ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 467 สยบอัครเทพยุทธ
แม้เขาจะเผชิญหน้ากับจอมเทพปีหลิวผู้มีที่มาเป็นปริศนา จะทำให้เจียงฉางเซิงเป็นกังวล แต่เขาไม่คิดจะเผ่นหนีทันทีเหมือนเมื่อสองพันปีก่อน ในความคิดของเขาต่อให้จอมเทพปีหลิวแข็งแกร่งอีกเพียงใด ก็น่าจะไม่ถึงขั้นสยบวิถียุทธด้วยคนเดียวได้ ดูจากความทรงจำของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ก็รู้ว่าวิถียุทธน่าจะฐานะสูงกว่าวิถีเทพ อาจเพราะตำแหน่งฐานะเช่นนี้จึงมีเพียงวิถีเทพที่บุกโจมตีวิถียุทธอยู่ฝ่ายเดียว แตวิถียุทธหาได้ใส่ใจวิถีเทพไม่ วิถียุทธไม่มีทางไม่รับรู้การกระทำของวิถีเทพ แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่โจมตีวิถีเทพกลับ แล้วอีกอย่างเทพแห่งหยินหยางผู้ถือกำเนิดจากอสุรกายมหันตภัยก็เล็งเป้ามาที่วิถียุทธด้วย
วิถียุทธอาจจะเป็นวิถีบำเพ็ญที่เป็นศูนย์กลางของห้วงอนันตสุญญตา และวิถียุทธอาจจะยังซ่อนพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้เอาไว้
อย่างเช่นเทวะมหาเหมันต์และตัวตนของอัครเทพยุทธ ต้องมีผู้ที่พลังยุทธมิด้อยกว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพาน เป็นข้อจำกัดที่ทำให้บรรพจารย์ยุทธนิพพานจำใจต้องพูดคุยด้วยเหตุผลแน่ หากบรรพจารย์ยุทธนิพพานเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในวิถียุทธจริง ยามเขาต้องการช่วงชิงอำนาจเขาย่อมไม่จำเป็นต้องเสกสรรปั้นแต่งเหตุผลเลยด้วยซ้ำ เขาแค่ฉวยโอกาสช่วงชิงอำนาจในจังหวะที่บรรดาอัครเทพยุทธทำผิดแล้วประกาศชื่อความผิดอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว
เจียงฉางเซิงฟังบทสนทนาของผู้คนในแดนสวรรค์ไปพลางหลอมโอสถไปพลาง
วันนี้จักรพรรดิสวรรค์มาหาเขา แต่เขาตอบกลับไปเพียงประโยคเดียวว่า ‘ขารู้แล้ว’ จากนั้นก็ไล่จักรพรรดิสวรรค์กลับไป
เจียงฉางเซิงหลอมโอสถต่ออีกสองเดือน จากนั้นจึงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปตามทิศทางที่บรรดาเทพเซียนในแดนสวรรค์พูดถึง
ห้วงอนันตสุญญตาดูมีชีวิตชีวามากกว่าแต่ก่อนอย่างบาง เพราะนับตั้งแตยุคแห่งหมื่นวิถีเริ่มต้น โลกที่เคยหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหล่านั้นก็ทยอยกันปรากฏตัวออกมา ผู้ฝึกยุทธจำนวนมากออกเดินทางค้นหาโชควาสนาไปทั่วทุกสารทิศ
ไม่มีวี่แววว่ามหันตภัยจะมาเยือนแม้แต่น้อย ผ่านไปเนิ่นนานในที่สุดเจียงฉางเซิงก็มองเห็นเส้นทางสีทองเส้นนั้น มันอยู่ห่างจากโลกคุนหลุนไกลโพ้น บนเส้นทางสีทองสายนั้นมีเงาร่างยืนอยู่นับไม่ถ้วน นี่เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเล็กน้อย เขาคิดว่าจอมเทพปีหลิวจะมาเพียงลำพังเสียอีก ดูท่าข่าวที่โลกเทพยุทธส่งมาให้แดนสวรรค์จะมีบางส่วนถูกปกปิดไว้
เจียงฉางเซิงมองเห็นจอมเทพปีหลิวผู้นั้นแล้วช่างสะดุดตาเหลือเกินจริง ๆ เทพปฐมกาล!
