ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 482 ราชันผู้ครองชะตา
โอรสสวรรค์เซวียนเตาเห็นเจียงฉางเซิงแวบแรกก็นิ่งอึ้ง เขารีบสาวเท้าเข้ามาในศาลาหินแล้วคุกเข่าโขกศีรษะคำนับเสียงดังสามหนติดกันเบื้องหน้าเจียงฉางเซิงทันที
“ทายาทขอคารวะท่านบรรพบุรุษ!”
โอรสสวรรค์เซวียนเตากล่าวทักทายอย่างตื่นเต้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะเหลือบสายตาขึ้นไปมองเจียงฉางเซิง ตอนที่ไปฉีมาหาเขาด้วยตนเองเขาก็เดาได้แล้วว่าคงมีผู้ยิ่งใหญ่บนสวรรค์สักคนมาเยือน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นมรรคาจารย์ เขาไม่เคยพบมรรคาจารย์มาก่อน แต่อีกฝ่ายหน้าตาละม้ายคล้ายบิดาของเขาอย่างยิ่ง แล้วเมื่ออีกฝ่ายสั่งให้ไปฉีมาตามเขาด้วยตนเองได้ เขาจึงเดาได้ในพริบตาว่าอีกฝ่ายคือมรรคาจารย์ ว่ากันว่าบิดาของเขาเป็นคนสกุลเจียงที่คล้ายมรรคาจารย์ที่สุด
“ลุกขึ้นเถิด”
เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเบา ไปฉีไม่เดินไปนั่งแต่เดินมายืนด้านหลังเขา โอรสสวรรค์เซวียนเตาลุกขึ้น เขามองใบหน้าอ่อนเยาว์ของบรรพบุรุษแล้วเกิดความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ เขารู้สึกราวกับตนเองตกอยู่ในห้วงฝัน หลังจากสติปัญญากลับมาทำงานอีกครั้งเขาก็เริ่มหวาดหวั่น ท่านบรรพบุรุษมาตามหาเขาด้วยเหตุใดกัน?
หรือว่ามหาศึกสถาปนาเทพจะยืดเยื้อนานเกินไป? นับตั้งแต่เขาเริ่มสงครามเทียนจิงก็แผ่ขยายดินแดนอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาก็ยังห่างไกลจากการรวมเผ่ามนุษย์เป็นหนึ่ง ห่างไกลอีกมากเหลือเกินจนทำให้เขารู้สึกไร้สิ้นพละกำลัง
เมื่อท่านบรรพบุรุษมาพบเขาในเวลานี้ เขาจึงนึกได้แต่สถานการณ์เลวร้ายต่าง ๆ นานา ไปฉีหยิบน้ำชากาหนึ่งกับถ้วยชาออกมารินให้เจียงฉางเซิง เขาไม่ดื่มมันแต่ยื่นให้โอรสสวรรค์เซวียนเตาด้วยมือตนเอง โอรสสวรรค์เซวียนเตาผู้เป็นฮ่องเต้มาแล้วหนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าปีคนนี้รับถ้วยน้ำชามาอย่างระมัดระวัง หัวใจของเขาเต้นตุ่ม ๆ ต่อม ๆ โอรสสวรรค์เซวียนเตาประคองถ้วยชาไว้ระหว่างสองมือแต่ไม่กล้าดื่ม ยามเผชิญหน้ากับเจียงฉางเซิงเขากระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าปรารถนาจะเป็นสามราชันหรือ?”
จู่ ๆ เจียงฉางเซิงก็เอ่ยถาม โอรสสวรรค์เซวียนเตาได้ยินคำนี้ก็มือไม้สั่น ส่วนไปฉีทำหน้าสนใจ
โอรสสวรรค์เซวียนเตาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ผูเยาว์มีเป้าหมายนี้อยู่จริง ๆ”
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มแล้วถามว่า “ด้วยพลังของเจ้า เจ้าคิดว่าอีกนานเท่าใดจึงจะทำสำเร็จ?”
