ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 414 แมวนักล่าปลา ...............
บทที่ 414 แมวนักล่าปลา
……………
กองไฟค่อยๆ มอดลง เหลือเพียงกองเถ้าสีแดงสลัว ผืนน้ำทะเลปรากฏเงาสะท้อนของหมู่ดาวเต็มฟ้า มีทางช้างเผือกพาดผ่านกึ่งกลาง บนพื้นดินมีหิ่งห้อยมากมายบินออกมาจากป่า เริงระบำล่องลอยอยู่กลางอากาศ มองดูจากไกลๆ คล้ายกับดวงดาราที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นโลก
เสียงลมยังคงแว่วมา คลื่นทะเลยังคงไม่สงบ
ซ่งโหยวพิงต้นมะพร้าว ห่มกายด้วยผ้าสักหลาด นั่งนิ่งไม่ไหวติง เพียงดื่มด่ำไปกับค่ำคืนฤดูร้อนริมชายหาดแห่งนี้
ทางด้านแม่นางสามสีดูเหมือนจะเล่นกับปูจนเหนื่อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหิ่งห้อยที่พบเห็นได้ทั่วไปตามป่าเขาในยามนี้ นางจึงดูไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก เพียงเบียดกายชิดซ่งโหยว จ้องมองหิ่งห้อยเหล่านั้นตาไม่กะพริบ จดจำภาพแสงเรืองรองไว้ด้วยดวงตา อย่างมากที่สุดก็ยื่นอุ้งเท้าออกไปตะปบหิ่งห้อยที่กำลังบินมาใกล้ ส่วนจะจับได้หรือไม่นั้นล้วนขึ้นอยู่กับวาสนา หากจับไม่ได้ก็ถือเสียว่าคว้าเอาอากาศธาตุ ไม่นับว่ายื่นมือออกไปเสียเปล่า
“นักพรต…”
“มีอะไรหรือ”
“แม่นางสามสีมีดาบสะบั้นวารี ไม่มีทางจมน้ำตาย เจ้าว่าแม่นางสามสีจะลงไปจับปลาในทะเลได้หรือไม่”
“แม่นางสามสีมีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า ทั้งยังเฉลียวฉลาด ย่อมตัดสินใจด้วยตนเองได้อยู่แล้ว” ซ่งโหยวกล่าวจบก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่ข้าได้ยินมาว่าในทะเลมีปลาตัวใหญ่มาก ตัวที่ใหญ่ที่สุดกลืนม้าเข้าไปได้ในคำเดียว ส่วนปลาที่กินคนได้นั้นก็มีอยู่สารพัด ปลาที่กินแมวทั้งตัวได้ในคราเดียวยิ่งมีนับไม่ถ้วน ดังนั้นต่อให้แม่นางสามสีอยากจะลงน้ำ ก็ควรจะฝึกว่ายน้ำให้คล่องและทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของทะเลโดยรอบเสียก่อน จึงจะเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด”
“ปลาที่ว่ามันจะตัวใหญ่สักแค่ไหนกัน!”
