ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 413 สวรรค์ของแมว
บทที่ 413 สวรรค์ของแมว
……………
เรือลำน้อยล่องไปตามแนวชายฝั่งจากทิศตะวันออกสู่ทิศตะวันตก มุ่งหน้าเข้าหาดวงตะวันกลมโตสีทองอร่ามที่กำลังลาลับขอบฟ้า แสงอัสดงสาดสะท้อนผิวน้ำระยิบระยับกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เรือค่อยๆ แล่นผ่านหมู่บ้านชาวประมงไปถึงชายหาดอันเงียบสงบไร้ผู้คน
ซ่งโหยวพายเรือไม่คล่องนัก แต่ไหนๆ ได้มาอยู่ในโลกใบนี้ทั้งทีเขาก็ยินดีที่จะลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เขาบังคับเรือให้หันหัวเข้าสู่ชายฝั่งอย่างเก้ๆ กังๆ โชคดีที่ระหว่างนั้น ทั้งเจ้าแมวและเจ้านกนางแอ่นล้วนพากันนั่งเล็งทิศทางให้เขาอยู่บนหัวเรือ และไม่ได้นึกหัวเราะเยาะในท่าทีอันเงอะงะของเขาเลย
เรือลำน้อยเทียบท่า ท้องเรือสัมผัสกับพื้นทรายพอดี
ซ่งโหยวถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้นแล้วกระโดดลงไป ขณะกำลังจะหันกลับไปบอกแม่นางสามสีว่าไม่ต้องตกใจ ก็เห็นเจ้าแมวยืนอยู่บนหัวเรือในท่าเตรียมพร้อมจะกระโดดอยู่แล้ว เพียงพริบตาเดียว นางก็กระโดดลงทะเลตามเขามา
น้ำทะเลใต้ท้องเรือสูงเท่าข้อเท้าของซ่งโหยว แต่กลับสูงถึงครึ่งขาของแม่นางสามสี คลื่นทะเลยังคงซัดสาดขึ้นมาเป็นระลอก ยามคลื่นซัดขึ้นมาก็แทบจะท่วมถึงโคนขาของนางเลยทีเดียว
ซ่งโหยวจ้องมองเจ้าแมว เจ้าแมวก็เงยหน้าจ้องมองเขาเช่นกัน
“แม่นางสามสีกระโดดลงมาทำไม”
“แล้วเจ้ากระโดดลงมาทำไมเล่า”
“น้ำทะเลมีเกลือและทราย ขนแห้งแล้วจะกลายเป็นคราบนะ”
“แล้วเจ้ากระโดดลงมาทำไม”
“ข้าต้องลากเรือขึ้นฝั่ง”
“ข้าเห็นเจ้ากระโดด ก็เลยกระโดดบ้าง”
“รีบขึ้นฝั่งเถิด…”
ซ่งโหยวไม่ต่อความยาวสาวความยืดกับนางอีก เขาชี้ไปที่หาดทรายเบื้องหลัง จากนั้นก็คว้าเชือกที่หัวเรือ ออกแรงลากเรือลำน้อยขึ้นไปบนหาดทรายทีละนิด
ในระหว่างนั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงฉุดจากทางด้านหลัง
เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าแม่นางสามสีกำลังคาบปลายเชือกเอาไว้ ออกแรงช่วยเขาลากอย่างสุดกำลัง อุ้งเท้าเล็กๆ ทั้งสี่ข้างเหยียบลงบนทราย ยามออกแรงเท้าก็จมลงไปในผืนทราย ไม่รู้ว่านิ้วเท้าใต้ผืนทรายนั้นจะกางออกจนเป็นรูปดอกไม้หรือไม่
ครืด…
ท้องเรือขูดกับทรายจนเกิดเป็นรอยทาง
“ตกกลางคืนน้ำทะเลจะสูงขึ้นเรื่อยๆ เราต้องลากเรือไปให้ไกลหน่อย แล้วผูกเรือไว้กับต้นไม้ต้นนั้น”
“อื้อๆ…”
ในที่สุดตัวเรือก็ค่อยๆ เคลื่อนห่างจากชายฝั่งไป
“ขอบใจแม่นางสามสีมาก หากไม่มีแม่นางสามสีช่วยออกแรง ข้าคงเหนื่อยแย่เลย” ซ่งโหยวเอ่ยขณะผูกเชือก “เจ้าช่วยข้าได้อีกแล้ว”
ทว่าแม่นางสามสีผู้ขยันสร้างคุณูปการกลับไม่ได้ตอบเขาทันที
ซ่งโหยวจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองนาง
ไอน้ำเหนือทะเลก่อตัวหนา ดวงตะวันคล้อยต่ำจนแตะขอบฟ้า แสงที่ส่องผ่านไอน้ำเกิดการหักเห เสมือนเป็นผลงานของจิตรกรเอก ท้องฟ้าไล่สีกันอย่างวิจิตรงดงาม โดยมีหมู่บ้านและต้นมะพร้าวเป็นฉากหน้า ส่วนเจ้าแมวกลับก้มหน้าจ้องมองหาดทรายด้วยสีหน้าท่าทางสงสัยและจริงจังยิ่ง
