ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 488 มหามรรคาสมประสงค์
คำพูดของหยางเชอทำให้จักรพรรดิสวรรค์เฉินหลิกับนายทานไปจมลงในห้วงความคิดใช่แล้วหากขุมอำนาจทุกแห่งต่างคิดว่าวิถีเซียนเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่หลวงที่สุดพวกเขาต้องยกพวกมารุมโจมตีแน่ต่อให้มรรคาจารย์แข็งแกร่งอีกเท่าใดจะต้านทานวิถียุทธกับขุมอำนาจทั้งหมดในห้วงอนันตสุญญตาที่รุมโจมตีได้หรือจักรพรรดิสวรรค์ยิ้มขมปร่า “จะว่าไปแล้วมรรคาจารย์ก็ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ทุกวี่วันไร้กิเลสไร้ปรารถนาแดนสวรรคมิเคยตอบแทนสิ่งใดให้เขากลับเป็นแดนสวรรค์ที่หาเรื่องยุ่งยากมาให้เขาตลอดไม่เช่นนั้นพวกเราหยุดการขยายอิทธิพลไปข้างนอกไว้ก่อนเก็บตัวเงียบชั่วคราวเป็นอย่างไร”
หยางเชอส่ายศีรษะ “ข่าวของเผ่าอวีกระจายออกไปแล้วหลบอย่างไรก็คงหลบไม่พ้นพะยะค่ะอีกอย่างการมีอยู่ของแดนสวรรค์ก็เพื่อช่วยมรรคาจารย์ปกปักษ์สรรพชีวิตเผยแผ่วิถีเซียนหากมรรคาจารย์ไม่พอใจแดนสวรรค์จริงๆคงเอ่ยปากมานานแล้วข้ากล่าวถึงสถานการณ์ยากลำบากที่ว่าก็เพื่อให้พวกเราเตรียมการล่วงหน้าให้ดีเท่านั้นตัวอย่างเช่นดึงพันธมิตรหรือไม่ก็ผูกขุมอำนาจอื่นไว้กับพวกเรา”
เฉินหลิพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “แดนสวรรค์เป็นสิ่งที่มรรคาจารย์สร้างขึ้นโครงสร้างของแดนสวรรค์เป็นประโยชน์ต่อสรรพชีวิตอย่างแท้จริงเพียงแต่พวกเราแข็งแกร่งไม่พอก็เท่านั้นมรรคาจารย์ไร้กิเลสไร้ปรารถนาแต่ในใจมีปณิธานอันยิ่งใหญ่อยู่การเผยแผ่วิถีเซียนมีส่วนช่วยทำให้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ของมรรคาจารย์สัมฤทธิผลฉะนั้นจะหยุดลงมิได้ในเมื่อพวกเราตระหนักถึงจุดนี้แล้วก็ต้องวางแผนกันแต่เนิ่นๆนายทานไปพยักหน้าความคิดของตรีมหาเทพเห็นพ้องต้องกันจักรพรรดิสวรรค์เองก็คิดว่ามีเหตุผลพวกเขาจึงเริ่มวางแผนการว่าจะสร้างความปรองดองกับขุมอำนาจอื่นอย่างไรผ่านไปครู่ใหญ่พวกเขาก็กำหนดแนวทางของแผนการได้
แนวทางที่ว่าก็คือการเผยแพร่วิถีเซียนใช้วิถีเซียนเป็นการดึงขุมอำนาจอื่นมาเป็นพรรคพวกแต่การบำเพ็ญเซียนนอกโลกคุนหลุนมิได้ความลำบากประการนี้ยากจะจงใจให้ขุมอำนาจอื่นหวั่นไหวดังนั้นจักรพรรดิสวรรค์จึงต้องไปเยี่ยมเยียนคารวะเจียงฉางเชิงอีกครั้งในตำหนักเมฆาม่วงจักรพรรดิสวรรค์ยืนอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเชิงแล้วเล่าความคิดและอุปสรรคทั้งหลายของตนเองให้ฟังยามอยู่ต่อหน้าบิดาเขาไม่จำเป็นต้องรักษาความน่าเกรงขามของจักรพรรดิสวรรค์บนใบหน้าจึงมีแต่สีหน้ากลัดกลุ้ม
“พวกเจ้าทำได้ดีมากอย่างน้อยตอนนี้ข้าก็พึงพอใจมากความจริงแล้วจะโทษที่พวกเจ้าอ่อนแอเกินไปไม่ได้วิถีเซียนเพิ่งถือกำเนิดมันย่อมล่อตาล่อใจให้วิถียุทธกับมหามรรคาสายอื่นเข้ามาข่มเหงอยู่แล้วนี่เป็นปกติของการต่อสู้ระหว่างมหามรรคา”
