ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 481 เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค หวนกลับมาตุภูมิ
- Home
- ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
- ตอนที่ 481 เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค หวนกลับมาตุภูมิ
แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ 183 ล้านล้าน!
โคลงใจแล้ว!
เจียงฉางเซิงรู้สึกเปรมปรีดิ์ไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ พลังระดับนี้บรรลุเป้าหมายความแข็งแกร่งที่เขาหวังไว้แล้ว ยิ่งระดับขั้นสูงมูลค่าความแข็งแกร่งที่ทบทวีเพิ่มก็ยิ่งน้อย แต่ความห่างชั้นระหว่างแต่ละระดับขั้นกลับยิ่งห่างกัน มูลค่าของขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ต่อให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่า ก็ยังน้อยกว่ามูลค่าของขั้นเบิกเนตรอัครยุทธที่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่ง แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์หนึ่งแต้มก็มีค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นล้านล้านแต้มเซียนไหวแล้ว
“ข้าอยากรู้ว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่สำรวจได้แข็งแกร่งมากเท่าใด”
[ต้องการใช้แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ 183 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่?]
เจียงฉางเซิงวางใจยิ่งกว่าเดิมแล้ว ถึงเขาจะยังก้าวไปไม่ถึงจุดที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแท้จริงก็ตาม ที่ลองดูอย่างวิถีเซียนในอดีตสิ พวกเขามีผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเจียงฉางเซิงมากให้เห็นอยู่ทนโท่ แต่ไม่ว่าอย่างไรวิถีเซียนก็สิ้นสูญไปแล้ว ถึงนั่นจะหมายความว่ามีตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าวิถีเซียนอยู่ก็ตาม
แต่อย่างน้อยในสภาพแวดล้อมรอบตัวเขาก็ไม่มีใครต่อกรกับเขาได้แล้ว สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยกว่าเดิม ห้วงอนันตสุญญตากว้างใหญ่มากเพียงใดมิมีผู้ใดล่วงรู้ ขอบห้วงสุญญตากว้างใหญ่เพียงใดก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เช่นเดียวกัน บางทีพ้นไปจากขอบห้วงสุญญตาอาจยังมีมิติแห่งอื่นอยู่อีกก็เป็นได้ เจียงฉางเซิงตั้งข้อสันนิษฐานไว้หลายประการเพื่อเตือนตัวเองไม่ให้ประมาทเลินเล่อ
“ระดับขั้นของข้าในตอนนี้สมควรเรียกว่าอะไรดี?”
เจียงฉางเซิงเปลี่ยนมาขบคิดเรื่องนี้ วิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสองถูกเขากำหนดให้เรียกว่า ‘ขั้นเอกเทวะ’ ถ้าเช่นนั้นขั้นสิบสามเล่า?
เมื่อวิถีเซียนแข็งแกร่งขึ้นช้าเร็วยอมมีผู้บำเพ็ญเซียนก้าวมาถึงระดับขั้นนี้ แทนที่จะให้ผู้ศรัทธาเป็นคนตั้งนาม มิสู้ให้เขาตั้งนามของระดับขั้นเองดีกว่าหรือ? หลังจากมาถึงขั้นสิบสามแม้จะเกิดการเปลี่ยนสภาพ แต่ผลมรรคาก็ยังนับว่าเป็นผลมรรคาเอกเทวะ เพียงแต่มันแข็งแกร่งขึ้นมาก มันยังห่างไกลจากผลมรรคาชั้นพรหมจรรย์ลับมหัศจรรย์ที่เขาเคยได้ยินมาระหว่างการฟังเทศนา
นอกจากพลังอาคมที่ผสานกับพลังแห่งกฎได้ เขาก็รู้สึกว่าสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมมากที่สุดก็คือความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณที่เปลี่ยนไป มันเรียกได้ว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว มันไม่อ่อนแอเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกแล้ว จักรพรรดิยุทธกายเนื้อมีเลื่อมสลาย ยามนี้ดวงวิญญาณยากจะเสื่อมสลาย มิสู้เรียกว่า ‘จักรพรรดิเซียน’ ก็แล้วกัน
เจียงฉางเซิงคิดอยู่อย่างเงียบ ๆ เขานึกถึงขั้นจักรพรรดิเซียนที่เจียงสวินเคยเล่าให้ฟัง พอคำนี้ผุดออกมาในใจเขาก็เห็นด้วยอย่างรวดเร็ว
แต่ระดับขั้นนี้เนื้อในไม่แตกต่างจากขั้นเอกเทวะ มิสู้ให้มีชื่อเต็มชื่อว่า ‘เซียนทองเอกเทวะ’ แล้วใช้คำเรียกขานเป็นจักรพรรดิเซียนดีกว่า!