สิ่งที่ต่างจากที่จินตนาการไว้ก็คือ
หาดทรายแห่งนี้ดูเหมือนจะเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
ตอนที่ออกแรงลากเรือเมื่อครู่ แม่นางสามสีก็ได้ค้นพบว่าหาดทรายแห่งนี้ไม่เหมือนกับที่อื่นที่นางเคยไปเยือนมาหลายต่อหลายแห่ง ไม่ว่าทรายเหล่านั้นจะอยู่ริมทะเลหรือไม่ ก็มักจะสังเกตเห็นรูเล็กๆ นับไม่ถ้วนกระจายตัวอยู่หนาแน่น รูพวกนั้นมีขนาดพอๆ กับรูที่นางและนักพรตใช้ไม้ไผ่เหลาจากอารามโจ่วเจียวทิ่มลงไปตามพื้น บนรูจะมีเม็ดทรายกองอยู่ เมื่อใดที่ไม่มีผู้คนสัญจรไปมา ผืนทรายแห่งนี้ก็จะถูกยึดครองโดยปูตัวจ้อยขนาดเท่าเมล็ดถั่ว
แม้ปูเหล่านี้จะตัวเล็กแต่ปราดเปรียวยิ่งนัก พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย พวกมันก็พากันวิ่งกรูกลับเข้ารูอย่างรวดเร็ว
ถ้าพวกมันไม่วิ่งก็แล้วไป แต่ในเมื่อพวกมันพากันวิ่งเช่นนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจของนางเอาไว้
แม่นางสามสีจ้องมองตาค้าง ไม่ได้ยินว่านักพรตพูดอะไร ร่างกายของนางไม่ฟังคำสั่งเสียแล้ว นางสะบัดน้ำออกจากตัวแล้วกระโจนเข้าใส่ทันที
เจ้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านี้วิ่งเร็วยิ่งนัก
แต่จะวิ่งเร็วสู้แม่นางสามสีได้หรือ
ซ่งโหยวยืนอยู่ที่ไกล เขานั่งพิงกาบเรือ เคาะทรายและคราบเกลือออกจากเท้า พลางจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
เห็นเพียงเจ้าแมวกางอุ้งเท้ากระโดดไปมาบนหาดทราย เดี๋ยวก็กระโดดไปทับปูเอาไว้แล้วก้มลงไปสำรวจอย่างใกล้ชิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดี๋ยวก็คาบปูมาวางไว้บนฝ่ามือของนักพรตให้เขาเล่นด้วย หรือไม่ก็คาบไปให้นกนางแอ่นกิน เดี๋ยวก็อุดรูที่ปูกำลังจะวิ่งเข้าไปเพื่อดูว่ามันจะหนีไปทางไหนต่อ เดี๋ยวก็เขี่ยปูที่แน่นิ่งไปให้กลับมาวิ่ง…
สำหรับแม่นางสามสีแล้ว สถานที่แห่งนี้ช่างแปลกใหม่และน่าสนใจเหลือเกิน ไม่นานนักนางก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความสนุกสนานเสียแล้ว
ดวงตะวันค่อยๆ ลับหายไปใต้เส้นขอบฟ้า เมฆบนท้องฟ้าถูกย้อมสีสะท้อนลงบนผืนน้ำทะเลจนกลายเป็นสีแดงเพลิง
เพราะมีแม่นางสามสีอยู่ด้วย เวลาจึงดูเหมือนจะเดินช้าลง
ซ่งโหยวเดินเข้าไปเก็บฟืนในป่า เขาไม่ได้เก็บฟืนด้วยตนเองมานานมากแล้ว จากนั้นก็ปูผ้าสักหลาดและผ้าขนแกะไว้ใต้ต้นมะพร้าวต้นหนึ่ง จุดไฟเรียบร้อยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองผืนทรายที่บัดนี้หลงเหลือแต่เพียงรอยเท้ารูปดอกเหมย แต่ไม่เห็นวี่แววของเจ้าแมวแล้ว
ซ่งโหยวเบนสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหานางเจอ
ดูเหมือนแม่นางสามสีจะเล่นจนพอใจแล้ว
ยามนี้นางกำลังคลอเคลียกับเรือลำน้อย คล้ายต้องการทิ้งกลิ่นของตนเองไว้เพื่อประกาศความเป็นเจ้าของ
จนกระทั่งเห็นแสงไฟลุกขึ้นใต้ต้นมะพร้าว นางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบกระโดดลงจากเรือ วิ่งข้ามหาดทรายมาถามเขาด้วยความงุนงง “นักพรต ทำไมเจ้าถึงจุดไฟเองเล่า”
“แม้ข้าจะไม่ได้เฉลียวฉลาดเท่าแม่นางสามสี แต่ข้าก็ยังจุดไฟเป็นอยู่นะ”
“แม่นางสามสีจุดไฟเป็นนะ!”
