ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 483 เทวะหกตัณหา พลังของมหันตภัย
เมื่อคำพูดของไท่ซั่งคุนหลุนจบลง วิหารหลังใหญ่ก็เงียบกริบ พลังล่องหนสองสายกำลังประชันพลังกัน
“ช่างพูดจาได้สง่าผ่าเผย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเจ้ามองทุกสิ่งกระจ่างแล้วจริงๆ”
บรรพจารย์ยุทธเอ่ยเสียงเย็นชา เห็นชัดว่าไท่ซั่งคุนหลุนจุดโทสะของเขาขึ้นมาแล้ว
“เจ้าถือกำเนิดจากวิถียุทธ ได้รับการฟูมฟักจากโลกเทพยุทธ เจ้าคิดว่าขอเพียงเจ้าไม่คิดเช่นเดิมแล้วเจ้าจะมิใช่คนของวิถียุทธอย่างนั้นหรือ? หากวิถียุทธล่มสลายเจ้าก็ต้องตายไปด้วย”
“ผู้คนบนโลกนี้ล้วนต้องมีจุดยืน แม้กระทั่งฟ้าดินสรวงยังต้องออกตามหาจุดยืนที่ถูกโฉลกกับตนเอง เจ้าคิดว่ามีสติแจ่มชัดละทิ้งจุดยืนแล้วจะใช้ชีวิตตามความเชื่อของตนเองอย่างแท้จริงได้หรือ? หากมีขุมพลังที่เจ้าต้านไม่ไหวบุกมาสังหารเจ้า นอกจากวิถียุทธผู้ใดยังจะมาช่วยเหลือเจ้าอีก?”
แต่ละประโยคของบรรพจารย์ยุทธนิพพานรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาไม่มีท่าทีที่วางเฉยเฉกเช่นวันวานอีกต่อไป โทสะนั้นกดเก็บไว้ไม่อยู่แล้ว ไท่ซั่งคุนหลุนแค่นเสียงหยันดังเหอะแล้วเอ่ยว่า “จริงอย่างที่คิด ท่านสมคบกับฟ้าดินสรวงสินะ มหาศึกโลกเทพยุทธก่อนหน้านี้ท่านล่วงรู้แผนการของพวกผู้ฝึกบำเพ็ญสายอื่นจากฟ้าดินสรวงมาก่อน แล้วจึงเลือกลงมือในจังหวะที่เหมาะสม ส่วนที่ฟ้าดินสรวงมาช่วยข้าตามหาพลังของมหามรรคาสายอื่นก็เพราะเป็นการช่วยในสิ่งที่ท่านต้องการด้วย!”
ไอสังหารพลุ่งพล่านออกมาจากตัวบรรพจารย์ยุทธนิพพาน “ถูกต้องแล้ว โมว่จังเป็นเพียงหมากในฉากหน้าของข้า ฟ้าดินสรวงต่างหากคือหมากที่ข้าเอาไว้จับตาดูพวกผิดแผก ข้าไม่ได้มีเพียงหมากเม็ดนี้ แต่ยังมีหมากอีกมากมาย ในเมื่อเจ้ารู้แล้ว มิหนำซ้ำยังคุยกันมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าเตรียมใจจะรับผลของการเปิดโปงทุกสิ่งไว้แล้วหรือยัง?”
ครืนนน!
วิหารหลังใหญ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังอันน่ากลัวโถมเข้ามาห้อมล้อมไท่ซั่งคุนหลุน แต่เขากัดฟันต้านรับอย่างไร้ความกลัว ไท่ซั่งคุนหลุนเผชิญหน้ากับเพลิงโทสะอันมากมายท่วมฟ้าของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน แต่ใบหน้ากลับค่อยๆ คลี่คลุมคลังออกมา
“ก็แค่แรงกดดันเท่านี้…”
หน้าผากของไท่ซั่งคุนหลุนมีลวดลายที่เปล่งแสงสีเงินปรากฏออกมา เส้นผมยาวสะบัดพลิ้วอย่างไร้การควบคุม คลื่นพลังของเขาค่อยๆ ไต่ขึ้นสูง
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเติบใหญ่มาได้ถึงขั้นนี้ น่าเสียดายเจ้าไม่รู้สักนิดว่าพลังที่เหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธแข็งแกร่งมากเพียงใด!”
