ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 499 สายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงถือกำเนิด
พลังแห่งกฎสร้างได้เช่นนั้นมหามรรคาเล่าสร้างขึ้นมาได้ด้วยหรือไม่
เจียงฉางเชิงจ้องผิงอันที่กำลังฝึกบำเพ็ญขณะที่ในสมองเกิดความคิดอันใจกล้าประการหนึ่ง
ในอดีตมหามรรคาทั้งสามพันเคยเป็นสิ่งใดกัน
หากทุกสิ่งมีจุดเริ่มต้นและจุดจบเช่นนั้นจุดเริ่มต้นแห่งมหามรรคาอยู่ที่ใด
เจียงฉางเชิงจมลงในห้วงภวังค์แห่งการใคร่ครวญ
กาลเวลาผ่านไปอีกราวร้อยปีเมื่อมูหลิงลั่วกับไปฉี่กลับมาถึงผิงอันก็ขออำลาจากไป
หลังจากผ่านการฝึกบำเพ็ญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาก็กลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนเต็มตัวแล้วอีกทั้งระดับขั้นก็ไม่ต่ำต้อยอีกด้วย
“ผิงอันกลับมาแล้วข้าเผลอคิดว่าเขาตายไปแล้วเสียอีก”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเลาหากเขาตายแล้วจริงพี่ฉางเชิงต้องทำให้เขาได้เกิดใหม่พร้อมกับโชควาสนาดีๆแล้ว”
“สติปัญญาของเขาฟื้นกลับมาเป็นปกติแล้วด้วยเหมือนเป็นอีกคนหนึ่งเลยน่าเหลือเชื่อจริงๆ”
“สิ่งที่เขาเปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ที่เจ้ามองเห็นหรอก”
มูหลิงลั่วกล่าวอย่างแฝงความนัยนางสัมผัสพลังแห่งอนันต์ในร่างของผิงอันได้มันแข็งแกร่งยิ่งนักแข็งแกร่งกว่าพลังแห่งโชคชะตาที่นางศึกษาอยู่เสียอีก
พูดอีกอย่างก็คือพลังของผิงอันแข็งแกร่งกว่าที่มองเห็นจากภายนอก
มูหลิงลั่วนึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของแดนสวรรค์จากนั้นใบหน้าก็เผยสีหน้าคาดหวังนางคิดว่าผิงอันจะนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆมาให้แก่แดนสวรรค์ได้
เวลานี้เจียงฉางเชิงก็ตื่นแล้วเช่นกันเขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตต่างๆไปพลางสอดส่องโลกสวรรค์ไปพลาง
ด้วยความช่วยเหลือจากกองกำลังต่างๆโลกสวรรค์จึงขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วมันกลายเป็นมหาพิภพที่ไม่ด้อยกว่ามหาพิภพนิลเหลือง
หากพูดถึงจำนวนของผู้แข็งแกร่งที่ระดับขั้นบำเพ็ญสูงโลกสวรรค์เป็นรองเพียงโลกเทพยุทธเท่านั้นแดนสวรรค์พัฒนาขึ้นมาในระยะเวลาที่สั้นเหลือเกิน
พวกเขาจึงไร้หนทางไปต่อสู้ชิงชัยกับขุมอำนาจใหญ่แห่งอื่นแต่เพราะโลกสวรรค์เป็นโลกที่มรรคาจารย์สร้างขึ้นแดนสวรรค์จึงยังครอบครองอาณาเขตในโลกสวรรค์ได้บริเวณหนึ่งและเป็นกองกำลังที่ไม่ไม่อาจดูแคลนได้
แดนสวรรค์พัฒนาได้ไม่ราบรื่นเท่าไรนักแต่เจียงฉางเชิงกลับไม่ใส่ใจมีแรงกดดันจึงจะมีความก้าวหน้าตัวเขาสนใจพัฒนาการของวิถีเซียนในโลกสวรรค์มากกว่า
