ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 469 เทพลงมือแล้ว
“เคล็ดวิชาของมหาเถระกษิติครรภนันลึกล้ำอย่างที่คิดไว้ แม้ข้าไม่ได้ฝึกมรรคาแห่งสังสารวัฏโดยเฉพาะ แต่ก็ได้รับประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว”
เสาเฮายิ้มแย้มแจ่มใสพูดด้วยความฮึกเหิมพลางกำหมัดทั้งสองแน่น
สิงเถียนเบ้ปากแล้วกล่าว “ไม่เข้าใจวัฏสงสารแล้วท่านจะมาทำไม่เปลืองแรงเปล่าหรือไร บุตรของหวงตี้มิได้มีแค่ท่านเพียงคนเดียวเสียหน่อย”
เสาเฮายิ้มอย่างลำพอง “เรื่องนี้ไม่ใช่เราเลือกเอง แต่เป็นมหาเถระกษิติครรภที่เลือกพวกเรา เราทำได้เพียงตัดสินใจว่าจะมาหรือไม่เท่านั้น”
“แม้จะพูดเช่นนั้น ผู้ที่สามารถเข้าตามหาเถระกษิติครรภได้ ย่อมต้องมีพื้นฐานมั่นคงอยู่แล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ย่อมไม่เลือกคนธรรมดาสามัญมาเทศนาหรอก”
“เสียมารยาท อย่าพูดจาเหลวไหล”
“จะปิดบังไปไย สิ่งที่พวกเราผู้บำเพ็ญเพียรยึดถือ มิใช่ความเข้าใจอย่างถ่องแท้อย่างนั้นหรือ”
เห็นทั้งสองถกเถียงกัน เจียงฉางเชิงก็อดหัวเราะขืนมาไม่ได้
สิงเถียนช่างไม่เกรงใจใคร สมแล้วที่กล้าแย่งตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์
สิงเถียนเริ่มเบื่อคำพูดจ้อไม่หยุดของเสาเฮา จึงหันไปมองเจียงฉางเชิงแล้วเอ่ยว่า “สหายนักพรตฉางเชิง เจ้าตื่นก่อนพวกเรา อย่างน้อยในมรรคาแห่งสังสารวัฏเจ้าก็มีพรสวรรค์เหนือพวกเราแล้ว ข้านับถือในตัวเจ้าเมื่อได้พบกันเช่นนี้ ก็ถือเป็นวาสนา เจ้ายินดีจะเป็นสหายกับพวกเราหรือไม่”
เจียงฉางเชิงย่อมไม่ปฏิเสธ เขายิ้มแล้วตอบตกลง
ดูเหมือนทั้งสองจะไม่รีบร้อนจากไป จึงนั่งคุยต่อกันอยู่ที่นั่น เจียงฉางเชิงก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน อย่างไรในโลกความจริงก็แค่ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
คำพูดของเจียงฉางเชิงก็คือๆ มากขึ้นเช่นกัน ส่วนใหญ่เป็นเพราะเสาเฮาเล่าประสบการณ์ของตน เจียงฉางเชิงจึงได้สิงเถียนจึงเสนอความเห็นของตนกลับไป ผ่านไปเนิ่นนาน
เสาเฮายืนขึ้นยืดตัวบิดขี้เกียจคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ควรกลับได้แล้วละสหายฉางเชิง ยินดีจะกลับไปกับข้าหรือไม่ ไปเป็นแขกของข้าสักหน่อย”
สิงเถียนก็ลุกขึ้นตามแล้วกล่าวว่า “ไปกับข้าดีกว่า ข้าดูออกว่าสหายฉางเชิงมีนิสัยสุขุมภายนอก แต่ภายในกลับมีใจใฝ่การต่อสู้ เจ้านับข้ายังสามารถประลองกันได้”
“ขอบคุณน้ำใจของสหายทั้งสอง ข้าคงต้องกลับแล้ว ยังมีคนมากมายรอให้ข้าคุ้มครอง ยังมีศัตรูที่รอให้ข้าเผชิญหน้าอยู่” เจียงฉางเชิงกล่าวพลางยิ้ม แม้จะอยู่ร่วมกับสองคนนี้ไม่นาน แต่ก็รู้สึกเป็นอิสระอย่างบอกไม่ถูก
พอลองคิดดู แม้ชาตินี้เขาจะมีชีวิตมายาวนานถึงสองพันกว่าปี แต่คนที่นับได้ว่าเป็นสหายจริงๆ กลับมีเพียงไม่กี่คน
เขาก็อยากมีสหายที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เพียงแต่ฐานะของเขาพิเศษเกินไปยากจะมีใครคบหา และตัวเขาเองก็กลัวว่าจะยุ่งยาก