ก่อนหน้านี้ขั้นเซียนทองเอกเทวะคงแบ่งเป็นระดับขั้นย่อยได้อีกจำนวนหนึ่ง เพราะสรรพชีวิตทั้งหลายไม่ได้ฝึกบำเพ็ญวิชามรรคาธรรมชาติเหมือนเขา ขั้นย่อยระหว่างทางก็ยกให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายเป็นคนบุกเบิกกันเอาเองก็แล้วกัน นับว่าเหลือพื้นที่ให้พวกเขาสร้างความดีความชอบรับบุญบารมี
เจียงฉางเซิงผู้แย้มยิ้มที่มุมปาก หลังจากนั้นจึงเริ่มรับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับ ‘เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค’ สมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์ที่ได้จากการผ่านด่านเคราะห์หนก่อนคือป้ายวิถีเซียนพิภพ มันช่วยให้เขาก่อตั้งวิถีเซียนได้แล้ว เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรคนีจะเป็นสุดยอดของวิเศษเช่นไรกันนะ? ความทรงจ๋ามหาศาลไหลทะลักเข้ามาในสมองของเจียงฉางเซิง ด้วยระดับขั้นของเขาในตอนนี้ทำให้ไม่นานก็รับความทรงจำเหล่านี้ได้อยางรวดเร็ว
เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรคเป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรค์มีทั้งหมดเจ็ดสิบสองเม็ด มันถือกำเนิดมาจากปราณแห่งมรรคาสวรรค์ยามมรรคาสวรรค์ก่อกำเนิดผสานกับพลังแห่งกฎที่แตกต่างกันเจ็ดสิบสองชนิด ทำให้มันมีพลังพอที่จะทำลายกฎแห่งมรรคาสวรรค์ได้ ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเรียกขานว่ามุกทลายสวรรค์
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เขาเรียกเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ออกมา ไข่มุกสีม่วงเม็ดแล้วเม็ดเล่าปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ พวกมันลอยวนกันเป็นลำดับ แต่ละเม็ดขนาดเท่าซีฟัน เขาเริ่มทลายเขตอาคมบนเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ หลังจากทำมันยอมรับเป็นเจ้านายสำเร็จ เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ก็เปลี่ยนขนาดได้ดังใจมันขยายขนาดจนใหญ่เท่าแผ่นฟ้าก็ได้
มู่หลิงลั่วกับไปฉียังหลอมโอสถกันอยู่แต่ความสนใจของพวกนางล้วนอยู่ที่ตัวเจียงฉางเซิง
พวกนางดูเหมือนจะเชื่อคำพูดของเจียงฉางเซิงก็จริง แต่สัญชาตญาณของพวกนางกลับร้องบอกว่าต้องมีเรื่องอื่นซ่อนอยู่อีกแน่
แต่จะเป็นเรื่องอะไรกันเล่า? เรื่องใดกันที่ทำให้ร่างจริงของเจียงฉางเซิงต้องออกไปข้างนอกตั้งยี่สิบปี?