เจียงฉางเชิงหัวเราะเบาๆตัวเขาคิดเช่นนี้จริงๆมิใช่ว่าแดนสวรรค์เติบโตช้าแต่เพราะเขาเร็วเกินไปต่างหาก
แน่นอนว่าหากมิใช่ว่าเขาเร็วพอวิถีเซียนก็คงถูกวิถียุทธถล่มตั้งแต่เพิ่งถือกำเนิดไปแล้วบางทีพวกเขาอาจไม่มีโอกาสเงยหัวขึ้นมาเลยก็เป็นได้จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินคำพูดของเจียงฉางเชิงก็ราวกับปลดภาระหนักอึ้งลงจากบ่าเขากังวลจริงๆว่าตนเองจะทำได้ไม่ดีพอเขาเป็นถึงจักรพรรดิสวรรค์จะอยู่อย่างสุขสบายในโลกคุนหลุนเสพสุขกับทุกสิ่งทุกอย่างอยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นได้ก็จริงแต่เขาไม่ทำเช่นนั้นเพราะเขาต้องการทำให้บิดาได้เห็น
มูหลิงลั่วที่อยู่ไม่ไกลมองสองพ่อลูกคู่นี้ยิ้มบางๆในดวงตาก็เต็มไปด้วยแววตาแห่งความสุขไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดไม่ว่าบรรลุระดับขั้นสูงเท่าใดพวกเขาก็ยังเป็นครอบครัวเช่นเดิมนี่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
เจียงฉางเชิงเอ่ยว่า “อุปสรรคที่พวกเจ้าเป็นกังวลข้าจะจัดการมันเองภายภาคหน้าข้าจะสร้างโลกแห่งหนึ่งที่ฝึกบำเพ็ญเซียนได้ถึงยามนั้นเจ้ากับขุมอำนาจที่เจ้าต้องการชักชวนมาเป็นพวกจักเป็นผู้ปกครองโลกใบนั้น”
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินคำพูดนี้ก็ดวงตาเป็นประกายเขาไม่สงสัยในคำพูดของเจียงฉางเชิงแม้แต่น้อยรีบคารวะขอบคุณอย่างรวดเร็วจักรพรรดิสวรรค์เริ่มเล่าต่อว่าตนเองเตรียมจะชักชวนขุมอำนาจไหนมหามรรคาไหนมาบ้างเจียงฉางเชิงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจหายากที่บุตรชายจะมาพรำพูดให้เขาฟังเขาดีใจมากทีเดียวเวลายิ่งพวกเขาสูงส่งขึ้นอายุมากขึ้นจักรพรรดิสวรรค์ผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเจียงฉางเชิงนอกจากจะภารกิจรัดตัวแล้วยังไม่สะดวกใจจะแวะมาหาเจียงฉางเชิงด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนเขา
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือจักรพรรดิสวรรค์ไม่แน่ใจว่ายามนี้บิดาของเขามองโลกอย่างไรแล้วยามพ่อลูกสองคนพบหน้ามักมีแต่จักรพรรดิสวรรค์ที่เล่าเรื่องกลัดกลุ้มของตนเองให้เขาฟังฝ่ายเดียวสิ่งนี้ทำให้จักรพรรดิสวรรค์คิดมากอยู่บ่อยครั้งเขาไม่แน่ใจว่าภาพลักษณ์ของตนเองในใจบิดาเป็นเช่นไรมูหลิงลั่วกำลังมองจักรพรรดิสวรรค์ที่ร่ายยาวไม่หยุดอยู่
แต่แล้วทันใดนั้นคิ้วของนางก็ขมวดเป็นปมผ่านไปพักใหญ่หลังจากจักรพรรดิสวรรค์ไล่เรียงบอกลาปิดากับมารดามูหลิงลั่วก็เดินมานั่งข้างเจียงฉางเชิง
“ชะตากรรมของเขาผิดแปลกไปอีกไม่นานนี้กำลังจะมีคราวเคราะห์…” มูหลิงลั่วเอ่ยเสียงเบาในถ้อยคำเต็มไปด้วยความกังวล
เจียงฉางเชิงเอ่ยถาม “เจ้ามองเห็นสิ่งใด?”
