ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 497 การสร้างโลกสวรรค์ต้องตายอย่างแบบอบ
เหตุการณ์ที่จักรพรรดิสวรรค์เดินทางไปตำหนักเมฆาม่วงเพื่อขอเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญให้แก่เจียงอี เล่าลือแพร่สะพัดไปทั่วแดนสวรรค์
จากนั้นมันก็เล่าลือต่อไปถึงมหาพิภพจิตจร
เรื่องนี้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของเจียงอีไปในพริบตา
ที่แท้จักรพรรดิสวรรค์มิได้รังเกียจเจียงอี
ตรงกันข้ามเลยต่างหาก
จักรพรรดิสวรรค์คาดหวังกับเจียงอีอย่างยิ่ง!
ยิ่งเมื่อนึกถึงพรสวรรค์ที่เจียงอีเคยแสดงออกมาให้เห็นยามเขาถือกำเนิด
จู่ๆ พระสนมสวรรคมารดาของเขาก็มีตระกูลเซียนมากมายมาประจบเอาใจ
แม้แต่ตระกูลในแดนมนุษย์ของนางได้รับการต้อนรับอย่างดีไปด้วย
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเริ่มมีอำนาจขึ้นมา
ภายในเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีเจียงอีก็กลับมาจากตำหนักยมโลก
ได้ยินมาว่าเขาได้รับถ่ายทอดวิชาจากเจียงชันผู้เป็นดาวสังหารนิรันดรกาล
จากนั้นก็ได้รับเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญที่มรรคาจารย์เป็นผู้สร้างมาเพื่อเขาอีก
เจียงอีจึงกลายเป็นผู้ที่แดนสวรรค์คาดหวังมากที่สุด
ทว่าตัวเขาในใจสิบสามกลับไม่ยอมโผล่หน้าออกมาข้างนอก
เขาเอาแต่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ในตำหนักสวรรค์
แม้เขาเก็บตัวเงียบแต่เทพเซียนทั้งหลายยังไม่หยุดพูดถึงเขา
เรื่องเล่าของเขาถูกเล่าไปไกลถึงแดนมนุษย์
กาลเวลาไหลผ่านเร็วดูจกระสวยทอผ้า
เจียงฉางเซิงปิดด่านฝึกบำเพ็ญสั้นๆ อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมานับนิ้วคำนวณก็พบว่าแดนมนุษย์ดำเนินมาถึงปีหยวนเหอที่สามร้อยแล้ว
โอรสสวรรค์หยวนเหอมิใช่ลูกชายของโอรสสวรรค์เซวียนเตา
แต่เป็นเหลน
รัชทายาทสองรุ่นก่อนหน้าไม่สนใจตำแหน่งโอรสสวรรค์
พวกเขาจึงผ่านพิธีสถาปนาเทพขึ้นมาเป็นเทพบนแดนสวรรค์พร้อมโอรสสวรรค์เซวียนเตาแล้ว
‘สมควรสร้างโลกแล้วสินะ’
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆ
ฟังก์ชันนี้เปิดใช้งานมาตั้งแต่ตอนเขาเลื่อนขั้น
เขาใช้เวลาสั่งสมแต้มโชคชะตามาหนึ่งพันสองร้อยปี
ในที่สุดก็จะได้ใช้งานมันเสียที
เขาเรียกแต้มโชคชะตาออกมาดู
[แต้มโชคชะตาปัจจุบัน 21,982,742,219,807 แต้ม]
ตั้งแต่ผ่านด่านเคราะห์หนนั้นมาจนถึงตอนนี้ แต้มโชคชะตาสั่งสมจนมาเหยียบยี่สิบเอ็ดล้านล้านแต้มอีกหน
นอกจากเพราะพลังของตัวเขาเองเพิ่มขึ้นแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการก็คือมันได้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของแดนสวรรค์ด้วย
พลังโชคชะตาของแดนสวรรค์ก็คือพลังโชคชะตาของเขา
เมื่อแดนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นแต้มโชคชะตาของเขาก็ย่อมเพิ่มมากขึ้นตาม
เจียงฉางเซิงยังไม่รู้แน่ชัดว่าผลลัพธ์จริงๆ ของการใช้พลังโชคชะตาสร้างโลกเป็นเช่นไร
เขาจึงตั้งใจว่าจะใช้แต้มทั้งหมดในหนเดียว
เพราะไม่ว่าอย่างไรแต้มโชคชะตาก็ไม่มีประโยชน์กับการผ่านด่านเคราะห์ของเขามากนักอยู่แล้ว
การเตรียมการสำหรับโลกสวรรค์ดำเนินมาเนิ่นนานแล้ว
ตราบจนบัดนี้ก็ยังมีกองกำลังริบเร่งเดินทางมายังแดนสวรรค์เพราะอยากเข้าร่วมอย่างไม่ขาดสาย
ส่วนกองกำลังที่มาลงชื่อเข้าร่วมตั้งแต่แรกๆ เหล่านั้นก็รอคอยกันมาเนิ่นนานแล้ว
แต่โลกสวรรค์เป็นถึงโลกใบหนึ่ง หากต้องการสร้างขึ้นมาย่อมใช้เวลาเป็นธรรมดา
เจียงฉางเซิงขบคิดว่าจะให้โลกสวรรค์ตั้งอยู่ที่ใดดี?
