ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 416 ความหมายของการก้าวเดินให้ช้าลง
บทที่ 416 ความหมายของการก้าวเดินให้ช้าลง
……………
เบื้องหน้ามีเริ่มมีโขดหินแหลมคมปรากฏขึ้นมากมาย
แอ่งน้ำขังหลายจุดไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่คิด
หากเป็นยามปกติที่ต้องมาอยู่ต่างแดน แม่นางสามสีคงไม่มีวันปล่อยปลาหรือกุ้งในแอ่งน้ำให้รอดพ้นเงื้อมมือไปได้แน่ ต่อให้มันจะตัวเล็กเท่านิ้วก้อย นางก็ต้องจับขึ้นมาให้ได้ แม้ว่านักพรตจะไม่กิน นางก็จะจัดการผ่าท้องล้างให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งเก็บไว้กินเอง ถึงอย่างไรปลาขนาดเท่านี้ก็มีขนาดกำลังเหมาะกับนางพอดี
ทว่าวันนี้แม่นางสามสีกลับไม่เหมือนเดิม
ไม่ใช่ว่านางนึกดูแคลนพวกมัน
แม่นางสามสีนั้นมัธยัสถ์ยิ่งนัก
นางเพียงจะเลี้ยงพวกมันไว้ในแอ่งน้ำเหล่านั้นชั่วคราว รอให้นางจัดการกับปลาตัวใหญ่และกุ้งตัวโตให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วค่อยย้อนกลับมาจับพวกมันไปทำปลาแห้ง
ตลอดเส้นทาง แม่นางสามสีใช้ประโยชน์จากวิชาที่ขโมยชาวบ้านมาอย่างเต็มที่ ทั้งยังใช้ความสามารถเฉพาะตัว ราวกับจงใจจะอวดอิทธิฤทธิ์ใหม่ให้นักพรตได้ประจักษ์ นางคอยก้มๆ เงยๆ มุดหาปลา กุ้ง และปูที่ซ่อนอยู่ตามซอกหิน หรือไม่ก็ยกแผ่นหินออกดู ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะซ่อนตัวเก่งเพียงใด ปราดเปรียวหรือดุร้ายแค่ไหน ก็ล้วนไม่อาจหนีพ้นอุ้งเท้าแมวของนางไปได้
บางคราเมื่อจับได้ นางก็ไม่นำใส่ย่าม แต่กลับล้างน้ำสะอาดเสียหน่อยแล้วยัดเข้าปากไปทั้งอย่างนั้น
จนใกล้ยามเที่ยง นางก็ไปยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังหญิงชราสวมหมวกโต่วลี่ เฝ้ามองนางแงะหอยและหอยนางรมที่เกาะอยู่ตามโขดหิน พลางล้วงกริชของตนออกมาพิจารณาดูอย่างละเอียด
“พอเถิด” ซ่งโหยวรีบเอ่ยปรามแม่นางสามสี “แม่นางสามสีสร้างผลงานไว้เยอะแล้ว หากวันนี้เจ้ายังจะจับอีก วันต่อๆ ไปก็จะเบื่อเอาได้นะ”
“วันต่อๆ ไปก็จะจับอีก!”
“กินไม่หมดหรอก”
“เอาไปขายก็ได้นี่!” เด็กหญิงตัวน้อยชี้ไปยังทิศทางที่เดินมาเมื่อวาน “เดินผ่านหมู่บ้านนั้นไป ก็ไปขายปลาที่อีกหมู่บ้านหนึ่งได้นี่นา!”
“ความจำดีจริงๆ…”
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ!”
“แต่แดดเริ่มร้อนมากแล้วนะ”
“จริงด้วย!” แม่นางสามสีเห็นพ้องต้องกัน นางเอ่ยด้วยเสียงเป็นห่วงเป็นใย “เช่นนั้นเจ้าก็กลับไปหลบแดดเถิด! แม่นางสามสีไม่กลัวแดดหรอก!”
“…”
ซ่งโหยวได้แต่มองนางอย่างจนใจ รู้สึกว่านางกำลังเสพติดความสนุกนี้เข้าเสียแล้ว
แท้จริงแล้ว มันคือความรื่นรมย์จากการประสบผลสำเร็จต่างหาก
ทว่าเขาก็พอจะมีวิธีรับมืออยู่
ซ่งโหยวเงยหน้ามองดวงตะวันแล้วเอ่ยว่า “แต่ตอนนี้เที่ยงแล้วนะ ข้าเริ่มหิวแล้ว แม่นางสามสีหาของทะเลมาได้เยอะถึงเพียงนี้ ก็ควรกลับไปลิ้มรสพวกมันดูเสีย เจ้ายังต้องจุดไฟ ทำอาหาร เก็บฟืน แล้วยังต้องจัดการกับของทะเลพวกนี้อีก ยุ่งจนทำไม่ไหวหรอก”
“อ้อ!”
