม่ถวิลหาความรวดเร็วอีกต่อไป
อย่างน้อยก็ในระยะเวลาสั้นๆ นี้
ซ่งโหยวเองก็ได้เฝ้าชมตะวันยามอรุณและอัสดงกลางทะเลมาหลายครา ดื่มด่ำไปกับความงดงามของหมู่ดาวและริ้วเมฆแดงระเรื่อริมขอบฟ้า
เช้าวันที่ห้าของการออกทะเล สภาพอากาศไม่สดใสเหมือนวันก่อนๆ ท้องฟ้าเริ่มขุ่นมัว กระทั่งอุณหภูมิเหนือผิวน้ำก็ลดต่ำลงเล็กน้อย
นกนางแอ่นกางปีกร่อนมาตามลม ครั้นลงมาเกาะบนหัวเรือแล้วก็เอ่ยปากขึ้นทันที “คุณชาย ข้ายังไม่พบร่องรอยเกาะประหลาดพวกนั้นเลยขอรับ”
“นี่จ้านก ตอนเจ้าบินมาช่างดูเหมือนปลาบินนัก” แม่นางสามสีเอ่ยพลางจกปากเบาๆ วันนั้นนางจับปลาบินมาเยอะจนกินไม่หมด ส่วนที่เหลือก็ถูกโยนกลับลงทะเลไปเสียแล้ว
“ไม่ต้องรีบร้อน” ซ่งโหยวกล่าว “แล้วแต่วาสนาเถิด”
“อากาศเริ่มไม่ดีแล้วขอรับ”
“ดูท่าจะเป็นเช่นนั้น”
“พวกเราจะไปผิดทิศทางหรือไม่”
“ไม่ผิดแน่”
ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาขัดเกลาจิตใจซึมซับพลังวิญญาณฟ้าดินอยู่เสมอ นอกจากบำเพ็ญตบะแล้ว เขายังพยายามแสวงหาความเร้นลับของกระแสวิญญาณ ทิศทางโดยสังเขปที่พอรับรู้ได้กลายเป็นหลักประกันในใจเขา
ฟังจากคำบอกเล่าของขุนนางเหวยและผู้พิพากษาหลู่ อาณาจักรกลางทะเลเหล่านี้หาได้มีตำแหน่งแน่นอน ล่าสุดบอกว่าห่างจากชายฝั่งเพียงหนึ่งถึงสองร้อยลี้ ไกลสุดอาจห่างเป็นหลายร้อยลี้ หากลอยไปทางทิตะวันตกก็ห่างจากสวี่โจวไม่มาก หรือถ้าลอยไปทางตะวันออกก็เคยมีชาวหยางโจวกล่าวว่าเคยพบเจอ ล้วนแล้วแต่ขึ้นอยู่กับวาสนา ทว่าน่านน้ำชางจวิ้นแห่งล่างโจวนั้นเป็นจุดที่พบเห็นดินแดนเหล่านั้นบ่อยที่สุด
และเพราะซ่งโหยวมีดินสองทิศอยู่ในมือ จึงพอสัมผัสได้ถึงกระแสเชื่อมโยง คนทั่วไปต้องพึ่งพาวาสนาให้พบเจอดินแดนที่ว่า แต่ซ่งโหยวกลับหามันได้ด้วยตนเอง
ต่อให้ตอนนี้จะยังยังหาไม่พบ แต่เท่านี้ถือว่าได้กำไรไม่น้อยแล้ว
ยามเที่ยงมีเต่าทะเลที่บำเพ็ญตบะจนมีวิชาแก่กล้ามาเยี่ยมเยียน ซ่งโหยวและเจ้าแมวต่างหยุดถามทางจากมัน มันบอกว่าเวลาและสถานที่ที่อาณาจักรคนแคระจะปรากฏขึ้นนั้นไม่แน่นอนนัก แต่ในน่านน้ำแถบนี้มีโอกาสพบเห็นได้บ่อยที่สุด
ครั้นตกเย็นสภาพอากาศก็แปรปรวนขึ้นมากะทันหัน
พายุฝนกระหน่ำซัดสาดสู่ผืนทะเล
……………