ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 492 เทวะปฐมนภาเจ้าแม่เซียวเหอ
ฟ้าดินสรวลกำลังนั่งขัดสมาธิรอคอยอยู่ในห้วงมิติสายตาของเขาจับจองโลกคุนหลุนที่อยู่ไกลๆอยู่ตลอดเวลา
จากมุมที่เขามองโลกคุนหลุนที่ลอยอยู่ท่ามกลางความมืดช่างสว่างไสวคงคาสวรรค์ที่ไหลวนรอบด้านคอยเปล่งแสงอันละมุนตา
เหตุใดมรรคาจารย์ยังไม่มาอีกเขาไม่อยู่หรือกำลังรอชมข้าแสดงท่าทีฟ้าดินสรวลนึกสงสัยอยู่ในใจจะว่าไปแล้วมิตรภาพระหว่างเขากับมรรคาจารย์ก็ไม่นับว่าลึกซึ้งนักแต่เมื่อนึกถึงพรสวรรค์อันน่ากลัวของมรรคาจารย์กับท่าทีของเทพแห่งหยินหยางใจของเขาก็มุ่งมาดปรารถนาคนทีแข็งแกร่งระดับนี้ต้องเกาะไว้อย่าให้หลุด!
ในตอนที่ฟ้าดินสรวลกำลังคิดเพ้อเจ้อไปเรื่อยนั้นเองจู่ๆเขาก็ตาลายไปวูบหนึ่งเมื่อมองเห็นอีกครั้งเขาก็พบว่าตนเองมาอยู่ในขอบห้วงสุญญตาแล้วเบื้องหน้าคือร่างของมรรคาจารย์เขาเบิกตาโตถอยพรวดไปข้างหลังพร้อมกับหัวใจที่หวาดผวาเป็นไปได้อย่างไรกัน!!
อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาถึงขอบห้วงสุญญตาในชั่วพริบตามิหนำซ้ำเขายังไม่มีกำลังขัดขืนแม้แต่น้อยอีกด้วย
นี่หมายความว่าอะไรก็หมายความว่าความห่างชั้นระหว่างพวกเขากว้างมากอย่างไรเล่า!
ฟ้าดินสรวลเคยเผชิญหน้ากับเทวะของโลกเทพยุทธมาแล้วแม้แต่ขั้นเทวะก็ยังสร้างแรงกดดันให้เขาไม่ได้ขนาดนี้มรรคาจารย์…
ฟ้าดินสรวลพยายามสงบจิตใจแต่ขณะเดียวกันเขาก็ยิ่งรู้สึกว่ามรรคาจารย์ต่างหากที่เป็นมหันตภัยที่แท้จริงของวิถียุทธ
เขาประสานมือคำนับแล้วเอ่ยว่า “มรรคาจารย์มิพบกันนานข้าเดินทางมาหนนี้เพราะต้องการบอกข่าวเรื่องหนึ่งกับท่าน”
ท่าทีของเขาถ่อมตัวยิ่งนักอาจถึงขั้นเรียกว่านอบน้อมเลยก็ได้
สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเชิงค่อนข้างประหลาดใจเจ้าหมอนี่เหตุใดจึงเปลี่ยนสันดานแล้วเล่าหรือจะรู้เรื่องที่เขาสะกดบรรพจารย์ยุทธนิพพานแล้ว
เจียงฉางเชิงมองเห็นกรรมที่ผูกพันกับเฒ่าลิขิตสวรรค์บนตัวอีกฝ่ายจุดนี้บ่งบอกว่าทั้งสองคนรู้จักกันส่วนสายสัมพันธ์จะตื้นเขินหรือลึกซึ้งณตอนนี้เขายังมองไม่ออก
ไม่รอให้เจียงฉางเชิงถามฟ้าดินสรวลก็เอ่ยปากบอกว่า “บรรพจารย์ยุทธเชิญขั้นเทวะทั้งหลายกลับมาแล้วท่านผู้นั้นที่กลับมาน่าจะเป็นเทวะปฐมนภาคนผู้นี้เคยเป็นอันดับหนึ่งของวิถียุทธเมื่อห้าล้านปีก่อนแล้วก็เป็นอาจารย์ของบรรพจารย์ยุทธนิพพานด้วยตอนนี้คนที่ยืนยันได้ว่าจะกลับมามีแค่เขาคนเดียวส่วนเทวะคนอื่นจะกลับมาด้วยหรือไม่ข้ายังไม่ทราบ”
เทวะปฐมนภาอย่างนั้นหรือ?