แม่นางสามสีดูจะประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบเงยหน้ามองฟ้าตามเขา คล้ายเพิ่งจะตระหนักได้ว่าเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามเที่ยงโดยไม่รู้ตัวแล้วจริงๆ
“แม่นางสามสีคิดว่าอย่างไร”
“แม่นางสามสีคิดว่าเจ้าพูดถูก!”
“พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เถิด”
“บ่ายนี้ก็จะมาอีก!”
“ก็ได้…”
ซ่งโหยวถึงพานางเดินกลับได้
ย่ามของเด็กหญิงตัวน้อยเต่งตึงจนแทบปริ ในมือก็ไม่ว่างเว้น กระนั้นนางก็ไม่บ่นเหนื่อยแม้แต่น้อย และไม่ยอมให้ซ่งโหยวช่วยถือด้วย กลับกันนางยิ่งก้าวเดินอย่างฉับไวด้วยความภูมิใจในความสำเร็จ
“ที่นี่สนุกไหม”
“สนุก!”
“ข้าเคยบอกเจ้าไว้ตั้งนานแล้ว จำได้หรือไม่ เมื่อหลายปีก่อนที่อำเภอฉางเซิงใต้เขาอวิ๋นติ่งน่ะ” ซ่งโหยวเอ่ย “ข้าไม่ได้หลอกเจ้าใช่หรือไม่”
“สนุกยิ่งกว่าที่เจ้าบอกไว้อีก!”
“เช่นนั้นเราก็อยู่ที่นี่ต่อนานๆ แล้วกัน” ซ่งโหยวบอกนาง “แม่นางสามสีค่อยๆ เล่นไป ไม่ต้องรีบร้อน”
“ข้ากำลังหาของกินต่างหาก!”
“ก็ได้ ค่อยๆ หาไป”
“แล้วจะออกทะเลเมื่อไหร่เล่า”
“อีกสักสองสามวันค่อยออกทะเลแล้วกัน” ซ่งโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ที่จริงการหาของทะเลริมชายหาดก็น่าสนุกและได้ของกลับมาเยอะอยู่หรอก แต่ใต้ทะเลลึกนั้นมีสิ่งมีชีวิตนานาชนิด พวกที่อยู่บนชายหาดแค่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาเท่านั้นเอง ไว้ออกทะเลไปแล้ว แม่นางสามสีจะตกปลาหรือลงไปจับปลาในน้ำก็ได้ ถึงตอนนั้นอาจจะได้เจอกุ้งหรือปูที่ตัวใหญ่กว่าแม่นางสามสีเสียอีก พวกนั้นก็รสชาติดีมากเช่นกัน”
“จริงหรือ”
“ข้าไม่โกหกแม่นางสามสีแน่นอน” ซ่งโหยวเว้นจังหวะ “ไว้กลับมาแล้ว จะพักอยู่ที่นี่ต่ออีกสักระยะก็ย่อมได้”
“เจ้าชอบกินไหม”
“ชอบสิ”
“ได้เลย!”