หากไกลเกินไปแดนสวรรค์ก็จะขยายอิทธิพลลำบาก
แต่หากใกล้เกินไปก็จะเปิดโอกาสให้กองกำลังจากมหามรรคาอื่นมาโจมตีโลกคุนหลุน
คิดมาคิดไปเขาก็ตัดสินใจจะสร้างโลกสวรรค์ไว้ที่ชายแดนของโลกคุนหลุนในจุดที่ใกล้กับมหาพิภพนิลเหลืองมากที่สุด
เขาหายตัวไปจากในตำหนัก เคลื่อนย้ายตำแหน่งมาถึงชายแดนของมหาพิภพนิลเหลืองทันที
บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาตั้งตระหง่านอยู่เหนือหมู่มวลดารานับไม่ถ้วนในห้วงมิติ
ปราณกำเนิดเทพอนธการเริงระบำ
ขณะที่ตราหยินหยางเบิกมรรคาลอยหมุนอยู่ด้านหลังบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาโดยไม่ต้องมีใครควบคุม
เจียงฉางเซิงผูนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพมีท่าที่เกียจคร้านแต่รอบกายกลับแผอำนาจที่แข็งแกร่งมากพอจะควบคุมสรรพชีวิตทั้งมวล
เขาใช้แต้มโชคชะตาทั้งหมดเริ่มการทำงานของฟังก์ชันสร้างโลก
เพียงชั่วพริบตา แสงสีขาวเจิดจ้าพลันแผ่พุ่งออกมาจากรอบกายเขา
แต้มโชคชะตาเป็นเพียงตัวเลขระบุค่าเท่านั้น
การใช้แต้มโชคชะตามิเท่ากับการผลาญพลังโชคชะตาของเขา
แต้มโชคชะตาน่าจะเป็นพลังงานของระบบรอดชีวิตมากกว่า
แม้มันเกี่ยวโยงกับพลังโชคชะตาของเขาแตมันก็เป็นเพียงตัวเลขแสดงข้อมูลเท่านั้น
แสงสีขาวพุ่งตามสายตาของเจียงฉางเซิงไปตกที่ห้วงมิติบริเวณหนึ่งอย่างว่องไว
จากนั้นมันก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
พลังแห่งกฎทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ในความมืดค่อยๆ ลอยมารวมตัวกันภายใต้การจับจองของเจียงฉางเซิง
พวกมันมีจำนวนมากกว่าพันชนิด
มีกฎจำนวนไม่น้อยที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมองเห็น
‘นินะหรือการสร้างโลก…’
เจียงฉางเซิงเฝ้าพินิจดูอย่างถ้วนถี่ด้วยหวังว่าจะบรรลุอะไรสักอย่างได้ระหว่างกระบวนการนี้
แสงสีขาวขยายจนใหญ่โตมโหฬาร
ขนาดของมันใหญ่โตยิ่งกว่าโลกคุนหลุน
ดูท่าเจียงฉางเซิงจะประเมินแต้มโชคชะตามูลค่ายี่สิบเอ็ดล้านล้านแต้มต่ำเกินไปหน่อย
ถึงจะเพิ่งสะสมมาเพียงหนึ่งพันสองร้อยปี แต่ระหว่างนั้นแดนสวรรค์พัฒนาได้รวดเร็วอย่างยิ่ง