เมื่อเจียงฉางเซิงเห็นจอมเทพปีหลิวกับตาตนเอง เขาเข้าใจความหมายแฝงที่อยู่ในคำเรียกขานนี้ทันที ภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายช่างชวนให้ประทับใจยิ่งนัก
‘นี่มันพวกเดียวกันนี่หว่า!’
เจียงฉางเซิงคิดกับตนเอง อีกฝ่ายเป็นผู้แตกฉานในด้านการสร้างภาพไม่ต่างจากตัวเขา
เพียงเห็นร่างของจอมเทพปีหลิวผู้นี้ก็ชวนให้ผู้คนจินตนาการฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานาแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่านางถือกำเนิดมาจากเผ่าพันธุ์ใดกันแน่ ขนาดร่างกายของนางใหญ่โตยิ่งกว่าโลกใบหนึ่ง
เพียงมองอยู่เฉย ๆ ก็รู้สึกกดดัน โดยเฉพาะเมื่อในมือของนางกำลังถือลำแสงไวสี่สาย สายตาของเจียงฉางเซิงมองออกทันทีว่านั่นคือพลังแห่งกฎเกณฑ์ พลังแห่งกฎเกณฑ์ต่อต้านกับพลังแห่งมหามรรคา เจียงฉางเซิงผู้ศึกษามหามรรคาแห่งกรรมย่อมมองเห็นการมีอยู่ของกฎส่วนใหญ่ กฎนั้นตื้นเขินกว่ามหามรรคา พวกมันเป็นดังลูกหลานของมหามรรคาที่รับผิดชอบช่วยสามพันมหามรรคาดูแลระบบระเบียบของทุกสิ่ง
ทว่าในลำแสงพลังแห่งกฎเกณฑ์สี่สายของจอมเทพปีหลิวเขามองออกเพียงสายเดียวเท่านั้น นั่นคือพลังของกฎแห่งมิติ มันคล้ายกับพลังเทพเหนือกำเนิดของหลิวเสินโจวอย่างยิ่ง
ไม่ธรรมดาจริง ๆ จอมเทพปีหลิวผู้นี้ดูลึกลับยิ่งกว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพานเสียอีก พลังแห่งกฎเกณฑ์ที่นางครอบครองอยู่ในมือคู่ควรกับการถูกเรียกขานว่าเทพแล้วจริง ๆ!
“ผู้ใดออกมาเสีย!”
เสียงเย็นชาของสตรีดังขึ้น ภาษาที่เอ่ยแตกต่างจากภาษาของวิถียุทธในมหาพิภพนิลเหลือง แต่เจียงฉางเซิงระดับขั้นบำเพ็ญสูงแล้วเขาจึงเข้าใจความหมายของคำพูดของอีกฝ่ายผ่านกระแสอารมณ์ของอีกฝ่ายได้
ผู้ระดับขั้นบำเพ็ญสูงสามารถสื่อสารได้โดยไม่ต้องใส่ใจภาษาที่แตกต่างกัน
เจียงฉางเซิงแอบตกใจ อีกฝ่ายจับสัมผัสการสอดส่องของเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตได้อยางนั้นหรือ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาถูกจับได้
ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายกำลังหลอกล่อเขาอยู่หรอกนะ ไม่ถูกต้องสิ เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสอดส่องเห็นแต่ภาพเท่านั้นไม่ได้ยินเสียง แล้วเสียงของอีกฝ่ายดังเข้ามาในหูของเขาได้อย่างไรกัน ประเดี๋ยวก่อน เสียงเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงที่หูของกายเนื้อได้ยิน แต่เป็นเสียงที่ดวงวิญญาณได้ยินต่างหาก