เด็กหญิงตัวน้อยเดินตามเขาไปติดๆ ทว่าระหว่างทางก็ยังอดไม่ได้ที่จะวิ่งไล่ตามปูจิ๋วบนหาดทราย แกล้งทำท่าจะเหยียบพวกมันบ้าง หรือไม่ก็เก็บปลาเก็บปูตามทางยัดใส่ย่ามเพิ่ม
เมื่อเดินเข้าใกล้ที่พักเมื่อคืน แม่นางสามสีก็เร่งฝีเท้าวิ่งนำไปยังบ่อน้ำเล็กๆ ที่นางขุดไว้ เพื่อดูว่าเหยื่อที่นางจับมาได้โดยไม่ต้องเปลืองแรงมากมายเหล่านั้นยังอยู่ดีหรือไม่ นางตั้งใจนับแล้วนับอีก พอเห็นว่ายังอยู่ครบทุกตัวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะนำเหยื่อที่เพิ่งจับมาได้ออกมาวางเรียงรายและนับซ้ำอีกรอบ
จากนั้นนางก็ไม่ปล่อยตัวให้ว่าง รีบไปเก็บฟืนมาจุดไฟ
ส่วนนักพรตก็เริ่มจัดการกับของทะเลเหล่านั้น
ก่อนจะมาถึงที่นี่ ซ่งโหยวได้คาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าไว้แล้ว เขาจึงเตรียมเสบียงและเครื่องปรุงมาอย่างครบถ้วน ทั้งเครื่องเทศ ขิง ต้นหอม และกระเทียม มีครบถ้วน เพียงตั้งหม้อก็พร้อมปรุงอาหารอันโอชะแล้ว
นานๆ ทีจะได้พักผ่อนอย่างสงบใจ ซ่งโหยวจึงไม่คิดว่าขั้นตอนอันยุ่งยากเหล่านั้นเป็นเรื่องน่ารำคาญเลย เขาลงมือปรุงรสตามที่ตนชอบ ทั้งนึ่งปลากะพงดำและปูทะเล ปรุงหอยหลอดด้วยรสเผ็ดเปรี้ยว นำกุ้งมาผัดในกระทะร้อน ส่วนกุ้งและปลาตัวเล็กๆ นั้นจัดการง่ายที่สุด เพียงทอดในกระทะจนกรอบแล้วจิ้มกับน้ำจิ้มสูตรลับของเขา กินเป็นของว่างได้
แม่นางสามสียังคงเฝ้าดูอย่างตั้งอกตั้งใจ
พูดกันตามตรง นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ซ่งโหยวไม่รู้สึกหนักใจเมื่อเห็นนางขโมยวิชาทำอาหารของเขา อย่างน้อยๆ ช่วงนี้นางคงไม่ปรุงเนื้อหนูด้วยวิธีเหล่านั้นเป็นแน่
จากนั้นก็นำปลาที่กินไม่หมดมาตากแดดจนแห้งสนิท เตรียมไว้เป็นเสบียงยามออกสู่ท้องทะเล
ช่วงบ่าย ซ่งโหยวตั้งใจจะไปฝึกพายเรือ ทว่าแสงแดดนั้นร้อนแรงเกินทน แต่เขาก็หาได้รีบร้อนไม่ กลับเอนกายงีบหลับพักผ่อนในที่ร่ม รอจนตะวันคล้อยต่ำจึงค่อยออกทะเล
ส่วนแม่นางสามสีนั้นหาได้คิดจะพักผ่อนไม่ นางสะพายย่ามคู่ใจออกไปข้างนอกอีกครั้ง
นางรู้สึกชีวิตช่วงไม่กี่วันมานี้ช่างสุขสบายดุจวิถีเทพเซียนยิ่งนัก
ซ่งโหยวเองก็สำราญใจเพราะความรื่นรมย์ที่ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ในยุคสมัยนี้ การจะได้ลิ้มรสอาหารทะเลจากห่างไกลบรรพตหรือที่ห่างไกลชายฝั่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวบ้านในท้องถิ่นอาจจะเบื่อหน่ายรสชาติเหล่านี้แล้ว แต่สำหรับเขานั้นยังห่างไกลคำว่าเบื่อนัก
มื้อค่ำกินกุ้งมังกรเล็กและหอยตาแมวผัด
ผลัดเปลี่ยนจานอาหารไปทุกวันไม่ซ้ำซาก
นอกจากนี้เขายังใช้เวลาไปกับการเดินเล่นเป็นเพื่อนแม่นางสามสีทั้งช่วงเช้าและเย็น หากไม่ได้เดินเล่นก็ไปพายเรือ ยามว่างก็นั่งซึมซับพลังวิญญาณฟ้าดิน หรือไม่ก็นอนทอดกายฝัน ช่วงเวลานี้จึงมีความหมายแตกต่างไปจากช่วงที่ต้องคอยตรากตรำอย่างสิ้นเชิง
ผ่านไปราวสิบวัน
ท้องฟ้ายามเช้าทอแสงสีครามสดใส ไร้เมฆหมอกบดบัง สะท้อนกับผืนน้ำอันสงบนิ่งจนแลดูประหนึ่งผืนครามกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต
นักพรตหนุ่มเดินเท้าเปล่าไปตามหาดทราย ปล่อยให้ฟองคลื่นจูบซับหลังเท้าอย่างอ่อนโยน เขาปลดเชือกยึดโยงเรือไม้ไว้ แล้วออกแรงลากมันลงสู่ทะเล
ครืด…
ซ่งโหยวหยุดมือชั่วครู่ พลางเหลียวมองไปทางทิศไกล
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี เกล้าผมมวยคู่ กำลังยืนแหงนหน้ามองใต้ต้นมะพร้าว
พร้อมกับนกนางแอ่นที่ร่อนลงมาเกาะบนก้านมะพร้าว
“แม่นางสามสี หลบไป!”
