ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 468 เสาเฮากับสิงเทียน
คิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาถึงก่อนพวกข้า
“สหายนักพรตผู้นี้มิคุ้นหน้าเท่าใดนะ”
บุรุษสองคนที่ก้าวเข้ามาในอารามจ้องมองเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยทัก บรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แววตาของบุรุษอาภรณ์สีดำดูหาเรื่องอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่แววตาของบุรุษอาภรณ์สีขาวเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เจียงฉางเซิงประสานมือเอ่ยว่า “ข้าน้อยฉางเซิง คารวะสหายนักพรตทั้งสอง”
บุรุษอาภรณ์สีขาวคำนับตอบแล้วเอ่ยว่า “ข้ามีนามว่าเสาเฮา คารวะสหายนักพรตฉางเซิง”
เสาเฮาอย่างนั้นหรือ!
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว นี่มิใช่บุตรชายของหวงตี้ จักรพรรดิยุคโบราณของจีนหรือไร แล้วยังเป็นบุตรชายคนโตอีกด้วย!
บุรุษอาภรณ์สีดำแค่นเสียงดังเหอะ “ข้ามีนามว่าสิงเทียน!”
สิงเทียนหรือ!
นามนี้คุ้นหูมากกว่าอีก เจียงฉางเซิงเกิดความสนใจในตัวพวกเขาอย่างยิ่ง
หรือว่าตำนานของจีนโบราณมิใช่สิ่งที่ถูกปั้นแต่งขึ้น แต่ตัวมันคือเรื่องเล่าที่หลงเหลือมาจากตำนานของเหล่าเทพกัน เสาเฮาหัวเราะ “นั่งลงก่อนแล้วค่อยสนทนากันเถิด ข้ากับสิงเทียนก็พบกันระหว่างทางเช่นกัน”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า เขาเลือกนั่งบนเบาะฝั่งขวาอย่างรู้ตัว เสาเฮายืดเบาะตรงกลาง ส่วนสิงเทียนนั่งลงฝั่งซ้าย เขาเริ่มฟังทั้งสองคนสนทนาสัพเพเหระอย่างเงียบ ๆ เสาเฮากับสิงเทียนมาจากคนละเผ่ากัน เสาเฮาเป็นบุตรของหวงตี้ ส่วนสิงเทียนเป็นขุนพลในสังกัดของเหยียนตี้ เผ่าของทั้งสองคนกำลังเตรียมตัวจะผนวกรวมกัน ดังนั้นทั้งสองคนจึงเป็นมิตรกันดีหลังจากพบกันระหว่างทางจึงเดินทางมาฟังเทศนาด้วยกัน
ฟังจากบทสนทนาของพวกเขา เผ่าของพวกเขาใหญ่โตมโหฬารกว่าเผาในความคิดของเจียงฉางเซิงมาก มันใหญ่โตเสียยิ่งกว่าอาณาจักรแห่งโชคชะตาในโลกคุนหลุนเสียอีก เพียงแต่มันไม่ได้ปกครองด้วยอำนาจของฮ่องเต้เท่านั้น เจียงฉางเซิงได้ยินพวกเขาเอ่ยถึงนามมากมาย เช่น โลกแห่งเซียนพิภพ ทวีปเทพพิชิตบูรพา แดนเซียนดาวเหนือ แดนสมุทรสุขาวดี เป็นต้น นามของสถานที่มากมายเหล่านี้ไม่เคยปรากฏให้เห็นในเรื่องเล่าและตำนานในโลกของชาติก่อน
“สหายนักพรตฉางเซิงมาจากที่ใดกัน มาฟังเทศนาของมหาเถระกษิติครรภได้คงมิธรรมดา”
จู่ ๆ สิงเทียนก็หันมามองเจียงฉางเซิง น้ำเสียงแฝงแววสนอกสนใจแต่แววตาของเขาดูคุกคามอย่างยิ่ง