สหายที่เขายึดมั่นไม่ใช่การบังคับไขว่คว้ามา แต่เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
เสาเฮาและสิงเถียนไม่ได้เซ้าซี้ ทั้งคู่โบกมือแล้วเดินนำออกจากประตูอาราม ร่างของพวกเขาจางหายไปในแสงเจิดจ้า
เจียงฉางเชิงหันไปมองพบว่าหน้ากำแพงมีรูปสลักหินตั้งอยู่ หน้าตาเลือนรางจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง
ดูเหมือนทุกครั้งที่สืบทอดมรรคาได้สำเร็จและแข็งแกร่งขึ้น ภาระก็ยิ่งหนักขึ้นด้วย
เจียงฉางเชิงคิดเงียบๆ พลางเผยรอยยิ้มบนใบหน้า
หากเป็นช่วงต้นของชาตินี้เขาคงกลัวภาระเหล่านี้ แต่ทว่าภาระเหล่านี้จะกลายเป็นพลังผลักดันให้เขาเดินหน้าต่ออย่างไม่ย่อท้อ เขาหันกลับมาก้าวเท้าเดินสู่แสงเจิดจ้านอกประตู
ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ของเขา เขาต้องกลับไปยังยุคที่เป็นของเขา ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน
เขาดีดนิ้วคำนวณเหมือนกับก่อนหน้านี้ จิตหวนสดับหลักคำสอนครานี้ผ่านไปเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น
เมื่อเขาสัมผัสถึงกฎเกณฑ์รอบกายอีกครั้ง กฎแห่งสังสารวัฏก็ชัดเจนขึ้นเป็นรองเพียงกรรมเท่านั้น ทำให้โลกแห่งการรับรู้ของเขาชัดเจนขึ้นตามไปด้วย
“ระดับถัดไปที่ข้าต้องไปให้ถึงควรจะเป็นพลังในรูปแบบใดกันแน่”
เจียงฉางเชิงเข้าสู่ภวังค์แห่งความคิด
เขาต้องสรุปพลังที่ตนมีอยู่ในตอนนี้แล้วจึงค่อยคิดถึงข้อบกพร่องของตนเอง จากนั้นจึงจินตนาการถึงก้าวต่อไป พล มรรคาเอกเทวะจะดูดซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินโดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องใช้ร่างแยกไปรับพลัง เมื่อถึงระดับขันนี้กายเนื้อจะสามารถดูดซับพลังทุกชนิดที่เสริมสร้างให้ตนแข็งแกร่งขึ้นได้โดยสัญชาตญาณ จุดนี้คล้ายกับสรรพชีวิตของวิถีเทพเล็กน้อย
ยิ่งมีชีวิตอยู่นานก็ยิ่งแข็งแกร่ง!
เจียงฉางเชิงคิดไปเรื่อยๆ แล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง ดำดิ่งเข้าสู่โลกแห่งการสร้างระดับพลังใหม่ โลกเทพยุทธภายในมหาวิหารแห่งหนึ่ง
ร่างทั้งสิบสองยืนเรียงกันล้วนเป็นอัครเทพยุทธ สีหน้าของพวกเขาล้วนย่ำแย่ อึมครึมราวกับจะมีน้ำหยดออกมาได้
ทุกเมื่อเบื้องหน้าพวกเขาบนแท่นสูง บรรพจารย์ยุทธนิพพานนั่งขัดสมาธิลอยอยู่กลางอากาศ เบื้องหลังมีภาพเงาหยินหยางลอยหมุนวนช้าๆ มีแสงดาวแต่งแต้มอยู่ในนั้น ดูคล้ายมีกฎเกณฑ์อิสระขับเคลื่อนอยู่ในนั้น
“ท่านบรรพจารย์ยุทธ ท่านต้องลงมือแล้ว พวกเราไม่มีทางต้านทานจอมเทพปีหลิวได้เลย ในความทรงจำของเผ่าเทพที่ถูกปิดผนึกไว้ในโลกเทพยุทธแทบไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับจอมเทพปีหลิวเลย ข้อมูลที่มีอยู่ก็ใช้การไม่ได้”
“สูญเสียอัครเทพยุทธไปถึงหกราย ความเสียหายเช่นนี้ต้องย้อนไปถึงเมื่อสองล้านปีก่อน!”