ทั้งยังขยายอิทธิพลไปข้างนอกอย่างบ้าคลั่งอีกด้วย
‘นี่สินะวิธีโชว์งานแต้มโชคชะตาที่แท้จริง การใช้มันเพื่อผ่านด่านเคราะห์ช่างสิ้นเปลืองนัก ซ้ำร้ายยังได้ผลไม่มากอีกต่างหาก’
เจียงฉางเซิงปลงอยู่อย่างเงียบๆ
แต่ในดวงตากำลังเต็มไปด้วยแววตาคาดหวัง
ในเวลาเดียวกันนี้จักรพรรดิสวรรค์ก็ได้ยินเสียงของเขา
ส่งผ่านมาทางจิต
เขาจึงเริ่มเคลื่อนพลเทพเซียนเตรียมตัวเดินทางไปโลกสวรรค์ในทันที
เมื่อกองกำลังที่มาเป็นแขกในแดนสวรรค์แต่ละแห่งได้ยินว่าโลกสวรรค์สร้างเสร็จแล้ว ทุกคนก็นั่งไม่ติด
“เร็วถึงเพียงนี้เชียว! เพิ่งจะกี่ปีเอง? คงไม่ใช่ว่ามรรคาจารย์ไปย้ายโลกใบอื่นมาเป็นโลกสวรรค์กระมัง?”
“เป็นไปได้ โลกคุนหลุนก็เป็นโลกแห่งยุทธพันแห่งที่ผสานรวมกัน”
“ถึงจะเป็นการผสานรวมกัน แต่วิธีการทำเรื่องพรรคนั้นก็มิใช่สิ่งที่พวกเราจินตนาการออกอยู่ดี”
“อยากผสานโลกย่อมต้องทำให้กฎแห่งฟ้าดินผสานรวมกัน แม้แต่โลกเทพยุทธเองยังทำได้ยากเลย”
“วิถีเซียนช่างมหัศจรรย์จริงๆ อภินิหารเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพีนั่นกลับทำได้เสียนี่”
คนที่มาอยู่ในแดนสวรรค์เป็นเวลานานแล้วจำนวนหนึ่งได้กลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของมรรคาจารย์แล้ว
เพียงแต่พวกเขาไม่เปิดเผยตัวตนด้านนั้นเท่านั้นเอง
ในปัจจุบันผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงกำลังผลิดอกเบ่งบานในห้วงอนันตสุญญตา ผูฝึกบำเพ็ญมหามรรคาสายอื่นที่มีโอกาสมาเยือนโลกคุนหลุน ล้วนกลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเขาไปเสียหมด
มีเพียงเจียงฉางเซิงเท่านั้นที่รออยู่อย่างชัดเจนว่าชื่อเสียงบารมีในปัจจุบันของเขาน่ากลัวมากเพียงใด
การป่าวประกาศของผู้ศรัทธาเหล่านี้ทำให้ฐานะของเขาในใจสรรพชีวิตทั่วสามพันโลกสูงขึ้น
ก่อนหน้านี้เขาแค่พอเทียบเคียงกับบรรพจารย์ยุทธได้อยางหวุดหวิด
แต่ตอนนี้เริ่มมีผู้คนพูดกันแล้วว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธ
การเคลื่อนไหวของแดนสวรรค์เร็วมากแล้วแพร่กระจายในมหาภิภพจิตจรเร็วยิ่งกว่า
โลกสวรรค์กำลังจะมาเยือนแล้ว!