เจียงฉางเชิงเคยเห็นคนผู้นี้จากความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธนิพพานแล้วเขาไม่ธรรมดาจริงๆเขามีความน่าเกรงขามอย่างที่บรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่มีเหมือนกับว่าเขาไม่เห็นสรรพชีวิตอยู่ในสายตาดูแคลนการมีอยู่ของทุกสรรพสิ่งจากความทรงจำของบรรพจารย์ยุทธนิพพานเจียงฉางเชิงรู้อยู่แล้วว่าขั้นเทวะของโลกเทพยุทธจะกลับมาเขาเพียงคิดไม่ถึงว่าฟ้าดินสรวลจะเดินทางมาเพื่อบอกเรื่องนี้
เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไร
เจียงฉางเชิงมองฟ้าดินสรวลในทางที่แย่มาตลอดเขารู้สึกว่าฟ้าดินสรวลชื่นชอบวางแผนการตลบหลังผู้อื่นดังนั้นเขาย่อมระวังตัว
“เหตุใดจึงมาบอกเรื่องนี้กับข้าเทพแห่งหยินหยางอยากให้ข้ากับวิถียุทธสู้กันหรือไร”
เจียงฉางเชิงเอ่ยปากถามสีหน้าของเขาถูกแสงเจิดจ้าบดบังเอาไว้ทำให้ฟ้าดินสรวลมองไม่ชัด
เมื่อมองเห็นสีหน้าไม่ชัดฟ้าดินสรวลย่อมหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะบุ่มบ่ามทำสิ่งใดเขาจึงรีบเอ่ยว่า “แน่นอนว่ามิใช่ข้าอยากสนับสนุนท่านในสายตาของข้าวิถีเซียนจักมาแทนที่วิถียุทธอย่างแน่นอนข้าเพียงไหลไปตามสถานการณ์เท่านั้นส่วนเทพแห่งหยินหยางเขาปรารถนาจะผูกมิตรไมตรีกับท่านเช่นเดียวกัน”
“เทพแห่งหยินหยางไม่ใช่อสุรกายแห่งมหันตภัยที่ตั้งใจจะทำลายสรรพชีวิตทั้งหลายหรือไร”
“ไม่ความจริงแล้วไม่ใช่เขาเป็นเพียงทวยเทพที่ถือกำเนิดมาจากหายนะเท่านั้นมหันตภัยแห่งวิถียุทธที่แท้จริงคือท่านต่างหาก!” ฟ้าดินสรวลเอ่ยอย่างมั่นใจเมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ใบหน้าก็พลันเผยสีหน้าฮึกเหิมออกมาแล้ว
“มรรคาจารย์ความจริงแล้วท่านเพิ่งอายุไม่ถึงหมื่นปีใช่หรือไม่เล่าอายุหมื่นปีกลับครอบครองพลังที่เหนือกว่าโลกเทพยุทธท่านต่างหากคือมหันตภัยแห่งวิถียุทธ!”