“สัตว์ในทะเลนั้นตัวใหญ่กว่าบนบกอยู่แล้ว ปลาที่ถูกเปรียบเป็นเสือน่าจะตัวใหญ่และดุร้ายยิ่งกว่าเสือบนบกเสียอีก”
“แล้วตัวใหญ่กว่าปีศาจจระเข้หรือไม่”
แมวสามสีเบิกตากลมโตด้วยความอยากรู้อยากเห็น พลางหันมาจ้องนักพรตตาเขม็ง
ลมทะเลพัดผ่านกองไฟ สะเก็ดไฟปลิวว่อน หยอกเย้าให้เหล่าหิ่งห้อยบินหนีไปด้วยความตกใจ สะเก็ดไฟสีแดงผสานกับแสงสีนวลจากหิ่งห้อย กลายเป็นภาพฝันอันวิจิตรในชั่วขณะ
ซ่งโหยวเอ่ยกับแมวสามสี
“หากเป็นปีศาจจระเข้ที่ยังตบะไม่สูงนัก ก็ย่อมมีปลาหลายชนิดที่ตัวใหญ่กว่ามัน แต่ถ้าเป็นจอมมารเผ่าจระเข้ ปลาที่ตบะไม่สูงส่วนใหญ่ก็คงเทียบมันไม่ติดหรอก อีกอย่างข้ายังได้ยินมาว่าสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในทะเลนั้นสามารถเติบโตจนมีขนาดใหญ่กว่าเรือนทั้งหลังเสียอีก หากมันกลายเป็นปีศาจแล้วจะตัวใหญ่เพียงใด ข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้”
“เอ๋”
“แปลกใจใช่หรือไม่” ซ่งโหยวหันไปมองนาง “ปลาตัวใหญ่ขนาดนั้น ชีวิตนี้แม่นางสามสีก็กินไม่หมดหรอก”
“เดี๋ยวแมลงก็มาช่วยกินจนหมดเอง~”
“แม่นางสามสีฉลาดมาก”
“แล้วจะได้เห็นปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นไหม”
“ปกติปลาเหล่านั้นไม่ค่อยเข้ามาใกล้ชายฝั่ง เพราะน้ำตื้นเกินกว่าจะรองรับร่างกายอันใหญ่โตของพวกมันไว้ได้ และจะทำให้พวกมันเกยตื้นเสียเอง เมื่อใดที่ลำตัวแนบกับผืนทรายก็จะว่ายต่อไม่ได้ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ไว้พวกเราพายเรือไปถึงเขตทะเลลึก เมื่อนั้นก็คงจะได้เห็นปลายักษ์บ้างแล้ว”
“ถ้าไม่เห็นเล่า”
“เช่นนั้นข้าก็จะพาแม่นางสามสีไปตามหาพวกมัน”
“พวกมันจะกินเราไหม”
“เช่นนั้นก็คงต้องสุภาพกับพวกมันหน่อยแล้ว”
“แล้วริมฝั่งมีตัวอะไรบ้างหรือ”
“มี…”
ซ่งโหยวครุ่นคิดพร้อมกับจ้องมองหมู่ดาวพร่างพรายบนท้องฟ้า
ชาตินี้เขาก็เพิ่งเคยมาเยือนทะเลเป็นครั้งแรกเช่นกัน
ความทรงจำนั้นเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว เขาจึงต้องพยายามนึกถึงคำศัพท์แปลกๆ ที่ไม่ได้เจอมานาน แล้วค่อยๆ ไล่เรียงให้แม่นางสามสีฟังทีละอย่าง ทั้งบรรยายถึงรูปร่าง หน้าตา นิสัยใจคอ รวมถึงรสชาติคร่าวๆ และวิธีปรุงให้อร่อย
เจ้าแมวน้อยเบิกตาโตคอยฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ
แม้จะมีหิ่งห้อยบินผ่านหน้าไป แต่นางหาได้สนใจมันอีกต่อไป บัดนี้นางตกอยู่ในห้วงจินตนาการที่มาจากเรื่องเล่าของนักพรต
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใดแล้ว กองไฟถึงมอดลงจนดับไป แม้ลมทะเลจะพัดแรงขึ้น ก็มีแต่จะทำให้ฟืนที่มอดไหม้ขึ้นสีแดงระเรื่อกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่อาจจุดไฟให้ติดได้อีก