โอรสสวรรค์เซวียนเตาเงียบงัน ในหัวใจรู้สึกขมขื่น
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อว่า “วิถีเซียนเผยแพร่ไปทั่วใต้หล้าแล้ว มิหนำซ้ำเทียนจิงก็ผ่านการสถาปนาเทพมาหลายหน ข้อได้เปรียบของเทียนจิงไม่นับว่ามากมายนัก มันไม่มากพอจะรวมใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ ข้าลองพยากรณ์ดูแล้ว หากไม่มีโชคชะตาฟ้าเสริมส่ง เจ้าต้องใช้เวลาราวแปดหมื่นเก้าพันปีจึงจะรวมโลกคุนหลุนให้เป็นหนึ่งเดียวได้”
ได้ยินดังนี้โอรสสวรรค์เซวียนเตาก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง สีหน้าซีดเผือดไปอีก ฟังแล้วก็หันไปมองเขาด้วยสายตาเห็นใจ แปดหมื่นเก้าพันปีนานพอให้ลูกหลานกี่รุ่นขึ้นไปอยู่บนแดนสวรรค์? เขาจะอดทนไปจนถึงตอนนั้นได้หรือ?
“ความจริงแล้วข้าไม่สนใจนักหรอกว่าผู้ใดจะเป็นราชันนภา หากทำหน้าที่ไม่ดีก็แค่เปลี่ยนคนใหม่ เทียบกับราชันนภาแล้ว ข้าเป็นห่วงสกุลเจียงมากกว่า”
เจียงฉางเซิงจับจ้องโอรสสวรรค์เซวียนเตาพร้อมกับเอ่ยอย่างเนิบช้า คำพูดท่อนนี้ทำให้โอรสสวรรค์เซวียนเตาฉงนงงงวย ไปฉีก็ประหลาดใจเช่นกัน นายท่านลงมายังโลกเบื้องล่างเพื่อสกุลเจียงหรอกหรือ? สกุลเจียงเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?
เจียงฉางเซิงเอ่ยต่อ “ตำแหน่งโอรสสวรรค์ย่อมมีการผลัดเปลี่ยน ช้าเร็วเจ้าก็ต้องไปจากแดนมนุษย์ ดังนั้นข้ามิสนใจว่าเจ้าจะรวมเผ่ามนุษย์ให้เป็นหนึ่งได้หรือไม่ แต่ข้าสนใจสกุลเจียง ข้าไม่เพียงหวังว่าสกุลเจียงจะอยู่ดี แต่ยังหวังว่าสกุลเจียงจะไม่กระทำสิ่งผิดด้วย ในฐานะทายาทของข้า สถานะของสกุลเจียงจึงสูงส่งอย่างยากจะเลี่ยง พูดให้ชัดเจนยิ่งกว่านั้นก็คือ พวกเจ้าปกครองดูแลทั้งสามภพแทนข้าได้ เสพสุขกับอำนาจอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ความคาดหวังที่ข้ามีต่อสกุลเจียงย่อมสูงตาม”
โอรสสวรรค์เซวียนเตาเหงื่อไหลโชก หรือว่าพวกเชื้อพระวงศ์ไปก่อเรื่องอะไรมา? องค์ชายกับอ๋องของสกุลเจียงมีมากมายขนาดนั้น หากสืบดูจริง ๆ ย่อมมีพวกชั่วช้าทำเรื่องเลวทรามอยู่แน่ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของมวลมนุษย์ เสพสุขกับอำนาจที่สรรพชีวิตยากจะเอื้อมถึง ความปรารถนาของพวกเขาย่อมเป็นสิ่งที่คนทั่วไปยากจะจินตนาการถึงเช่นกัน
โอรสสวรรค์เซวียนเตายิ่งคิดก็ยิ่งหวาดกลัวในใจ ถึงขั้นเกิดจิตสังหาร เจ้าตัวน่าตายพวกนั้นไปทำเรื่องหนักหนาเกินทนฉันใดจนท่านบรรพบุรุษต้องหันมาสนใจอย่างนั้นหรือ?