หรือว่าในหมู่พลังแห่งกฎเกณฑ์ที่จอมเทพปีหลิวครอบครองอยู่จะมีกฎแห่งวิญญาณด้วย
การถือกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนมีกฎเป็นโครงสร้างค้ำจุน กฎแห่งวิญญาณจัดว่าเป็นกฎระดับสูง ดังนั้นสำหรับสิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปแล้วมันจึงเป็นสิ่งที่สัมผัสไม่ได้
เจียงฉางเซิงจ้องเทพปีหลิว เขาเห็นจอมเทพปีหลิวยกแขนขึ้นมาสองข้าง ท่านี้หมายความว่านางเตรียมจะลงมือแล้ว
อีกฝ่ายจะทำร้ายเขาที่อยู่ไกลถึงเพียงนี้ได้หรือ
“เอ๊ะ เหมือนจะยังมีอีกพวก”
เสียงสตรีเย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง ในถ้อยคำแฝงความดูแคลนหน่อย ๆ ทันใดนั้นเงาร่างแล้วร่างเล่าก็พุ่งเข้ามาในครรลองสายตาของเจียงฉางเซิง บุกตรงไปยังเส้นทางสีทองสายมหิมานั่น พวกเขามีกันทั้งหมดหกคน เจียงฉางเซิงจำได้ทันทีว่าหกคนนี้ก็คือหกคนในหมู่พวกอัครเทพยุทธนั่นเอง โลกเทพยุทธตั้งใจจะขัดขวางจอมเทพปีหลิวอยู่อย่างจริง ๆ เพราะหากจอมเทพปีหลิวย่างเท้ามาถึงมหาพิภพนิลเหลือง สำหรับวิถียุทธแล้วย่อมเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ อัครเทพยุทธจุนผู้มีร่างกายแข็งแกร่งกำยำที่สุดตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “บังอาจรุกรานวิถียุทธ รนหาที่ตาย!”
เขานำหน้าบุกออกไปก่อน เปลวเพลิงแผ่พุ่งออกมาจากรอบกายกลายเป็นไอพลังร้อนระอุสายหนึ่งหมายโจมตีเส้นทางสีทองสายนั่น ตูม!
คลื่นพลังล่องหนที่รุนแรงจนทำให้ห้วงมิติสั่นสะเทือนกวาดผ่านเส้นทางสีทองพุ่งไปปะทะกับเทพยุทธจนอย่างจัง
พลังสองสายปะทะกันจนเกิดคลื่นมิติสั่นไหวระลอกแล้วระลอกเล่า แผ่ขยายไปจนถึงสุดปลายห้วงมิติ อัครเทพยุทธจุนถูกพลังกระแทกถอยหลัง เขาทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ลงมือพร้อมกัน!”
ลำแสงสี่สายในมือนางสร้างมาจากพลังแห่งกฎเกณฑ์ นั่นเท่ากับว่านางครอบครองพลังเทพที่แตกต่างกันสี่ชนิด!
อัครเทพยุทธอีกคนหนึ่งตวาดบอก จากนั้นอัครเทพยุทธห้าคนจึงสาดพลังบรรพยุทธออกมาพร้อมกัน แสงของพลังวิถียุทธเจิดจ้าไปทั่วห้วงมิติ มันยิ่งใหญ่อลังการเสียยิ่งกว่าเส้นทางสีทองสายนั่น พลังแห่งวิถียุทธอันแข็งแกร่งหาชนิดพาพลังอันกร้าวแกร่งที่พร้อมทำลายทุกสิ่งโถมเข้าไปหา แม้กระทั่งภาพที่เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองเห็นก็ยังบิดเบี้ยว
‘แข็งแกร่งมาก!’