หลังจากจอมเทพปีหลิวถูกเนรเทศ มหาพิภพนิลเหลืองก็กลับคืนสู่ความสงบสุข เผ่าอวิยกทัพกลับมาอีกครั้ง พวกเขาเปิดฉากสงครามกับแดนสวรรค์ ส่วนมหาศึกสถาปนาเทพบนแดนมนุษย์ในโลกคุนหลุนก็ยังดำเนินต่อไป ตอนนี้มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาเจ็ดแห่งที่แย่งชิงความเป็นใหญ่กันอยู่ แน่นอนว่าเทียนจิงยอมเป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุด แต่พวกเขาก็ยังไม่ทิ้งระยะห่างจากคู่ต่อสู้เท่าไรนัก
ภายในของโลกคุนหลุนเกิดสงครามไม่เลิกรา เฉกเช่นเดียวกับมหาพิภพนิลเหลือง
เมื่อวิถีฝึกบำเพ็ญต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาในสามพันโลก ยอดอัจฉริยะก็ผงาดขึ้นมามากกว่าเดิม บางคนจิตใจทะเยอทะยานหมายฉวยโอกาสนี้ก่อตั้งขุมอำนาจตระกูลใหญ่ แต่ละฝ่ายต่างรุกรานซึ่งกันและกันเพื่อแย่งชิงเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญรวมไปถึงทรัพยากร แต่เทียบกันแล้วฝั่งของโลกเทพยุทธไม่จัดการอะไรกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น บรรยากาศอันบอกไม่ถูกสายหนึ่งแผ่ปกคลุมไปทั่วห้วงอนันตสุญญตา กว่าจะทำให้เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ยอมสยบได้ กินเวลายาวนานกว่าที่เจียงฉางเซิงคิดเอาไว้มาก เขาใช้เวลาไปถึงหกสิบปี
เวลานี้เขากำลังนอนเอนหลังพิงบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาอยู่ มือขวาขยับเล่นเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ บังคับให้เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรคลอยวนเวียนเร็วรี่อยู่กลางฝ่ามือ พวกมันเปลี่ยนเส้นทางโคจรไม่หยุดดูคล้ายทะเลดาวในจักรวาลที่กำลังโคจรเพิ่มความเร็ว
ไปฉีโผล่หัวออกมาจากตรงพนักแขนของบัลลังก์เทพ ดวงตากลมโตจับจ้องเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“นายท่าน สิ่งนี้คือของวิเศษอันใด? แค่ท่านติดตรามันก็ใช้เวลาตั้งหลายปีขนาดนี้แล้ว…”
ไปฉีถามอย่างระมัดระวัง นางเองก็มีสมบัติอาคมเช่นกัน นางจึงรู้จักขั้นตอนการทำให้สมบัติอาคมยอมรับเป็นเจ้าของดี แต่นายท่านมีพลังระดับนั้นแล้วแท้ ๆ กลับยังต้องใช้เวลาตั้งหกสิบปีทำให้สมบัติอาคมชิ้นนี้ยอมรับ นางจึงตกตะลึงอย่างยิ่ง มันคงไม่ใช่สุดยอดของวิเศษที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน คันฉ่องฟ้าดิน ระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรึงวิสุทธิ์กับดาบตบินสะบั้นเซียนหรอกนะ?