มูหลิงลั่วส่ายหน้าตอบว่า “ข้ามองเห็นไม่ชัดดังนั้นจึงกังวล”
เจียงฉางเชิงคลี่ยิ้ม “ในเมื่อมองเห็นไม่ชัดกังวลไปก็ไร้ประโยชน์สาเหตุที่มองเห็นไม่ชัดบางทีอาจเพราะศัตรูมีคราวเคราะห์มีอยู่จริงแต่ก็มีเจ้ากับข้าที่เป็นตัวแปรอยู่ด้วย”
มูหลิงลั่วเข้าใจในบัดดลนางเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว “เช่นนี้ก็มีเหตุผลเจ้าค่ะมิน่าเล่าชะตากรรมของโลกคุนหลุนถึงพราวมัวยิ่งนักมันมองเห็นยากกว่าโชคชะตาของบรรดาผู้ฝึกยุทธจากโลกเทพยุทธเสียอีกเดี๋ยวก่อนนะคะพี่ฉางเชิงหรือว่าท่านเหนือกว่าวิถียุทธแล้วเจ้าคะ?”
นางตื่นเต้นดีใจหันไปมองเจียงฉางเชิงด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสทันที
“หากเป็นวิถียุทธเท่าที่พวกเราเห็นอยู่ตอนนี้ข้าย่อมไม่กลัวเพียงแต่บางทีวิถียุทธอาจซ่อนขุมพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้เข้าไว้เพียงแต่สิ่งนั้นไม่อยู่ที่มหาพิภพนิลเหลืองก็เท่านั้น”
เจียงฉางเชิงยิ้มตอบเขาไม่คิดจะปิดบังเรื่องอะไรจากมูหลิงลั่วมากนักจะมีก็แต่เรื่องที่เขาแข็งแกร่งมากเพียงใดนี่แหละที่เขาไม่บอกอย่างแน่ชัดนั่นก็เพราะว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เช่นกัน
แต่หากเทียบกับโลกเทพยุทธเพียงอย่างเดียวเขาก็แข็งแกร่งกว่าจริงๆมูหลิงลั่วถามต่ออย่างสงสัยใคร่รู้ “เผ่าอวีถูกท่านทำลายจริงๆหรือเจ้าคะ?”
เจียงฉางเชิงตอบอย่างนิ่งสงบ “ถูกต้องแล้วเจ้าคิดว่าโหดร้ายหรือไม่?”