“ข้าจะมอบพลังที่จะทำให้เจ้ากลายเป็นราชันนภา หน้าที่ต่อจากนี้ของเจ้าคือควบคุมสอดส่องสกุลเจียงตราบจนชั่วนิรันดร์ ส่วนเรื่องของเผ่ามนุษย์เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจ”
เจียงฉางเซิงจ้องโอรสสวรรค์เซวียนเตาระหว่างที่เอ่ยคำพูดนี้ ยามนี้สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจริงจังอย่างยิ่ง ระดับขั้นบำเพ็ญอย่างเขาต่อให้แผ่พลังออกมากดดันเพียงเสี้ยวเดียวก็มากพอทำให้โอรสสวรรค์เซวียนเตาพังทลายแล้ว
เวลานี้โอรสสวรรค์เซวียนเตารู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก เขาไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน เขาไม่สงสัยสักนิดว่าสายตาของท่านบรรพบุรุษสังหารคนได้ แล้วยังเป็นการตายชนิดที่ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกต่อไปด้วย!
“จงจำไว้ตราบชั่วนิรันดร์ หากในอนาคตสกุลเจียงมีลูกหลานสารเลวทำให้คนในตระกูลเข่นฆ่ากันเองหรือก่อเภทภัยให้สรรพชีวิตขึ้นมา ความรับผิดชอบของเจ้าจะหนักหนาที่สุด นี่คือสิ่งแลกเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่ของการกลายเป็นราชันนภา ข้าทำให้เจ้ากลายเป็นราชันนภาได้ ก็ริบตำแหน่งราชันนภาจากเจ้าได้เช่นกัน”
เจียงฉางเซิงเอ่ยเสียงเย็นชา การจัดการเรื่องนี้มิอาจเห็นแก่สายสัมพันธ์ทางสายเลือด
“เจ้าจงคิดให้ดีว่าจะรับหรือไม่?”
เจียงฉางเซิงกล่าวจบก็ยกมือขวาขึ้นมา ไปฉีหยิบถ้วยน้ำชาอีกใบหนึ่งมารินชาให้เขาอย่างรู้ความก่อนจะวางลงบนมือของเขา
ความคิดของโอรสสวรรค์เซวียนเตาตบตีกัน เขาไม่ใจร้อนตอบตกลงทันทีเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับสกุลเจียงทั้งหมด มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนมากเกินไป
แต่เขาเข้าใจดีว่าอาศัยเพียงตัวเขาคนเดียวแทบไม่มีทางรวมเผ่ามนุษย์ของโลกคุนหลุนให้เป็นหนึ่งได้ กาลเวลาแปดหมื่นเก้าพันปีที่ท่านบรรพบุรุษกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาหากสถานการณ์ราบรื่นเท่านั้น เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะอดทนถึงยามนั้นได้หรือไม่?
ผ่านไปครู่หนึ่ง โอรสสวรรค์เซวียนเตาก็ถอยหลังออกมาก้าวหนึ่งแล้วคุกเข่าโขกหน้าผากกับพื้นอีกครั้ง เขาเอ่ยเสียงขึงขัง “ทายาทผู้นียินดีน้อมรับภาระหน้าที่ของราชันนภา หากสกุลเจียงทำผิดต่อพระคุณของท่านบรรพบุรุษ ข้ายินดียอมรับโทษทัณฑ์ทุกประการ!”