เจียงฉางเซิงลอบอุทานอย่างตกตะลึง เหตุใดจึงรู้สึกว่าพวกเขาแข็งแกร่งกว่าศึกใหญ่กับโลกเทพยุทธก่อนหน้านี้เสียอีก
พอนึกทบทวนดูอย่างละเอียดแล้ว ยามนั้นอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดคนก็เอาแต่จะตั้งมหาค่ายกลเทพยุทธแล้วพวกเขาก็ยังถูกบรรพจารย์ยุทธนิพพานขัดขวางกลางทางอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้พวกเขาอาจจะยังไม่ทันแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาก็เป็นได้ ต่อให้พวกเขาจะเคยถูกเหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายรั้งตัวไว้ได้ ฝ่ายผู้สืบทอดมหามรรคาเหล่านั้นเองก็ไม่ใช่พลังเท่ากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธธรรมดา ๆ เสียหน่อย หนนี้อัครเทพยุทธทั้งหกต่อสู้กับจอมเทพปีหลิว เจียงฉางเซิงคงต้องขยี้ตามองให้ดีสักหนหนึ่งแล้ว
สิ่งมีชีวิตจากวิถีเทพล้วนมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง แต่พวกเขาพึ่งพาพลังจากพรสวรรค์ได้เพียงอย่างเดียว แม้จอมเทพปีหลิวองค์นี้อาจครอบครองพรสวรรค์มากถึงสี่ชนิด แต่หากอัครเทพยุทธทั้งหกไล่ต้อนจอมเทพปีหลิวให้แสดงพลังทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ พวกเขาก็จะทำความเข้าใจพลังของอีกฝ่ายและเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าได้
ศึกใหญ่เปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พลังอันแข็งแกร่งเจ็ดสายสร้างแรงกดดันมหาศาลในห้วงมิติ ทว่าเงาร่างนับไม่ถ้วนบนเส้นทางสีทองสายนั่นกลับไม่ออกมาร่วมวงโจมตี พวกเขายังคงเดินไปข้างหน้าตามถนนสีทองอย่างเดียวเช่นเดิม
“ในเมื่อเจ้าอยากดู เช่นนั้นก็จงดูให้ดี!”
เสียงของจอมเทพปีหลิวดังขึ้นอีกครั้ง เจียงฉางเซิงได้ยินเสียงนางแต่ไม่ได้ยินเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวของเหล่าอัครเทพยุทธ นี่หมายความว่าจอมเทพปีหลิวจงใจพูดกับเขา
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงเฝ้าสังเกต จอมเทพปีหลิวก็ยกแขนข้างหนึ่ง ท่านี้หมายความว่านางเตรียมจะลงมือแล้ว
อีกฝ่ายจะทำร้ายเขาที่อยู่ไกลถึงเพียงนี้ได้หรือ
“เอ๊ะ เหมือนจะยังมีอีกพวก”
เสียงสตรีเย็นชาดังขึ้นอีกครั้ง ในถ้อยคำแฝงความดูแคลนหน่อย ๆ ทันใดนั้นเงาร่างแล้วร่างเล่าก็พุ่งเข้ามาในครรลองสายตาของเจียงฉางเซิง บุกตรงไปยังเส้นทางสีทองสายมหิมานั่น พวกเขามีกันทั้งหมดหกคน เจียงฉางเซิงจำได้ทันทีว่าหกคนนี้ก็คือหกคนในหมู่พวกอัครเทพยุทธนั่นเอง โลกเทพยุทธตั้งใจจะขัดขวางจอมเทพปีหลิวอยู่อย่างจริง ๆ เพราะหากจอมเทพปีหลิวย่างเท้ามาถึงมหาพิภพนิลเหลือง สำหรับวิถียุทธแล้วย่อมเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ อัครเทพยุทธจุนผู้มีร่างกายแข็งแกร่งกำยำที่สุดตวาดเสียงเกรี้ยวกราด “บังอาจรุกรานวิถียุทธ รนหาที่ตาย!”
เขานำหน้าบุกออกไปก่อน เปลวเพลิงแผ่พุ่งออกมาจากรอบกายกลายเป็นไอพลังร้อนระอุสายหนึ่งหมายโจมตีเส้นทางสีทองสายนั่น ตูม!
คลื่นพลังล่องหนที่รุนแรงจนทำให้ห้วงมิติสั่นสะเทือนกวาดผ่านเส้นทางสีทองพุ่งไปปะทะกับเทพยุทธจนอย่างจัง
พลังสองสายปะทะกันจนเกิดคลื่นมิติสั่นไหวระลอกแล้วระลอกเล่า แผ่ขยายไปจนถึงสุดปลายห้วงมิติ อัครเทพยุทธจุนถูกพลังกระแทกถอยหลัง เขาทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ลงมือพร้อมกัน!”
ลำแสงสี่สายในมือนางสร้างมาจากพลังแห่งกฎเกณฑ์ นั่นเท่ากับว่านางครอบครองพลังเทพที่แตกต่างกันสี่ชนิด!
