ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 418 มังกรเริงระบำบนนภากาศ หนึ่งดาบผ่าระลอกคลื่น
บทที่ 418 มังกรเริงระบำบนนภากาศ หนึ่งดาบผ่าระลอกคลื่น
……………
ท่ามกลางผืนฟ้าและแผ่นน้ำที่มืดไม่ดสนิทพรรณ พายุคลั่งโหมกระหน่ำ เพียงชั่วพริบตาพิรุณสายใหญ่ก็เทลงมา สายฟ้าฟาดขนาดมหึมาพุ่งทะลวงผ่านห้วงเวหาลงสู่ท้องทะเลพร้อมเสียงกัมปนาท ลำแสงนั้นสะท้อนให้เห็นหมู่เมฆฝนและม่านน้ำตาที่ปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
ครืน… ครืน…
ต่อหน้ามหันตภัยแห่งธรรมชาติ เรือลำน้อยดูเล็กจ้อยไม่ต่างจากเมล็ดถั่ว มันโอนเอนอยู่ท่ามกลางลมฝนและคลื่นยักษ์ คล้ายจะยืนหยัดอย่างยากลำบาก ทว่าก็คล้ายจะสงบนิ่งอย่างประหลาด ยากจะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำ
“น้ำเข้าเรือแล้ว!”
แม่นางสามสีหันไปตะโกนบอกนักพรต
“รบกวนแม่นางสามสีแล้ว”
“ได้เลย!”
แม่นางสามสีชี้ดาบสะบั้นวารีไปยังน้ำในเรือ ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเล็กใสแผ่วเบา
“จงไหลกลับไป!”
ทันใดนั้นมวลน้ำก็จับตัวเป็นสายพุ่งออกนอกเรือไปในทันที
สายฟ้าฟาดลงมาอีกครา แสงสว่างวาบเผยให้เห็นทัศนียภาพเบื้องหน้า
ไกลออกไปมีเรือสำเภาขนาดใหญ่ลำหนึ่งปรากฏขึ้น แม้จะเป็นเรือสำเภาที่มีขนาดใหญ่กว่าเรือลำน้อยหลายเท่าตัว แต่ท่ามกลางคลื่นยักษ์ที่ถาโถมในพายุคลั่งเช่นนี้ มันกลับดูเหมือนของเล่นเสียมากกว่า
เปรี้ยง!
เสียงอัสนีบาตแว่วตามมา
แสงสายฟ้าวูบลงในชั่วอึดใจ เรือใบใหญ่ลำนั้นก็หายลับไปในความมืดมิดอีกครั้ง
ฉับพลันนั้น สายฟ้าอีกสายก็ฟาดลงมา
สายฟ้านี้มีสีม่วงแดงเข้มแตกแขนงนับไม่ถ้วน มันไม่ได้เชื่อมต่อฟ้าดินในชั่วพริบตา แต่กลับมองเห็นจังหวะที่มันพุ่งจากบนลงล่างได้อย่างชัดเจน จากเสาไฟฟ้าขนาดมหึมาแตกแขนงออกเป็นรอยร้าวหยักระแหง และค้างอยู่บนเวหาครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป แสงนี้ไม่เพียงฉายให้เห็นเรือใหญ่ที่โคลงเคลงท่ามกลางลมฝน แต่ยังสะท้อนให้เห็นเงาร่างของมังกรยักษ์ที่กำลังบิดกายกวัดแกว่งอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆฝนเหนือฟากฟ้าไกลออกไปเบื้องหลังเรือลำนั้น ราวกับเป็นผู้ครองสายฝนและอัสนีบาตแห่งใต้หล้า
เสียงฟ้าร้องยังคงไล่หลังมา
“มีเรือด้วย!”