บรรพจารย์ยุทธเอ่ยเสียงเย็นชา สิ้นเสียงทั้งวิหารก็เปลี่ยนไปในพริบตามันกลายเป็นห้วงมิติสีม่วงเข้ม ภาพสัญลักษณ์หยินหยางขนาดมหิมาที่ดูเลือนรางลอยอยู่เหนือร่างของทั้งสองคน
ภาพหยินหยางเคลื่อนหมุน พัดพาพลังอันไร้ขีดสุดลงมาสู่เบื้องล่าง ภาพมายานับพันหมื่นทะลักเข้ามาในดวงตาของไท่ซั่งคุนหลุน เขายกสองมือขึ้นมากุมหัว สีหน้าเจ็บปวดทรมาน บรรพจารย์ยุทธนิพพานผู้ยืนอยู่เบื้องบนปรายตาลงมามองเขาดิ้นรน
“จ๊ากกกก!”
ทันใดนั้นไท่ซั่งคุนหลุนก็แหงนหน้ากรีดร้องอย่างเกรี้ยวกราด กวาดทิสวมประดับบนเงื่อนผมแตกกระจาย ปล่อยเส้นผมทิ้งตัวลงมายุ่งเหยิง สองตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแตกระแหงมองไปยังบรรพจารย์ยุทธนิพพานอย่างโกรธเกรี้ยว ลวดลายที่ทอแสงสีเงินบนหน้าผากรวมตัวกันกลายเป็นเงาร่างของเทพผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง เขาสะบัดกระบี่ฟาดฟันใส่ท้องฟ้า หนึ่งกระบี่นี้ทรงพลังอย่างยิ่งประหนึ่งจะสะบั้นท้องนภาลงมา มันโจมตีถูกภาพสัญลักษณ์หยินหยางอย่างจัง เปรี้ยง!
ร่างขององค์เทพสั่นระริกอย่างรุนแรง พลังอันน่ากลัวทำให้ห้วงมิติบิดเบี้ยว บรรพจารย์ยุทธนิพพานยื่นมือออกมากดลงเบื้องล่าง สัญลักษณ์หยินหยางร่วงลงมาตาม มันใช้พลังที่ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้บดขยี้ร่างขององค์เทพแล้วโถมทับลงมา บดขยี้ไท่ซั่งคุนหลุน ทุกสิ่งเบื้องหน้าไท่ซั่งคุนหลุนแตกสลายในพริบตา ตัวเขาราวกับสะดุ้งตื่นจากความฝัน หลังจากได้สติเขาพลันลืมตาขึ้น เขาพบว่าตนเองยังอยู่ในวิหารหลังใหญ่แต่มิได้รับบาดเจ็บอย่างใด บรรพจารย์ยุทธนิพพานยังยืนอยู่บนบันไดมองมาที่เขาอย่างนิ่งสงบ
“ทุกสิ่งเมื่อครู่คือภาพลวงตาอย่างนั้นหรือ?”
สองมือของไท่ซั่งคุนหลุนกำเป็นหมัด หน้าผากที่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบผุดพราย แม้จะเป็นภาพลวงตา แต่พลังอันน่ากลัวที่ไม่อาจพรรณนาได้ที่กดทับลงมานั้นเป็นของจริง!