เจียงฉางเซิงตอบกลับไปว่า “เพราะบังเอิญโชควาสนาดีเท่านั้น”
แม้เป็นเพียงดวงจิตหวนกลับมาฟังหลักคำสอน แต่เพราะสมจริงเหลือเกินเขาจึงอดมิได้ที่จะพูดคุยสนทนากับผู้มาฟังเทศนาคนอื่น แม้กระทั่งเทพธิดาเชียวเหอยังจดจำเขาได้ เช่นนั้นคนอื่นก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน หากผูกมิตรไมตรีอันดีต่อกันไว้ ภายภาคหน้าอาจมีโชควาสนามาให้ก็เป็นได้
“ฮา ๆ ได้มารวมตัวกันที่นี่ล้วนเป็นเพราะมีวาสนา พวกเราทุกคนล้วนเป็นสหายรวมฝึกบำเพ็ญ วันหน้าข้าอยากเชื้อเชิญทั้งสองท่านเดินทางไปที่เผาของข้า ร่วมดื่มสุราเซียนตีหงด้วยกัน” เสาเฮายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร ระหว่างที่พูดก็ยื่นมือมาตบบ่าของเจียงฉางเซิงด้วย
สิงเทียนเบ้ปาก “หัวหน้าเผ่าน้อยท่านช่างใจกว้างเสียจริง เพิ่งรู้จักกันคราแรกก็งัดสุราเซียนตีหงออกมาเชื้อเชิญผู้อื่นเสียแล้ว ดูท่าหวงตี้จะให้อภิสิทธิ์ท่านมากจริง ๆ นะ”
“แล้วเหยียนตี้มิใช่ใส่ใจเจ้าเป็นพิเศษเหมือนกันหรือไร แม้แต่มรดกวิชาจากจักรพรรดิสวรรค์ก็ยังมอบให้เจ้า”
เสาเฮาส่ายหน้ายิ้ม ๆ ทั้งสองคนเริ่มโต้คารมกัน
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าน่าสนใจนัก สองคนนี้ให้ความรู้สึกประหนึ่งพี่น้อง แม้สิงเทียนจะกล่าววาจาคล้ายล่วงเกิน แต่ก็เห็นชัดว่าเขานับถือเสาเฮาเป็นนายด้วย
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงตำนานเรื่องหนึ่งขึ้นมา ตำนานเล่าว่าสิงเทียนช่วงชิงตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์กับหวงตี้
ตำนานเรื่องนั้นเป็นจริง เสาเฮาผู้เป็นบุตรของหวงตี้มิต้องกลายเป็นคู่แค้นกับสิงเทียนหรอกหรือ
เขาเพียงครุ่นคิดอยู่ในใจแต่มิเอ่ยออกมา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มิโฉนดของห้วงเวลานี้ เขาไม่ต้องการสอดมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องใดในห้วงเวลานี้ เขาปรารถนาเพียงแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ผ่านไปครู่หนึ่งเงาร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหน้าทั้งสามคน แล้วนั่งลงบนเบาะกลม คนผู้นี้เป็นบุรุษผอมแห้ง สวมเสื้อคลุมนักพรต ใบหน้าดูอายุราวสี่สิบปี เบ้าตาลิกลงดวงตาสองข้างจมลึกลงไปในเบ้าตา ให้ความรู้สึกดูเศร้าหมอง
คนผู้นี้หรือมหาเถระกษิติครรภ?
ตอนแรกที่เจียงฉางเซิงได้ยินนามมหาเถระกษิติครรภเขาก็นึกถึงพระโพธิสัตว์กษิติครรภทันที แต่รูปลักษณ์ของมหาเถระกษิติครรภแตกต่างกับพระโพธิสัตว์กษิติครรภเป็นคนละเรื่องอย่างสิ้นเชิง
“คารวะมหาเถระกษิติครรภ!”