ในทางกลับกัน แสงดาวกลับยิ่งสุกสกาว
เจ้าแมวน้อยขดตัวอยู่ข้างนักพรต แทบจะม้วนตัวเป็นก้อนกลม ใช้อุ้งเท้าขาวราวกับสวมถุงมือปิดดวงตาเอาไว้ แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด
นักพรตละสายตา พลันแหงนหน้าขึ้นมองนภาดารา
ในยุคสมัยนี้ ค่ำคืนในฉางจิงอาจจะยังพอมีแสงไฟส่องสว่างอยู่บ้าง แต่ที่แคว้นกันดารอย่างล่างโจว กลับมีบ้านในตัวอำเภอไม่กี่หลังที่จุดโคมหน้าประตู หมู่บ้านชาวประมงตกอยู่ในความมืดมิด แสงหิ่งห้อยบนดินไม่อาจประชันความสว่างไสวกับดวงดาวบนฟ้าได้ ค่ำคืนไร้จันทราไร้หมอกหนา จึงกลายเป็นงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ของหมู่ดารา
นักพรตจ้องมองตาไม่กะพริบ พลางครุ่นคิดในใจ
ก่อนหน้านี้เคยได้ยินขุนนางหนุ่มกล่าวว่าในทะเลมีมังกรจ้าวสมุทร แม้ซ่งโหยวจะไม่ค่อยเชื่อนัก แต่พอได้พิจารณาถึงตำแหน่งที่ตั้งอันไกลโพ้นของล่างโจวและท้องทะเลนอกเขตแดนเสินโจวแล้ว ก็คิดว่าตำนานจ้าวสมุทรอาจมีจริงแต่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหอคำภีร์อารามฝูหลงเท่านั้น
ดูจากตอนนี้แล้ว คงไม่เป็นเช่นที่คิดไว้
แต่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
ซ่งโหยวยังคงอยากเห็นจ้าวสมุทรกับตาตนเองสักครั้ง
ทว่าก็เหมือนที่ขุนนางหนุ่มคนนั้นกล่าวไว้ เรื่องพิสดารกลางท้องทะเลทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผีสาวเทพยดา, อาณาจักรยักษา หรืออาณาจักรเครางาม ก็ล้วนมหัศจรรย์สู้เรื่องอาณาจักรคนแคระไม่ได้
ขุนนางหนุ่มผู้นั้นเสนอความเห็นได้เฉียบคมนัก
หากโลกของคนขนาดตัวเท่าฝ่ามือที่คนธรรมดาเข้าไปเยือนแล้วจะตัวหดเล็กลงไปด้วยนั้นมีจริง ก็คงอัศจรรย์ยิ่งกว่าตำนานจ้าวสมุทรเสียอีก
ดินห้าทิศนั้นวิเศษเหนือบรรยาย คงหาได้ไม่ยากนัก
ในเมื่อราชครูกล่าวว่ามันอยู่ในทะเลล่างโจว และต้องมุ่งตรงไปยังสถานที่แสนมหัศจรรย์กลางทะเลล่างโจวถึงจะหาเจอ เช่นนั้นย่อมไม่มีทางผิดพลาดแน่
ซ่งโหยวโน้มศีรษะลงมองเจ้าแมวข้างกาย จากนั้นจึงแหงนหน้าเชยชมแสงดาวต่อไป ไม่รู้ว่าท่ามกลางหมู่ดาวเหล่านั้น จะมีผู้ใดจับจ้องมาที่เขาหรือไม่
ซ่งโหยวไม่รู้ตัวว่าตนเข้าสู่ห้วงนิทราไปตั้งแต่เมื่อใด
เขาลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงนกนางนวล
บัดนี้ท้องฟ้าทอแสงสว่างจ้า
ซ่งโหยวเหยียดกายลุกขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ข้างกายเขามีมะพร้าวที่ถูกเจาะเปิดไว้ลูกหนึ่ง, แผ่นแป้งรองด้วยใบไม้แห้ง และน้ำดื่ม สัมภาระทั้งหมดวางเรียงรายอยู่ด้านข้าง เรือลำน้อยยังคงจอดสงบนิ่งอยู่บนหาดทราย เจ้าม้ากำลังเล็มหญ้าอยู่ข้างกายอย่างเงียบเชียบ ทว่าเจ้าแมวกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“…”