ไปฉีมองภาพนี้แล้วรู้สึกว่านี่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ เมื่อกาลเวลาผันผ่านไปเนิ่นนานหลังจากนี้จะต้องมีผู้คนมากมายสงสัยใคร่รู้เรื่องนี้เป็นแน่
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้น กระบี่น้อยเล่มแล้วเล่มเล่าร่วงกราวลงบนโต๊ะเกิดเป็นเสียงใสกังวาน
“เงยหน้าขึ้น”
เมื่อได้ยินเสียงของท่านบรรพบุรุษ โอรสสวรรค์เซวียนเตาก็เงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เป็นจังหวะพอดีกับที่นิ้วชี้มือขวาของท่านบรรพบุรุษจิ้มลงมา แสงเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งเข้าไปในหน้าผากของเขา ทำให้เขาตกอยู่ในภวังค์นิ่งงันไปทั้งตัว
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะกลับไปก่อน” ไปฉีได้ยินก็รีบบอกว่า “ข้าก็จะกลับไปด้วย”
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อพานางกลับไปยังตำหนักเมฆาม่วงด้วยกัน ไปฉีเห็นเจียงฉางเซิงนั่งลงบนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาอีกครั้งก็ขยับเข้ามาถามว่า “นายท่าน สกุลเจียงเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
“แค่ป้องกันภัยที่ยังไม่เกิดเท่านั้น” เจียงฉางเซิงตอบ จากนั้นก็หลับตาลง ความจริงเขาเองก็สงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งว่าหลังจากเขาทาเช่นนี้แล้ว อนาคตจะยังเป็นอนาคตที่เขาเคยเห็นอยู่อีกหรือไม่? หากไม่ใชยอมพิสูจน์ว่าอนาคตนั้นเป็นเพียงบททดสอบที่มรรคาสวรรค์ทดสอบเขา
แต่หากใช่เช่นนั้น เจียงฉางเซิงก็คงต้องทอดถอนใจกับความน่ากลัวของโชคชะตา
โอรสสวรรค์เซวียนเตาเป็นทั้งมาตรการควบคุมสกุลเจียงของเขาแล้วก็เป็นการทดสอบโชคชะตาอย่างหนึ่งด้วย
“นายท่าน กระบี่เหล่านั้นคือสมบัติอาคมอันใดหรือ?” ไปฉีเปลี่ยนมาถามเรื่องอื่น ดวงตาของนางกลอกกลิ้งลอกแลก สิ่งที่คิดอยู่ในใจเผยมาอยู่บนใบหน้าเสียหมด
เจียงฉางเซิงเหลือบมองแล้วเอ่ยว่า “หากเจ้าสร้างจอมปราชญ์สักคนให้โลกคุนหลุนได้ ข้าจะยกยอดของวิเศษที่เหนือกว่าคันฉ่องฟ้าดินให้เจ้าหนึ่งชิ้น”
ไปฉีเบิกดวงเนตรงามจนกลมโตแล้วรีบถามว่า “สิ่งใดคือจอมปราชญ์เจ้าคะ? คนอย่างนักปราชญ์อย่างนั้นหรือ?”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างแฝงความนัย “คนผู้นั้นคือผู้มีบุญบารมีใหญ่หลวงต่อทั้งโลกและวิถีเซียน อิทธิพลของฉีหยวนอยู่แค่ในเผ่ามนุษย์เท่านั้น แต่ยามจอมปราชญ์ปรากฏตัว สรรพชีวิตทั้งหลายล้วนยอมรับว่าเขาคือจอมปราชญ์”
กล่าวจบเจียงฉางเซิงก็หลับตา ไปฉีเดินไปหยุดตรงหน้าไป๋หลงแล้วเริ่มขบคิดพิจารณาคำพูดของเจียงฉางเซิง ยาม ‘จอมปราชญ์ปรากฏตัว สรรพชีวิตทั้งหลายล้วนยอมรับว่าเขาคือจอมปราชญ์’… นี่ไม่ใช่ ‘นายท่าน’ หรอกหรือ? แล้วนางจะไปหามรรคาจารย์คนที่สองมาได้อย่างไรกัน? จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า!
ไปฉีสับสนแต่ในใจกลับยังคงครุ่นคิดอยู่นางไม่อยากยอมแพ้ หากได้ยอดของวิเศษที่เหนือกว่าคันฉ่องฟ้าดินมาครองจริงๆ ดูสิว่าผู้ใดยังจะกล้าหัวเราะเยาะนางว่าอ่อนแอ!