เสาเฮากับสิงเทียนคารวะอย่างพร้อมเพรียง ปฏิกิริยาตอบสนองของเจียงฉางเซิงรวดเร็วยิ่งนัก เขาจึงก้มลงไปคารวะพร้อมกันได้โดยไม่ช้ากว่าแม้แต่ครึ่งจังหวะ
มหาเถระกษิติครรภกวาดสายตามองทั้งสามคน จากนั้นสายตาก็จับจ้องอยู่บนร่างเจียงฉางเซิงก่อนจะเอ่ยว่า “ฝึกบำเพ็ญมรรคาแห่งกรรม แต่กรรมที่พันพัวกับนร่างน้อยเช่นนี้ ผู้มีวาสนาเอ๋ยเจ้ามาด้วยเหตุใดกัน”
เสาเฮากับสิงเทียนล้วนหันมามองเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงเผชิญหน้ากับสายตาของมหาเถระกษิติครรภไม่รู้เทพผีตนใดบันดาลให้เขาตอบไปว่า “ข้ามาเพื่อแข็งแกร่งขึ้น เพราะข้าปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป”
กล่าวจบเขาก็นึกเสียใจเล็กน้อย น่าจะพูดให้สวยหรูเสียหน่อย ประเดี๋ยวนท่านผู้ทรงศีลอันสูงส่งคิดว่าเขายังยึดติดกับโลกียโลกอยู่จะทำอย่างไร มหาเถระกษิติครรภพยักหน้าแต่ไม่ได้ซักถามต่อ เขาเริ่มเทศนา
สิ่งที่เขาเทศนามิใช่มรรคาแห่งกรรม แต่เป็นมรรคาแห่งสังสารวัฏ!
สิ่งนี้ทำให้เจียงฉางเซิงทั้งคาดไม่ถึงและทั้งคาดหวังขึ้นมานิดหน่อย ในที่สุดก็เริ่มฝึกฝนมหามรรคาอื่นได้เสียที แม้เขาจะยังไม่แตกฉานมรรคาแห่งกรรม แต่การได้ศึกษามหามรรคาอื่นอาจมีส่วนช่วยก็เป็นได้ สังสารวัฏแต่เดิมก็เกี่ยวของกับกรรมอยู่แล้ว สองสิ่งผสานรวมกันจึงจะส่งเสริมกัน
“มรรคาสวรรค์เกี่ยวพันไปจนถึงยมภพ สังสารวัฏคือส่วนหนึ่งของมรรคาสวรรค์ แม้กายหยาบมลายแต่ดวงวิญญาณยังอยู่ ยังเวียนว่ายตายเกิดมิสิ้นสุด ยมโลกทั้งเก้าจึงธำรงตราบนาน…”
เสียงของมหาเถระกษิติครรภดึงเจียงฉางเซิงเข้าสู่ห้วงวิปัสสนา
เขารู้สึกเหมือนตนเองลงไปอยู่ในนรกทั้งเก้าขุม แผ่นฟ้าพสุธารอบด้านล้วนมีดควัน ดวงวิญญาณนับไม่ถ้วนลอยไปลอยมา วิญญาณบางดวงทุกข์ตรมขมขื่น วิญญาณบางดวงสุขสำราญใจ วิญญาณบางดวงก็สับสนมึนงง ในเก้าขุมนรกแห่งนี้มีกรรมพัวพันอยู่เต็มไปหมด
ภายในเส้นสายแห่งกรรมเหล่านั้นมีพลังสายหนึ่งเชื่อมโยงพวกมันอยู่ พลังแห่งสังสารวัฏ!
อาจเป็นเพราะเข้าใจมรรคาแห่งกรรมมาบ้างแล้ว เจียงฉางเซิงจึงเรียนรู้มรรคาแห่งสังสารวัฏได้อย่างง่ายดายยิ่ง
อย่างน้อยเขาก็ทำความเข้าใจมันได้ง่ายดายกว่าตอนศึกษามรรคาแห่งกรรม การเทศนาดำเนินต่อไป เจียงฉางเซิงจดจ่ออยู่กับมันจนลืมเลือนทุกสิ่งนอกจากคำเทศนาสั่งสอนไปหมดสิ้น การเทศนาหนนี้ยาวนานกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ เนื้อหาก็มากมายยิ่งกว่าที่คิด ระหว่างนั้นมหาเถระกษิติครรภยังถ่ายทอดพลังอภินิหารวิชาหนึ่งให้อีกด้วย
วิชาที่ว่าก็คือ ‘ฝ่ามือสังสารวัฏกษิติครรภ’!