“แล้วก็ยังมี…”
แม่นางสามสีกลายร่างเป็นมนุษย์ ในมือถือดาบสะบั้นวารี นางแหงนหน้าจ้องมองภาพนั้นด้วยความตะลึงลาน ก่อนจะหันกลับมามองนักพรตของตน
สายฟ้าแลบติดต่อกันอีกหลายครา
ครานี้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เงาร่างมหึมานั้นเดี๋ยวก็ขดม้วนอยู่ในหมู่เมฆ คล้ายกำลังแหวกว่ายกลางสายน้ำ เดี๋ยวก็เลื้อยทะยานไปบนอากาศ บ้างก็พุ่งทะลวงขึ้นสู่สรวงสวรรค์ บ้างก็ดิ่งวูบลงสู่มหาสมุทร บางคราเพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ หรือบางคราก็ปรากฏกายพร้อมกันทั้งในเมฆฝน บนเวหา และในท้องทะเล
นั่นเพราะมันมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะพรรณนาได้
ลำกายยาวเหยียดหลายร้อยจั้ง เมฆดำที่ลอยต่ำทำให้มันเชื่อมต่อฟ้าดินได้ประหนึ่งสายฟ้า ฝูงวาฬที่เคยพบเจอในทะเลก่อนหน้านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้ามันกลับดูไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ไร้ความสำคัญใดๆ
เกล็ดที่เปียกชื้นสะท้อนแสงอัสนีวาววับ ชัดเจนทุกรายละเอียด ราวกับต้องการประกาศศักดาในความเกรียงไกรและยืนยันว่าตนไม่ใช่เพียงภาพมายา
“ตระการตายิ่งนัก…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองภาพเหตุการณ์นั้น
คลื่นลมหนุนส่งเรือลำเภอให้ขยับเข้าใกล้เรือลำน้อยเข้ามาทุกที
ภายใต้แสงอสนีที่วูบไหว ซ่งโหยวมองเห็นเงาร่างของผู้คนที่วุ่นวายและแตกตื่นบนเรือไม้ลำนั้น ทุกคนต่างเร่งรีบจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินท่ามกลางพายุ ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะอาศัยแสงฟ้าแลบจ้องมองไปยังทิศทางนั้น ผู้ที่เพิ่งเคยเห็นมันเป็นครั้งแรกต่างยืนตะลึงพรึงเพริดกับที่ หรือไม่ก็ชี้มือไปทางนั้นพลางแผดเสียงตะโกนลั่น
“มังกร! มีมังกร!”
“จ้าวสมุทรปรากฏกายแล้ว!”
เสียงร้องตะโกนเหล่านั้นแหบแห้งแทบขาดใจ แม้เสียงพายุฝนจะอื้ออึงเพียงใด ก็ไม่อาจกลบเสียงเหล่านั้นลงได้
เปรี้ยง!
สายฟ้าพุ่งทะลวงฟ้าดินอีกครา ครั้งนี้มันฟาดลงมาใกล้กับเรือทั้งสองลำมาก แสงอัสนีสะท้อนลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน ปรากฏเป็นภาพขุนเขาสูงตระหง่านอยู่ไกลๆ
ทว่าเมื่อพินิจดูให้ดีจึงพบว่า นั่นไม่ใช่ขุนเขา แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่สูงราวกับกำแพงภูเขา ที่กำลังโถมทะยานเข้าหาพวกเขา
ผู้คนบนเรือใหญ่ต่างพากันยืนตะลึงงัน
ชั่วขณะนั้นเสียงอึกทึกบนเรือกลับเงียบสงัดลง
“นักพรต”
“แม่นางสามสี”
“หือ”
“ขอยืมดาบสะบั้นวารีของแม่นางสามสีหน่อย”
“ได้เลย!”
ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด มีเพียงแสงจากสายฟ้าเท่านั้นที่ให้ความสว่าง แม้บนเรือสำเภาจะมีคนมากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเรือลำน้อยที่อยู่ด้านหลัง ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเร่งจัดการกับวิกฤตอย่างบ้าคลั่ง สายตาของพวกเขาลุ่มหลงอยู่แต่กับสิ่งมหึมาที่กำลังขยับกายอยู่ท่ามกลางฟ้าดินและบงการสายฝน จนถึงขั้นละเลยคลื่นยักษ์ที่ไล่หลังมา
กว่าจะสังเกตเห็นกำแพงน้ำนั้น มันก็รุกคืบเข้ามาใกล้จนถึงเบื้องหน้าแล้ว
คลื่นนี้ใหญ่ยักษ์ดุจขุนเขา มืดมิดชวนข่มขวัญ ทุกครั้งที่สายฟ้าสาดส่องจะเห็นมันขยับเข้าใกล้และขยายใหญ่ขึ้นพ่วงด้วยแรงกดดันมหาศาล เมื่ออยู่ต่อหน้ามันเรือสำเภาจึงดูเล็กจ้อยเพียงนิดเดียว
“เร็ว! เข้าไปหลบในเรือ!”