“แน่นอน”
“นี่เป็นหน้าที่ของแม่นางสามสีต่างหาก”
“ข้าเห็นแม่นางสามสีกำลังเล่นสนุก จึงไม่อยากเข้าไปรบกวนน่ะ” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ พลางยื่นมือไปลูบหัวเจ้าแมวข้างกาย “แม่นางสามสีเล่นสนุกหรือไม่”
“อย่างนั้นหรือ”
“มีปูเต็มไปหมด กินอย่างไรก็ไม่หมด!” แม่นางสามสีกล่าวเสียงจริงจัง ถ้าแม่นางสามสีเป็นแมวที่นี่ คงมาที่ชายหาดทุกวันแน่ ทั้งสนุก ทั้งได้กินอิ่ม! ไม่ต้องทนหิวด้วย!”
“ปูพวกนี้ไม่ได้มีให้เห็นตลอดทั้งสี่ฤดูหรอกนะ”
“หือ”
เจ้าแมวหันขวับมาจ้องมองเขาตาเขม็ง
“ข้าเดาว่า…”
“จริงด้วย เราไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไปนี่นา” นางพยักหน้าลงทันทีที่หาคำตอบได้จากอีกมุมมองหนึ่ง จากนั้นก็ทำท่าครุ่นคิดแล้วพึมพำออกมาเบาๆ “โชคดีที่แม่นางสามสีกินอิ่มแล้ว พรุ่งนี้แม่นางสามสีก็จะกินเจ้านี่อีก”
“รสชาติเป็นอย่างไร”
ซ่งโหยวเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เหมือนแมลง ตอนที่กินเข้าไป มันใช้ก้ามหนีบปากแม่นางสามสีด้วย” เจ้าแมวตั้งใจตอบคำถาม พลางหันไปมองนกนางแอ่นครู่หนึ่ง “ถ้าปากของแม่นางสามสีแข็งเหมือนกันก็คงดี”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
“นักพรต เจ้าจะกินไหม แม่นางสามสีจะไปจับมาให้เจ้าอีก”
“ฟ้าใกล้มืดแล้ว”
“แม่นางสามสีจะขุดออกมาให้เจ้าเอง”
“ข้าไม่กินหรอก”
“เจ้าไม่ยอมกินอีกแล้ว…”
“หากแม่นางสามสีเต็มใจล่ะก็ ช่วยสอยมะพร้าวลงมาให้ข้าสักลูกสิ” ซ่งโหยวกล่าวพลางเงยหน้าขึ้นไป
“มะพร้าว!”