ฝ่ามือนี้แข็งกร้าวรุนแรงสำหรับการสังหารศัตรูผู้แข็งแกร่งที่ทำลายสิ้นต่อมิอาจเอาชนะโดยตรงได้ ก็ยังขับไล่กฎแห่งสังสารวัฏบนวิญญาณของอีกฝ่ายได้ ทำให้ฝ่ายมิอาจกลับชาติมาเกิดได้อีกชั่วนิรันดร นอกจากนี้มันยังทำให้รักษาคุณสมบัติพิเศษของดวงวิญญาณไม่ได้ด้วย พูดอีกอย่างก็คือ เมื่อกายหยาบมลายดวงวิญญาณก็จะปรากฏรูปลักษณ์ออกมา ทำให้แม้แต่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปก็โจมตีร่างวิญญาณได้
ช่างเป็นพลังอภินิหารที่ทรงพลังนัก!
แถมยังมีผลพิเศษพ่วงมาด้วยอีก!
มันเป็นพลังที่คล้ายกันในคนละรูปแบบกับอภินิหาร ‘เนรเทศ’ ที่เทพธิดาเชียวเหอถ่ายทอดให้เขา ทว่าพลังนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าและที่สำคัญคือมันโจมตีศัตรูได้โดยตรง กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเจียงฉางเซิงค่อย ๆ ได้สติกลับมา เสียงของมหาเถระกษิติครรภก็เงียบลงไปตั้งแต่เมื่อใดแล้วก็ไม่ทราบ
เขาลืมตาขึ้น สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในม่านสายตาคือเงาร่างของมหาเถระกษิติครรภ
มหาเถระกษิติครรภจ้องมองเขาด้วยแววตาเรียบเฉย
เจียงฉางเซิงหันไปมองข้างตัวอย่างไม่ทันคิด เสาเฮากับสิงเทียนยังไม่ตื่น เสาเฮาทำหน้ากลัดกลุ้มทุกข์ใจ ส่วนสิงเทียนสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เจียงฉางเซิงแยกไม่ออกว่าตนเองมีพรสวรรค์ดีกว่าหรือสู้พวกเสาเฮาสองคนไม่ได้กันแน่
“ข้าเห็นวัฏสงสารของเจ้าทิ้งร่องรอยเอาไว้เนิ่นนานนัก มิหนำซ้ำเป็นสองช่วงที่ยาวนานอย่างยิ่ง”
มหาเถระกษิติครรภจ้องมองเจียงฉางเซิงแล้วเอ่ยด้วยเสียงสุขุมเยือกเย็น
เจียงฉางเซิงงุนงงถามว่า “ผู้อาวุโสคำพูดนี้หมายความอย่างไร”
ร่องรอยอันยาวนานสองช่วงหมายถึงชีวิตสองชาติภพอย่างนั้นหรือ ชีวิตชาตินี้ยาวนานก็จริงอยู่ แต่ชาติก่อนเขาตายตั้งแต่ยังหนุ่มเลยนะ
มหาเถระกษิติครรภตอบกลับมาว่า “กรรมกับสังสารวัฏยากจะแยกจากกัน เรียนรู้กรรมจบย่อมก้าวสู่การศึกษาสังสารวัฏก็จริง แต่สังสารวัฏมีพลังที่คอยกดข่มผู้คนอยู่มากกว่าเดิมที เจ้าที่เพิ่งก้าวถึงขั้นเอกเทวะจึงมิควรฝึกสองมรรคาพร้อมกัน แต่เจ้าชาญฉลาดยิ่งนักแล้วมรรคาสองสายที่เลือกก็เสริมส่งกันพอดี”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เอ่ยชม เป็นเพราะเคล็ดวิชาบำเพ็ญของผู้อาวุโสยอดเยี่ยมจึงทำให้ข้าบรรลุสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง”
เจียงฉางเซิงทอดถอนใจจากใจจริง มหาเถระกษิติครรภดูเหมือนมิค่อยเป็นมิตร แต่เนื้อหาการเทศนาของเขามากมายด้วยสาระ เนื้อหาเกี่ยวพันกว้างขวาง ยังไม่ต้องพูดถึงมรรคาแห่งสังสารวัฏ แม้กระทั่งการฝึกฝนด้านอื่นของเขาในเวลาต่อ ๆ ไป มันก็คงมีส่วนช่วยเหมือนกัน