“จบสิ้นแล้ว…”
“จ้าวสมุทร โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“จ้าวสมุทรโปรดแสดงปาฏิหาริย์ด้วยเถิด…”
ทว่าในชั่วสิริอายุแห่งความเป็นความตายนั้นเอง กลับปรากฏประกายแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา กรีดฝ่าม่านราตรี และฟาดฟันฝ่าม่านลมฝนที่คะนองอยู่เต็มพิกัดฟ้า
แสงนี้ดูคล้ายแสงอสนีบาตแต่ก็ไม่ใช่ หากจะว่าเหมือนสายฟ้าก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ กลับดูคล้ายประกายดาบตามคำของนักเล่านิทานเสียมากกว่า มันพุ่งทะยานมาจากทางด้านหลังของเรือสำเภา เข้าฟาดฟันใส่คลื่นยักษ์ จากใกล้ไปไกล จากเล็กขยายใหญ่ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็วาววับแล้วเลือนหายไปท่ามกลางราตรีพิรุณโปรายกลางท้องทะเล
ซ่า!
น้ำฝนที่ท่วมขังอยู่บนกระดานเรือยังไม่ทันไหลออกไป ก็ถูกคมดาบนั้นแหวกแยกออกเป็นสองทางในทันที
ประกายแสงนี้พุ่งผ่านเรือใบไปอย่างชัดเจน ทว่ากลับไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตัวลำเรือแม้แต่น้อย ดูเหมือนมันจะส่งผลเพียงแค่น้ำบนกระดานเรือเท่านั้น ทิ้งไว้เพียงร่องรอยที่ถูกลากยาวไปบนผิวน้ำท่ามกลางคลื่นลมพายุ
เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดลงมาอีกครา ฉายให้เห็นทัศนียภาพเบื้องหน้าอันสว่างจ้า
ผู้คนที่ยังอยู่บนดาดฟ้าเรือและหลบเข้าท้องเรือไม่ทัน ต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
คลื่นยักษ์ที่สูงตระหง่านราวกำแพงภูเขา ถูกผ่าแยกออกจากตรงกลาง!
บัดนี้มันกำลังพังทลายและไหลบ่าออกไปทั้งสองข้าง
ชั่วขณะนั้น ราวกับผืนน้ำได้กลายเป็นผืนดิน คลื่นยักษ์ได้กลายเป็นขุนเขา ทว่าไม่ว่าจะเป็นวารีหรือพสุธา ของเหลวหรือของแข็ง คลื่นหรือภูเขา ต่างก็ถูกประกายดาบนั้นฟันจนขาดสะบั้น
“จ้าวสมุทรสำแดง…”
ใครบางคนตะโกนก้อง ทว่ากลับเอ่ยไม่จบประโยค
นั่นเพราะพวกเขาสังเกตเห็นว่า แม้แสงสายนี้จะรวดเร็วถึงขีดสุด แต่กลับมีทิศทางที่สืบสาวร่องรอยได้ชัดเจน และมันก็พุ่งมาจากอีกฝั่งหนึ่งของเรือ ซึ่งเป็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับมังกรยักษ์ตนนั้นโดยสิ้นเชิง
ทุกคนต่างพากันหันกลับไปมอง
บนผิวน้ำมืดมิดซุกซ่อนไว้ด้วยเกลียวคลื่นคลุ้มคลั่ง
เปรี้ยง!