“สัมผัสได้แล้วใช่หรือไม่? นี่ก็คือมหันตภัยแห่งวิถียุทธ มันจะทำให้ครอบครัวกลายเป็นศัตรู ทำให้สามพันโลกจมลงสู่สงครามอันไร้ที่สิ้นสุด สิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจทุกชนิดจะถูกมหันตภัยกระตุ้นความชั่วร้ายในจิตใจให้เพิ่มพูน ข้าเพียงปล่อยให้เป็นไปตามครรลองเท่านั้น เพราะหากโลกเทพยุทธฝืนขัดขวางรังแต่จะทำให้เกิดสงครามที่ขนาดใหญ่มากกว่าเดิม”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานอธิบายอย่างนิ่งสงบ เขากลับมีท่าทีสุขุมวางเฉยตามปกติอีกครั้ง
ไท่ซั่งคุนหลุนย้อนนึกถึงสภาวะก่อนหน้านี้ เขารู้สึกเหมือนมีมารเข้าสิงจริงๆ เขานึกหวาดกลัวย้อนหลังแล้วเงยหน้าถามว่า “นี่คือพลังแห่งกฎของสิ่งใด?”
“พลังแห่งกฎอย่างนั้นหรือ? กฎทั้งหลายเป็นเพียงภาพสะท้อนของมหามรรคา กฎที่เจ้าสัมผัสได้ล้วนเป็นกฎที่มรรคาสวรรค์เผยให้เห็น แต่ตัวมหันตภัยเป็นพลังของมรรคาสวรรค์เองจึงมิอาจจับต้องได้ ยามที่พลังสายนี้ปกคลุมทั่วห้วงอนันตสุญญตายามนั้นมหันตภัยที่แท้จริงจึงจะมาเยือน”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานกล่าวตอบ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน ไท่ซั่งคุนหลุนนิ่งเงียบ บรรพจารย์ยุทธนิพพานกลับไปนั่งสมาธิอีกครั้ง “กลับไปเถิด”
ไท่ซั่งคุนหลุนกัดฟันถามว่า “ข้าอยากรู้ว่าเหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธคือระดับขั้นใด?”
“เทวะหกตัณหาของระดับขั้นเทวะ”
“เทวะหกตัณหา…”
ไท่ซั่งคุนหลุนเอ่ยทวนนามของระดับขั้นนี้ ในดวงตามีแววตาประหลาดฉายวาบออกมา
เริ่มแรกเหตุการณ์ที่มรรคาจารย์ไปเยี่ยมเยือนโอรสสวรรค์เซวียนเตายังไม่แพร่กระจายออกไปข้างนอก กระทั่งยี่สิบปีให้หลัง โอรสสวรรค์เซวียนเตาเดินทางไปรวมสนามรบด้วยตนเองแล้วใช้ ‘ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทรสวรรค์พิภพ’ พิชิตสนามรบนั้นจนราบคาบ สร้างชื่อเสียงโด่งดังสะเทือนใต้หล้า
ผู้คนไม่น้อยในใต้หล้าจึงเริ่มสงสัยว่าค่ายกลกระบี่สุริยันจันทรสวรรค์พิภพเป็นสิ่งที่มรรคาจารย์มอบให้? เหตุการณ์นี้ทำให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งอื่นแตกตื่น แม้แต่แดนสวรรค์ก็ยังถกเถียงกัน ในสวนท้อสวรรค์ของแดนสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์กับเฉินหลี่กำลังรินสุราสนทนากัน
“ค่ายกลกระบี่สุริยันจันทรสวรรค์พิภพนั้นร้ายกาจถึงเพียงนั้นจริงหรือ?” จักรพรรดิสวรรค์ถามอย่างสงสัยใคร่รู้ เฉินหลี่ลูบหนวดเครา “ไม่ธรรมดาจริง ๆ พะยะค่ะ หากโอรสสวรรค์เซวียนเตามีพลังแข็งแกร่งมากพอจะใช้ค่ายกลกระบีนี้สยบโลกสักใบก็ไม่มีปัญหาสักนิด”
จักรพรรดิสวรรค์จิปากชื่นชมความมหัศจรรย์ของมันแล้วเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่ามรรคาจารย์จะยังคิดถึงลูกหลานของเขาอยู่”
หรือบางทีเทียนจิงอาจทำให้เขาผิดหวังแล้วก็เป็นได้