หญิงชราผู้หนึ่งกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม ดวงตาแทบจะลืมไม่ขึ้น แต่ถ้อยคำที่เปล่งออกมากลับหนักแน่นยิ่งนัก และแทบไม่แสดงความเคารพต่อบรรพจารย์ยุทธนิพพานเลย
หลังการเปิดยุคแห่งหมื่นวิถี โชคชะตาแห่งวิถียุทธไม่เพียงไม่เติบโตกลับต้องเผชิญกับการโจมตีจากอสุรกายมหันตภัย ทำให้โลกเทพยุทธได้รับความเสียหายอย่างหนัก ปัจจุบันภายในโลกเทพยุทธไม่พอใจบรรพจารย์ยุทธนิพพานมากทีเดียว อัครเทพยุทธเช่นพวกเขาก็ยิ่งมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น
โลกเทพยุทธไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ใดสามารถตัดสินใจได้ตามลำพัง หากทำไม่ดีแม้แต่บรรพจารย์ยุทธก็ยังจะพ้นจากตำแหน่งได้
“ใช่แล้ว หากรอให้จอมเทพปีหลิวสังหารไปถึงสามพันฟ้าดิน วิถียุทธจะเหลือหน้าไว้ที่ใดอีก”
“หมื่นปีมานี้โลกเทพยุทธพ่ายแพ้มากเกินไป เจ้าพูดแต่เรื่องวางแผนวางหมาก แต่ข้ากลับอยากรู้ว่าเมื่อไรจะได้เก็บเกี่ยวผลลัพธ์ เมื่อไรจะมีชัยชนะอย่างถึงใจเสียที เพื่อจะได้ปลุกขวัญกำลังใจให้วิถียุทธ!”
“ใช่ ข้าดูแล้วอำนาจแห่งวิถีเซียนยังน่าเกรงขามกว่าเราหลายส่วน ยังไม่ต้องพูดถึงศาสตร์โบราณ ศาสตร์โบราณต่อสู้กับวิถียุทธมาหลายล้านปี วิถียุทธไม่อาจล้มล้างมันไปได้ กลับยอมรับการดำรงอยู่ของมันนั้นย่อมแสดงถึงความแข็งแกร่งของมันไม่ใช่หรือ”
“จอมเทพปีหลิวต้องถูกกำจัดทิ้ง อีกฝ่ายดูแคลนวิถียุทธเกินไปแล้ว หากบรรพจารย์ยุทธไม่กล้าทำเช่นนั้น พวกเราจะขอความช่วยเหลือจากแดนสวรรค์!”