มหาเถระกษิติครรภเอ่ยว่า “ดูเหมือนเจ้าจะยังสับสนอยู่เล็กน้อย ไหน ๆ กรรมก็พามาเกี่ยวพันกันแล้ว อยากถามสิ่งใดก็ถามมาเถิด”
ได้ยินคำนี้เจียงฉางเซิงพลันยินดีปรีดา เขารีบกล่าวขอบคุณหลังจากนั้นก็เอ่ยขอสงสัยในด้านการฝึกบำเพ็ญของตนเอง
“เคล็ดวิชาฝึกบำเพ็ญของเจ้าไม่ธรรมดา มันบริสุทธิ์อย่างยิ่งแต่ก็โอบรับสิ่งอื่นได้มากมายในเวลาเดียวกัน ขามิเคยได้ยินเคล็ดวิชาเช่นนี้มาก่อน ความจริงแล้วความสับสนของเจาง่ายดายยิ่งนัก นั่นก็เพราะโอบรับสิ่งอื่นมากเกินไปจึงกลับกลายเป็นไร้ทิศทาง”
มหาเถระกษิติครรภขมวดคิ้วเอ่ยตอบ เห็นชัดว่าเขาทึ่งกับวิชามรรคาธรรมชาติมาก แม้เจียงฉางเซิงจะเล่าให้ฟังเพียงจุดสำคัญของเคล็ดวิชาเท่านั้นแต่นั่นก็มากพอทำให้เขาทึ่งแล้ว
เจียงฉางเซิงรู้สึกว่ามีเหตุผล บทก่อน ๆ ของวิชามรรคาธรรมชาติล้วนมีแนวทางให้มุ่งไป มันชี้ทิศทางให้เขาว่าต้องฝึกฝนที่ตรงไหน แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เขาเลือกฝึกมรรคาแห่งกรรมเพียงเพราะมรรคาแห่งกรรมลึกล้ำมากพอให้เขาฝึกฝนต่อไปเรื่อย ๆ และช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้นต่อไปได้เท่านั้น
มหาเถระกษิติครรภเอ่ยว่า “เมื่อนานมาแล้วสมัยที่เคล็ดวิชาบำเพ็ญทั้งหลายยังไม่ถือกำเนิด ไร้ซึ่งวิถีเซียน เจ้าคิดว่าผู้ที่สร้างวิถีเซียนกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญผู้นั้นเริ่มระดับขั้นบำเพ็ญของตนเองได้อย่างไรหรือ”
เจียงฉางเซิงจมลงในห้วงความคิด
สร้างขึ้นมาเองอย่างนั้นหรือ
“ยามใดตกอยู่ในห้วงแห่งความไม่รู้ จินตนาการล้วนเป็นจุดเริ่มต้น เจ้าต้องการก้าวไปถึงพลังเช่นไรก็จงเพียรพยายามทำให้มันเป็นจริง มิใช่รอให้ไปถึงระดับขั้นใดขั้นหนึ่งเพื่อให้ได้ครอบครองพลังของระดับขั้นนั้น ระดับขั้นเป็นคำที่ผู้ฝึกบำเพ็ญใช้นิยามพลัง มิใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ด้วยตัวเอง”
คำพูดของมหาเถระกษิติครรภทำให้เจียงฉางเซิงบรรลุขั้นมาทันใด ตัวเขาในชาติก่อนเป็นนักออกแบบเกม เขาเคยอ่านเรื่องราวในจินตนาการทั้งหลายมาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อจินตนาการพลังในโลกที่เขากำลังจะปั้นแต่งขึ้น นี่เป็นงานถนัดของเขาเลยเชียว
ชาตินี้หลังจากผ่านเรื่องราวมามากมายถึงเพียงนั้น วิสัยทัศน์ของเขายิ่งเปิดกว้างขึ้นอีก พลังจินตนาการของเขาย่อมมากมายกว่าเดิม มันมากมายจนไม่อาจคาดคะเนได้ เจียงฉางเซิงสามารถผสานมันเข้ากับพลังของตนเองแล้วจินตนาการว่าระดับขั้นถัดไปสมควรแข็งแกร่งมากเพียงใด หลังจากนั้นก็เพียรพยายามไปสู่เป้าหมายนั้น
