ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 480 ก้าวสู่วิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสาม!
- Home
- ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
- ตอนที่ 480 ก้าวสู่วิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสาม!
บนท้องนภามีรอยแยกสีดำขนาดมหิมาเส้นหนึ่งปรากฏขึ้น เงาร่างกำยำร่างหนึ่งเหาะออกมาจากด้านใน เขาสวมอาภรณ์ตัวใหญ่สีม่วง เส้นผมยาวปล่อยสยาย ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ดวงตาแนวตั้งบนหน้าผากปรือเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง มีไอสีดำเส้นเล็ก ๆ ลอยออกมาทั่วร่าง เขาแผ่พลังอันแข็งแกร่งเฉกเช่นผู้ที่เหยียบยืนอยู่เหนือใต้หล้า
เจียงสวินเงยหน้ามองเขาด้วยสีหน้าที่ย่ำแย่อย่างยิ่ง ลงไปในดวงตายากจะปกปิดแววตาหวาดกลัว
“เจ้าอย่ากลัว ใช้พลังอภินิหารที่เจ้าฝึกฝนในช่วงนี้ แม้ต้องตาย บุรุษเผ่าเจียงก็ต้องต่อสู้จนตัวตายอย่างสง่าผ่าเผย!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังมาจากด้านหลัง เจียงสวินหันกลับไปมองก็พบว่าร่างของผู้อาวุโสหายไปแล้ว สิ่งนี้ทำให้เขาตระหนกลนลานมากกว่าเดิม
เวลานี้เจียงฉางเซิงยังไม่หายไปอย่างสิ้นเชิง สายตาของเขาพร่ามัวแต่ยังพอมองเห็นเค้าโครงร่างของเจียงสวินอยู่
พอเห็นเจียงสวินไม่กล้าลงมือทั้งที่แสงเจิดจ้าสายหนึ่งปรากฏบนฟ้าแล้ว เจียงฉางเซิงก็เดาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นออกแล้ว
เขาเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “การหลบหนีไม่มีประโยชน์ เขากลายเป็นจิตมารของเจ้าแล้ว เจ้าปรารถนาจะกระเสือกกระสนเพื่อมีชีวิตรอดไปวัน ๆ ต่อไปจริงหรือ? อย่างไรเขาก็ไม่มีทางละเว้นเจ้าแน่ เหตุใดมิทำสุดกำลังเพื่อซื้อโอกาสรอดสักเสี้ยวหนึ่งเล่า?”
เจียงสวินได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสแล้วเขาถึงกับฟังน้ำเสียงร้อนรนกับความรู้สึก ‘ตีเหล็กเป็นเหล็กกล้าไม่สำเร็จ’ ในถ้อยคำของผู้อาวุโสออก
เขาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วหันไปมองบุรุษอาภรณ์สีม่วงที่กำลังกระตุ้นดวงเนตรมหามรรคา ดวงเนตรมหามรรคาบนหน้าผากของเขาปรือเปิดขึ้นเล็กน้อย
“นั่นสินะ หนีได้แล้วจะหนีไปไหนเล่า ต่อให้ต้องตายก็ต้องมิให้เสียที่ที่ชีวิตนี้ได้ร่ำเรียน…”
เจียงสวินพึมพำกับตนเอง เขาโคจรพลังตามเคล็ดวิชามหามรรคาปราณทองคำ พลังอาคมโถมทะลัก กระแสลมอันรุนแรงพัดมาหมุนวนรอบกาย เส้นผมสีดำสะบัดพลิ้ว เจียงสวินเงยหน้ามองใบหน้าเต็มไปด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว เขายกมือขวาขึ้นชูนิวชี้ไปทางท้องฟ้า
ห้วงความคิด ณ ขณะนั้นหวนนึกถึงถ้อยคำที่ผู้อาวุโสเคยสั่งสอนยามถ่ายทอดพลังอภินิหารให้เขา
“พลังอภินิหารกระบวนท่านนี้ใช้เป็นไพ่ตายได้ไม่ถึงจังหวะคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตายห้ามใช้แล้วจะใช้บ่อยครั้งมิได้ ต้องเก็บเอาไว้เป็นกระบวนท่าที่สังหารในการโจมตีเดียว”
ตอนนี้ก็คือช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตาย!