อัครเทพยุทธอีกคนหนึ่งตวาดบอก จากนั้นอัครเทพยุทธหาคนจึงสาดพลังบรรพยุทธออกมาพร้อมกัน แสงของพลังวิถียุทธเจิดจ้าไปทั่วห้วงมิติ มันยิ่งใหญ่อลังการเสียยิ่งกว่าเส้นทางสีทองสายนั่น พลังแห่งวิถียุทธอันแข็งแกร่งหาชนิดพาพลังอันกร้าวแกร่งที่พร้อมทำลายทุกสิ่งโถมเข้าไปหา แม้กระทั่งภาพที่เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองเห็นก็ยังบิดเบี้ยว
‘แข็งแกร่งมาก!’
เจียงฉางเซิงลอบอุทานอย่างตกตะลึง เหตุใดจึงรู้สึกว่าพวกเขาแข็งแกร่งกว่าศึกใหญ่กับโลกเทพยุทธก่อนหน้านี้เสียอีก
พอนึกทบทวนดูอย่างละเอียดแล้ว ยามนั้นอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดคนก็เอาแต่จะตั้งมหาค่ายกลเทพยุทธแล้วพวกเขาก็ยังถูกบรรพจารย์ยุทธนิพพานขัดขวางกลางทางอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้พวกเขาอาจจะยังไม่ทันแสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงออกมาก็เป็นได้ ต่อให้พวกเขาจะเคยถูกเหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายรั้งตัวไว้ได้ ฝ่ายผู้สืบทอดมหามรรคาเหล่านั้นเองก็ไม่ใช่พลังเท่ากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธธรรมดา ๆ เสียหน่อย หนนี้อัครเทพยุทธทั้งหกต่อสู้กับจอมเทพปีหลิว เจียงฉางเซิงคงต้องขยี้ตามองให้ดีสักหนหนึ่งแล้ว
สิ่งมีชีวิตจากวิถีเทพล้วนมีพรสวรรค์อันแข็งแกร่ง แต่พวกเขาพึ่งพาพลังจากพรสวรรค์ได้เพียงอย่างเดียว แม้จอมเทพปีหลิวองค์นี้อาจครอบครองพรสวรรค์มากถึงสี่ชนิด แต่หากอัครเทพยุทธทั้งหกไล่ต้อนจอมเทพปีหลิวให้แสดงพลังทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ พวกเขาก็จะทำความเข้าใจพลังของอีกฝ่ายและเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้าได้
ศึกใหญ่เปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว พลังอันแข็งแกร่งเจ็ดสายสร้างแรงกดดันมหาศาลในห้วงมิติ ทว่าเงาร่างนับไม่ถ้วนบนเส้นทางสีทองสายนั่นกลับไม่ออกมาร่วมวงโจมตี พวกเขายังคงเดินไปข้างหน้าตามถนนสีทองอย่างเดียวเช่นเดิม
“ในเมื่อเจ้าอยากดู เช่นนั้นก็จงดูให้ดี!”
เสียงของจอมเทพปีหลิวดังขึ้นอีกครั้ง เจียงฉางเซิงได้ยินเสียงนางแต่ไม่ได้ยินเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยวของเหล่าอัครเทพยุทธ นี่หมายความว่าจอมเทพปีหลิวจงใจพูดกับเขา
ระหว่างที่เจียงฉางเซิงเฝ้าสังเกต จอมเทพปีหลิวก็ยกแขนข้างหนึ่ง นางสะบัดลำแสงแห่งกฎสายหนึ่งออกไป ความเร็วของมันทำให้ม่านตาของเจียงฉางเซิงที่มองตามหดรูปรวมกัน
‘เร็วมาก!’