เขายิ่งพูดยิ่งตื่นเต้นแต่เจียงฉางเชิงที่ฟังอยู่กลับขมวดคิ้วในใจของเจียงฉางเชิงเกิดจิตสังหารขึ้นมาแวบหนึ่งหากฟ้าดินสรวลจงใจป่าวประกาศข้อสันนิษฐานนี้หรือเอามันไปแพร่กระจายที่หวงมิติชั้นในนั่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี
ตอนนี้เขายังไม่รู้แน่ชัดว่าวิถียุทธในหวงมิติชั้นในแข็งแกร่งมากเพียงใดเขาย่อมไม่อยากกลายเป็นเป้าธนูให้คนทั้งหลายฟ้าดินสรวลเหมือนจะรับรู้จิตสังหารของเจียงฉางเชิงใบหน้ายิ้มแย้มจึงแข็งค้างในฉับพลันแล้วผายมืออธิบายว่า
“ท่านกังวลมากเกินไปแล้วข้าไม่มีเจตนาจะเล่นงานท่านเลยตรงกันข้ามต่างหากข้าอยากช่วยเหลือสนับสนุนท่านตัวตนของท่านข้าจะไม่แพร่งพรายออกไปข้างนอกสำหรับวิถียุทธตัวท่านอาจเป็นมหันตภัยแต่สำหรับมรรคาสวรรค์ที่จะถือกำเนิดหลังจากวิถียุทธท่านคือบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งเฉกเช่นเดียวกับบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งวิถียุทธในอดีตกาล”
ก่อนหน้านี้วิถียุทธศาสตร์โบราณก็เคยเผชิญหน้ากับผู้มาจากวิถีนอกรีตที่ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็กำจัดมิได้คนหนึ่งเขาคนนั้นก็คือบรรพจารย์ผู้ให้กำเนิดวิถียุทธบรรพจารย์ผู้ให้กำเนิดวิถียุทธฉวยโอกาสยามศาสตร์โบราณเผชิญกับมหันตภัยกางออกมาตอบโต้กับมหันตภัยกำราบหวงอนันตสุญญตาสังหารศัตรูผู้แข็งแกร่งนับไม่ถ้วนจากนั้นก็โจมตีศาสตร์โบราณจนพ่ายแพ้แล้วก่อตั้งวิถียุทธขึ้นมานี่คือการผลัดเปลี่ยนวัฏจักรของมรรคาสวรรค์แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามหันตภัยหนก่อนมีตัวตนที่คล้ายกับเทพแห่งหยินหยางหรือไม่”
เมื่อเอ่ยถึงเทพแห่งหยินหยางฟ้าดินสรวลก็ขมวดคิ้วเขายังไม่แน่ใจว่าเทพแห่งหยินหยางคิดสิ่งใดอยู่แต่ในเมื่อเทพแห่งหยินหยางผู้บ้าอำนาจมาตลอดต้องการจะประจบประแจงมรรคาจารย์เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาดูแคลนเทพแห่งหยินหยางแล้วแต่ไม่ว่าอย่างไรการผูกมิตรกับมรรคาจารย์ก็เป็นตัวเลือกเดียวของเขาในตอนนี้
เจียงฉางเชิงถามว่า “เจ้าเคยไปเยือนมหาสมุทรเชือมอนธการหรือไม่”
ฟ้าดินสรวลส่ายหน้าตอบว่า “มหาสมุทรเชือมอนธการมีเก้ามหาผู้พิทักษ์เฝ้าปกปักษ์อยู่ผู้พิทักษ์คนหนึ่งในนั้นเป็นถึงขั้นเทวะของโลกเทพยุทธพวกผิดแผกอย่างข้าจะกล้าเข้าใกล้ได้อย่างไรโชคดีที่พวกเขามิอาจออกมาจากมหาสมุทรเชือมอนธการได้ต้องเฝ้าอยู่เช่นนั้นชั่วชีวิต”
เจียงฉางเชิงจมลงในห้วงความคิดไม่เอ่ยอะไรออกมา
ฟ้าดินสรวลหัวใจเต้นตุ้มๆต่อมๆชั่วพริบตาเมื่อครู่ที่มรรคาจารย์เกิดจิตสังหารเขารู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังจะสลายเป็นเถ้าธุลีแม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับเทพแห่งหยินหยางเขายังไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อนมรรคาจารย์แข็งแกร่งกว่าเทพแห่งหยินหยาง!
หรือบางทีเขาอาจแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพาน!
เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แต่กลับเลือกจะซุ่มซ่อนอยู่ในโลกคุนหลุนนี่หมายความว่าสิ่งที่มรรคาจารย์ต้องการยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้
หรือจะเป็นมหาสมุทรเชือมอนธการฟ้าดินสรวลเอ่ยต่อ “ข้ายินดีช่วยสนับสนุนให้แดนสวรรค์แข็งแกร่งขึ้นช่วยท่านเผยแผ่วิถีบำเพ็ญหรือแม้กระทั่งช่วยท่านปั่นป่วนสถานการณ์ทำให้โลกเทพยุทธไม่มีเวลาว่างมายุ่งกับท่านอีก”
เจียงฉางเชิงหัวเราะตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปป่วนเถิดหากข้าค้นพบว่าเจ้าผลักวิถีเซียนให้ตกอยู่ในอันตรายเจ้าจะได้ตายอย่างอนาถยิ่ง”
ในเมื่อฟ้าดินสรวลอยากทำงานให้เขาเช่นนั้นก็ลองให้เจ้าหมอนี้แสดงฝีมือสักหน่อย
หากมีวี่แววว่าจะก่อเรื่องไม่ดีคอยสังหารก็เท่านั้นเส้นทางของการทำการใหญ่เดิมทีก็ต้องมีการเล่นสกปรกบ้างอยู่แล้ว
“ขอบคุณมรรคาจารย์ที่ยอมให้โอกาสข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!”
ฟ้าดินสรวลข่มกลั้นความตื่นเต้นเอ่ยตอบแม้มรรคาจารย์คิดจะทดสอบเขาแต่นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเขาเอ่ยต่อว่า “มรรคาจารย์ท่านต้องระวังผู้สืบทอดมหามรรคาเหล่านั้นนะขอรับหวงอนันตสุญญตากว้างใหญ่นักมรดกของมหามรรคาที่แท้จริงไหนเลยจะหาพบง่ายดายแม้แต่ข้ายังมักจะฝันเห็นเงาร่างหนึ่งข้าสงสัยว่ามรดกแห่งมหามรรคาทั้งหลายจะมาจากอีกฟากฝั่งของมหาสมุทรเชือมอนธการยามมหันตภัยมาเยือนบางทีอาจมิใช่เพียงเทวะของโลกเทพยุทธที่หวนกลับมา”
“ข้ารู้แล้ว” เจียงฉางเชิงเอ่ยตอบข้อมูลนี้ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อฟ้าดินสรวลไป
ก่อนหน้านี้เขาแปลกใจอยู่ว่าวิถียุทธกุมอำนาจปกครองอยู่แท้ๆเหตุไฉนจึงยอมให้มหามรรคาอื่นถือกำเนิดขึ้นมามากมายเช่นนั้นในเมื่อตัวเขายังมีระบบรอดชีวิตแล้วผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นเล่า
ที่แท้พวกเขาก็ล้วนมีเทพเทวาช่วยเหลืออยู่เหมือนกัน!
ทั้งสองคนสนทนากันต่อเนิ่นนานจากนั้นฟ้าดินสรวลก็ขอตัวจากไปเจียงฉางเชิงย้อนกลับมาในตำหนักเมฆาม่วงตั้งแต่เริ่มจนจบเจียงฉางเชิงไม่เปิดเผยเรื่องที่บรรพจารย์ยุทธนิพพานถูกเขาจับตัวมาแม้แต่น้อยขณะเดียวกันฟ้าดินสรวลก็ย้ำแล้วย้ำอีกเรื่องเล่ห์เหลี่ยมอันร้ายลึกของบรรพจารย์ยุทธนิพพานบอกให้เขาอย่าประมาท
“เทวะปฐมนภา…เคยเป็นอันดับหนึ่งแห่งวิถียุทธในอดีตข้าอยากดูเสียจริงว่าเจ้าแข็งแกร่งมากเพียงใด”
เจียงฉางเชิงคิดเงียบๆอย่างไม่กลัวไม่ส่วนฟ้าดินสรวลเขาตัดสินใจว่าจะคอยดูต่อไปอีกหน่อยคนที่ถูกบรรพจารย์ยุทธนิพพานกับเทพแห่งหยินหยางไว้ใจใช้งานย่อมไม่ธรรมดาแน่ก่อนจากไปฟ้าดินสรวลขอศพของเยียเสินคงไปด้วยเขาบอกว่าจะช่วยคืนชีพให้เยียเสินคงได้เสร็จแล้วจะเอายอดอัจฉริยะในรอบหมื่นปีที่เคยสร้างชื่อสะเทือนอดีตจรดปัจจุบันคนหนึ่งมามอบคืนให้เขา