เจียงสวินรู้ความห่างชั้นระหว่างตนกับอีกฝ่ายดี ต่อให้เขาทุ่มกำลังทั้งหมดก็ไม่มีทางตอบโต้อีกฝ่ายกระบวนท่าต่อกระบวนท่าได้ มีเพียงกระบวนท่าที่เขายังร่ำเรียนไม่สำเร็จกระบวนท่านี้นั่นเอง ขอเพียงทำสำเร็จหนึ่งหนก็จะได้มาซึ่งพลังอันไร้ขีดจำกัด
เขานึกถึงตอนที่ผู้อาวุโสเคยกล่าวชมว่าพรสวรรค์ของเขาไม่ธรรมดาอยู่หลายหน ในเมื่อผู้อาวุโสยังชื่นชมพรสวรรค์ของเขาเช่นนั้นย่อมหมายความว่าพรสวรรค์ของเขาเหนือกว่าผู้อื่น
“ผู้อาวุโสท่านมองอยู่สินะ ขอรับ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเด็ดขาด!”
แววตาของเจียงสวินแน่วแน่ พลังอาคมทั่วร่างไหลมารวมกันที่ปลายนิ้วชี้ของมือขวา เส้นเลือดสีเขียวที่ลำคอปูดนูนออกมา นิ้วชี้กลายเป็นสีแดงก่ำมันแดงจนเริ่มปริแตก โลหิตไหลรินออกมา พลังอันรุนแรงกำลังทำลายร่างกายของเขา ความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนทิ่มแทงเขา แต่หนนี้เขาปราศจากความกลัว จิตใจมีเพียงความแน่วแน่
บุรุษอาภรณ์สีม่วงที่ลอยอยู่ด้านบนสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหรี่ตาทั้งสองข้างลง ดวงเนตรมหามรรคาเปล่งแสงเจิดจ้า เขาลอบตกตะลึงอยู่ในใจ “นี่มันพลังอันใดกัน หรือว่ามันคือพลังเทพของดวงเนตรมหามรรคาของเขา?”
เขาแสยะยิ้มอย่างละโมบ พลังเช่นนี้สมควรเป็นของเขา!
“มาเป็นพลังของข้าเสียเถอะ!”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงหัวเราะลั่นอย่างลำพองใจ แสงเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งออกมาจากดวงเนตรมหามรรคาหมายจะกลืนกินร่างของเจียงสวิน
เจียงสวินตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “ดัชนีมรรคพิฆาตโลกา!”
เปรี้ยง!
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งออกจากนิ้วชี้มือขวาของเขาขึ้นไปบนท้องฟ้า มันเขย่าฟ้าดินจนสั่นสะเทือน
เจียงฉางเซิงมองเห็นแสงอันคุ้นตาสายนั้นในใจก็อึ้งอยู่นิด ๆ
‘เจ้าเด็กคนนี้ถึงกับใช้ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาออกมาเชียว?’ หรือเขาเพียงหวังว่าเจียงสวินจะต่อสู้อย่างเต็มกำลังเท่านั้น ไม่คิดสักนิดว่าเจ้าเด็กคนนี้จะใช้ดัชนีมรรคพิฆาตโลกาได้? ก่อนหน้านี้ระหว่างฝึกฝนเจียงสวินล้มเหลวอยู่ตลอด ต่อมาจึงเลิกฝึกดัชนีมรรคพิฆาตโลกาไป หรือว่าสติปัญญาของเจ้าเด็กคนนี้จะยอดเยี่ยมเหนือกว่าพรสวรรค์ทางกายเนื้อของเขา?