หากดูจากสถิติการต่อสู้และการขยายขุมอำนาจแดนสวรรค์ไม่ติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรกเสียด้วยซ้ำแต่หากมองจากความเร็วในการเติบโตของผู้บำเพ็ญเซียนกับขอบเขตอิทธิพลของวิถีบำเพ็ญพัฒนาการของวิถีเซียนเหนือกว่ามหามรรคาสายอื่นมากนักรวมถึงวิถียุทธด้วยเจียงฉางเชิงยกมุมปากหยักยิ้มเขากำลังตั้งตารอคอยอย่างยิ่งเขาอยากเห็นว่ายามที่ต้านกระแสนิยมของการบำเพ็ญเซียนในโลกสวรรค์ไม่ได้อีกต่อไปขุมอำนาจใหญ่จากวิถียุทธกับมหามรรคาสายอื่นทั้งหลายจะตอบโต้อย่างไร
จะปล่อยให้เป็นไปตามกระแสหันมาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีเซียนหรือจะยอมเจ็บสังหารคนของตนเองเพื่อขัดขวางพัฒนาการของวิถีเซียน
ตอนนี้ยังไม่มีผู้จงรักภักดีต่อเผ่าตระกูลคนใดกลายมาเป็นผู้ศรัทธาของเจียงฉางเชิงหากมีเจียงฉางเชิงย่อมสังเกตพบตั้งแต่แวบแรกจากเสียงในใจ
ทว่าเมื่อผู้ศรัทธาเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆความขัดแย้งระหว่างผู้ศรัทธาก็เริ่มปรากฏผู้ศรัทธาบางคนถึงกับเริ่มวางแผนร้ายต่อสกุลเจียง
ตัวอย่างเช่นเจียงอิพรสวรรค์ของเขาเป็นที่หมายปองของผู้แข็งแกร่งจำนวนไม่น้อย
เจียงอิไม่เพียงดูดกลืนพลังวิญญาณและพลังอาคมได้แต่เขาก็ยังดูดซับลมปราณรวมไปถึงพลังของมหามรรคาสายอื่นได้ด้วยไม่ว่าพลังใดที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายฝึกบำเพ็ญเขาก็ล้วนสูบกลืนเอามาเป็นของตนเองได้ทั้งหมด
นามของเจียงอิขจรขจายไปทั่วโลกสวรรค์แล้ววิถีเซียนที่แย่งชิงพลังของผู้อื่นได้ผู้คนมากมายต่างหมายปองพรสวรรค์ของเขา
ความจริงก็คือลูกหลานสกุลเจียงเคยถูกผู้อื่นพยายามช่วงชิงพลังมาไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งแต่ดวงเนตรมหามรรคาแข็งแกร่งมากผู้หมายช่วงชิงทั้งหลายจึงประหนึ่งแมลงเม่าบินเข้ากองไฟทว่าแม้จะมีเรื่องราวเหล่านี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างแล้วแต่ก็ยังมีคนไม่ตัดใจอยู่ดี
จิตใจมนุษย์ช่างยากแท้หยั่งถึงมาตรแม้นวิถีเซียนรวมหวงอนันตสุญญตาเป็นหนึ่งสำเร็จการต่อสู้ก็คงไม่มีวันหยุด
เจียงฉางเชิงขบคิดอย่างเงียบๆต่อให้ไม่ต้องพยากรณ์เคราะห์กรรมเขาก็คิดออกตั้งนานแล้วว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น
ทว่าเรื่องราวทั้งหลายบนโลกล้วนเกิดจากเหตุและผลแม้เป็นลูกหลานของเขาเองเขาก็ไม่คิดปกป้อง
ที่ผ่านมาสกุลเจียงได้รับสิทธิประโยชน์มากมายเกินกว่าที่สรรพชีวิตอื่นใดจะเอื้อมถึงเพราะตัวเขาอยู่แล้วดังนั้นต่อจากนี้พวกเขาย่อมต้องพึ่งพาตนเอง
แน่นอนว่าหากมีพลังอำนาจที่วิถีเซียนไร้หนทางต้านโผล่มาตอนนั้นเขาย่อมลงมือ
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มยืดเส้นยืดสายผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละขอบเขตไม่เปลี่ยนไปมากนักดูท่าเทวะปฐมนภาจะยังไม่เคลื่อนไหว
ไปฉี่ขยับเข้ามาหาแล้วบอกว่า “นายท่านที่โลกสวรรค์เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