ในห้วงมิติเจียงฉางเซิงก้มมองโลกที่ถือกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางแสงสีขาวอันแผ่ไพศาล
โลกใบนั้นกำลังขยายขนาด
ขุนเขา ธาราผุดโผล่
หมู่เมฆก่อตัวรวมกันจนเกิดพายุฝนใหม่กระจาดสาดพรมโลกา
แล้วถือกำเนิดเป็นทะเลสาบและมหาสมุทร
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็จับสัมผัสกลิ่นอายสายหนึ่งได้
มีตัวตนที่พลังสูงกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธกำลังพุ่งตัดมิติมาอย่างรวดเร็ว
อีกฝ่ายกำลังกระโดดข้ามห้วงมิติแห่งแล้วแห่งเล่า
ไม่นานเงาร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าแล้วปรากฏตัวท่ามกลางห้วงมิติ
คนผู้นี้เป็นสตรีสวมกระโปรงสีครามผู้เผยเท้าเปลือยเปล่า
บนกระโปรงของนางเต็มไปด้วยอัญมณีมองดูแล้วคล้ายดวงดาว
ใบหน้าของนางงามหมดจดนัก ดวงเนตรงามหาใครเทียบเทียบ
บนหน้าผากสีขาวผ่องมีเชือกฟางเส้นหนึ่งคาดอยู่
จุดกึ่งกลางของเชือกประดับอัญมณีสีแดงหนึ่งชิ้น
ดูลึกลับแต่ก็งดงาม
เจียงฉางเซิงพยากรณ์มูลค่าแต้มเซียนไหว้ของอีกฝ่าย
[ต้องใช้แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ 55 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
‘ไม่!’
‘ขั้นเทวะหกตัณหา!’
ดูท่าจะเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งที่เทวะปฐมนภาพามากสินะ
ทุกช่วงเวลาหนึ่งเจียงฉางเซิงจะพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดภายในขอบเขตที่ระบบล่วงรู้อยู่เสมอ
การกลับมาของเทวะปฐมนภาจึงถูกเขาตรวจจับได้มานานแล้ว
หนก่อนที่พยากรณ์เขาพบว่ามีตัวตนที่มีมูลค่าเกินสิบแต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์อยู่ทั้งหมดสิบหกคน
และคนที่แข็งแกร่งที่สุดมีมูลค่าถึงหนึ่งร้อยสิบแปดแต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์
เขาเดาออกในทันทีว่าเป็นเทวะปฐมนภา
ฟ้าดินสรวงเคยบอกเขาแล้วว่าคนผู้นี้จะมา
สิ่งที่ควรเล่าสักหน่อยก็คือพวกเทวะปฐมนภามาถึงแล้ว
กลับไม่เคลื่อนไหว
โลกเทพยุทธยังไม่หันมาเล่นงานวิถีเซียน
ท่ามกลางความเงียบสงบนี้ ดูเหมือนเกลียวคลื่นกำลังก่อตัวอยู่
“มรรคาจารย์แห่งวิถีเซียนใช่หรือไม่?”
สตรีกระโปรงครามเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เจียงฉางเซิงถามกลับว่า “แล้วสหายผู้บำเพ็ญพรตเล่าคือผู้ใด?”
สตรีกระโปรงครามตอบว่า “เจ้าจงเรียกข้าว่า ‘เทวะหมอกคราม’”
เป็นเทวะแห่งโลกเทพยุทธจริงๆ ด้วย!
เทวะที่เห็นตอนนี้ผู้ใดในโลกเทพยุทธที่บรรลุขั้นเทวะหกตัณหาล้วนจะได้รับการเรียกขานว่าเทวะ
“มรรคาจารย์ เจ้าช่างฝีมือร้ายกาจจริงนะ ถึงกับขับไล่การป้องกันของพลังแห่งกฎสร้างโลกแห่งหนึ่งขึ้นมาได้” เทวะหมอกครามเอ่ยปากอีกครั้ง น้ำเสียงหนนี้แฝงความตกตะลึงอย่างจางๆ
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “สหายผู้บำเพ็ญพรตชมเกินไปแล้ว
สิ่งนี้คือโลกสวรรค์ สถานที่ซึ่งอนุญาตให้หมื่นวิถีคงอยู่รวมกัน
หากสหายผู้บำเพ็ญพรตสนใจจะพาผู้ฝึกบำเพ็ญในสังกัดเข้ามาอาศัยอยู่ในโลกสวรรค์ก็ย่อมได้”
เทวะหมอกครามได้ยินคำนี้ก็หรี่ตาลง
“อย่างนั้นหรือ? นั่นฟังดูดีเหลือเกิน”
ทั้งสองคนจมลงในความเงียบ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมจากไปเจียงฉางเซิงก็เตรียมพร้อมจะเปิดศึก
ระหว่างที่พลังโชคชะตายังสร้างโลกต่อไป สายตาของเทวะหมอกครามก็เลื่อนจากโลกสวรรค์มาจับจองบนร่างของเจียงฉางเซิง
นางลอบตกตะลึงในใจเพราะนางกลับมองพลังของอีกฝ่ายไม่ออก แล้วยังมองโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายไม่ชัดอีกด้วย
แม้แต่ในห้วงมิติชั้นในนางก็ไม่เคยพบตัวตนที่ลึกลับเช่นนี้มาก่อน
นางนึกถึงข่าวที่ได้ยินหลังจากหวนกลับมา ผนวกกับความรู้สึกที่นางสัมผัสได้จากตัวมรรคาจารย์ในเวลานี้…
‘ขั้นเทวะ!’