ต้นมะพร้าวสูงชะลูด ลำต้นโน้มลงเพียงเล็กน้อย มีใบอยู่แค่ส่วนยอด ไม่แตกกิ่งก้านสาขาใดๆ บนยอดนั้นอุดมไปด้วยมะพร้าวลูกโต
“นี่คือมะพร้าว”
“น้ำมะพร้าวที่ใช้ต้มไก่หรือ”
“เป็นน้ำที่อยู่ในผลน่ะ” ซ่งโหยวกล่าว “ในผลมะพร้าวมีน้ำเยอะ จะดื่มสดๆ หรือจะนำมาต้มก็ได้”
“ก็… ได้…”
แม่นางสามสีเงยหน้าขึ้นพิจารณาลูกมะพร้าว พลางกะขนาดของมันอยู่ในใจ คำตอบรับเมื่อครู่ก็แฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ
อย่างไรเสีย แมวอย่างนางย่อมไม่ชำนาญเรื่องการเก็บผลไม้
ยิ่งไปกว่านั้น ผลไม้ชนิดนี้ยังลูกใหญ่กว่าตัวแมวเสียอีก
ทว่าถึงจะไม่มั่นใจ แต่แม่นางสามสีก็วิ่งปราดไปยังโคนต้นแล้วกระโจนขึ้นเกาะทันทีที่สิ้นเสียงขานรับ กระโดดเพียงคราเดียวก็ขึ้นไปสูงกว่าตัวคนแล้ว นางเกาะลำต้นมะพร้าวแน่น แสดงให้เห็นถึงพละกำลังอันเหนือชั้นกว่าแมวทั่วไป จากนั้นก็ใช้อุ้งเท้าทั้งสี่จิกลำต้นแน่น คมเล็บฝังลึกลงไปในเปลือกไม้ จากนั้นนางก็ปีนป่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่อึดใจ นางก็ปีนขึ้นไปถึงยอดแล้ว
“นักพรต รับ…”
แม่นางสามสีออกแรงเด็ดลูกมะพร้าวออกมา
น่าเสียดายที่นางยังไม่ทันพูดจบ มะพร้าวก็ร่วงลงไปเสียแล้ว
“…ไว้!”
ตุ้บ…
ลูกมะพร้าวตกกระแทกพื้นทรายตรงตำแหน่งข้างนักพรตพอดี เฉียดร่างเขาไปเพียงนิดเดียวเท่านั้น
“เอาอีกกี่ลูก”
“พอแล้ว”
“เอาไปอีกเถิด เก็บไว้กิน!”
ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ…
ลูกมะพร้าวร่วงลงมาติดต่อกันอีกหลายลูก
หลังจากนั้นแม่นางสามสีก็ค่อยๆ ปีนลงมาอย่างระมัดระวัง ตอนปีนลงดูจะยากลำบากกว่าตอนปีนขึ้นเสียอีก แต่โชคดีที่นางมีความสามารถมากล้น พอลงมาได้ครึ่งทาง ห่างจากพื้นประมาณหนึ่งจั้ง นางก็ไม่รอช้า กระโดดลงมาบนพื้นในทันที อุ้งเท้ากลมๆ ทั้งสี่ข้างพลันจมลงไปในผืนทราย
“ขอบใจแม่นางสามสีมาก”
“ไม่เป็นไร!”
“หากแม่นางสามสีเต็มใจล่ะก็ ช่วยผ่ามะพร้าวให้ข้าด้วย!” ซ่งโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังอธิษฐานขอพร
“ได้เลย!”
แม่นางสามสีตอบรับในทันที
นางแปลงกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อย กอดมะพร้าวลูกกลมโตแทบจะบังร่างนางมิดไว้ด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกมือหนึ่งถือดาบสะบั้นวารีไว้ ขณะเดียวกันก็พลิกไปพลิกมาเพื่อสำรวจ พลางเขย่าฟังเสียงน้ำอยู่สักพักกว่าจะกล้าลงมีด
นอกจากดาบสะบั้นวารีจะควบคุมสายน้ำได้แล้ว ใบดาบก็ยังคมกริบนัก จะผ่ามะพร้าวสักลูกจึงไม่ใช่เรื่องยากอันใด
ไม่นานนักแม่นางสามสีก็ยื่นมะพร้าวให้เขา
“เรียบร้อยแล้ว!”
“ขอบใจแม่นางสามสีมาก”
“ไม่เป็นไร!”