เจียงฉางเชิงไม่ขานตอบสักคำเขาเพียงสอดสายสายตาไปมองโลกสวรรค์หลังจากผ่านการพัฒนามาเนิ่นนานปัจจุบันโลกสวรรค์เจริญรุ่งเรืองแล้วรอบตัวมันมีโลกขนาดเล็กสมบัติยุทธสมบัติอาคมปรากฏขึ้นจำนวนนับไม่ถ้วน
มีแม้กระทั่งสัตว์ยักษ์ขนาดตัวเท่าดวงดาวที่คอยซุ่มหมอบรอคอยอยู่ต้องขอยอมรับว่าเผ่าเก่าแก่ทั้งหลายกับมหามรรคาสายอื่นช่างแข็งแกร่งกันจริงๆเมื่อพวกเขามาร่วมมือกันสร้างมหาพิภพแห่งหนึ่งมันก็สำเร็จลุล่วงเร็วกว่าที่เจียงฉางเชิงคาดการณ์ไว้เสียอีก
เจียงฉางเชิงไม่คิดจะกีดกันเขากลับดีใจอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ
วิถีเผยแพร่หลักคำสอนของเขามิเคยเป็นการเข่นฆ่า
เทียบกับมหามรรคาสายอื่นที่ชอบกำจัดผู้ที่แตกต่างจากตนวิถีเซียนของเขายินดียอมรับพลังสายอื่นเขาต้องการให้สรรพชีวิตเลือกด้วยตนเองในสายตาเขาเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจและสรรพชีวิตในมหามรรคาสายอื่นเหล่านั้นล้วนเป็นทหารกองหนุนของวิถีเซียน
ไม่ว่าช้าหรือเร็วพวกเขาก็จะหันมาหาวิถีเซียนอยู่ดี
“นายท่านเจียงเสวียนเหนียนก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิเผ่าเจียงที่โลกสวรรค์แล้วสร้างพลังแห่งโชคชะตาของสายเลือดจักรพรรดิโดยเฉพาะแต่เรื่องดีๆคงอยู่ไม่นานภายในสกุลเจียงค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ขณะเดียวกันลูกหลานของเจียงเสวียนเหนียนถูกเผ่าอื่นชำระแค้นอย่างบ้าคลั่งเพราะคนที่ลงมือล้วนมีอายุต่ำกว่าหนึ่งแสนปีแดนสวรรค์จึงสอดมือเข้าไปยุ่งได้ลำบากคงได้แต่บอกว่าเจียงเสวียนเหนียนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะแบกรับหน้าที่ของสายเลือดจักรพรรดิสงสารก็แต่ลูกหลานทั้งหลายของเขาแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ลูกหลานของพวกเขาเลือกเองเช่นกัน”
ไปฉี่พูดรัวเร็วสรุปเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงร้อยปีนี้ให้ฟังอย่างคร่าวๆเจียงฉางเชิงมิใช่ว่าจะสนิทสนมกับลูกหลานทุกคน
เขาไม่เศร้าโศกเสียใจกับเรื่องน่าสลดที่เกิดขึ้นกับทายาทของเจียงเสวียนเหนียนผู้ที่เดินทางไปโลกสวรรค์ย่อมต้องเตรียมใจที่จะต่อสู้ไว้แล้ว
จะอนุญาตให้สกุลเจียงสังหารคนอื่นได้แต่มิยอมให้ผู้อื่นเล่นงานลูกหลานของสกุลเจียงตามกฎกติกาก็ไม่ได้กระมัง
เจียงฉางเชิงสนใจประเด็นที่ผู้ก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิมิใช่ราชันนภาเซวียนเตามากกว่าก่อนหน้านี้เจียงสวินเล่าว่าบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสายเลือดจักรพรรดิคือราชันนภาเซวียนเตาส่วนเจียงเสวียนเหนียนเป็นเพียงบรรพบุรุษของเจียงสวินเท่านั้น
หากดูตามนี้ภาพมายาอนาคตที่เห็นนั่นก็คงไม่ใช่เรื่องจริงเขานับนิ้วทำนายจากนั้นก็ทำหน้าแปลกใจ
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…
หากเป็นเช่นที่ทำนายนี้ก็เป็นไปได้มากว่าอนาคตที่เขาเห็นนั้นจะเป็นความจริง!