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วนึกถึงเจียงสวิน เริ่มแรกเขาเพียงเวทนาเจียงสวินเท่านั้น แต่ก่อนจากมา พรสวรรค์ที่เจียงสวินแสดงออกมาให้เห็นทำให้เขาทึ่ง เวลาเพียงสิบห้าปีนอกจากฝึกเคล็ดวิชามหามรรคาปราณทองคำ วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง วิชาเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี วิชาทาบฟ้าเทียมพสุธาต่าง ๆ เหล่านี้สำเร็จแล้ว เขายังใช้ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาได้อีกด้วย สติปัญญาระดับนี้นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา มีลูกหลานเช่นนี้ยากที่เขาจะไม่ภาคภูมิใจ
“จู่ ๆ อนาคตเป็นเรื่องจริง เจียงสวินข้าก็ตั้งตารอคอยที่จะพบเจอเจ้ายิ่งนัก” เจียงฉางเซิงยกมุมปากโค้ง หัวใจเปลี่ยนมาเปี่ยมด้วยความชื่นบาน กาลเวลาช่างน่าสนใจเสียจริง แม้มันจะทำให้คนวิตกหวาดหวั่นอย่างที่สุดแต่มันก็เต็มไปด้วยจินตนาการเช่นกัน การพบพานกับเจียงสวินหนนี้ทำให้เขาตั้งตารอคอยอนาคตอย่างเต็มเปี่ยม แต่ขณะเดียวกันก็ยังคอยระวัง เขาตั้งตารอคอยอนาคตได้แต่มิอาจเชื่ออนาคตที่ตนเองเห็นมาได้ เพราะเมื่อเชื่อขึ้นมาแล้วยอมเผลอปล่อยปละละเลยได้อย่างง่ายดาย
บางทีอาจเอาแต่เฝ้ารอให้เป็นเช่นนั้น
ระดับขั้นจักรพรรดิเซียนปรากฏแล้ว แม้แต่เจ้าเด็กเจียงเสวียนเหนียนคนนั้นยังกลายเป็นจักรพรรดิเซียนได้ ข้าเองก็จะหยุดนิ่งไม่ได้เช่นกัน ข้าต้องคอยทำตัวเป็นตัวอย่างให้ลูกหลานสืบไป
เจียงฉางเซิงคิดเช่นนี้
ณ โลกใบหลักของโลกเทพยุทธ
ไท่ซั่งคุนหลุนก้าวเดินอยู่ในวิหารหลังใหญ่ สีหน้าของเขาถมึงทึงเมื่อเดินมาถึงหน้าขั้นบันได เขาก็เงยหน้ามองร่างที่นั่งสมาธิอยู่ด้านบน
“บรรพจารย์ยุทธ ในเมื่อท่านกุมอำนาจอยู่ เหตุใดจึงไม่สนใจปกครองโลกเทพยุทธดูแลสามพันโลกเล่า?” ไท่ซั่งคุนหลุนถามเสียงเข้ม น้ำเสียงยากจะปกปิดโทสะ
บรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่ตอบ
“ยามนี้เผ่าทั้งหลายต่างเปิดศึก สำนักทั้งหลายเข่นฆ่ากันโหดเหี้ยมเสียยิ่งกว่าก่อนยุคแห่งหมื่นวิถี โลกเทพยุทธไม่ได้รับคำสั่งของท่านจึงมิกล้าเคลื่อนไหว มหามรรคาแต่ละสายโอหังเหิมเกริมขึ้นเรื่อยๆ บรรพจารย์ยุทธท่านผลักดันยุคแห่งหมื่นวิถีเพื่อสิ่งใดกันแน่?”