“แต่จะโทษเทียนจิงก็มิได้ สาเหตุที่เทียนจิงมิอาจรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ก็เพราะแดนสวรรค์สูบเอาขุมกำลังของเทียนจิงมา” เฉินหลี่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ การสถาปนาเทพแต่ละครั้งในรอบหนึ่งพันปีล้วนสูบเอากำลังรบชั้นยอดจำนวนมากมาจากเทียนจิงที่กำลังอยู่ในยุครุ่งเรือง ทว่าถึงจะเป็นเช่นนี้เทียนจิงก็ยังคงรักษาขุมกำลังของราชวงศ์แห่งโชคชะตาอันดับหนึ่งในใต้หล้าเอาไว้ได้ ความแข็งแกร่งที่อาณาจักรแห่งนี้สั่งสมไว้ช่างชวนให้ใต้หล้าตกตะลึง
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มตอบ “ดูท่ามรรคาจารย์จะตั้งใจสนับสนุนให้เขากลายเป็นหนึ่งในสามราชัน เช่นนี้ก็ดี เผ่ามนุษย์บนโลกคุนหลุนสมควรรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้แล้ว เช่นนี้จึงจะเผชิญหน้ากับมหันตภัยแห่งวิถียุทธได้ สนทนาเรื่องอื่นกันเถิด ระยะนี้ความขัดแย้งระหว่างผู้บำเพ็ญเซียนกับผู้ฝึกยุทธรุนแรงมากขึ้นทุกวัน แดนสวรรค์เจรจากับโลกเทพยุทธล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง สถานการณ์ดูไม่ค่อยปกติเท่าไรนัก”
เฉินหลี่ขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาทเรื่องนี้ข้าก็กำลังอยากจะพูดอยู่เช่นกัน ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าพวกเราอารมณ์ร้อนอย่างรุนแรง ควบคุมไม่ได้มากขึ้นทุกที เผลอพูดโพลงด้วยโทสะง่ายดายยิ่งนัก แม้กระทั่งเทพเซียนยังเป็นเช่นนี้มิไม่ต้องพูดถึงแดนมนุษย์ หากเกิดกับคนจำนวนน้อยก็แล้วไปเถิด แต่สถานการณ์เช่นนี้กลับขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือว่าเบื้องหลังเหตุการณ์นี้จะมีพลังอันใดขับเคลื่อนอยู่?”
“ข้ารู้สึกมาตั้งนานแล้ว แต่สถานการณ์เช่นนี้มิได้เกิดกับโลกคุนหลุนเพียงแห่งเดียว มหาพิภพนิลเหลืองวุ่นวายกว่าพวกเราเสียอีก แม้แต่เผ่าเก่าแก่ทรงอำนาจเหล่านั้นยังเปิดสงครามกัน บางทีสิ่งนี้ต่างหากที่เป็นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ พลังของภัยพิบัติช่างเหนือกว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้มากนัก”
จักรพรรดิสวรรค์ตอบอย่างนิ่งสงบ เขาวางจอกสุราลงอย่างเนิบช้าแล้วเงยหน้ามองท้องนภา
เฉินหลี่ก็จมลงในห้วงภวังค์ความคิดด้วย พวกเขารู้ว่ามหันตภัยแห่งวิถียุทธกำลังจะมาเยือน แต่ไม่ทราบว่ามันจะมาเยือนยามใด บรรยากาศกดดันเช่นนี้ช่างหนักหน่วงเป็นที่สุด
พวกเขาลวนสัมผัสได้ว่าโลกคุนหลุนไปจนถึงมหาพิภพนิลเหลืองคล้ายภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด สิ่งต่าง ๆ กำลังถูกบีบอัดกดทับ ยามใดมันระเบิดออกมาหายนะที่บังเกิดย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะจินตนาการออก
กาลเวลาไหลเร็วรี่ดุจกระสวยทอผ้า นับตั้งแต่แวะไปหาโอรสสวรรค์เซวียนเตา เจียงฉางเซิงก็เข้าสู่การปิดด่าน จนกระทั่งเขาสัมผัสพบคลื่นพลังแผ่ออกมาจากหยกโบราณ