เทพเซียนทุกองค์ในแดนสวรรค์ล้วนหลอมสมบัติอาคมเป็น แต่ไม่มีผู้ใดสร้างสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งกว่าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาได้ อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มี
ไปฉีจ้องเจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์ตาเป็นประกาย มันเกือบน้ำลายไหลด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงกำมือขวา เจ็ดสิบสองมุกทลายสวรรค์พลันหยุดเล็กน้อยแล้วหายวับไปกลางฝ่ามือ
ไปฉีเผลอเงยหน้าขึ้นไปจ้องเขาอย่างไม่ทันคิด พอสบสายตาเย็นชาของเขาเข้ามันก็ยืนตัวสั่น
“อย่าหมายใจอยากได้เลย ตอนนี้ฐานะของเจ้าสูงมากพอให้อยู่เหนือสรรพชีวิตแล้ว หากมอบสมบัติอาคมให้เจ้าอีกย่อมมิใช่เรื่องดี”
เจียงฉางเซิงบอกอย่างนิ่งสงบ เขานึกถึงภาพมายาของอนาคตที่เขาเห็นระหว่างเลื่อนขั้นอย่างห้ามไม่ได้
เขาไม่แน่ใจว่าอนาคตนั้นเป็นจริงหรือไม่ แต่หากสกุลเจียงพัฒนากลายเป็นเช่นนั้นจริงนั่นยอมขัดกับความตั้งใจเริ่มแรกของเขา บางทีเขาสมควรดูแลสกุลเจียงสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องมีอะไรสักอย่างมากำกับพวกเขา
ไปฉีรีบพยักหน้า นางยิ้มปะเหลาะ “บ่าวจะกล้าหมายตาสมบัติอาคมของนายท่านได้เช่นไร บ่าวเพียงสงสัยใคร่รู้เท่านั้น แค่สงสัยใคร่รู้จริง ๆ”
เจียงฉางเซิงลุกขึ้นยืน ไปฉีสะดุ้งก้าวถอยหลัง
มู่หลิงลั่วยังคงสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง เจียงฉางเซิงจึงต้องหันมาทางไปฉีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเอ่ยว่า “ข้าอยากเดินทางไปแดนมนุษย์สักหน เจ้าอยากไปด้วยกันหรือไม่?”
“แน่นอนเจ้าค่ะ! แน่นอน!”
ไปฉีดวงตาเป็นประกาย นางรีบพยักหน้า ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่างกาย ได้ท่องเที่ยวแดนมนุษย์กับนายท่านอย่างนั้นหรือ? นางจินตนาการภาพมากมายในชั่วพริบตา จากนั้นก็ตื่นเต้นจนควบคุมตนเองไม่อยู่
เจียงฉางเซิงสะบัดแขนเสื้อ ไปฉีรู้สึกเหมือนตาลายวูบหนึ่ง พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพวกเขาก็เดินทางมาถึงป่าผืนหนึ่งแล้ว ไกลออกไปเห็นเค้าโครงร่างของนครขนาดมหิมาแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกบำเพ็ญจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังบินเข้าบินออกบนท้องฟ้า มีปีศาจที่บินได้นานาชนิดบินฉวัดเฉวียนไปมา
ที่นี่มันเมืองหลวงแห่งเทียนจิง!
ไปฉีเอี่ยวศีรษะไปมองเจียงฉางเซิงยืนอยู่ข้างกาย เสื้อคลุมหยินหยางขลิบทองกลายเป็นอาภรณ์สีขาวชุดหนึ่ง เขาไม่ใช่ของวิเศษชิ้นใดทั้งสิ้น ใช้เพียงใบหน้าที่แท้จริงออกมาเผชิญหน้ากับผู้คน ทว่าแม้เป็นเช่นนี้บรรยากาศที่ดูผ่องแผ้วรอบตัวเขาก็มิใช่สิ่งที่มนุษย์ปุถุชนมีกันได้อย่างแน่นอน
“ไม่ได้กลับมาสามพันปีแล้ว เจ้าจนำทางเถิด แนะนำใต้หล้าในยามนี้ให้ข้าฟังสักหน”
เจียงฉางเซิงมองภูเขาสูงลูกที่อยู่ไกล ๆ แล้วถอนใจ กาลเวลาผ่านไปสามพันปีกว่าแล้ว เขามังกรผงาดกับยอดเขายุทธยังคงอยู่ แต่จากที่เคยตั้งอยู่นอกเมืองก็ย้ายมาตั้งอยู่ในเมืองเพราะเมืองหลวงขยายใหญ่ขึ้นหลายสิบเท่า มันถึงขั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองหลวงแห่งใต้หล้าเสียด้วยซ้ำ
“ได้เจ้าค่ะ ข้าคุ้นเคยกับที่นี่นัก ทุกร้อยปีข้ามักแวะมาเยือนมันสักหน ข้ามีทั้งร้านค้าและโรงละครในเมืองแล้ว ยังมีสัญญาเช่าอาคารอีกนับร้อยฉบับอีกด้วย…”
ไปฉีเริ่มร่ายไม่หยุด เจียงฉางเซิงฟังแล้วรู้สึกขำอย่างยิ่ง
เจ้าหมาป่าตนนี้กลายเป็นเทพเซียนบนสวรรค์แล้วแท้ ๆ แต่ยังลุ่มหลงในแดนมนุษย์ไม่เสื่อมคลาย จะว่าไปแล้วทุกคนล้วนกำลังเปลี่ยนไป แต่ไปฉีกลับไม่เคยเปลี่ยน มันยังละโมบทรัพย์สินเช่นเดิม เจ้าเล่ห์เช่นเดิม
แต่มันก็เชื่อฟังมากด้วย มันไม่เคยข่มเหงรังแกสิ่งมีชีวิตอื่นลับหลังเจียงฉางเซิงเลย แล้วยังไม่เคยทำกิจการที่ต้องเข่นฆ่าเอาชีวิตอีกด้วย
เจียงฉางเซิงลองสำรวจดูอย่างถี่ถ้วนก็พบว่ากรรมดีบนร่างของมันเข้มข้นมากทีเดียว ดูท่าเส้นสายของมันคงมิได้มาจากอำนาจกับสถานะเสียทีเดียว มันคงช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตไว้ไม่น้อยจริงๆ
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในเมืองหลวง ระหว่างทางไปฉียังคงจ้อเจื้อยแจ้วพูดไม่หยุด ประเดี๋ยวก็เดินอยู่ทางซ้ายของเจียงฉางเซิง ประเดี๋ยวก็แวบไปอยู่ทางขวาเริงร่าอย่างยิ่ง
เมื่อพวกเขามาถึงหน้าประตูใหญ่ของเมืองหลวง เจียงฉางเซิงก็มองคำว่า ‘เมืองหลวง’ บนแผ่นป้ายในใจเกิดความรู้สึกราวกับได้หวนคืนบ้านเกิด
เมืองหลวงกลายเป็นบ้านเกิดของเขาเสียแล้ว โลกในชาติก่อนเริ่มกลายเป็นภาพพร่าเลือนในความทรงจำ ไปฉีหยิบป้ายแผ่นหนึ่งออกมา ทหารเฝ้าประตูเมืองทั้งหลายตกใจรีบคุกเข่าทันที พวกเขาพร้อมกันเปิดทางให้ประชาชนผู้ฝึกบำเพ็ญ ผู้ฝึกยุทธ และพ่อค้าที่อยู่รอบด้านจึงพากันหันไปซุบซิบ
เจียงฉางเซิงกลับไม่สนใจ เขายกเท้าก้าวเข้าไปในเมือง
เมืองหลวงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถนนใหญ่หรือตรอกซอยเส้นน้อยทุกหนทุกแห่งล้วนมีผู้ฝึกบำเพ็ญ สองข้างทางเต็มไปด้วยกิจการ ร้านขายโอสถ ร้านหลอมศาสตรา ร้านขายยันต์ บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งอาคารที่ขายสัตว์วิเศษด้วยซ้ำ
เจียงฉางเซิงกับไปฉีหน้าตาโดดเด่นเหนือผู้คนจึงดึงดูดสายตาผู้คนริมทางมาไม่น้อย เจียงฉางเซิงเฉยเมยกับเรื่องนี้ ในขณะที่ไปฉีลำพองอย่างยิ่ง มันเชิดหน้ายืดอกแล้วจงใจเดินเข้าไปใกล้เจียงฉางเซิงอีกหน่อย