ณ จุดที่ไม่ไกลจากเรือใบนัก เรือน้อยลำหนึ่งถูกคลื่นยักษ์ยกตัวขึ้นสูง ทว่าตัวเรือยังคงตั้งมั่นมั่นคง บนเรือนั้นมีชายในชุดนักพรตกำลังโน้มกายลง ส่งกริชเล่มหนึ่งคืนให้แก่เด็กหญิง
แสงสายฟ้าดับวูบลงในชั่วอึดใจ
ภาพเหตุการณ์นั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ครัน ก่อนที่ท้องทะเลจะกลับคืนสู่ความมืดมิดนิรันดร์ หลงเหลือไว้เพียงเสียงคลื่นลมครวญคราง
“…”
ทุกคนต่างเบิกตากว้าง
ภาพจำนั้นดูเหมือนจะยังติดตาอยู่อย่างนั้น
เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่อาจลืมเลือนได้
โครม…
ทันใดนั้นตัวเรือก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับจะพลิกคว่ำ แม้จะเป็นลูกเรือที่เจนจัดมาหลายปี แต่ภายใต้แรงกระแทกเยี่ยงการชนปะทะเช่นนี้ก็ไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้ ต่างพากันล้มกลิ้งลงกับพื้นในทันที
เมื่อตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้พวกเขาจึงได้สติว่า แม้คลื่นยักษ์จะถูกผ่าแยกออกไป และช่วยกำจัดมหันตภัยที่จะพัดพาชีวิตให้สิ้นซากลงได้แล้ว ทว่าพายุฝนยังไม่ได้สงบ คลื่นลมยังไม่ได้ขาดสาย คลื่นยักษ์ที่ถูกผ่าไม่ได้สูญหายไปในอากาศธาตุ เพียงแต่แตกกระจายเป็นคลื่นย่อยๆ ซึ่งยังคงเป็นบททดสอบที่สาหัสนัก
ไม่อาจยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือได้อีกต่อไป
ทุกคนต่างไม่อาจห่วงพะวงจ้องมองภาพนั้นได้อีก จำต้องเก็บซ่อนภาพนั้นไว้ในส่วนลึกของใจ แล้วคลานเข่าหนีเข้าไปในท้องเรืออย่างทุลักทุเล
เช้าวันต่อมาพายุฝนและเสียงอสนีได้เลือนหายไปจนสิ้น
เพราะมีแม่นางสามสีผู้ถือครองดาบสะบั้นวารีอยู่ บนเรือไม้ลำน้อยจึงไม่มีน้ำซึมเข้ามาแม้แต่หยดเดียว แม้แต่มะพร้าวที่เหลืออยู่ไม่กี่ลูกก็ไม่ได้ร่วงหล่นลงไป ซ่งโหยวเอนกายหลับใหลอยู่บนเรือ บัดนี้จึงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาแล้ว
ยามนี้ท้องทะเลสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น ไม่มีแม้แต่ลม ผิวน้ำเรียบกริบประดุจคันฉ่อง ทว่านอกจากเรือน้อยแล้วกลับไม่อาจสะท้อนสิ่งใดได้อีก เพราะเหนือผิวน้ำในยามนี้มีหมอกหนาปกคลุม สายตาไม่อาจมองทะลุไปได้ไกลเกินสิบจั้ง
ซ่งโหยวลุกขึ้นนั่งพลางมองไปรอบๆ
เจ้าแมวน้อยนอนหลับอยู่ข้างกายพร้อมกับกอดดาบสะบั้นวารีไว้
การขยับตัวของเขาทำให้เรือน้อยโคลงเคลง ในที่สุดก็สร้างรอยกระเพื่อมเล็กๆ บนผิวน้ำที่เรียบดุจกระจก ให้แผ่ซ่านเข้าไปในส่วนลึกของม่านหมอก
นกนางแอ่นลืมตาขึ้นในทันใด เผยดวงตาสีดำขลับแวววับ
เจ้าแมวใช้อุ้งเท้ากอดดาบสะบั้นวารีไว้ อีกหนึ่งอุ้งเท้าเอื้อมมาปิดตาตนเอง อุ้งเท้าทรงกลมสวมถุงเท้าสีขาวให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่านางเองก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหว อุ้งเท้าข้างที่ปิดตาอยู่จึงเริ่มกดเน้นเบาๆ บิดกายครู่หนึ่งก่อนจะผละออก แล้วลืมตาขึ้นมองซ่งโหยวอย่างงัวเงีย
“อรุณสวัสดิ์เยี่ยนอัน อรุณสวัสดิ์แม่นางสามสี” ซ่งโหยวเอ่ยทักทายทั้งสองตามลำดับ ราวกับพายุฝนเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“อรุณสวัสดิ์คุณชาย”
“อรุณสวัสดิ์นักพรต…” แม่นางสามสีเอ่ยพลางเงยหน้ามองซ้ายมองขวา “ทำไมถึงไม่มีเสียงอะไรเลย”
“คลื่นลมสงบแล้ว”
“คลื่นลมสงบ~”
“พายุฝนเมื่อคืนคงจะกินพลังงานทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ในทะเลไปจนสิ้นแล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยพลางยิ้ม ก่อนจะหันไปถามนกนางแอ่น “เมื่อก่อนตอนที่เจ้าไปเสาะหาพันธุ์พืชดีๆ จากดินแดนโพ้นทะเล เคยเจอพายุฝนเช่นนี้บ้างไหม”
“เคยเจอจากระยะไกลๆ ขอรับ ทว่าก็ไม่ได้ใหญ่โตเช่นนี้ อีกอย่างพอพวกเราเห็นหรือรู้สึกได้จากไกลๆ ก็จะรีบหลบเลี่ยงไปก่อนแล้ว” นกนางแอ่นตอบตามจริง
“เช่นนั้นเมื่อคืนคงทำให้เจ้าขวัญเสียแล้ว”
“หาไม่ได้ขอรับ…”
นกนางแอ่นเอ่ยเสียงเบา ทว่ากลับหันไปมองท้องฟ้า
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนดูเหมือนจะยังคงติดอยู่ในใจของเขาเช่นกัน
นั่นคือภาพอันยิ่งใหญ่ตระการตาที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต พายุฝนที่ไม่เคยเผชิญด้วยตนเอง ย่อมไม่มีวันลืมเลือน บางทีจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เมื่อคืนนี้ก็จะยังคงเป็นวันหนึ่งที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เขาที่สุดก็เป็นได้
ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยคำเหล่านั้นออกมา และไม่อาจพรรณนาออกมาได้ เมื่อละสายตาจากท้องฟ้าที่ขมุกขมัวหันมามองซ่งโหยวอีกครั้งก็เอ่ยต่อ “จะให้บินขึ้นไปดูว่าที่นี่คือที่ใดไหมขอรับ”
“ไม่เป็นไร ที่นี่ไม่ธรรมดา อีกอย่างหมอกยังลงหนานัก หากเจ้าบินไปไกล เกรงว่าจะหาทางกลับไม่ถูก”
“ข้าเองก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่ธรรมดาเช่นกัน”
“อืม…”
ซ่งโหยวพยักหน้า ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ทว่ากลับหันหน้าไปมองยังทิศทางหนึ่ง
ในส่วนลึกของม่านหมอกหนาทึบ ปรากฏเงาดำลางๆ สีเข้มกว่าสีของหมอกเพียงเล็กน้อย หากไม่สังเกตให้ดีแทบจะมองไม่เห็น ทว่าเมื่อมองเห็นแล้ว ก็จะยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ดูคล้ายเป็นรูปทรงของเรือ
มีระลอกคลื่นสายเล็กๆ แผ่มาจากทางนั้น
เอี๊ยด…
ตามมาด้วยเสียงลั่นของไม้เรือที่แทรกมากับเสียงน้ำเบาๆ
เรือสำเภาลำหนึ่งแล่นฝ่าสายหมอกออกมา ปรากฏแก่สายตาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าใกล้กัน ก็ยิ่งเห็นชัดเจนเข้าใหญ่
ทุกคนบนเรือสำเภาต่างมายืนออกันอยู่ที่หัวเรือพร้อมกับหันมาจ้องเรือลำน้อยตาเขม็ง
……………