แม้แต่เขาก็ยังตอบสนองไม่ทันอยู่เล็กน้อย นับประสาอะไรกับอัครเทพยุทธทั้งหกคน
ลําแสงแห่งกฎระเบิดพลังซัดอัครเทพยุทธห้าคนจนแตกกระจาย การร่วมมือกันของพวกเขาหยุดชะงักในบัดดล แรงดูดอันน่าสะพรึงพุ่งออกมาเล่นงานอัครเทพยุทธทั้งห้ากับอัครเทพยุทธจุนที่อยู่ไกลออกไป มันลากพวกเขาเข้าไปหา
อัครเทพยุทธจุนมีสีหน้าสะพรึงกลัว เขาดีดดิ้นอย่างสุดแรงเกิดแต่สลัดไม่หลุดสักนิด ไม่ถึงสามลมหายใจอัครเทพยุทธทั้งหกก็ถูกลำแสงแห่งกฎดูดหายไป ร่างของพวกเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย ห้วงมิติกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทุกสิ่งหวนกลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
เส้นทางสีทองยังคงทอดยาวต่อไป เงาร่างนับไม่ถ้วนบนนั้นสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ
เจียงฉางเซิงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วผิดหวัง เขามองไม่ออกว่าลำแสงแห่งกฎสายนั่นบรรจุกฎอะไรไว้ เห็นก็แต่ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
ความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าอัครเทพยุทธ!
อัครเทพยุทธหกคนออกมาไม่พ้นก็หมายความว่าอย่างน้อยจอมเทพปีหลิวก็ระดับขั้นสูงกว่าพวกเขาหนึ่งระดับ ขั้นใหญ่นี้เป็นการคาดการณ์ในทางต่ำที่สุดแล้วด้วย หากอยู่ในระดับขั้นเดียวกันจริง ยากนักจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพราะไม่ว่าผู้ใดที่ก้าวมาถึงขั้นนี้ใครจะไม่ใช่อัจฉริยะผู้สยบพิภพ เคยกำราบคนระดับเดียวกันจนไร้คู่ต่อสู้ สร้างชื่อสะท้านอดีตจรดปัจจุบันมาแล้วบ้าง
ขณะที่เจียงฉางเซิงเตรียมจะรั้งเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมานั่นเอง เสียงของจอมเทพปีหลิวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ดูท่าเจ้าจะมิได้อยู่ในวิถียุทธสินะ มิเช่นนั้นไยจึงนิ่งดูดาย ขามิอาจจับตัวเจ้าได้แต่เจ้าทำให้ข้าสนใจนัก หากเจ้าเป็นศัตรูกับวิถียุทธข้ายินดีจะร่วมมือกับเจ้า ข้าจะมุ่งหน้าต่อไปจนกว่าจะทำลายโลกเทพยุทธได้สำเร็จ หากระหว่างทางพบเจอเจ้าก็จงบอกเรื่องนี้ให้ข้าฟัง ข้าจะละเว้นเจ้าสักครั้ง ก่อนข้าบุกไปถึงโลกเทพยุทธเจ้ามาสวามิภักดิ์กับข้าได้เสมอ”
เจียงฉางเซิงฟังถึงตรงนี้ก็รั้งสายตากลับมาทันที ไปเข้าฝั่งเดียวกับจอมเทพปีหลิวนะหรือ มิเท่ากับเจรจาขอหนังจากเสือหรือไร
ในความทรงจำของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ จอมเทพปีหลิวไม่ใช่คนดีอะไรและไม่เคยมีประวัติร่วมมือกับผู้ใดมาก่อน นางไม่เข้ากับทวยเทพองค์ใดในวิถีเทพทั้งสิ้น ส่วนจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ก็รอดชีวิตมาจากเงื้อมมือของนางได้เพราะเขาวางตัวให้ต่ำต้อยเข้าไว้
เจียงฉางเซิงไม่คาดการณ์ในทางเลวร้ายไม่ได้จริง ๆ จอมเทพปีหลิวคงถูกใจพลังของเขาเข้าแล้ว หากเส้นทางสีทองผ่านมายังโลกคุนหลุนจริง ๆ แล้วเขาโผล่ออกไป เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจอมเทพปีหลิวจะลงมือกับเขาเพื่อช่วงชิงพลังของเขา
พรสวรรค์ของวิถีเทพมักมีเพียงอย่างเดียว มีพรสวรรค์สองประการก็นับว่าเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งแล้ว ครอบครองพรสวรรค์สามประการนั่นถือได้ว่าเป็นตัวตนที่วิถีเทพนับจากโบราณจวบจนถึงปัจจุบันต้องตกตะลึง ตำนานของจอมเทพปีหลิวเล่าว่าเริ่มแรกนางมีพรสวรรค์เพียงสองประการเท่านั้น แล้วเหตุไฉนนางจึงครอบครองพลังแห่งกฎเกณฑ์สี่ชนิดได้เล่า
เมื่อเจียงฉางเซิงรั้งเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมา คิ้วของเขาก็ขมวดเป็นปม ไม่ได้การ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจอมเทพปีหลิวเป็นศัตรู
แต่ยามนี้เขายังสั่งสมพลังไม่พอให้เลื่อนขั้น เขาไม่แน่ใจว่าตนจะเอาชนะจอมเทพปีหลิวได้หรือไม่ เขาเองสยบอัครเทพยุทธได้ก็จริงแต่เห็นชัดว่าจอมเทพปีหลิวองค์นี้ยังแสดงพลังออกมาไม่หมด
สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือพยายามแข็งแกร่งขึ้นให้ได้มากที่สุด
นอกจากฝึกบำเพ็ญ เขาคงต้องใช้ฟังก์ชัน ‘จิตหวนสดับหลักคำสอน’ ด้วย
ถือโอกาสฟังคำสอนช่วยให้การฝึกบำเพ็ญเร็วขึ้นพอดี เจียงฉางเซิงเรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมา
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน: 20,689,021,417 แต้ม]
ยี่สิบล้านล้านแต้ม!