เมื่อได้ยินคำถามไล่เลียงของอัครเทพยุทธ บรรพจารย์ยุทธนิพพานกลับเงียบงันไม่ตอบสิ่งใด ผ่านไปนานมหาวิหารตกอยู่ในความเงียบงัน สีหน้าของอัครเทพยุทธดูย่ำแย่ถึงขีดสุด พวกเขาเดาไม่ออกว่าบรรพจารย์ยุทธคิดอย่างไร แต่สัมผัสได้ชัดเจนว่าแรงกดดันจากบรรพจารย์ยุทธยังคงทวีขึ้นเรื่อยๆ หากพวกเขายังพูดต่อไปอาจจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นได้
“พวกเจ้าคิดว่าข้ากลัวจอมเทพปีหลิวจริงหรือ”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเอ่ยขึ้นช้าๆ ทุกถ้อยคำล้วนหนักแน่นประหนึ่งค้อนหนักกระแทกลงบนหัวใจของเหล่าอัครเทพยุทธ เหล่าอัครเทพยุทธเงียบรับ
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าไทซังคุนหลุนกำลังทำอะไรอยู่ เดิมทีคลื่นเมฆาตนิรันดรควรเป็นผลงานของไทซังคุนหลุน แต่เพราะมรรคาจารย์เจิดจ้าเกินไป ข้าจึงให้โอกาสใหม่แก่ไทซังคุนหลุน หากไทซังคุนหลุนสามารถก้าวขึ้นมาได้ ความดีความชอบนี้จะตกแก่พวกเจ้าหรือว่าจะเป็นของข้ากันแน่”
“เทวะแห่งโลกเทพยุทธมีผู้ใดบ้างที่ไม่เห็นว่าไทซังคุนหลุนคือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของอัครเทพยุทธเช่นพวกเจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน เหล่าอัครเทพยุทธต่างดวงตาพราวพราย บางคนถึงกับอดยิ้มออกมาไม่ได้ อัครเทพยุทธผู้หนึ่งทนไม่ไหวเอ่ยถามว่า “พรสวรรค์ของไทซังคุนหลุนไม่ต้องสงสัย แต่เขาอายุเพียงเท่าไรกัน จอมเทพปีหลิวกลับเป็นผู้มีอายุยืนยาวแต่โบราณ ข้ากลัวว่าเขา…”
“วางใจเถิด มีพลังมากกว่าสิบมหามรรคาที่ถ่ายทอดให้แก่เขาแล้ว ข้าจัดให้เขาฝึกฝน ณ สถานที่พิเศษ อาจมีเรื่องประหลาดใจให้พวกเราก็ได้ ส่วนจอมเทพปีหลิวข้าจะหาทางถ่วงเวลานางเอง!”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานกล่าวขัดขึ้น น้ำเสียงไร้เยื่อใยใดๆ
อัครเทพยุทธไม่เอ่ยอันใดอีก กระทั่งเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง พวกเขารอคอยยิ่งนักให้ไทซังคุนหลุนกลายเป็นผู้กอบกู้ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาก้าวหน้าด้วยเช่นกัน
“เอาละ อย้ามารบกวนข้าอีก”
เสียงของบรรพจารย์ยุทธนิพพานดังขึ้นอีกครั้ง ครานี้แฝงความเย็นชาไว้ อัครเทพยุทธทั้งสิบสองคนคำนับพร้อมกันก่อนถอยออกไป ในห้วงอนันตสุญญตา เส้นทางสีทองยังคงแผ่ขยายไปข้างหน้าไม่หยุดนิ่ง ร่างบนเส้นทางนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ ชัดเจนและเบียดเสียดกว่าครั้งก่อน จอมเทพปีหลิวยังคงรักษาท่าทางองอาจ เมื่อไม่มีศัตรูอยู่ร่างของนางจึงไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
“เป็นเจ้าอีกแล้ว เจ้าหนอนสวะที่ยอมสวามิภักดิ์ต่ออสุรกายมหันตภัย”
เสียงของจอมเทพปีหลิวดังขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยถากถาง
เมื่อกล่าวจบเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เส้นทางสีทองนั้นคือผู้สืบทอดมหามรรคาฟ้าดินสรวลนั่นเอง ฟ้าดินสรวลแบมือออกแล้วเอ่ยว่า “ท่านจอมเทพ ข้าพเจ้ามาถึงเส้นทางนี้แล้ว เหตุใดต้องเหยียดหยามข้าด้วย ท่านกับข้าต่างก็เป็นผู้ถูกทอดทิ้ง เพียงแค่ท่านแข็งแกร่งกว่าข้าก็เท่านั้น”
“ข้าคือผู้ละทิ้งวิถีเทพ ไม่ใช่ผู้ถูกละทิ้ง หนอนสวะอย่างเจ้าเปรียบกับข้าได้หรือ” จอมเทพปีหลิวกล่าวเย้ยหยัน ทำให้รอยยิ้มของฟ้าดินสรวลแข็งค้างไปทันที
สีหน้าของฟ้าดินสรวลพลันบิดเบี้ยว “จอมเทพปีหลิว นายท่านของข้าถูกชะตาเจ้า หากเจ้าสวามิภักดิ์ต่อเขา ยินยอมกลายเป็นอสุรกายมหันตภัย เจ้าจะมีพลังมากล้นเป็นอมตะชั่วนิรันดร์ หาไม่แล้วอีกไม่นานอสุรกายมหันตภัยก็จะตกใส่ตัวเจ้า!”