สิ้นเสียงนกนางแอ่น
ตุ้บ!
ลูกมะพร้าวพลันร่วงหล่นลงมา
มันหล่นเฉียดใบหน้าของเด็กหญิงไปเพียงนิดเดียว และตกลงใกล้ๆ เท้าของนางพอดี แต่นางกลับไม่หลบเลี่ยงหรือหวาดกลัวแม้แต่น้อย ไม่กะพริบตาไม่เอียงคอเลยสักนิด ราวกับล่วงรู้แต่แรกว่ามันไม่มีทางโดนตัวนาง เพียงก้มมองมะพร้าวผลนั้น แล้วใช้เท้าเขี่ยมันไปยังอีกด้านหนึ่ง
ตรงนั้นมีมะพร้าวอีกหลายลูกวางกองอยู่ก่อนแล้ว
เจ้าแมวและเจ้านกกำลังช่วยกันเก็บมะพร้าว
ที่น่าอัศจรรย์คือ นกนางแอ่นนั้นตัวเล็กนิดเดียว ผลมะพร้าวย่อมมีขนาดใหญ่กว่ากว่าตัวมันหลายเท่า อีกทั้งจะงอยปากก็ดูไร้เรี่ยวแรง ทว่ามันเพียงก้มจิกเบาๆ ลูกมะพร้าวก็หล่นลงมาจากก้านแล้ว
นกจิก แมวยกไปวาง
ภูตน้อยทั้งสองต่างร่วมแรงร่วมใจกัน
ซ่งโหยวละสายตากลับมา ลากเรือไปจนถึงริมน้ำ ก่อนจะหันไปทางเจ้าม้าคู่ใจ
“คลื่นลมกลางทะเลนั้นแปรปรวน ไม่เหมาะให้เจ้าไปด้วย คงต้องให้เจ้าคอยอยู่ที่นี่แล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยกับม้าก่อนจะสะพายถุงใส่ผ้าขึ้น “หากเร็วหน่อยก็คงกลับมาในสิบวันหรือครึ่งเดือน หากต้องล่าช้าก็อาจกินเวลานานหลายเดือน ไม่อาจได้แน่นอน หากราบรื่นดี ข้าจะให้เยี่ยนอันกลับมาเล่าเรื่องให้เจ้าฟัง”
เจ้าม้าพ่นลมหายใจออกจากจมูก
“แม่นางสามสีเตรียมหญ้าไว้ให้เจ้ากองใหญ่ทีเดียว ทั้งหมดนั้นแลกมาด้วยกุ้งหอยปูปลาที่นางเก็บได้จากชายหาดตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา หากเจ้ากินหมดแล้วไม่ชอบหญ้าแถวชายทะเล ก็จงมุ่งหน้าไปยังภูเขาอันไกลโพ้นเถิด อย่างไรเสียเมื่อพวกข้ากลับมาแล้วก็จะไปเรียกเจ้าเอง ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยมาหาพวกข้าที่นี่”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
ซ่งโหยวตบลำคอของมันเบาๆ ก่อนจะวางถุงใส่ผ้าไว้บนเรือ
เด็กหนุ่มและเด็กหญิงต่างอุ้มมะพร้าวเดินมาที่เรือ ขนมาวางแล้วก็เดินกลับไปอีกหลายรอบ
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวเอ่ยกับพวกเขา
พรึ่บ…
เด็กหนุ่มคืนร่างเป็นนกนางแอ่น กระพือปีกบินทะยานสู่ท้องนภา
เด็กหญิงตัวน้อยก็แปลงร่างเป็นแมวสามสี นางแหงนมองฟ้าคราหนึ่ง แล้วหันไปมองม้าที่อยู่ไกลออกไปอีกครา ก่อนจะกระโจนพรวดขึ้นไปบนหัวเรือ สะบัดทรายออกจากเท้าเล็กๆ ทั้งสี่ข้าง แล้วจึงกระโดดลงไปในห้องเรือ
ซ่งโหยวสวมหมวกโต่วลี่บังแดด ออกแรงผลักเพียงคราเดียว เรือก็ลอยลำเข้าสู่ท้องทะเลโดยสมบูรณ์
ครั้นฝีพายวาดลงในน้ำ เรือก็มุ่งหน้าสู่มหาสมุทรกว้าง
แมวสามสีเกาะขอบเรือ เอาคางเกยไว้พลางจ้องมองหาดทรายและม้าตัวนั้นตาไม่กะพริบ
ภาพชายหาดและชายฝั่งค่อยๆ เลือนรางและห่างไกลออกไปทุกที
ในที่สุดแม่นางสามสีก็ละสายตากลับมา
“นักพรต…”
“หือ”
“ทำไมเจ้าไม่ทำ ‘แบบนั้น’ เล่า”
“แบบไหนหรือ”
“ที่ทำให้เรือวิ่งเร็วๆ อย่างไรเล่า!” แมวสามสีแหงนหน้าจ้องมองนักพรตที่กำลังพายเรือ “เสกให้มันพุ่งไปเร็วๆ!”