เรื่องนี้ทำให้เขาได้เข้าใจแง่มุมใหม่ของกรรมกับโชคชะตาการดำรงอยู่ของโชคชะตาช่างน่ากลัวจริงๆอย่างน้อยตัวเขาในตอนนี้ก็ยังไม่อาจก้าวข้ามมันได้
ชะตาของเผ่าเจียงมีแต่จะร้ายมากกว่าดีแต่ไม่ว่าเผ่าพงศ์ตระกูลใดที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดล้วนแล้วแต่เป็นเช่นนี้ไม่ว่าจะจัดการอย่างไรย่อมมีบ่วงกรรมใหม่เกิดขึ้นมาเสมอกรรมทั้งมวลกำลังถักทอตาข่ายแห่งโชคชะตาผืนนี้
เจียงฉางเชิงแอบทอดถอนใจเขาไม่มีความวิตกกังวลตรงกันข้ามปณิธานของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม
เส้นทางที่เขาต้องก้าวเดินยังอีกยาวไกลนัก
ไปฉี่พูดอยู่ครึ่งค่อนวันแต่ไม่เห็นเจียงฉางเชิงมีปฏิกิริยาอันใดจึงได้แต่กลับไปฝึกบำเพ็ญอยู่ข้างๆ
หลังจากยืดเส้นยืดสายเสร็จแล้วเจียงฉางเชิงก็นั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาอีกครั้งสายตาของเขาเพ่งมองไปที่ตัวตนขั้นเทวะหกตัณหาที่อยู่ในโลกสวรรค์
คนผู้นั้นมิใช่เทวะหมอกครามที่เขาเห็นเมื่อหนก่อนแต่เป็นผู้เฒ่าคนหนึ่ง
ผู้เฒ่าคนนี้สนอกสนใจวิถีเซียนอย่างยิ่งเขากราบเข้ามาเป็นศิษย์สำนักแห่งหนึ่งและกำลังจดจ่อตั้งใจกับการบำเพ็ญเซียน
เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเชิงประหลาดใจนิดหน่อยดูท่าคนที่เทวะปฐมนภาพากลับมาเหล่านั้นจะมิใช่ศัตรูเสียทั้งหมดสินะ
เขาตั้งใจว่าจะสอดส่องดูอีกฝ่ายให้ดีๆอีกสักระยะดูซิว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะทำอะไรกันแน่
ณ โลกเทพยุทธในวิหารหลังใหญ่อัครเทพยุทธรวมไปถึงผู้กุมอำนาจจำนวนมากมายต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้า
เทวะหมอกครามยืนอยู่บนแท่นสูงนางกำลังก้มมองพวกเขาไทซังคุนหลุนมองเทวะหมอกครามพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเป็นปม
มิใช่เพียงเทวะหมอกครามเท่านั้นแต่ผู้ฝึกยุทธลึกลับแถวหน้าสุดที่กำลังยืนประจันหน้ากับพวกเขาแต่ละคนล้วนมีกลิ่นอายอันลึกล้ำยากหยั่งถึงที่เขามองไม่ออก
ไทซังคุนหลุนในยามนี้แม้แต่พวกอัครเทพยุทธเขาก็ไม่กลัวแต่เขากลับหวาดกลัวคนกลุ่มนี้
หรือว่าคนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่หวนกลับมาจากที่แห่งนั้นเหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธ
“เทวะปฐมนภาให้ข้ามาบอกกล่าวแก่พวกเจ้าว่าโลกเทพยุทธกำลังจะเร่งการมาเยือนของมหันตภัย!”