“เหอะ!”
จอมเทพปีหลิวแคนเสียงเย็นชาพร้อมยกแขนขึ้นช้าๆ เป็นสัญญาณว่าเตรียมลงมือ ฟ้าดินสรวลกล่าวว่า “ฆ่าข้าไปก็ไร้ประโยชน์ นายท่านของข้ายังจะชุบชีวิตข้าขึ้นมาอีกได้ แต่หากเจ้าลงมือเมื่อไรวาสนาของเจ้าจะถูกตัดขาด เจ้าคิดดีแล้วหรือ!”
เมื่อสิ้นเสียง ห้วงสุญญตาเบื้องหลังเขาก็ปรากฏดวงตายักษ์จำนวนมากขึ้นมา ล้วนจ้องมองมายังจอมเทพปีหลิวด้วยความเย็นชา
“ในเมื่อเจ้าไม่ยินยอมเช่นนั้น นายท่านของข้าจะแย่งพลังเทพของเจ้ามาเอง!”
ฟ้าดินสรวลชูแขนขึ้นทั้งสองข้าง ท่าทางราวกับจักรพรรดิผู้ปกครองใต้หล้า แววตาที่มองจอมเทพปีหลิวเต็มไปด้วยความดูแคลน มุมปากของจอมเทพปีหลิวกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มโค้งงามสมบูรณ์ แสงสีขาวพาดผ่านบดบังดวงตาของนาง แม้จะมองไม่เห็นแววตา แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงความดูแคลนในตัวนาง
“ก็แค่เศษเสี้ยวจิตของพลังอสุรกายมหันตภัย คิดว่าตนเองคือเทพ อสุรกายมหันตภัยอย่างนั้นหรือ เจ้าหนอนสวะ เทพนั้นไม่เห็นค่าพวกหนอนแมลงอยู่แล้ว!”
จอมเทพปีหลิวกล่าวเสียงเยือกเย็น น้ำเสียงเหยียดหยามปะปนด้วยจิตสังหาร
นางสะบัดแขนทั้งสี่พร้อมกัน ลำแสงแห่งกฎทั้งสี่เชื่อมต่อหัวท้ายกัน ก่อเกิดเป็นค่ายกลรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดขนาดมหึมา
“หลงตัวเอง!”
ฟ้าดินสรวลคำรามลั่น ดวงตายักษ์นับไม่ถ้วนเบื้องหลังเบิกโพลงขึ้นทันที หมอกขาวดำไม่รู้กี่สายทะลักออกมา รอบทิศทางล้อมเส้นทางสีทองเอาไว้ รวมถึงจอมเทพปีหลิวด้วย ชั่วขณะนั้นจอมเทพปีหลิวผู้ยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยอำนาจกลับดูเล็กจ้อยลงทันใด
ลำแสงแห่งกฎทั้งสี่เปล่งประกายเจิดจ้า ทำให้ห้วงอนันตสุญญตาไร้ซึ่งสีสัน ฟ้าดินสรวลเบิกตากว้าง สีหน้าปรากฏความไม่อยากจะเชื่ออย่างยิ่ง ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นทันที ไม่ถึงห้าลมหายใจ มูหลิงลั่วก็ลืมตาตามมา สีหน้าของนางมีแววหวาดผวา ก่อนจะหันไปมองเจียงฉางเชิงโดยไม่รู้ตัว เจียงฉางเชิงค่อยๆ เอ่ยว่า “นางลงมือแล้ว”
ไป๋ฉีที่นอนอยู่บนตัวไป๋หลงพลันลืมตาขึ้นมองเจียงฉางเชิงอย่างสะลึมสะลือ เมื่อได้ยินเสียงของนายท่านนางก็ตื่นขึ้นมาโดยทันที
“นางคือใครหรือ” มูหลิงลั่วถามด้วยความสงสัย ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “ช่างเป็นพลังที่น่ากลัวนัก พลังแห่งชะตากรรมที่ข้าตระหนักรู้มาตลอดช่วงนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังเมื่อครู่นั้นแล้วช่างเล็กจ้อยยิ่งนัก…”