เขาลืมตาขึ้นแล้วเรียกหยกโบราณออกมา ในเวลาเดียวกันก็นับนิ้วคำนวณเวลาไปด้วย การปิดด่านหนนี้ใช้เวลาไปแล้วสามร้อยหกสิบปี แต่เขากลับรู้สึกว่ามันเร็วยิ่งกว่าการปิดด่านครั้งไหนๆ
‘ดูท่าระดับขั้นยิ่งสูงประสาทสัมผัสรับรู้ด้านเวลาจะยิ่งเฉื่อยลง เป็นความแตกต่างของระดับขั้นสินะ’ เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้ในใจ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของโมว่จังดังออกมาจากหยกโบราณ
“มรรคาจารย์ เหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาอย่างพวกเราอีกกำลังถูกพลังปริศนาบางอย่างครอบงำอยู่ พวกข้าสอบถามผู้มิรู้ดับสลายในขอบห้วงสุญญตามาแล้ว เขาเปิดเผยความลับสวรรค์บอกพวกข้าว่ามหันตภัยมาเยือนแล้ว!” น้ำเสียงของโมว่จังเคร่งเครียดอย่างยิ่ง บังเอิญว่าไปฉีไม่อยู่ในตำหนักพอดิบพอดี มิเช่นนั้นคงกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วยแล้ว
เจียงฉางเซิงเอ่ยถามว่า “ตัวตนผู้มิรู้ดับสูญคือผู้ใด?”
“เขามีนามว่า ‘เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์’ เขาอาศัยอยู่ในขอบห้วงสุญญตามาช้านาน เป็นผู้แข็งแกร่งที่อยู่มาก่อนวิถียุทธถือกำเนิด มิตายมิรู้สูญสลาย สอดส่องความลับของสวรรค์ได้ เขาไม่เลือกฝ่าย ขอเพียงตามหาเขาพบแล้วจ่ายค่าแลกเปลี่ยนตามที่ตกลงกันก็จะได้ล่วงรู้ความลับของสวรรค์” โมว่จังอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
ที่แท้ก็เขานั่นเอง!
มูลค่าความแข็งแกร่งเท่ากับห้าสิบสองแต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ ไม่เลือกฝ่ายได้จริง ๆ นั่นแหละ สาเหตุก็เป็นเพราะเขาแข็งแกร่งมากพอ เขาไม่ต้องการคนอื่น มีแต่คนอื่นที่ต้องมาขอร้องเขา
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบห้วงสุญญตาหรือ? เทียบกับเทวะแห่งโลกเทพยุทธเป็นอย่างไร?”
โมว่จังตอบว่า “เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์แข็งแกร่งมากเพียงใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ส่วนเทวะของโลกเทพยุทธยิ่งลึกลับเข้าไปใหญ่ เทวะทั้งหลายเหมือนปล่อยวางจากสามพันโลกไปแล้ว พวกเขาแทบไม่เคยสอดมือเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องของโลกเทพยุทธเลย แล้วก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ด้วยว่าพวกเขาอยู่ที่ใด ข้าเคยสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธแล้วก็เคยหวาดกลัวพวกเขา แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่เคยพบเทวะเหล่านั้นมาก่อน”
เจียงฉางเซิงฟังจบก็สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเหล่าเทวะแห่งโลกเทพยุทธมากกว่าเดิม ตัวตนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่ใดกันแน่? แล้วเทวะที่แข็งแกร่งที่สุดแข็งแกร่งมากเพียงใด?