มูหลิงลั่วส่ายหน้า “ท่านไม่ได้ทรมานพวกเขาเสียหน่อยแล้วอีกอย่างตั้งแต่แรกก็เป็นเผ่าอวีที่มาระรานพวกเราก่อนต่อให้ท่านสังหารเพียงผู้กุมอำนาจความแค้นก็จะสืบต่อไปไม่สิ้นสุดก่อนหน้านี้ยังลากยาวมาตั้งพันปีหลังจากนี้มิใช่ว่าจะลากยาวไปนับล้านปีหรือยาวนานกว่านั้นหรอกหรือข้าได้ยินมาว่าแค้นของเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจยากจะคลี่คลายแม้กระทั่งโลกเทพยุทธยังทำมิได้หากลากยาวไปหลายล้านปีจริงจะต้องมีคนตายอีกเท่าใดกำจัดต้นหญ้าต้องขุดรากถอนโคนไม่ว่าท่านจะปฏิบัติต่อคนนอกอย่างไรขอเพียงเมตตาต่อคนข้างในอย่างน้อยพวกเราผู้คนที่ได้รับความเมตตาจากท่านก็ย่อมตำหนิติเตียนท่านมิได้มีเพียงคู่แค้นที่มีสิทธิ์เกลียดท่านแต่พวกเขาก็ไม่อยู่แล้ว”
เจียงฉางเชิงเอื้อมมือมาลูบเรือนผมยาวสลวยของนาง
มูหลิงลั่วเอ่ยอย่างจริงจัง “แต่เรื่องนี้ทำให้ข้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับโชคชะตามากกว่าเดิม”
นางเริ่มเล่ามุมมองเกี่ยวกับโชคชะตาของตนเองเจียงฉางเชิงฟังอย่างตั้งใจเพราะเขาเองก็สนใจมรรคาแห่งโชคชะตาไม่น้อยเช่นกันนั่นก็เพราะการเหยียบย่างสู่มหรรคาสามพันวิถีกุมพลังแห่งกฎทั้งสามพันไว้ในมือคือเป้าหมายนับจากนี้ของเจียงฉางเชิงในอาณาเขตอันมืดทะมินแห่งหนึ่งหมอกขมุกขมัวกำลังเคลื่อนไหวฟ้าดินสรวลผู้กำลังทำสีหน้าหนักใจลอยตัวอยู่หน้าไข่ใบยักษ์ของเทพแห่งหยินหยาง
“มรรคาจารย์ผู้นั้นตั้งแต่ตอนที่เขาทำลายกองทัพเทพข้าก็คิดอยู่แล้วว่าเขามิธรรมดาแต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะมีพลังระดับนี้หากเป็นเรื่องจริงเขาก็คงแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธคนนั้นแล้ว”
เสียงของเทพแห่งหยินหยางดังขึ้นน้ำเสียงของเขานิ่งสงบไม่มีความตกใจแต่อย่างใดฟ้าดินสรวลเงยหน้ากล่าวว่า “เทียบกับความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ข้ากังวลเรื่องความเร็วในการเติบโตของเขามากกว่าเท่าที่ข้ารู้มาตำนานมรรคาจารย์พันร่างหมื่นลักษณ์กลับชาติมาเกิดนับร้อยชาติน่าจะเป็นเรื่องแต่งหากเขาอายุเพียงไม่กี่พันปีจริง…”
เขายังไม่ทันเอ่ยจนจบประโยคจู่ๆร่างของเทพแห่งหยินหยางในไข่ใบยักษ์ก็นิ่งไปร่างกายของเขาไม่ขยับไหวตามจังหวะการเต้นของหัวใจแล้วความเงียบของเทพแห่งหยินหยางทำให้ฟ้าดินสรวลกระสับกระส่ายมากขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับผู้ใดแม้กระทั่งบรรพจารย์ยุทธนิพพานเทพแห่งหยินหยางก็ไม่เคยนิ่งเงียบเขามีท่าทีดูแคลนมาตลอดแต่ฟ้าดินสรวลก็พอจะเข้าใจเทพแห่งหยินหยางอยู่บ้างมรรคาจารย์เติบโตเร็วเกินไปจริงๆเร็วจนทำให้ผู้แข็งแกร่งทั้งหลายวิตกกังวล
อย่างน้อยเท่าที่ฟ้าดินสรวลรู้มาไม่เคยมีผู้ใดแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้ในเวลาไม่กี่พันปีแม้กระทั่งความแข็งแกร่งของเทพแห่งหยินหยางที่ใช้เวลาฟูมฟักมานับล้านปีครั้งก่อนยังจัดการบรรพจารย์ยุทธนิพพานมิได้เลยเพียงดูจากจุดนี้เทียบมรรคาจารย์ไม่ได้แล้วที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ที่แท้เป็นเช่นนี้เองมิน่าเล่า…”
เสียงของเทพแห่งหยินหยางดังขึ้นน้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อนนี่เป็นครั้งแรกที่ฟ้าดินสรวลได้ยินเขาใช้น้ำเสียงเช่นนี้
“ฮ่าๆฮ่าๆ! มหามรรคาสมประสงค์แล้ว!”