เจียงฉางเซิงเห็นเลือนรางว่ามีแสงอีกสายหนึ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้ อยางรวดเร็วมันเข้ามาคั่นกลางระหว่างแสงสีทองของดัชนีมรรคพิฆาตโลกากับแสงเจิดจาระยิบระยับของฝั่งยอดอัจฉริยะเผ่าเจียง
เมื่อดูมาถึงตอนนี้เขาก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก ความกังวลในหัวใจมลายหายไปหมดสิ้น ภาพที่มองเห็นดับลง ตกมืด เขาจมลงสู่สภาวะสับสนปั่นป่วนอีกครั้ง สิ่งเดียวที่รู้สึกคือร่างกายกำลังหมุนคว้างไปพร้อมกับฟ้าดิน
ภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจเขาก็ค่อย ๆ รู้สึกว่าจิตกับร่างกายผสานรวมกัน
เขาลืมตาโพลงขึ้นมาทันที สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในสายตาคืออสนิบาตสวรรค์ที่ฟาดกระหน่ำลงมาจำนวนนับไม่ถ้วน โล่ป้องกันของแต้มเซียนไหวล้อมอยู่รอบบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา ขณะที่ร่างแยกยืนอยู่ด้านข้างกลับมาแล้ว!
เป็นอย่างที่คิด เวลาสิบห้าปีในภาพมายาความเป็นจริงเพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจ
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็รู้สึกตัวว่ามีเงาร่างหนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่จากไกล ๆ ผู้เฒ่าลึกลับที่เขาสังเกตพบก่อนหน้านี้นั่นเอง เขายังคงนั่งขัดสมาธิลืมตาข้างหนึ่งอยู่บนแท่นดอกบัวหินดูน่าสะพรึงราวกับผีร้าย
‘เจ้าหมอนี่…’
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้วในใจเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
อีกฝ่ายคือผู้ที่มีมูลค่าห้าสิบสองแต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ นั่นเท่ากับแต้มเซียนไหวมูลค่าห้าแสนสองหมื่นล้านล้าน! แต้มสูงกว่าแต้มเซียนไหวที่เขาสะสมไว้ก่อนเลื่อนขั้นเสียอีก!
ทว่าเจียงฉางเซิงไม่หวั่นกลัว ด่านเคราะห์สวรรค์กำลังอ่อนแรงลงแล้ว แต่แต้มเซียนไหวยังไม่ทันใช้หมด หากอีกฝ่ายบุ่มบ่ามบุกเข้ามาเขาย่อมมีพลังปกป้องตนเองได้ เมื่อด่านเคราะห์สวรรค์อ่อนแรงลงผลมรรคาเอกเทวะในร่างเจียงฉางเซิงก็เริ่มสั่นไหว มันดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินในขอบห้วงสุญญตาอย่างบ้าคลั่ง ต่อมาเขาก็เปิดโลกแห่งมรรคาแล้วถ่ายเทปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินในโลกแห่งมรรคาเข้าไปในผลมรรคาเอกเทวะ
“ขัดขืนสวรรค์ข้ามผ่านด่านเคราะห์แล้วยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มหันตภัยแห่งวิถียุทธมาเยือนอีก แม้แต่ข้าก็ยังดูประวัติความเป็นมาของเจ้าได้ไม่ถ่องแท้ ดูท่าโลกทั้งพันใบคงกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้วสินะ”
เสียงของเฒ่าลึกลับลอยมา น้ำเสียงฟังดูเจ้าเล่ห์ปะปนมาพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ย แตกต่างจากรูปลักษณ์ของเขาอย่างสิ้นเชิง
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากทันที “ท่านมาชมข้าผ่านด่านเคราะห์มีจุดประสงค์ใดกัน?”