จู่ ๆ เขาก็นึกถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากภาพมายาอนาคตคราก่อน ‘แดนสวรรค์ยุคโบราณเหินขึ้นสู่ฟ้าไปจากสามพันโลก’ แล้วหรือว่าจะยังมีดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลอยู่อีกแห่งหนึ่ง? น่าจะไม่ใช่ หากโลกเทพยุทธเดินทางไปสู่ดินแดนที่ระดับขั้นสูงกว่านี้ได้ โลกเทพยุทธก็คงไม่ต้องมากังวลเกี่ยวกับมหันตภัยแห่งวิถียุทธเช่นนี้แล้ว
“มรรคาจารย์ มหันตภัยช่างแปลกพิสดารนัก ท่านมีสิ่งใดที่หลงลืมไปหรือไม่?” โมว่จังเปลี่ยนมาถามเรื่องอื่น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ก็มีอยู่จริง ๆ มิใช่เพียงข้าคนเดียวหรือ?”
“ไม่ใช่นะ พวกผู้สืบทอดมหามรรคาอย่างพวกข้าก็ล้วนรู้สึกว่าตนเองลืมเลือนสิ่งใดไปเช่นกัน นี่หมายความว่ามีพลังที่เหนือจินตนาการของพวกเรากำลังรุกรานมาครอบงำพวกเราอยู่ พวกเรามาพบหน้ากันสักหนเถิด มาปรึกษาหารือมาตรการรับมือมหันตภัยแห่งวิถียุทธรวมกันสักหน่อย”
โมว่จังเอ่ยเสียงเคร่งขรึม เรื่องนี้กวนใจพวกเขามาหลายร้อยปี ทำให้พวกเขาจิตใจไม่สงบมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจนัดรวมตัวกันอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ตอบตกลง โมว่จังไม่พูดอะไรมากอีกเขาตัดการติดต่อไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงยอมไม่เดินทางไปด้วยตนเอง แต่สร้างร่างแยกรางหนึ่งแล้วให้ร่างแยกนำหยกโบราณไป หลังจากร่างแยกจากไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็ยังไม่เริ่มฝึกบำเพ็ญทันที เขานั่งครุ่นคิดอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา
สิ่งที่เขาครุ่นคิดไม่ใช่ ‘อาการหลงลืม’ ที่โมว่จังพูดถึง เพราะเรื่องนั้นเป็นฝีมือของเขาเอง สิ่งที่เขาครุ่นคิดก็คือพลังปริศนาอันแปลกประหลาดอีกสายหนึ่ง พลังสายนี้แผ่ปกคลุมไปทั่วโลกคุนหลุนแล้ว
“ทำให้สรรพชีวิตอารมณ์รุนแรง แม้แต่จิตใจของข้าก็มิอาจสงบได้อย่างสมบูรณ์ นี่มันพลังอันใดกันแน่?”
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาค้นพบว่าตนเองประเมินพลังของมหันตภัยแห่งวิถียุทธต่ำเกินไป บางที ‘เทพแห่งหยินหยาง’ อาจเป็นเพียงห่วงโซ่ห่วงหนึ่งของมหันตภัยแห่งวิถียุทธเท่านั้น มิใช่ผู้บงการหลักของมหันตภัยแห่งวิถียุทธ
เขาเริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่สำรวจได้อีกครั้ง
แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ 185 แต้มที่ปรากฏหมายถึงตัวเขาเอง ช่วงเวลาที่ผ่านมามูลค่าของเขาได้แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์เพิ่มมาสองแต้มแล้ว พอทราบว่าผู้แข็งแกร่งอันดับสองในขอบเขตที่สำรวจได้มีมูลค่าเท่ากับแต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ 52 แต้ม เขาก็เดาว่าเป็นเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์คนนั้น ส่วนผู้แข็งแกร่งลำดับสามมีมูลค่าถึง 35 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์!
เขาพยากรณ์ดูมูลค่าของบรรพจารย์ยุทธนิพพานแล้วพบว่ามันยังไม่เปลี่ยน ส่วนเทพแห่งหยินหยางคำนวณไม่ได้
นี่หมายความว่ามีผู้แข็งแกร่งคนใหม่หวนกลับมาอีกแล้ว!