“พายเรือเองก็น่าสนใจดีออก”
“แต่ทำแบบนั้นจะไปได้เร็วและไกลกว่านะ”
“แม่นางสามสีกล่าวมีเหตุผล” นักพรตสวมหมวกโต่วลี่พายเรือไปกลางทะเล ดูแล้วเหมือนชาวประมงนัก เขายิ้มให้เจ้าแมวพลางเอ่ย “ข้ารู้ว่าเจ้าอยากให้เรือวิ่งไวๆ เพราะอยากรีบกลับมาหากุ้งหาหอยริมชายหาดต่อ ที่แต่เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าส่วนลึกของมหาสมุทรนั้นจะสนุกต่างจากบนชายหาดหรือไม่”
“หือ”
“เจ้าเคยเห็นปลารวมตัวกันเป็นฝูง เหมือนฝูงนกบนฟากฟ้ายามต้องอพยพ หรือเหมือนตั๊กแตนที่รวมฝูงอาละวาดในอำเภอจี๋เยี่ยนหรือไม่ พวกมันจะว่ายเบียดเสียดกันจนเกิดเป็นพายุหมุนหรือกระแสน้ำวนใต้ท้องทะเล”
“หือ”
“เจ้าเคยเห็นปลาที่มีสีสันละลานตา รูปร่างแปลกประหลาดไม่ซ้ำกัน ซ้ำยังเข้ามาว่ายใกล้ๆ เจ้าอย่างไม่คิดหวาดกลัวบ้างหรือไม่”
“เอ๋”
“เจ้าเคยเห็นปลาขนาดตัวใหญ่ยักษ์ ใหญ่ยิ่งกว่าเรือของเรา กระโดดพ้นน้ำอวดหน้าท้องขาวนวลก่อนจะทิ้งตัวกระแทกผืนน้ำจนเกิดเสียงดังสนั่นบ้างหรือไม่”
“…”
“พวกเราเดินทางช้าลงเพื่อจะได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพที่ไม่เคยพบเห็นเหล่านี้อย่างไรเล่า” น้ำเสียงของซ่งโหยวนั้นช่างอ่อนโยน “แน่นอนว่าที่กล่าวมาทั้งหมด ส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งที่แม่นางสามสีอยากเห็น ส่วนสิ่งที่ข้าอยากเห็นนั้นมีมากกว่านั้นเสียอีก ดังนั้นเราจึงต้องเดินทางช้าๆ”
“เหมือนตอนปีนเขาไปดูดาวเลย!!”
“ถูกต้องที่สุด”
ซ่งโหยวยิ้มพลางเอ่ยกับนาง “แม่นางสามสีเฉลียวฉลาดขึ้นทุกวัน ข้าพูดเพียงสั้นๆ ก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งแล้ว”
เจ้าแมวทำท่าทางครุ่นคิด ราวกับได้บรรลุถึงสัจธรรมบางอย่าง
เพียงชั่วพริบตาชายฝั่งและหาดทรายก็หายวับไปจากสายตา เมื่อครู่ยังพอเห็นยอดต้นมะพร้าวอยู่รำไร แต่ยามนี้กลับเห็นเพียงยอดเขาบนแผ่นดินใหญ่ไกลลิบเท่านั้น
ในที่สุดแม่นางสามสีเลิกเกาะขอบเรือ นางค่อยๆ ไถลตัวลงมานอนกลางห้องเรือ พอลืมตาขึ้นมาก็เห็นเพียงท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ ไม่เห็นนกทะเลแม้เพียงสักตัว มีเพียงนกนางแอ่นตัวนั้นที่บินว่อนชมความเงียบเหงาเพียง ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย
……………