‘นายท่านลงมายังโลกเบื้องล่างเพราะจะมาหาโอรสสวรรค์หรือเปล่านะ?’ ไปฉีคิดอยู่ในใจ นางไม่คิดว่าเจียงฉางเซิงจะนึกสนุกอยากมาเที่ยวเฉย ๆ จะว่าไปแล้วมหาศึกสถาปนาเทพก็ดำเนินมายาวนานเกินไปแล้ว แม้เทียนจิงจะชนะมากแพ้น้อยแต่สถานะก็ถูกดึงให้ต่ำลงอยูไม่น้อย อย่างน้อยในใจของสรรพชีวิตทั้งหลาย เทียนจิงก็มิใช่ราชวงศ์แห่งโชคชะตาอันแสนยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของแดนมนุษย์อีกต่อไป ไปฉีเริ่มไว้ลาลัยให้โอรสสวรรค์เซวียนเตา โอรสสวรรค์ผู้ปรารถนาจะเป็นหนึ่งในสามราชันผู้นี้คงถึงคราวซวยแล้ว
หลายวันต่อจากนั้นพวกเจียงฉางเซิงเที่ยวเล่นในเมืองหลวง ตกกลางคืนก็อาศัยอยู่ในจวนของไปฉี ไปฉีนึกอยากจะเข้าไปปรนนิบัติยามค่ำคืนหลายครั้งแต่เจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงถือโอกาสนี้สั่งสอนการฝึกบำเพ็ญและพลังอภินิหารให้ เรื่องนี้ทำให้ไปฉีดีใจแต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผิดหวังอย่างยิ่ง
ช่วงสองสามวันนี้เจียงฉางเซิงแวะไปที่ยอดเขายุทธ อารามมังกรผงาดยังคงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทียนจิง ท่านนักพรตของอารามเป็นสุดยอดผู้บำเพ็ญเซียนที่มีฝีมือเป็นอันดับหนึ่งอันดับสอง ภายในอารามมีรูปสลักหินของมรรคาจารย์ยืนตระหง่าน กาลเวลาผ่านพ้นไปสามพันปีแล้วแต่ก็ยังมีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศของใต้หล้าเดินทางมาชมสถานที่ซึ่งมรรคาจารย์เริ่มต้นตำนานของเขาอย่างไม่ขาดสาย ส่วนเขามังกรผงาดกลายเป็นเขตต้องห้ามไปแล้ว
มีเพียงท่านนักพรตกับศิษย์เอกเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เจียงฉางเซิงเห็นว่าเรือนหลังต่าง ๆ บนเขามังกรผงาดยังคงสะอาดสะอ้านดี เห็นชัดว่ามีคนคอยปัดกวาดเช็ดถูอยู่เป็นประจำ เรื่องนี้ทำให้เขาพอใจอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เขาจึงทิ้งคัมภีร์อภินิหารสามอย่างไว้ในอาคารหลังหนึ่งบนเขามังกรผงาด นับว่าตอบแทนความใส่ใจอันยาวนานของพวกเขาวันนี้เจียงฉางเซิงเดินทางมาด้านในอุทยานของวังหลวงแล้วให้ไปฉีไปเรียกโอรสสวรรค์มา
“โอรสสวรรค์ยุคนี้ช่างเสพสุขเก่งจริงนะ” เจียงฉางเซิงนั่งในศาลา เขามองอุทยานขนาดมหิมาแล้วนึกสะท้อนใจ ภายในอุทยานมีสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินวางอยู่ทุกที่ พวกมันบางชิ้นอายุยาวนานยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เทียนจิง เห็นชัดว่าโอรสสวรรค์ทุ่มเทกำลังกับพวกมันไปมากมายเพียงใด ผ่านไปไม่นานไปฉีก็พาโอรสสวรรค์เซวียนเตามาถึง โอรสสวรรค์เซวียนเตาสวมอาภรณ์มังกรอย่างไม่เคร่งครัดนัก ใบหน้าของเขาดูเหมือนคนอายุสี่สิบห้าสิบปี แม้มีร่องรอยของการผ่านกาลเวลาแต่ยังคงน่าเกรงขาม เขาครองบัลลังก์มาหนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าปีแล้ว นับเป็นโอรสสวรรค์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์