เสียงของเทวะหมอกครามดังขึ้นผู้ที่ได้ยินล้วนทำหน้าตกตะลึงพวกเขาต่างหวาดกลัวการมาเยือนของมหันตภัยแห่งวิถียุทธคิดไม่ถึงเลยว่าเทวะทั้งหลายกลับต้องการจะเร่งให้มหันตภัยแห่งวิถียุทธมาเยือน
เทวะหมอกครามไม่รอให้พวกเขาตั้งคำถามนางเอ่ย
“นับตั้งแต่มหันตภัยแห่งวิถียุทธหนก่อนโลกเทพยุทธก็เผชิญกับเรื่องราวมากมายพวกเราเป็นฝ่ายตั้งรับมาตลอดข้าเข้าใจความตั้งใจของพวกเจ้าพวกเจ้าปรารถนาจะให้โลกเทพยุทธทำสิ่งต่างๆด้วยความเป็นธรรมเที่ยงธรรมแต่พวกเจ้าจงอย่าได้ลืมว่าอำนาจอันแข็งแกร่งล้วนสร้างมาจากความโหดเหี้ยม
มหันตภัยแห่งวิถียุทธหนนี้มิอาจดูแคลนได้ดังนั้นโลกเทพยุทธจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยท่าทีที่ไม่เหมือนก่อนหน้านี้”
อีกไม่นานพวกเจ้าก็จะได้เห็นพลังแห่งเทพยุทธที่แท้จริงมหันตภัยอันชั่วช้าจะไม่มีที่ใดให้ซุกซ่อนพลังเทพยุทธจะกวาดล้างอุปสรรคทั้งหมด
ทว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมหันตภัยแห่งวิถียุทธเท่านั้นอสุรกายที่แท้จริงจะถือกำเนิดตามมาไม่ใช่แค่ข้างนอกแต่ข้างในก็จะมีศัตรูแม้แต่ในหมู่พวกเจ้าเองก็อาจมีศัตรูอยู่!”
ไม่ว่าศัตรูจะอยู่ที่ใดโลกเทพยุทธจะเผชิญหน้ากับพวกมันอย่างมั่นใจสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือรักษาความตั้งใจแรกเริ่มไว้ให้สุดกำลังอย่าได้กลายไปเป็นพวกผิดแผกที่เคยถูกขับไล่เหล่านั้น!”
เปรียง!
คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่สายหนึ่งระเบิดออกมาครอบคลุมทุกคนในวิหารแม้แต่ไทซังคุนหลุนยังหน้าถอดสีในพริบตา
แข็งแกร่งนัก!
นี่คือขั้นเทวะหกตัณหาที่บรรพจารย์ยุทธพูดถึงอย่างนั้นหรือ
หัวใจของไทซังคุนหลุนตื่นเต้นเขาเริ่มตั้งตารอมหันตภัยแห่งวิถียุทธ
ยามมหันตภัยมาเยือนเขาจักผงาดขึ้นมาแล้วก้าวไปให้ถึงขั้นเทวะหกตัณหา!
เขาจะกำราบศัตรูผู้แข็งแกร่งทั้งมวลแล้วไปประลองกับมรรคาจารย์บนจุดสูงสุด!
เพียงแค่คิดเขาก็แทบจะข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้ไม่ได้อัครเทพยุทธคนหนึ่งก้าวออกมาถามว่า
“ท่านเทวะท่านยังมิได้บอกพวกข้าเลยว่าบรรพจารย์ยุทธไปอยู่ที่ใดเขาถูกพวกอสุรกายทำร้ายหรือว่าได้รับภารกิจจากท่านเทวะทั้งหลาย”