ซ่งโหยวขยี้ตาก่อนจะลุกขึ้นยืน
เจ้าม้าเงยหน้าขึ้นมองเขาครู่หนึ่ง
“เป็นอย่างไร หญ้าริมทะเลไม่ถูกปากเจ้าหรือ” ซ่งโหยวเอ่ยถามเจ้าม้า
ม้าขนแดงเพียงแต่พ่นลมออกจากจมูกเป็นเชิงตอบรับ
ซ่งโหยวยิ้มออกมา ก่อนจะบ้วนปากด้วยน้ำในชาม ใช้ผ้าเช็ดหน้าจนสะอาด จากนั้นจึงกินเริ่มแผ่นแป้งคู่กับน้ำมะพร้าวพลางทอดสายตามองไปไกลๆ
ไกลออกไปเป็นหาดหินขรุขระ มีจุดสีดำเล็กๆ กระจายอยู่เต็มบริเวณ คงจะเป็นชาวบ้านแถบนี้ที่มาหาของทะเลกัน ใกล้เข้ามาหน่อยปรากฏรอยเท้าเป็นแนวยาว ช่วงแรกยังเป็นรอยเท้ารูปดอกเหมยเล็กๆ แต่พอห่างออกไปสักพักก็กลายเป็นรอยเท้ามนุษย์ ทว่าก็ยังมีขนาดเล็กกว่ารอยเท้าผู้ใหญ่ทั่วไปมากนัก ซึ่งรอยเท้าเหล่านั้นก็ทอดยาวไปยังทิศทางที่ว่า
บนหาดทรายตรงหน้ายังมีหลุมตื้นๆ ที่ถูกขุดไว้พอดีกับช่วงที่น้ำทะเลซัดมาถึง รอบปากหลุมมีก้อนหินล้อมเป็นวง ภายในมีน้ำขังอยู่เล็กน้อย
ซ่งโหยวเดินเข้าไปสำรวจอย่างใจเย็น
ในหลุมนั้นมีปลาตัวเล็ก, ปู และปลาหมึกยักษ์อีกหนึ่งตัว
ซ่งโหยวสงสัยว่านางคงจะออกมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
หรือบางทีอาจจะตื่นขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกด้วยซ้ำ
เขาได้แต่ส่ายหน้าทั้งรอยยิ้มแล้วเดินตามรอยเท้าบนหาดทรายไป
เดินไปได้สักพัก ก็เห็นรอยเท้าเปล่าปรากฏขึ้น
ขณะเดียวกันก็มีรอยเท้าหมาป่าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสาย
รอยเท้าเหล่านั้นมีบางช่วงที่ถูกคลื่นทะเลซัดสาดจนเลือนหายไป แต่ซ่งโหยวก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขาเพียงเดินทอดน่องไปทางนั้นอย่างสบายอารมณ์
เริ่มมองเห็นชาวบ้านที่มาหาของทะเลชัดขึ้น
ก่อนจะมองเห็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีและหมาป่าตัวใหญ่ที่คอยเดินตามอยู่ข้างกายนาง
เด็กหญิงตัวน้อยผิวพรรณขาวสะอาดกำลังเดินเท้าเปล่า ทว่าขากางเกงและแขนเสื้อกลับถูกพับขึ้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บนไหล่ก็สะพายถุงย่ามที่ดูตุงๆ และเปียกชื้นเล็กน้อย คล้ายกับว่าบรรจุของจำนวนหนึ่งไว้ด้านใน บัดนี้นางกำลังเดินตามหลังหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมผิวเข้มคนหนึ่งอยู่ห่างๆ ราวหนึ่งจั้ง นางไม่ส่งเสียง ไม่ขยับเขยื้อน เพียงยืนจ้องมองทุกท่วงท่าของหญิงผู้นั้นจากข้างหลังอย่างไม่วางตา