หนก่อนเพิ่งจะใช้ไปหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านแต้มเท่านั้นเอง
สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลายปีที่ผ่านมาวิถีเซียนเติบโตรวดเร็วเพียงใด เดิมทีเจียงฉางเซิงคิดจะสะสมแต้มเผยแผ่หลักคำสอนให้ได้มากที่สุดก่อน หากทำเช่นนั้นผลตอบแทนที่ได้ย่อมมากกว่าเดิม แต่จนใจที่จอมเทพปีหลิวผู้นี้โผล่มาอย่างกะทันหัน
หลังจากเขาใช้ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนหนก่อน กาลเวลาก็ผ่านมาเกือบหกร้อยปีแล้ว ไม่รู้ว่าหนนี้จะพานพบเทพธิดาเชียวเหอคนนั้นอีกหรือไม่ แล้วฝั่งของนางกาลเวลาจะผันผ่านไปนานเท่าใดแล้ว
หากยังพานพบกันอีกหนหนึ่ง พวกเขาคงมีวาสนาต่อกัน สองบ่งบอกว่าเทพธิดาเชียวเหอได้ใช้ชีวิตผ่านห้วงเวลายาวนานมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว
เจียงฉางเซิงมีความคิดนี้ผุดขึ้นมาเพียงแวบเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็สาดแต้มเผยแผ่หลักคำสอนทั้งหมดเพื่อเริ่มฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอน
เขาจมลงในภาพของโลกที่หมุนคว้าง ความคุ้นชินทำให้เขาไม่รู้สึกไม่สบายตัวแต่แต่อย่างใด หนนี้เขากลับมีเพียงความคาดหวังอันเต็มเปี่ยม
ยามรู้สึกว่าสองเท้าเหยียบถึงพื้นเขาก็ลืมตาขึ้น
ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็งุนงง เขาโผล่มาอยู่ในอารามแห่งหนึ่ง มันเป็นอารามที่ดูธรรมดายิ่งนัก เทียบไม่ได้เลยกับความโอ่อ่าของสถานที่ที่เทศนาสั่งสอนสามหนก่อน สถานที่นี้ทำให้ความรู้สึกของเขาเหมือนหวนกลับไปยังอารามมังกรผงาด
เบื้องหน้าของเขามีเบาะกลมอยู่สี่อัน สามเบาะในนั้นเรียงเป็นแถว ห่างออกไปเจ็ดก้าวมีเบาะอีกอันวางอยู่เดียวดาย เห็นชัดว่าเป็นของผูมาเทศนา
หรือว่าหนนี้จะมีผู้ฟังเทศนาเพียงสามคน
แล้วเขาก็เป็นหนึ่งในนั้น
เจียงฉางเซิงหันหลังไปมองประตูของอาราม เบื้องนอกของประตูคือแสงเจิดจ้าที่ทำให้มองไม่เห็นทิวทัศน์ด้านนอก
ไม่นานนักเงาร่างสองร่างก็ก้าวเข้ามา ทว่าผู้ที่มาคือบุรุษสองคน