ไท่ซั่งคุนหลุนจี้ถาม เมื่อเห็นบรรพจารย์ยุทธไม่ตอบเขาก็ระเบิดโทสะออกมาจนวิหารหลังโตสั่นไหว
“ข้าเริ่มยุคแห่งหมื่นวิถีก็เพื่อเตรียมตัวรับมือมหันตภัยแห่งวิถียุทธ ข้าไม่สนใจสถานการณ์ในปัจจุบันก็เพราะมหันตภัยแห่งวิถียุทธเช่นกัน” บรรพจารย์ยุทธเอ่ยอย่างเนิบช้า
ไท่ซั่งคุนหลุนฟังแล้วได้แต่ขมวดคิ้ว ไท่ซั่งคุนหลุนกำลังจะเอ่ยถามต่อแต่แล้วเขาก็ได้ยินบรรพจารย์ยุทธเอ่ยต่อว่า “มหันตภัยแห่งวิถียุทธร้ายกาจกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้ วิถียุทธต้องปรองดองกับขุมพลังทั้งมวล ส่วนที่ข้าปล่อยให้พวกเขาเข่นฆ่ากันตามใจก็เพราะหวังว่าสิ่งนี้จะผลักดันให้เกิดผู้แข็งแกร่งมากขึ้น ในท้ายที่สุดมหันตภัยยอมคร่าชีวิตผู้อ่อนแอนับไม่ถ้วนไปอยู่ดี แทนที่จะให้พวกเขาตายในมหันตภัยมิสู้ให้ทำคุณประโยชน์เพื่อจบมหันตภัยดีกว่าหรือ?”
“แล้วอีกอย่าง มหันตภัยก็มาถึงแล้ว ทุกสิ่งที่เจ้าเห็นล้วนเป็นอิทธิพลของมหันตภัย แต่ไหนแต่ไรมหันตภัยก็มิใช่การเผชิญหน้าระหว่างสรรพชีวิตกับเหล่าอสุรกาย แต่มหันตภัยคือหายนะระหว่างสรรพชีวิตทั้งหลายด้วย!”
พูดถึงท่อนสุดท้าย พลังอันน่าหวาดกลัวของบรรพจารย์ยุทธนิพพานก็แผ่ออกมากดดันไท่ซั่งคุนหลุน ไท่ซั่งคุนหลุนตระหนกจนหน้าถอดสี
บรรพจารย์ยุทธนิพพานลุกขึ้นยืน เขาก้มมองไท่ซั่งคุนหลุนจากเบื้องบนแล้วเอ่ยว่า “อย่าบังอาจมากเกินไปนัก จิตใจของเจ้าออกห่างจากความยำเกรงวิถียุทธแล้ว ข้าให้เจ้าไปเปิดรับพลังที่แตกต่างก็เพราะหวังว่าเจ้าจะเปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นวิถียุทธที่แข็งแกร่งขึ้น มิใช่ให้เจ้ามาคลางแคลงในวิถี”
ไท่ซั่งคุนหลุนกัดฟันกรอดเอ่ยว่า “พลังก็คือพลัง ไยต้องยึดติดกับวิถีใดวิถีหนึ่ง? ยิ่งไปกว่านั้นการมีอยู่ของมหันตภัยมิใช่หมายความว่าสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีจุดจบหรือไร? การกระทำของท่านมิใช่กำลังทำลายวิถียุทธอยู่หรือ? ต่อให้ดูเหมือนทำเพื่อรับมือหายนะก็จริง แต่ท่านจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่านี่มิใช่การให้โอกาสมหามรรคาอื่นมาแทนที่วิถียุทธ? ในสายตาข้าวิถียุทธเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดตั้งนานแล้ว มิใช่เพราะวิถียุทธไม่ได้ความ แต่เพราะความรู้สึกของสรรพชีวิต พวกเขารู้สึกว่าหากปรารถนาจะสร้างยุคสมัยใหม่มีแต่ต้องทำใหวิถียุทธหายไปพร้อมกับความแค้นของสรรพชีวิตเท่านั้น สรรพชีวิตจากหมื่นวิถีจึงจะได้ต้อนรับการมาเยือนของยุคทองอันสงบสุข!”