ซ่งโหยวยกลูกมะพร้าวขึ้นดื่มน้ำในนั้น
รสชาติค่อนข้างจืด ไม่ได้หอมหวานอย่างที่จินตนาการไว้
ส่วนแม่นางสามสีก็นั่งถือดาบสะบั้นวารีอยู่ข้างๆ คอยเงยหน้ามองตอนเขาดื่ม แม้สีหน้าจะเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่ในใจกลับรู้สึกภาคภูมิใจนัก
“แม่นางสามสีก็เอาไปสักลูกสิ”
“บนต้นเหลือไม่กี่ลูกแล้ว เจ้าเอาแต่เลือกกิน เช่นนั้นก็เก็บไว้ให้เจ้าดื่มดีกว่า แม่นางสามสีกินปูพวกนี้ก็อิ่มแล้ว”
“แม่นางสามสีพูดผิดแล้ว” ซ่งโหยวนั่งพิงต้นมะพร้าว ชื่นชมทัศนียภาพอันไกลโพ้นสุดขอบฟ้าที่บัดนี้ถูกย้อมด้วยสีเพลิง พลางเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “บนต้นนี้อาจเหลือไม่กี่ลูก แต่บนหาดทรายแห่งนี้ยังมีต้นมะพร้าวอีกนับไม่ถ้วนนะ”
“หือ…”
เด็กหญิงตัวน้อยหันไปมองไกลออกไป
“ยิ่งไปกว่านั้น แม่นางสามสียังไม่รู้เลยว่าริมทะเลยังมีเรื่องสนุกอะไรอีก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใต้ทะเลนั้นอุดมสมบูรณ์เพียงใด”
“หือ”
“ตกกลางคืนน้ำทะเลจะสูงขึ้น คลื่นจะพัดเอาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในทะเลขึ้นมาบนหาดทราย บางตัวอาจกลับไปได้ แต่บางตัวก็จะติดอยู่บนหาดทราย หรือติดอยู่ในแอ่งน้ำตื้น เช้าวันพรุ่งนี้จะมีชาวบ้านในแถบนี้มาหาของทะเลกัน มีทั้งหอย มีทั้งปลา แม่นางสามสีเรียนรู้วิชาจากพวกเขาแล้วออกตามหาพวกมันด้วยตนเองได้นะ” น้ำเสียงของซ่งโหยวอ่อนโยนนัก “ด้วยความสามารถของแม่นางสามสี ข้าเชื่อว่าเจ้าจะเรียนรู้ได้เร็วมาก และคงหาได้มากกว่าพวกเขาเสียอีก ส่วนใหญ่มีรสชาติอร่อยกว่าปูพวกนั้นเสียอีก”
คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่ประโยค กลับทำให้แม่นางสามสีเบิกตากว้าง ในใจเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า
“แล้วเจ้าจะกินไหม”
“หากดูแล้วว่าตัวไหนกินได้ก็กิน”
“กินได้ก็กิน?”
“พวกกุ้งหอยปูปลาส่วนใหญ่ข้ากินได้หมด อ้อ ยกเว้นพวกตัวเล็กๆ นะ หอยมุกบางชนิดก็กินได้”
“เช่นนั้นคืนนี้แม่นางสามสีจะไปจับมา!”
“ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก”
“ไม่ต้องรีบร้อนหรือ!”
“ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนเถิด”
ซ่งโหยวจิบน้ำมะพร้าวพลางทอดสายตามองไปที่ขอบฟ้า รับลมทะเล ฟังเสียงคลื่น ไม่มีหลังคา ไม่มีกระโจม พูดคุยกับเจ้าแมว กายและใจล้วนเป็นอิสระ เพียงปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไป
“พักผ่อนให้เต็มที่~”
เด็กหญิงตัวน้อยทวนคำของเขา
แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมองท้องทะเล
ยามนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว มีเพียงแสงอัสดงอันอ่อนโยนที่สาดส่องมาจากทิศทางที่ดวงตะวันเพิ่งลับขอบฟ้าไป ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีน้ำเงินแต่ก็ดูไม่เหมือนสีน้ำเงินเสียทีเดียว คล้ายสีม่วงแต่ยังเจือด้วยสีแดง คล้ายสีชมพูแต่ก็ยังมีสีขาวแฝงมา สีสันแปรเปลี่ยนไร้เส้นแบ่งเขต ผืนน้ำตกอยู่ในความมืดมิดไปนานแล้ว มีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดสาดมาเป็นระลอก ท่ามกลางแสงไฟและแสงอัสดงวับวาว เห็นว่าเด็กหญิงตัวน้อยกำลังอ้าปากขึ้นเล็กน้อย แววตาก็สะท้อนประกายใสแจ๋ว
ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ย่อมกล่าวได้ว่าใต้หล้านี้ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งที่สวยงามพอจะเทียบเคียงอำเภอหลานมั่วยามถูกปีศาจหนูอาละวาด
……………