เฒ่าลึกลับเอ่ยว่า “นับตั้งแต่ที่วิถียุทธผงาดเป็นใหญ่ก็ไม่มีผู้ใดกระทำการขัดขืนสวรรค์อีกต่อไป ทุกคนล้วนไหลไปตามครรลองแห่งสวรรค์ เจ้าก่อเรื่องเสียใหญ่โตถึงเพียงนี้ ข้าจะไม่สนใจได้เช่นไร? เจ้าเรียกข้าว่า ‘เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์’ ได้แล้ว ข้าสมควรเรียกขานเจ้าเช่นไร?”
“ข้าคือมรรคาจารย์แห่งวิถีเซียน”
“วิถีเซียน? มรรคาจารย์? มิเสียทีที่เป็นผู้ขัดขืนสวรรค์” เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์พึมพำกับตนเองคล้ายกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
ยามนี้เจียงฉางเซิงหวังเพียงว่าเขาจะรีบจากไปโดยเร็ว เขาไม่มีเวลามาสนทนาสัพเพเหระกับอีกฝ่ายหรอกนะ เฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์เงยหน้ามองเขาแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อมรรคาจารย์อยากให้ข้าไปเช่นนั้น ข้าก็ไม่รบกวนแล้ว ก่อนจากข้าขอแนะนำเจ้าสักประโยค มรรคาสวรรค์หมุนเวียนเป็นวัฏจักร มิว่ามหามรรคาสายใดล้วนต้องเดินไปสู่ชะตากรรมแห่งการล่มสลาย วิถียุทธก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่จังหวะที่วิถีเซียนปรากฏขึ้นมาไม่ถูกสักเท่าใดนัก”
กล่าวจบเขาก็หายลับไปไกล ‘จังหวะไม่ถูกเท่าใดนักอย่างนั้นหรือ?’ นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาขบคิดแต่ไม่เข้าใจจึงเลิกขบคิดเสียแล้วหันมาจดจอกับการเลื่อนขั้น
รอให้เขาเลื่อนขั้นสำเร็จจนแข็งแกร่งกว่าเฒ่าลึกลับลิขิตสวรรค์ก่อนเถิด ถึงเวลานั้นอีกฝ่ายอย่าหวังว่าจะมาเล่นเล่ห์กลต่อหน้าเขาได้อีก เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาแล้วจดจ่ออยู่กับการเลื่อนขั้น ในเวลาเดียวกัน ณ โลกใบหลักของโลกเทพยุทธ ภายในตำหนักหลังหนึ่ง บรรพจารย์ยุทธนิพพานผู้กำลังฝึกวิชาก็จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาถูกปิดบังอยู่ใต้หน้ากาก ได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบาพึมพำกับตนเอง “ผู้ใดกำลังทำให้ต้นกำเนิดวิถียุทธสั่นคลอน…”
เขานับนิ้วทำนายแล้วพบว่ามันไม่ได้มาจากสามพันโลกทั้งยังไม่ได้มาจากห้วงอนันตสุญญตา แต่มาจากขอบห้วงสุญญตาที่อยู่สูงขึ้นไป
‘ขอบห้วงสุญญตา… หรือว่าภัยร้ายแผ่ขยายไปถึงขอบห้วงสุญญตาแล้ว…”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่ลุกขึ้นยืนแต่ก้มหน้าลงไปฝึกวิชาต่ออีกครั้งอย่างรวดเร็ว หลังจากแต้มเซียนไหวของเจียงฉางเซิงหมดลง อำนาจแห่งด่านเคราะห์สวรรค์ก็อ่อนแรงลงแล้ว มันไม่ทำให้กายเนื้อของเขาเจ็บคันสักนิด เวลานี้ผลมรรคาเอกเทวะของเขาเริ่มเปลี่ยนสภาพ พลังอาคมมหาศาลทะลักออกมาข้างนอก พลังอาคมใหม่ของมันแฝงด้วยกลิ่นอายของกรรมและสังสารวัฏ