มรรคาจารย์จะต้องก้าวเข้าขั้นเทวะหกตัณหาแล้วอย่างแน่นอน
มิหนำซ้ำยังสร้างมหาโลกที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งขึ้นมาได้อีกด้วย
หากพวกเราไม่หวนกลับมาในห้วงอนันตสุญญตา คงไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของเขาแล้ว!”
เทวะหมอกครามเอ่ยเสียงเบา คิวงามขมวดมุ่น
เทวะปฐมนภาลืมตาขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยประกายเย็นยะเยือก เอ่ยว่า “หากมิกำจัดคนผิดแผกผู้นี้ ภายภาคหน้าคงนำเภทภัยมามิจบสิ้น
เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาเป็นขั้นเทวะหกตัณหา?
เทียบกับเจ้าแล้วเป็นเช่นไร?”
เทวะหมอกครามครุ่นคิดแล้วตอบว่า “มองไม่ออก แต่ควรจะแข็งแกร่งกว่าข้า อาจเข้าใกล้ขั้นเทวะเหนือดับสูญแล้ว”
“เป็นไปไม่ได้ เขายังไม่เคยก้าวข้ามมหาสมุทรเชื่อมอนธการจะเหยียบเข้าสู่ขั้นเทวะเหนือดับสูญได้เช่นไร?”
“ดังนั้นข้าจึงบอกว่า ‘เกือบ’ อย่างไรเล่า”
ได้ยินคำนี้จิตสังหารในดวงตาของเทวะปฐมนภาก็ซ่อนไว้ไม่อยู่อีกต่อไป
ส่วนเทวะหมอกครามแม้ดูเหมือนเฉยชาแต่ในใจก็กำลังกระวนกระวายอย่างยิ่งเช่นกัน
มีพวกผิดแผกที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้อยู่ใต้หนังตาของวิถียุทธ นางจะสงบใจลงได้อย่างไร
เทวะปฐมนภาแค่นเสียงดังเหอะ
“ดูท่าเรื่องที่ปีอานหายตัวไปคงไม่เกี่ยวของกับเทพแห่งหยินหยางเสียกระมัง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อใดข้าควบคุมพลังโชคชะตาของวิถียุทธได้แล้ว ข้าจะลงดาบกับมรรคาจารย์เป็นรายแรก ใช้สิ่งนี้ข่มขวัญสิ่งชั่วช้าทั้งปวง!”
เทวะหมอกครามถามว่า “มรรคาจารย์จะเกี่ยวของกับเทพแห่งหยินหยางหรือไม่? ถ้าจะไม่ได้การแล้วข้าจะพาคนอื่นๆ ไปกำจัดเขาเสีย”
เทวะปฐมนภาส่ายศีรษะ
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งบุ่มบ่าม หากมรรคาจารย์ถูกจัดการได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น ไหนเลยจะเติบใหญ่มาจนถึงขั้นนี้ ภารกิจของพวกเจ้าคือสืบหาเทพแห่งหยินหยางกับฟ้าดินสรวงต่อไป ส่วนมรรคาจารย์ข้าจะใช้พลังทั้งหมดของวิถียุทธกำราบเขาเอง วันนั้นก็อยู่ไม่ไกลแล้ว! เขาต้องตายอย่างแน่นอน!”