นับตั้งแต่มหาศึกโลกเทพยุทธจบลงศพของเยียเสินคงก็ถูกเก็บไว้ในต้นไม้วิเศษเกล็ดทองมาตลอดเพราะไร้วิญญาณ
ศพร่างนี้จึงถูกทิ้งลืมอยู่ด้านในของต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
คิดไม่ถึงว่าฟ้าดินสรวลจะจดจำได้
หากเยียเสินคงฟื้นคืนชีพได้จริงคงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทำให้เยียจานประหลาดใจ
แม้เจียงฉางเชิงจะปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยูตลอดแต่เขาก็ใส่ใจพัฒนาการของวิถีเซียนอยู่เสมอเยียจานเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเซียนที่โดดเด่นที่สุดเขาย่อมได้รับความสนใจจากเจียงฉางเชิงอยู่แล้ว
“มหันตภัยแห่งวิถียุทธไม่ง่ายดายอย่างที่เจ้าพูดหรอก”
เจียงฉางเชิงพึมพำกับตนเองในใจจากนั้นเขาก็เหลือบมองโลกคุนหลุนทันใดนั้นดวงตาก็ฉายแววแปลกใจเขาสัมผัสพลังงานล่องหนสายหนึ่งได้มันกำลังส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิตในโลกคุนหลุนรวมไปถึงส่งผลกระทบต่อโลกทั้งสามพันใบพลังงานสายนี้คล้ายกรรมแล้วก็คล้ายโชคชะตาด้วยเขาจำแนกไม่ออกว่ามันคือสิ่งใดกันแน่
เจียงฉางเชิงนึกถึงฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนบางทีผู้อาวุโสเฒ่าแห่งวิถีเซียนเหล่านั้นอาจคลายข้อสงสัยให้เขาได้
เวลานี้ผ่านพ้นไปพันปีแล้วหลังจากเลื่อนขั้นมาถึงวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสามแต่แต้มเผยแผ่หลักคำสอนเพิ่มพูนมาถึงจำนวนที่ไม่เคยมีมาก่อนส่วนการฟังคำเทศนาของผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนแต่ละครั้งทำให้เจียงฉางเชิงได้ประโยชน์ไม่น้อยเขาจึงเรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมาตรวจสอบดู
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน 1,021,552,299,001,368 แต้ม]
ทุกคราที่สาดแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมาใช้เขาต้องเก็บรวบรวมมันใหม่ตั้งแต่ต้นดังนั้นสิ่งนี้จึงทำให้เขาเห็นพัฒนาการของวิถีเซียนในแต่ละช่วง
แม้มหาศึกสถาปนาเทพจะทำให้ประชาชนเผ่ามนุษย์ในใต้หล้าทุกข์ทรมานแตมันกลับกลายเป็นการผลักดันวิถีเซียนครั้งยิ่งใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประโยชน์ของผู้บำเพ็ญเซียนบนสนามรบโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆทำให้ภายในโลกคุนหลุนวิถีเซียนแซงหน้าวิถียุทธอย่างสิ้นเชิงแล้วเจียงฉางเชิงใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนจนหมดแล้วเริ่มฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนหนก่อนได้พบเสาเฮากับสิงเที่ยนหนนี้มิรู้ว่าจะได้พบผู้ใดในสมองของเจียงฉางเชิงปรากฏเงาร่างหนึ่งเงาของผู้ที่อาจดับสูญไปกับกาลเวลาแล้วผู้นั้นต่อจากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกว่าฟ้าดินหมุนคว้างสายตาพร่ามัว
“วิถีเซียนยุคโบราณข้ามาหาอีกแล้ว!”