แม้จะได้ยินเสียงฝีเท้าบนหาดทรายและรู้ว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ นางก็เพียงแค่หันมามองครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเป็นนักพรต นางก็ไม่เอ่ยสิ่งใด รีบเบนสายตากลับไปจ้องมองหญิงผู้นั้นต่อด้วยแววตาครุ่นคิด
เห็นได้ชัดว่านางมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ
หญิงผู้นั้นกำลังขุดหอยหลอดอยู่
และแม่นางสามสีก็กำลังตั้งใจเรียนรู้อย่างจริงจัง
จนกระทั่งหญิงผู้นั้นขุดหอยหลอดออกมาจากทรายได้ นางก็ยังคงยืนจ้องหอยหลอดในฝ่ามืออีกฝ่าย จนหอยหลอดพวกนั้นถูกหย่อนลงในตะกร้าไม้ไผ่ นางถึงได้ละสายตาและหันมามองนักพรตแทน
“เจ้าตื่นแล้วหรือ”
“ตื่นแล้ว” ซ่งโหยวตอบทั้งรอยยิ้ม “แม่นางสามสีตื่นเช้าจริงๆ คงไม่ได้มาที่นี่ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางหรอกใช่ไหม”
หญิงชาวบ้านได้ยินเสียงนั้นจึงหันมามองทั้งสอง
“เจ้ามาที่นี่ทำไม”
“ข้ามาตามหาแม่นางสามสี”
“แม่นางสามสีจับปลาได้เยอะแยะเลย มีทั้งปลาตัวใหญ่ๆ ปูตัวโตๆ ที่เจ้าอยากกิน แล้วก็ปลาหมึกยักษ์ตัวนุ่มๆ ที่เจ้าบอกด้วย เจ้ารีบไปเฝ้าไว้เลยนะ อย่าให้ใครมาขโมยไปเชียว!”
“มองจากตรงนี้ก็ได้” ซ่งโหยวบอกนาง “อีกอย่าง เจ้าม้าก็ยังอยู่ที่นั่น”
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปนั่งเล่นเถิด แม่นางสามสีจะหาอาหารเอง”
“แม่นางสามสีกำลังเล่นอยู่เหมือนกันหรือ”
“แม่นางสามสีกำลังหาของกินอยู่!”
“เป็นงานเป็นการดีจริงๆ”
“เจ้ากลับไปเถอะน่า”
เด็กหญิงตัวน้อยเร่งเร้าด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าอยากดูว่าแม่นางสามสีจะทำอะไรต่อมากกว่าอีก ข้าว่าแบบนี้น่าจะสนุกกว่าเยอะ” ซ่งโหยวเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “แน่นอนว่าข้าไม่ได้เก่งกาจเหมือนแม่นางสามสี คงต้องให้เจ้าช่วยดูแลแล้ว อีกอย่างข้ายังอยากฟังด้วยว่าเมื่อเช้านี้ เจ้าได้เรียนรู้เคล็ดวิชาอะไรมาบ้าง”
“อืม…”
เด็กหญิงตัวน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง
การหาของทะเลนั้นเป็นเรื่องสนุกอยู่แล้ว แมวเช่นนางย่อมชอบใจเป็นที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากได้ร่วมกันหาปลากับนักพรตจะสนุกสนานยิ่งกว่าเดิมเพียงใด
แม่นางสามสีตอบตกลง
นางจึงเลิกสนใจหญิงชาวบ้านที่ถูกนางขโมยวิชาไปเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะกระชับสายย่ามไว้แน่น แล้วก้าวขาออกไปจากที่ตรงนั้น ขณะเดียวกันก็หันมามองนักพรตเป็นระยะเพื่อส่งสัญญาณให้ตามมา จากนั้นจึงเล่าสิ่งที่ได้พบเจอมาเมื่อเช้าให้เขาฟังไปตลอดทาง ทั้งทำท่าทางประกอบ ทั้งเล่าอย่างมีอรรถรส ขณะเดียวกันอวดผลงานในย่ามให้เขาดูเป็นขวัญตา ท่วงท่าเหมือนมนุษย์มนาไม่มีผิดเพี้ยนเลย
……………