จู่ๆเทพแห่งหยินหยางก็เปล่งเสียงหัวเราะดังลั่นร่างกายในไข่ใบยักษ์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเห็นชัดว่าเขาตื่นเต้นอย่างยิ่งฟ้าดินสรวลขมวดคิ้วเป็นปมในใจฉงนงงงวยเจ้าหมอนี่คงไม่ได้บ้าไปแล้วใช่หรือไม่
“ฟุๆฟ้าดินสรวลนับจากนี้เจ้าจงแอบติดต่อกับวิถีเซียนอย่างลับๆช่วยให้พวกเขาพัฒนาขึ้นนับแต่นี้ผู้ใดเป็นศัตรูกับวิถีเซียนเท่ากับเป็นศัตรูของเจ้าก่อนข้าถือกำเนิดเจ้าจงช่วยเหลือมรรคาจารย์อย่างเต็มกำลัง!” น้ำเสียงของเทพแห่งหยินหยางแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเด็ดขาดมิยอมให้ตั้งข้อสงสัยฟ้าดินสรวลอึ้งงันเขาตกตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่ายนี่จะเปลี่ยนแบบกลับตาลปัตรมากเกินไปหน่อยกระมังแตแล้ววินาทีต่อมาเขาก็ยิ้มอย่างกระตือรือร้นแล้วตอบว่า
“ได้ๆใจเถิดขอรับข้าจะทำตามนั้นอย่างแน่นอน!”
ไม่ว่าจะอย่างไรการไม่ต้องเป็นศัตรูกับมรรคาจารย์ย่อมทำให้เขาสบายใจแต่เขาสงสัยนักว่าที่เทพแห่งหยินหยางกล่าวว่ามหามรรคาสมประสงค์แล้วหมายความว่าอย่างไร
เขาพลันนึกถึงข่าวลือเรื่องหนึ่งที่ได้ยินในช่วงนี้ข่าวลือนั้นเล่าลือว่ามรรคาจารย์ต่างหากที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธหรือว่านั่นจะไม่ใช่คำลวงกันนะ
ฟ้าดินสรวลเฝ้ามองเงาร่างอันคลุมเครือของเทพแห่งหยินหยางภายในไข่ใบยักษ์ขณะที่ในใจค่อยๆเกิดอีกความคิดหนึ่งขึ้นมาผ่านไปแล้วหลายเดือนหลังจากที่เขาสนทนากับมูหลิงลั่วเจียงฉางเชิงเริ่มปิดด่านฝึกบำเพ็ญต่ออีกครั้งแม้ว่าตอนนี้เขาจะไร้คู่ต่อกรแต่อนาคตยังอีกยาวไกลนักเขาต้องพากเพียรฝึกบำเพ็ญมิอาจชักช้า
อีกฝั่งหนึ่งแดนสวรรค์กำลังตระเตรียมแผนการสำหรับโลกใบใหม่ข่าวนี้แพร่กระจายไปยังโลกแต่ละแห่งในห้วงอนันตสุญญตากาลเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้มหามรรคาสายอื่นและเผาทั้งหลายของวิถียุทธล้วนมีการติดต่อกับโลกคุนหลุนอยู่แล้วสรรพชีวิตที่ค้นพบว่าวิถีเซียนต้องฝึกบำเพ็ญที่โลกคุนหลุนเท่านั้นเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆเรื่องนี้ทำให้ความตั้งใจจะบำเพ็ญเซียนของพวกเขาลดฮวบลงอย่างมากแต่นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่คนระดับล่างเท่านั้นขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลายยังคงหมายตาวิถีเซียนอยู่เมื่อได้ยินว่ามรรคาจารย์ตั้งใจจะสร้างมหาพิภพแห่งที่สองที่บำเพ็ญเซียนได้พร้อมทั้งยินดีรับสรรพชีวิตและขุมอำนาจจากที่ต่างๆมารวมสร้างยุคแห่งหมื่นวิถีด้วยกัน
