ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 496 พรสวรรค์สุดแกร่งบททดสอบ
“คลื่นลมมิรู้จะเปลี่ยนไปทิศใดลูกศิษย์คนนี้ของเจ้าทำท่าจะรับเป็นศิษย์ยากเสียแล้ว”
มหาเซียนวังเฉินแกว่งจอกสุราพลางเอ่ยเนิบช้าหลิวเสินโจวกับเยี่ยจานจึงหันมาสนใจเขาหลิวเสินโจวกลับลงมานั่งใหม่แล้วหันไปถามมหาเซียนวังเฉินว่า “เจ้าทำนายล่วงรู้สิ่งใดมาหรือ”
มหาเซียนวังเฉินสืบทอดวิชามหามรรคาปราณทองคำมาอีกทั้งยังครอบครองคันฉ่องฟ้าดินอยู่เขาจึงล่วงรู้สิ่งต่างๆในโลกคุนหลุนชัดเจนยิ่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์เสียอีกมหาเซียนวังเฉินตอบว่า “เด็กคนนี้มีโชคชะตาไม่ธรรมดาเขาถือกำเนิดมาพร้อมเคราะห์กรรมจะดีหรือร้ายยากตัดสินกรรมที่พัวพันก็ยากจะทำนายทายทักแดนมนุษย์เริ่มวุ่นวายไปแล้วบางทีอาจถึงคราวสวรรค์วุ่นวายบ้างแล้วก็เป็นได้”
คำพูดนี้อาจฟังดูสามหาวแต่เขาเป็นถึงผู้นำแห่งเซียนพิภพอยู่ใต้สังกัดของแดนสวรรค์ไม่ว่าสิ่งใดเขาก็ย่อมกล้าพูด
หลิวเสินโจวกับเยี่ยจานสบตากันพวกเขาลล้วนมองเห็นแววตากังวลในดวงตาของอีกฝ่ายหากภัยพิบัติของโลกคุนหลุนเกิดจากทายาทของสายเลือดมรรคาจารย์นั่นย่อมมิใช่เรื่องดีในเวลาเดียวกันนี้ในตำหนักบรรทมของพระสนมสวรรค์เทพธิดาหลายองค์กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นมูหลิงลั่วอุ้มโอรสของจักรพรรดิสวรรค์ที่อยู่ในห่อผ้าใบหน้าของนางฉายแววเวทนาสงสารไป
ไปฉี่กำลังยืนอยู่ข้างกายนางแต่นางเพียงมองโอรสของจักรพรรดิสวรรค์อย่างระแวดระวังมิกล้าแตะต้องจักรพรรดิสวรรค์ก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เฉินหลี่หยุดยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ไม่เข้าไปภายในตำหนักด้วย
มูหลิงลั่วกำลังจะส่งพระโอรสให้จักรพรรดิสวรรค์แต่ปรากฏว่าจักรพรรดิสวรรค์กลับปราดเข้าไปข้างเตียงเพื่อดูพระสนมสวรรค์ที่ใบหน้าไร้สีเลือดก่อน
“เกิดอะไรขึ้นข้าบอกให้เจ้าฝึกวิชาให้ดีแล้วมิใช่หรือไรเป็นถึงพระสนมสวรรค์แท้ๆแต่แค่ให้กำเนิดบุตรก็เกือบจะจบชีวิตตัวเองเสียแล้วข่าวลือเล่าลือออกไปไม่กลัวข้าเสียหน้าหรือไร”
จักรพรรดิสวรรค์ตรัสตำหนิแต่พระหัตถ์กลับกอบกุมมือของพระสนมสวรรค์ไว้ไปฉี่พึมพำว่า “นี่คือรักแท้สินะแม้แต่บุตรชายก็ไม่เห็นสนใจก็นี่เขามีบุตรชายมากมายพอแล้วนี่”
มูหลิงลั่วกลับไม่แสดงความคิดเห็นอะไรนางเดินไปข้างกายจักรพรรดิสวรรค์แล้วเอ่ยว่า “นี่บุตรชายของเจ้าเจ้าอุ้มเขาหน่อยเถิดข้าต้องกลับไปฝึกบำเพ็ญแล้ว”