เมื่อประสาทสัมผัสของเจียงฉางเชิงหวนกลับมาเป็นปกติเขาก็ได้ยินเสียงเอะอะจากรอบทิศตั้งแต่ยังไม่ลืมตาพอเขาลืมตามองก็พบว่าตนเองยืนอยู่บนทะเลเมฆ
ด้านหน้าคือประตูขนาดมหึมาหน้าตาคล้ายประตูสวรรค์ทิศใต้ยิ่งนักด้านหลังบานประตูยักษ์มีตำหนักสูงๆต่ำๆตั้งเรียงรายลดหลั่นไปตามชั้นเมฆดูโอ่อ่าแต่ก็ผ่องแผ้วพิสุทธิ์เงียบเหงา!
เสียงระฆังสะท้านดวงวิญญาณลอยมาจากสวรรค์ชั้นเก้าที่อยู่เบื้องบนพร้อมกับเสียงของพระพุทธองค์
ลานเทศนาหนนี้ไม่ธรรมดาเสียจริง
เจียงฉางเชิงตื่นตาตื่นใจอยูเงียบๆทั้งที่พลังของเขาก้าวมาถึงระดับขั้นนี้แล้วแท้ๆแต่เสียงระฆังนี้กลับยังสั่นสะเทือนจิตวิญญาณของเขาได้อยู่เขากำลังจะยกเท้าก้าวไปด้านหน้าทันใดนั้นเสียงอันคุ้นเคยก็ดังมาจากด้านหลัง
“สหายนักพรตฉางเชิงไม่พบกันนาน”
เจียงฉางเชิงหันไปมองสีหน้าอึ้งงันเล็กน้อยเพราะผู้ที่ก้าวมาหาเขาก็คือเทพธิดาเซียวเหอนางมีเทพธิดาสององค์คอยตามขนาบข้างเหาะลงมาบนทะเลเมฆ
ดวงตาของเจียงฉางเชิงทอประกายยินดีจางๆไม่ว่าจะว่าอย่างไรเทพธิดาเซียวเหอก็เคยสั่งสอนแก่นแท้แห่งกรรมให้เขาเขาย่อมระลึกถึงบุญคุณของนางอยู่เสมอ
“คารวะท่านเทพธิดาไม่พบกันเนิ่นนานมากจริงๆ”
เจียงฉางเชิงมองเทพธิดาเซียวเหอในวันนี้ในใจก็สะท้อนใจอย่างยิ่ง
คลื่นพลังบนร่างเทพธิดาเซียวเหอแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่พบหน้ากันหนก่อนอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่โอบอุ้มสรรพชีวิตได้แผ่ออกมาจากร่างของนางเทพธิดาสองนางที่ติดตามมาด้านหลังก็มีคลื่นพลังไม่อ่อนแอสักนิดอาจไม่ด้อยกว่าเขาเสียด้วยซ้ำแต่สตรีสองนางนี้เห็นชัดว่าเป็นเพียงลูกศิษย์หรือไม่ก็หญิงรับใช้ของเทพธิดาเซียวเหอเท่านั้น
สตรีทั้งสามนางล้วนงามล่มเมืองเมื่อพวกนางยืนอยู่ด้วยกันจึงดึงดูดสายตาของผู้แสวงพรตทั้งหลายใกล้ๆมาเมียงมองแต่เมื่อมีใครบางคนจำฐานะของเทพธิดาเซียวเหอได้พวกเขาก็จะพากันรั้งสายตากลับไปด้วยกลัวว่าจะล่วงเกินตัวนางในวันนี้นี้ไม่ใช่เทพธิดาอีกแล้วแต่เป็นเจ้าแม่เซียวเหอ
มิใช่นางกลายเป็นสนมของจักรพรรดิสักองค์แต่นี่เป็นคำเรียกอย่างให้เกียรติอย่างหนึ่งคล้ายกับเจ้าแม่หนิววาในเทวตำนานก่อนหน้านี้เสาเฮาเคยกล่าวว่าในพันมหาโลกาแห่งเซียนผู้ที่ได้รับการเรียกขานว่าเจ้าแม่ล้วนเป็นสตรีผู้มีบุญบารมีใหญ่หลวงสรรพชีวิตทั้งหลายยามพานพบพวกนางล้วนต้องคารวะมิเช่นนั้นจักเป็นการขัดขืนต่ออำนาจสวรรค์