มหาพิภพแห่งนี้ไม่เพียงมอบหนทางในการบำเพ็ญเซียนให้เท่านั้นเป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการมอบสถานที่สำหรับการฝึกบำเพ็ญทั้งหมื่นวิถีให้แก่สรรพชีวิตสถานที่ซึ่งหมื่นวิถีจะอยู่รวมกันได้
เรื่องนี้จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อยนามของโลกแห่งนี้ขจรขจายไปถึงหูของสรรพชีวิตจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
นามของมันคือโลกสวรรค์!
เบื้องหน้ามหาสมุทรอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาบนมหาพิภพจิตจรเยียจานกำลังฝึกพลังอภินิหารอยู่ขณะที่บรรพจารย์เผ่าเยียกำลังพรำเกลี่ยกล่อมเขาไม่หยุดปากอยู่ด้านหลัง
“เยียจานเจ้าจะพลาดเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆแม้เจ้าได้เป็นแม่ทัพสวรรค์ของแดนสวรรค์แล้วแต่ในโลกคุนหลุนเผ่าเยียมิอาจก้าวหน้าได้เพราะเกิดไปคุกคามสกุลเจียงขึ้นมาไม่ว่าผู้ใดก็คงลำบากแล้วเรื่องเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะคุมได้ง่ายๆแต่ในโลกสวรรค์ไม่เหมือนกันหากเผ่าเยียเติบโตจนยิ่งใหญ่พวกเราย่อมช่วยแดนสวรรค์คานอำนาจกับเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจแห่งอื่น”
บรรพจารย์เผ่าเยียพรำพูดจนปากเปียกปากแฉะเขาไม่มีเพียงร่างวิญญาณมิหนำซ้ำยังกลับชาติไปเกิดใหม่ไม่ได้ดังนั้นจึงได้แต่ฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ของเผ่าเยียไว้บนตัวของเยียจานพรสวรรค์ของเยียจานยอดเยี่ยมอย่างยิ่งการผสมผสานวิชานิพพานสูกำเนิดกับเคล็ดวิชาการบำเพ็ญเซียนทำให้เยียจานเป็นหนึ่งในผู้บำเพ็ญเซียนชั้นแนวหน้ามาเสมอ
แต่ปัญหาที่แก้ไม่ตกก็คือนับตั้งแต่เยียจานหันมาบำเพ็ญเซียนเขาก็ไม่สนเรื่องในตระกูลอีกต่อไปจิตใจมุ่งมั่นแต่การฝึกบำเพ็ญเท่านั้น
เยียจานฟังจนรำคาญแล้วจริงๆจึงอดทนไม่ไหวแล้วเอ่ยขึ้น “เกียรติยศของเผ่าเยียมีค่าอะไรดีในสายตาของคนรุ่นหลังย่อมมีโชควาสนาของคนรุ่นหลังการไขว่คว้าชีวิตอมตะต่างหากคือมหามรรคาหากชีวิตยืนยาวยิ่งกว่าเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจเช่นนั้นการสร้างเผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจสักแห่งยังจะมีประโยชน์อันใดอีก”