นางมีลูกหลานมากมายเหลือเกินแม้นางจะชมชอบเด็กน้อยคนนี้ตั้งแต่แรกเห็นแต่นางก็อยากฝึกบำเพ็ญมากกว่าจักรพรรดิสวรรครับบุตรชายมาแล้วรีบถามว่า “ท่านแม่พรสวรรค์ของเขา…ต้องบอกกล่าวท่านพ่อสักคำหรือไม่”
ระหว่างที่เดินมาความคิดของเขาเป็นไปในทางเดียวกับพวกมหาเซียนวังเฉินเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกลัวว่าบุตรชายคนนี้จะเป็นสิ่งอัปมงคลมูหลิงลั่วเอ่ยว่า “พ่อของเจ้ารู้เรื่องอยู่แล้วเขาเป็นคนส่งข้ามาเองเขาบอกว่าเด็กคนนี้ให้ชื่อว่าเจียงอิ”
กล่าวจบมูหลิงลั่วก็หายตัวไปจากในตำหนักจักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วสายตาก้มลงมองทารกในอ้อมแขนบนหน้าผากของทารกมีดวงตาแนวตั้งอยู่ดวงหนึ่งส่วนที่ควรเป็นตาขาวเป็นสีดำสนิทแต่ลูกตากลับเป็นสีขาวโพลนแลดูน่าสะพรึงอยู่พอสมควรไปฉี่เอ่ยเตือนจากไกลๆ “ระวังหน่อยละพลังกลืนกินของเจ้าหนูคนนี้รุนแรงมากแม้แต่พลังอาคมของข้ายังเกือบถูกสูบไปแล้วนอกจากพ่อแม่ของเจ้าคนที่สะกดพลังเขาได้ก็น่าจะมีแค่เจ้าคนเดียว”
นางหมุนตัวหันหลังแล้วซอยเท้าจากไปเหมือนกลัวว่าหากทำเสียงดังขึ้นมาเจียงอิที่หลับใหลอยู่จะตกใจตื่นจักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วจนเป็นปมสายตาจับจองมองเจียงอิไม่รู้เพราะเหตุใดยามมองลูกชายคนนี้หัวใจของเขากลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลเหมือนมองเห็นคราวเคราะห์ครั้งใหญ่กำลังจะมาเยือน
เขาไม่มีความรักมอบให้เด็กคนนี้แม้แต่น้อยกลับกันออกจะรังเกียจเดียดฉันท์อยู่มากแต่เมื่อนึกขึ้นมาว่าเจียงฉางเชิงอาจมองดูอยู่เขาจึงได้แต่อดกลั้นไว้
อีกด้านหนึ่งมูหลิงลั่วกลับมาถึงในตำหนักเมฆาม่วงก็เดินมาข้างเจียงฉางเชิงแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “พี่ฉางเชิงเหตุใดจึงมอบนามให้เขาว่าอิเล่าพลังกลืนกินของเขาไม่ธรรมดาเลยมันมีที่มาอย่างไรหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงหลับตาอยู่แต่เขาก็ตอบคำถาม “ตั้งนามว่าอิก็เพราะเคราะห์กรรมในชีวิตนี้ของเขาเกี่ยวพันกับคำนี้ข้าหวังว่าเขาจะไม่อกตัญญูไร้คุณธรรมส่วนพลังกลืนกินของเขาเจ้าเดาไม่ผิดหรอกมันก็คือพลังแห่งมหามรรคาที่เจ้ากับข้ากำลังศึกษากันอยู่มิใช่เพียงพลังแห่งกฎที่กระจัดกระจายอยู่ในฟ้าดิน”
พลังแห่งกฎคือสิ่งที่พลังแห่งมหามรรคาสาแดงออกมาให้เห็นเป็นรูปลักษณ์การบรรลุพลังแห่งกฎจะทำได้เพียงหยิบยืมพลังแห่งกฎมาใช้แต่หากบรรลุพลังแห่งมหามรรคาพลังนั้นจักกลายมาเป็นของตนเองสองอย่างนี้แตกต่างกันมากนักเหล่าผู้แข็งแกร่งในวิถียุทธส่วนใหญ่ทำได้เพียงดึงพลังแห่งกฎมาใช้เท่านั้นมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ครอบครองมันมาตั้งแต่กำเนิดตัวอย่างเช่นหลิวเสินโจว
มูหลิงลั่วถามอย่างประหลาดใจ “ลู่อิเช่นนั้นก็หมายความว่าพรสวรรค์ของเด็กคนนี้เยี่ยยอดหาใครเปรียบแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจียอวี๋เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”
“ถูกต้องแล้วนับว่าสร้างสถิติใหม่ของพรสวรรค์ในสกุลเจียงเลยทีเดียว”
เจียงฉางเชิงเอ่ยตอบในสมองนึกถึงเจียงสวินผู้อยู่ในอนาคตอย่างอดไม่ได้
ที่ผ่านมาเขาคิดว่าเจียงสวินคือผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดแล้วเหตุการณ์ที่เขาบรรลุดัชนีมรรคพิฆาตโลกาในชั่วพริบตาทิ้งความประทับใจอันยากจะลบเลือนไว้ให้เขา
“แต่เขาดูดกลืนพลังอาคมของมารดากับเทพธิดาทั้งหลายไปเช่นนี้ต่อไปเรื่องนี้ต้องนำความลำบากมาให้เขาแน่อย่างน้อยจืออวี๋ก็ไม่ชอบเขาสักเท่าไร” มูหลิงลั่วถอนหายใจหากเป็นตัวนางในสมัยก่อนนางคงเข้าไปดูแลเจียงอิด้วยตนเองแล้วแต่ตัวนางในตอนนี้จิตใจมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกบำเพ็ญมหามรรคาของตนเอง
ลูกหลานย่อมสืบสายเลือดต่อไปไม่มีวันหมดสิ้นนางไหนเลยจะเฝ้าทะนุถนอมลูกหลานได้ทุกคนเจียงฉางเชิงยังคงหลับตาอยู่เขาเอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“มนุษย์แต่เดิมที่สันดานมิได้ดีงามส่วนเด็กคนนี้มีจิตใจชั่วร้ายอยู่จริงๆ”
มูหลิงลั่วขมวดคิ้วถามว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเราจะไม่ทำอะไรสักหน่อยหรือเจ้าคะ”
“แม้ชั่วร้ายแต่การถือกำเนิดของเขาย่อมมีความหมายอีกอย่างเขาเพียงชั่วร้ายในตอนนี้เท่านั้นยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเป็นดีงามอยู่”
คำตอบของเจียงฉางเชิงทำให้คิ้วของมูหลิงลั่วคลายออกนางเริ่มทำนายโชคชะตาของเจียงอิระหว่างทำนายสีหน้าของนางก็เคร่งเครียดมากขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายนางก็กลับไปนั่งบนเบาะกลมของตนเองแล้วไม่พูดสิ่งใดอีก
เจียงฉางเชิงไม่ถามว่านางทำนายเห็นสิ่งใดเขาศึกษามรรคาแห่งโชคชะตาต่อไป
ข่าวการถือกำเนิดของเจียงอิแพร่กระจายไปทั่วแดนสวรรค์อย่างรวดเร็วจากนั้นมันก็เล่าลือต่อไปถึงมหาพิภพจิตจรยามถือกำเนิดก็ดูดกลืนพลังอาคมของผู้อื่นแล้วซ้ำร้ายยังหวิดจะสังหารมารดาของตนเองอีกเรื่องราวเหล่านี้ของเจียงอิทำให้ผู้คนวิตกกังวล
เขาไม่ได้มีฐานะธรรมดาสามัญแต่เป็นถึงโอรสของจักรพรรดิสวรรคนี่หมายความว่าเขาจะต้องเติบใหญ่มาอย่างแน่นอนไม่มีทางพลาดพลังตายไปแต่ยังเยาว์ได้หากเขาใช้พรสวรรค์ของตนเองตามอำเภอใจใครจะไม่หวาดกลัวบ้างเล่า
ตำหนักสวรรค์ที่เจียงอิอาศัยอยู่เริ่มวังเวงไม่มีเทพธิดากล้ามาเยือนปีแล้วปีเล่าผ่านไปเจียงอิเติบโตขึ้นเรื่อยๆเขาเริ่มควบคุมพลังของตนเองได้แต่เมื่อเขารู้ความมากขึ้นเขาก็เริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวเขามักจะนั่งเหม่อลอยอยู่บนขั้นบันไดหน้าตำหนักสวรรค์พระสนมสวรรค์ทนมองไม่ไหวจึงต้องไปเข้าเฝ้าจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์หวั่นเกรงเจียงอิจึงแวะไปหาเจียงอีน้อยครั้งนักแต่เขารักพระสนมสวรรค์ผู้นี้จริงๆไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นพระสนมคนล่าสุดที่เขารับเข้ามาดังนั้นเขาจึงครุ่นคิดแล้วเรียกเจียงเที่ยนมิงมาเข้าเฝ้าก่อนจะมอบหมายให้เจียงเที่ยนมิงไปดูแลเจียงอิ
เจียงเที่ยนมิงมีพลังแกร่งกล้าทั้งนิสัยก็เป็นมิตรเหมาะจะสั่งสอนเจียงอิพอดี
หลายวันหลังจากนั้นเจียงเที่ยนมิงจึงเดินทางไปตามหาเจียงอิ
เจียงอิวัยเก้าขวบนั่งอยู่หน้าบันไดสองมือเท้าคางเขาสวมอาภรณ์หรูหรางามวิจิตรหน้าตาคล้ายเจียงจืออวี๋อย่างยิ่งเมื่อประกอบกับดวงเนตรมหามรรคาสีด้ามบนหน้าผากเขาก็ส่อเค้าให้เห็นความน่าเกรงขามของจักรพรรดิอยู่หน่อยๆ
“อายุยังน้อยๆก็เริ่มกลัดกลุ้มเป็นแล้วหรือ”
เสียงหัวเราะของเจียงเที่ยนมิงลอยมาเจียงอิหันไปดูเมื่อเขาเห็นลวดลายมหามรรคาบนหน้าผากของเจียงเที่ยนมิงเขาก็เบิกตาโต
“พวกเรา…”
เจียงอิทำท่าอยากจะพูดแต่ก็ไม่พูดดูเขินอายยิ่งนัก
เจียงเที่ยนมิงเดินมานั่งข้างเขาแล้วยกแขนขึ้นมาโอบไหลเขาหัวเราะร่าเอ่ยว่า “ถูกแล้วพวกเรามีสายเลือดเดียวกันเป็นบุรุษสกุลเจียงเหมือนกันได้ยินเสด็จพ่อของเจ้าตรัสว่าเจ้าไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไรมีสิ่งใดไม่มีความสุขหรือข้าหนะตอนที่ตัวโตเท่าเจ้ายังไม่ลืมตาดูโลกเลย”
“ยังไม่ลืมตาดูโลกหมายความว่าอย่างไร”
“ก็ข้าน่ะอยู่ในท้องมารดานานเป็นสิบปีเลยนะสิ”
“จริงหรอหลอกกัน”
“ถามอะไรไร้สาระตอนที่ข้าเกิดข้าถูกเรียกว่าครรภ์มารเกิดมาก็สังหารบิดามารดาตายสิ้นข้าประหลาดกว่าเจ้ามากนัก”
เห็นชัดว่าเจียงเที่ยนมิงฟังข่าวลือเกี่ยวกับเจียงอิมาแล้วนี่ก็คือเหตุผลที่เขายอมมาเพราะเขารู้จักความรู้สึกเช่นนั้นดีประสบการณ์ที่คล้ายกันทำให้เจียงอิผ่อนคลายลงทันที
เขาพูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “ข้าก็ไม่ได้อยากเป็นเช่นนี้สักหน่อยเหตุใดพวกนางจึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น…”
ในตำหนักสวรรค์มีเทพธิดาอยู่เหมือนกันแต่พวกนางเปลี่ยนหน้าใหม่มาชุดแล้วชุดเล่าบางครั้งก็มีพระสนมสวรรค์นางอื่นแวะมาเยี่ยมเยียนแต่เมื่อทุกคนมองเห็นดวงเนตรมหามรรคาของเขาก็หวาดผวากันเสียหมด
“นั่นก็เพราะว่าพรสวรรค์ของพวกเราไม่ธรรมดาพวกนางย่อมหวาดกลัวอยู่แล้วล่ะน่าเจ้าไม่ธรรมดาหรอกนะมรรคาจารย์ถึงกับเป็นผู้ประทานนามให้เจ้าเองพี่สาวพี่ชายทั้งหลายของเจ้ามีสักกี่คนที่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้”
เจียงเที่ยนมิงกระหยิ่มยิ้มย่องเพียงได้คุยโวโอ้อวดเรื่องตัวเองก็ทำให้เขาเบิกบานใจได้เสียแล้วพวกเจียงเจียนยังเคยหัวเราะบอกว่าภายนอกเขาดูสงางามน่าเกรงขามแต่ความจริงซ่อนหัวใจของหนุ่มน้อยเอาไว้
“มรรคาจารย์?”
เจียงอิฉงน
เจ้าไม่รู้จักมรรคาจารย์หรือเขาก็คือท่านปู่ของเจ้าท่านพ่อของท่านพ่อของเจ้าอย่างไรเล่าตอนเจ้าถือกำเนิดท่านย่าของเจ้าเป็นคนลงมือช่วยมารดาของเจ้าไว้มิเช่นนั้นสถานการณ์ของเจ้าจะแย่กว่านี้อีก”
เจียงเที่ยนมิงไม่หลบเลี่ยงปิดบังแม้แต่นิดเดียวเขาปฏิบัติกับเจียงอิเฉกเช่นคนอายุเท่ากัน
เจียงอิกระพริบตาปริบๆถามว่า “ท่านปู่ท่านย่าอยู่ที่ใดท่านพาข้าไปหาได้หรือไม่”
เจียงเที่ยนมิงกลอกตาใส่เขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามีฐานะอะไรพลังระดับไหนถึงจะไปพบมรรคาจารย์ฝึกบำเพ็ญให้ดีก่อนเถิดจะว่าไปเจ้าก็อายุตั้งเก้าขวบแล้วเหตุใดจึงยังไม่เริ่มฝึกบำเพ็ญอีกเล่า”
เจียงอิถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “สิ่งใดคือการฝึกบำเพ็ญ”
หรือจักรพรรดิสวรรค์หวาดกลัวพรสวรรค์ของเขาจึงไม่มอบเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญให้เขาแล้วก็ไม่อนุญาตให้พระสนมสวรรคมอบให้ด้วย
เจียงเที่ยนมิงนึกเรื่องนี้ออกแล้วแต่เขาไม่กลัวสักนิดเขาพูดออกมาอย่างไม่เกรงกลัว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าสอนเจ้าฝึกบำเพ็ญดีหรือไม่”
“ดีขอรับ!”
“ไปไปโลกเบื้องล่างด้วยกัน!”
“โลกเบื้องล่างคือที่ใด”
“ไปตำหนักยมโลกมีคนผู้หนึ่งสร้างเคล็ดวิชาที่สุดยอดมากออกมาได้ข้าอยากไปร่ำเรียนสักหนหนึ่ง”
“ตําหนักยมโลกหรือ?!”
เจียงอิปรบมือท่าทางดีอกดีใจยิ่งนักเขาไม่รู้จักตำหนักยมโลกสักนิดแต่เขาปรารถนาจะไปเยือนสถานที่ที่เขาไม่เคยไปมาก่อน
เจียงเที่ยนมิงอุ้มเจียงอิขึ้นมาแล้วกลายร่างเป็นแสงสีทองเส้นหนึ่งผลุบเข้าไปในทะเลเมฆหายลับตาไปในห้องทรงพระอักษรจักรพรรดิสวรรค์กำลังอ่านฎีกาจากแดนมนุษย์อยู่ทันใดนั้นเฉินหลี่ก็เดินเข้ามา “ฝ่าบาทเจียงเที่ยนมิงพาเจียงอิไปตำหนักยมโลกแล้วพะยะค่ะเขาตั้งใจจะไปหาเจียงซัน”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินก็ลุกพรวดขึ้นทันทีแต่แล้วเขาก็เหมือนจะคิดอะไรได้จึงกลับลงไปนั่งอีกครั้ง
เฉินหลี่คลี่ยิ้ม “ฝ่าบาทพอลองคิดดูดีๆองค์ชายเจียงอิกับเจียงซันก็คล้ายกันมากมิใช่หรือพะยะคะ”
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้าตรัสว่า “อิเคอร์มีความเป็นมาตอนถือกำเนิดคล้ายเที่ยนมิงแล้วก็มีชะตากรรมคล้ายซันเออร์พวกเขาสามคนมาสนิทสนมกันกลับเป็นเรื่องดีข้าเบาใจแล้ว”
เฉินหลี่เอ่ยว่า “มรรคาจารย์ประทานนามให้เขาว่าเจียงอิอักษรอิตัวนี้พอโยงกับมหันตภัยที่กำลังจะมาเยือนฝ่าบาทบางทีเด็กคนนี้อาจมิใช่หายนะแต่เป็นผู้ช่วยให้แดนสวรรค์รอดพ้นก็เป็นได้”
คำพูดนี้ทำให้จักรพรรดิสวรรค์ฟังแล้วสบายใจนักแม้เขาจะไม่ชอบเจียงอิแต่ในฐานะบิดาผู้ใดไม่อยากได้ยินผู้อื่นเอ่ยชมบุตรชายของตนเองบ้างเล่า
“แดนสวรรค์ต้องการใครมาช่วยให้รอดพ้นด้วยหรือเฉินหลี่แดนสวรรค์มิได้พึ่งพาข้าแต่พึ่งพาคำสั่งนั้นที่อยู่เบื้องบนต่างหากเล่า!”
จักรพรรดิสวรรค์แคนเสียงดังเหอะแล้วแสร้งทำเป็นไม่พอใจ
เฉินหลี่รีบหัวเราะประจบเอ่ยว่า “พะยะคะกระหม่อมกราบทูลผิดไปแล้วแต่กระหม่อมคิดว่าองค์ชายเจียงอิจะนำพาโชคชะตามาให้แดนสวรรค์”
จักรพรรดิสวรรค์พยักหน้าจากนั้นก็นิ่งเงียบหลังจากได้ยินเฉินหลี่เอ่ยถึงเจียงซันจู่ๆเขาก็รู้สึกละอายใจนิดๆในตอนนั้นเขารักเจียงซันได้มากขนาดนั้นแท้ๆต่อมาแม้เจียงซันเป็นดาวสังหารนิรันดรกาลแต่เขาก็ไม่เดินทางผิดดังนั้นเจียงอิก็ย่อมมีหวังเช่นกัน
“เราทำผิดต่อเขาแล้วจริงๆ…”
จักรพรรดิสวรรคลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินไปที่ประตูห้องทรงพระอักษร
“ฝ่าบาทท่านจะเสด็จไปที่ใดพะยะคะ”
“ไปตำหนักเมฆาม่วง!”
เฉินหลี่มองแผ่นหลังของจักรพรรดิสวรรค์แล้วเผยรอยยิ้มพึมพำว่า “ฝ่าบาทเช่นนี้สิถึงจะถูกพะยะคะนี่ก็เป็นบททดสอบสำหรับพระองค์เช่นกัน”
[1] อักษรอิ ตัวนี้ที่เจียงฉางเชิงตั้งนามให้ตัวนี้มีความหมายว่า เที่ยงธรรม