‘วิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสามคือพลังอาคมที่ผสานรวมกับกฎทั้งหลายอย่างนั้นหรือ’ เจียงฉางเซิงสัมผัสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตนเองแล้วครุ่นคิด พร้อมกับที่ผลมรรคาเอกเทวะเปลี่ยนสภาพ มันก็เริ่มส่งอิทธิพลแผ่ไปถึงดวงวิญญาณของเขา มันทำให้ดวงวิญญาณรับรู้กฎทั้งหลายได้ดีขึ้น เจียงฉางเซิงหลับตาลง เขาจมอยู่ในสภาวะนั้นแล้วปล่อยให้ร่างแยกเฝ้าระวังรอบด้านหลายชั่วยาม หลังจากนั้น…
ด่านเคราะห์สวรรค์ก็สลายไปอย่างสมบูรณ์ แต่เจียงฉางเซิงยังคงเปลี่ยนสภาพอยู่ วรยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด ดึงให้เขาจมลงสู่สภาวะหลงลืมตัวตน กาลเวลาวันแล้ววันเล่าผ่านไป…
จวบจนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม เจียงฉางเซิงถึงเลื่อนขั้นสำเร็จอย่างสมบูรณ์
[ปีเซวียนเต้าที่หนึ่งพันหกร้อยแปดสิบสอง วรยุทธ์ของเจ้าแข็งแกร่งขึ้นมากจนบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบสาม ผ่านมหาด่านเคราะห์จิตหวนมรรคาสวรรค์สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติวิเศษมรรคาสวรรคนามว่า ‘สิบสองมุกทลายสวรรค์’]
[ตรวจสอบพบว่าเจ้าผ่านด่านเคราะห์สำเร็จเป็นหนที่เก้า เพราะวิชาที่เจ้าฝึกบำเพ็ญมิใช่ของมรรคาสวรรค์ในปัจจุบัน เจ้ามีตัวเลือกสองประการ เลือกได้หนึ่งประการเท่านั้น]
[หนึ่ง ละทิ้งการบำเพ็ญเซียนวรยุทธ์ของเจ้า จะเปลี่ยนเป็นระดับขั้นบำเพ็ญของพันมหาโลกาคือขอบขั้น ‘เทวะเหนือดับสูญ’]
[สอง บำเพ็ญเซียนต่อ เซียนคือผู้ที่อยู่เหนือสรรพชีวิต สรรพสิ่งเลื่อมใสศรัทธา หนทางแห่งการบำเพ็ญเซียนก็คือการแสวงหาหนทางแห่งมรรคาสวรรค์ เจ้าเปิดฟังก์ชันสร้างโลกได้]
เจียงฉางเซิงมองการแจ้งเตือนตรงหน้าแล้วเลือกข้อสองอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ขันเทวะเหนือดับสูญ? หรือว่าจะเป็นขั้นเทวะของโลกเทพยุทธ? เจียงฉางเซิงนึกสงสัยอยู่ในใจ ตอนนั้นเองการแจ้งเตือนอีกบรรทัดหนึ่งก็เด้งตามขึ้นมา
[ฟังก์ชันสร้างโลก: ใช้แต้มโชคชะตากับแต้มเผยแผ่หลักคำสอนสร้างโลกภายใน โลกใบนี้จะสามารถฝึกบำเพ็ญวิถีเซียนได้ ขนาดของโลกขึ้นอยู่กับแต้มที่ใช้ไป]
นี่เป็นฟังก์ชันที่ดีทีเดียว เมื่อมีโลกสำหรับการบำเพ็ญเซียน ผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาจะเพิ่มขึ้น ช่วยให้แต้มเซียนไหวของเขาเพิ่มพูน ตอนนี้เจียงฉางเซิงตระหนักแล้วว่าการผ่านด่านเคราะห์อย่างไรก็ต้องพึ่งแต้มเซียนไหว แต้มโชคชะตาไม่แข็งแกร่งมากพอ หลังจากนี้เก็บไว้สร้างโลกดีกว่า หลังจากนั้นเขาก็ทำให้พลังของตนเองเสถียรต่อ พลังอาคมยังเพิ่มพูนอยู่เพียงแต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นไม่รวดเร็วพรวดพราดเช่นก่อนหน้านี้เท่านั้น ตอนนี้เขาสัมผัสถึงกฎได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมแล้ว พลังแห่งกฎที่สัมผัสไม่ได้ก่อนหน้านี้ล้วนปรากฏขึ้นมาในขอบเขตการรับรู้ของเขา
ช่วงเวลาต่อจากนั้นไม่มีผู้ใดเดินทางมารบกวน เจียงฉางเซิงทำให้เขารู้สึกเสียดายอยู่นิดหน่อย ก่อนหน้าเลื่อนขั้นเขากลัวคนมารบกวนก็จริง แต่หลังจากเลื่อนขั้นเขากลับหวังว่าจะมีคนตาไม่มีแววสักคนโผล่มามอบรางวัลรอดชีวิตให้เขาสักหน่อย
เพียงพริบตาเดียวกาลเวลาก็ผ่านไปยี่สิบปี พลังของเจียงฉางเซิงมั่นคงอย่างสมบูรณ์แล้ว ในขณะเดียวกันเขาก็ศึกษาเคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญของวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสามเสร็จแล้วเช่นกัน เป็นเช่นที่เขาเคยเดาไว้ วิชามรรคาธรรมชาติมิได้มุ่งศึกษามรรคาแห่งกรรมเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเกี่ยวข้องกับพลังแห่งกฎอื่น ๆ ด้วย ขั้นที่สิบสามก็คือการสอนเขาว่าได้รับพลังแห่งกฎชนิดอื่นได้อย่างไร
เจียงฉางเซิงเก็บร่างแยกเข้ามาในร่างกาย หลังจากนั้นก็เร่งรีบกลับไปที่โลกคุนหลุน
เดิมทีเขาสามารถใช้ฟังก์ชันเซียนไหวเคลื่อนขยายได้ แต่หลังจากเผชิญกับมหาด่านเคราะห์จิตหวนมรรคาสวรรค์เขาก็ทะนุถนอมแต้มเซียนไหวมากกว่าเดิม หากไม่จำเป็นต้องใช้เขาจะไม่คิดจะใช้มันเด็ดขาด ตลอดทางไร้อุปสรรค เขากลับมาถึงโลกคุนหลุนได้อย่างราบรื่น
บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่าภายในตำหนักเมฆาม่วง เป็นจังหวะพอดีกับที่มู่หลิงลั่วกับไปฉีไม่ได้กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ พวกนางกำลังหลอมโอสถพลางสนทนาสัพเพเหระ เมื่อเห็นเจียงฉางเซิงกลับมาพวกนางก็หันไปมองทันที
“นายท่าน เหตุใดท่านจึงจากไปนานเช่นนี้ ไปทำสิ่งใดมาหรือ?” ไปฉีอดทนไม่ไหวถามขึ้นมาก่อนเป็นคนแรก
เจียงฉางเซิงตอบอย่างขอไปที “ไปศึกษาห้วงมิติมา ก็นับว่าเป็นวิธีฝึกบำเพ็ญอย่างหนึ่ง”
“ศึกษาห้วงมิติอย่างนั้นหรือ?”
ไปฉีหันไปมองมู่หลิงลั่ว มู่หลิงลั่วพยักหน้า นางคิดว่าเรื่องนี้ฟังดูมีเหตุผล เพราะกฎมีอยู่ทุกหนแห่ง เจียงฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา ขณะที่ในใจพยากรณ์อยู่อย่างเงียบ ๆ
หากอยู่ในวิถียุทธ ข้าจะแข็งแกร่งเท่าใด?
[ต้องใช้แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ 183 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่?]