มหาเถระกษิติครรภเอ่ยต่อ “เคล็ดวิชาที่โอบรับได้หลายสิ่งทั้งยังลึกซึ้งเช่นนี้ บางทีการผสานรวมมหามรรคาอาจเป็นเป้าหมายของมันก็เป็นได้”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าเอ่ยว่า “ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ”
มหาเถระกษิติครรภส่ายหน้าไปมา สายตาที่หันมามองเจียงฉางเซิงแฝงด้วยความนัยอันลึกซึ้ง
“เหตุที่ข้าชี้แนะเจ้าก็เพราะมองเห็นสิ่งที่เจ้าแบกรับอยู่ เดิมที่ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจุดจบ แต่จุดจบหาใช่การสิ้นสุดไม่ เหมือนดังเช่นสังสารวัฏ”
มหาเถระกษิติครรภเอ่ยอย่างเนิบช้า เจียงฉางเซิงฟังจบก็รู้สึกสะเทือนไปถึงในจิตใจ หรือว่ามหาเถระกษิติครรภมองเห็นชะตากรรมของวิถีเซียนที่ตัวเขาแบกรับอยู่
เทพธิดาเชียวเหอก็เหมือนจะมองเห็นจุดนี้เช่นกัน ในวิถีเซียนมีผู้แข็งแกร่งที่มองเห็นอนาคตของวิถีเซียนมากมายถึงเพียงนี้ แต่กลับมิอาจเปลี่ยนแปลงมันได้ หรือนี่จะเป็นการบอกใบ้กลาย ๆ ว่ามีโชคชะตากับชะตากรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้อยู่จริง ๆ
“อย่าได้กังวลไป จงก้าวเดินไปบนเส้นทางของตัวเจ้าเองให้ดีเถิด”
มหาเถระกษิติครรภบอกอย่างนิ่งสงบ แต่สีหน้าของเขามิเคร่งขรึมเท่าก่อนหน้าอีกแล้ว บนใบหน้านั้นเผยรอยยิ้มอ่อนโยนจาง ๆ
เจียงฉางเซิงถูกสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาทำให้ฉุกคิดบางอย่าง
เขาอดไม่ได้จึงถามขึ้นมาว่า “มิทราบว่าผู้อาวุโสรู้จักกับเจาลัทธิคุนหลุน บรรพจารย์เสวียนตี้กับเทพธิดาเชียวเหอหรือไม่”
ทั้งสามคนนี้คือผู้ให้การเทศนาที่เขาเคยไปฟังเทศนามาก่อน
หนนี้มหาเถระกษิติครรภเอ่ยตอบ “ย่อมเคยได้ยิน เพียงแต่พวกเขาอยู่ไกลโพ้นยิ่งนัก บางคนสถิตอยู่นอกพิภพมิข้องเกี่ยวกับกรรมทั้งหลาย บางคนก็ดับสูญไปไประหว่างห้วงเวลาอันยาวนานแล้ว”
มีบางคนสิ้นชีพไปแล้วหรือ?
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว แต่ครานี้เขาไม่ถามต่อว่าคือผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด เมื่อมองย้อนกลับมาจากช่วงเวลาของเขาก็ล้วนเป็นคนที่ตายแล้วทั้งสิ้น
ในตอนนี้เองเสาเฮากับสิงเทียนที่อยู่ด้านข้างก็หลุดออกมาจากการเชื่อมโยงกับกฎแห่งสังสารวัฏ สิ่งนี้บ่งบอกว่าพวกเขากำลังจะตื่นแล้ว
เจียงฉางเซิงหันไปมองพวกเขาเพียงแวบเดียวเท่านั้น ทว่าเมื่อสายตาเหลียวกลับมา มหาเถระกษิติครรภก็ไม่อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว