Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
ค้นหานิยาย
Sign in Sign up
  • หน้าหลัก
  • นิยายทั้งหมด
  • Contact
Sign in Sign up

ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 470 มรรคาจารย์สู่ศึกจอมเทพ

  1. Home
  2. ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
  3. ตอนที่ 470 มรรคาจารย์สู่ศึกจอมเทพ
Prev
Novel Info

ไม่เห็นนิยายอัปเดตใช่ไหม?
>>จิ้มที่นี่ได้เลย<<

“นายท่าน พวกท่านกำลังพูดอะไรกันนะ”
ไป๋ฉีถามอย่างงุนงง นางไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพลังแห่งกฎเกณฑ์ จึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงของจอมเทพปีหลิว

เจียงฉางเชิงไม่ตอบนาง เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตไล่ตามกลิ่นอายของจอมเทพปีหลิวไป แต่ระหว่างทางเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเขากลับไม่อาจรุกคืบต่อไปได้ มีพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นและไร้รูปร่างกันขวางการเข้าไปของเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต ตำแหน่งของเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตห่างจากกลิ่นอายของจอมเทพปีหลิวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ กลิ่นอายกดดันนั้นกลับสามารถสกัดกั้นจากระยะไกลขนาดนี้ได้ ก็จินตนาการว่าจอมเทพปีหลิวแข็งแกร่งเพียงใด

เจียงฉางเชิงจำต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ตรวจสอบหาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแต่ละขอบเขต

“…”

ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่ตรวจสอบได้กลับมีแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ถึง 30 แต้ม!

เขาใช้แต้มเซ่นไหว้คำนวณดูว่าจอมเทพปีหลิวแข็งแกร่งเพียงใด แต่ฝ่ายกลับไม่อยู่ในขอบเขตของการคำนวณ

แสดงว่าผู้ที่มีค่าแต้มเซ่นไหว้มรรคาสวรรค์ 30 แต้มนี้คือคนอื่น

“จอมเทพปีหลิวกำลังต่อสู้กับโลกเทพยุทธหรือมีอำนาจฝ่ายที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องกัน”

เจียงฉางเชิงครุ่นคิดในใจ ตัวตนของเทพแห่งหยินหยางไม่อาจมองข้ามได้ ก่อนหน้านี้แม้เทพแห่งหยินหยางจะแพ้ในงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี แต่เขากลับมีลางสังหรณ์ว่านั่นไม่ใช่พลังทั้งหมดของเทพแห่งหยินหยาง มหาอสุรกายมหันตภัยที่สามารถทำลายระเบียบแห่งมหามรรคาได้จะถูกกำราบอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้อย่างไร

“ช่างเป็นยุคสมัยที่โกลาหลเลียจิงถือกำเนิดในยุคเช่นนี้ ย่อมมีทั้งโชควาสนาและหายนะ”

เจียงฉางเชิงคิดในใจอย่างเงียบๆ ในยุคเช่นนี้ ภัยอันตรายมีมากมาย ศัตรูก็ผุดขึ้นมาไม่หยุด ทำให้เกิดศึกสงครามไม่สิ้นสุด แต่หากไม่ใช่ยุคเช่นนี้ วิถีเซียนเพียงแค่เผยตัวขึ้นมาก็จะถูกวิถียุทธกดทับทันที

ที่แย่ที่สุดก็ยังเป็นวิถียุทธ ก่อนหน้านี้เผชิญกับการรุกรานของศาสตร์โบราณและแดนโลหิต ต่อมาก็พบกับการร่วมมือของบรรดามหามรรคา จากนั้นยังมือสุรกายมหันตภัยและจอมเทพปีหลิว บางทีนี่อาจเป็นมหันตภัยครั้งใหญ่ของวิถียุทธ คำว่ามหันตภัยนี้ไม่ใช่หมายถึงศัตรูคนใดคนหนึ่ง แต่คือทางตันเบื้องหน้าที่ต้องเผชิญ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมหันตภัยครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่เพราะการสั่งสมของผลกรรมอย่างนั้นหรือ ในใจเจียงฉางเชิงพลันแจ่มชัดขึ้น

มูหลิงลั่วเห็นเขาจมอยู่ในห้วงความคิดจึงไม่รบกวนแม้แต่น้อย กระทั่งส่งสายตาให้ไป๋ฉี

“ดวงตาของนายท่านมองเห็นโลกเช่นไรหรือ” ไป๋ฉีจ้องมองเจียงฉางเชิงตาไม่กะพริบ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน โลกคุนหลุนสงบสุขมานานอย่างน้อยก็ไม่พบศัตรูจากภายนอก ส่วนสิ่งที่เรียกว่ามรรคาเวทย์ก็มีแค่ผู้ฝึกตนระดับสูงหรือเทพเซียนแห่งแดนสวรรค์เท่านั้นที่จะได้พบเจอ นางก็เป็นเช่นเดียวกันใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมาเนิ่นนานไม่เคยนึกเลยว่านายท่านจะต้องเผชิญแรงกดดันเพียงใด

นางนึกถึงสิ่งที่เทพเซียนในแดนสวรรค์กล่าวเกี่ยวกับจอมเทพปีหลิวเมื่อไม่นานนี้ แล้วก็นึกถึงสิ่งที่โลกเทพยุทธ จอมเทพปีหลิวได้นำแรงกดดันมหาศาลมาสู่โลกเทพยุทธ หรือว่าสิ่งที่นายท่านกังวลอยู่คือจอมเทพปีหลิวจริงๆ เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป กลิ่นอายอันทรงพลังของจอมเทพปีหลิวก็จางหายไป

เจียงฉางเชิงขมวดคิ้วก่อนจะหายตัวจากบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาไปอย่างไร้ร่องรอย แทบจะในเวลาเดียวกันเขาก็ปรากฏตัวขึ้นที่มุมหนึ่งของไทหวง ขุนเขาสลับซับซ้อน ป่าไม่หนาแน่น มีรอยแยกสีดำเส้นหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ รูปร่างน่าสะพรึงกลัวราวกับตะขาบยักษ์ ดูบิดเบี้ยวเล็กน้อย

เจียงฉางเชิงตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าภายในรอยแยกนี้แฝงไว้ด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์อันแข็งแกร่ง เขาแยกแยะได้เพียงว่าคือกฎแห่งมิติ

รอยแยกสีดำเช่นนี้ในไทหวงมีอยู่มากกว่าพันแห่ง!

จอมเทพปีหลิวพบข้าแล้วหรือ เจียงฉางเชิงขมวดคิ้วพลางคิดเขาร่ายพลังอาคม พยายามซ่อมแซมแต่ก็ทำไม่ได้แม้แต่น้อย เขากระทั่งไม่อาจใช้พลังโชคชะตาแห่งโลกคุนหลุนหรือแดนสวรรค์ซ่อมแซมได้ด้วยซ้ำ เขาไม่ตื่นตระหนกแต่กลับตั้งใจฟังเสียงในใจของผู้ศรัทธาจากมหาพิภพนิลเหลือง โลกเทพยุทธและสถานที่อื่นๆ

ไม่นานนักเขาก็รวบรวมข่าวสารได้จำนวนมาก ไม่ใช่แค่โลกคุนหลุนเท่านั้น แต่มหาพิภพนิลเหลือง โลกเทพยุทธและสถานที่ต่างๆ ล้วนปรากฏรอยแยกมิติลักษณะเดียวกัน หัวใจของเจียงฉางเชิงค่อยสงบลง ขอแค่จอมเทพปีหลิวไม่ได้มุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรง เรื่องนี้ก็ยังพอมีทางออก เขากลับมายังตำหนักเมฆาม่วงอีกครั้ง ไม่ต้องมีคำสั่งใดๆ จากเขา แดนสวรรค์ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติแล้ว แดนสวรรค์มีสมบัติอาคมไว้ป้องกันมากมายภายในจึงไม่มีรอยแยกสีดำปรากฏ ทว่าภายนอกประตูสวรรค์ทั้งสี่กลับมองเห็นรอยแยกสีดำได้ จักรพรรดิสวรรค์ถือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเอาตัวมายืนอยู่หน้าแถบรอยแยกสีดำที่หน้าประตูสวรรค์ ใต้กองทัพทหารสวรรคนับร้อยตามติดอยู่ด้านหลังอย่างพร้อมเพรียง นายท่านไปยืนอยู่ด้านหลังจักรพรรดิสวรรค์ กล่าวเสียงขรึมว่า “ฝ่าบาท พลังโชคชะตาไม่สามารถซ่อมแซมได้ อย่าได้บุ่มบ่ามเข้าไปจะดีกว่าพะยะคะ”

จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้วแน่น แอบรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขณะเดียวกันนั้นทั้งโลกบำเพ็ญเซียนก็เริ่มเคลื่อนไหว สิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนพบว่ารอยแยกสีดำเหล่านี้ได้กระจายอยู่ตามทุกทิศทั่วฟ้าดิน ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงกำลังครุ่นคิดถึงแผนการรับมือจอมเทพปีหลิว เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้เขาจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือการต่อสู้กับจอมเทพปีหลิวทุกเมื่อ

จะเปิดฉากเต็มกำลังเลยหรือควรลองหยั่งเชิงก่อนดี?

ในจังหวะนั้นเขารู้สึกได้ถึงบางสิ่ง มือขวายกขึ้น หยกโบราณก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นในมือเขานั่นคือสิ่งที่โมวังเคยขอมอบให้เขาก่อนหน้านี้

“มรรคาจารย์ จอมเทพปีหลิวต่อสู้กับเทพแห่งหยินหยาง จนทำให้ระเบียบวิถียุทธปั่นป่วน บัดนี้รอยแยกแห่งความว่างเปล่าได้แผ่ขยายไปทั่วทุกฟ้าดิน โลกคุนหลุนก็น่าจะมีปรากฏแล้วเช่นกัน พวกเราไม่อาจนั่งรอความตายได้ ปล่อยไว้เช่นนี้มหามรรคาของพวกเราอาจกลายเป็นเพียงเชื้อเพลิงแห่งมหันตภัยของวิถียุทธ!”

น้ำเสียงของโมวังหนักแน่นยิ่งนัก แต่ก็ยากจะปิดบังความหวาดหวั่นได้ เจียงฉางเชิงเอ่ยถาม “เจ้าคิดจะทำอย่างไร”

โมวังตอบกลับ “เช่นเดียวกับครั้งก่อน ร่วมมือกับมหามรรคาต่างๆ ในห้วงสุญญตา รวมกันต่อกรกับจอมเทพปีหลิว หากท่านตกลงข้าจะเดินหน้าติดต่อผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นๆ รอฟังข่าวจากข้า”

“ตกลง”

“ขอบคุณ!”

โมวังตัดการติดต่ออย่างรวดเร็ว หยกก้อนนี้ไม่ใช่หยกก้อนเดิมอีกต่อไปแล้ว ขณะที่สนทนากันนั้น มูหลิงลั่วกับไป๋ฉีก็ได้ยินเสียงของโมวังที่อยู่ภายในหยกไปด้วย

ไป๋ฉีรีบเอ่ยถาม “นายท่าน ท่านจะเตรียมการรับมือจอมเทพปีหลิวแล้วหรือเช่นนั้นไม่ใช่การช่วยโลกเทพยุทธหรอกหรือ”

เจียงฉางเชิงกล่าวเรียบๆ “ศัตรูของโลกเทพยุทธมีมากมาย หากพวกเขาล้มสลายพวกเราย่อมตกเป็นเป้ากลุ่มแรก ยิ่งไปกว่านั้นโลกคุนหลุนจะต้องเผชิญหน้ากับจอมเทพปีหลิวก่อนวิถียุทธเสียอีก”

ความจริงยังมีอีกวิธีหนึ่งนั่นคือเคลื่อนย้ายโลกคุนหลุนไปเสีย ทว่าโลกคุนหลุนในตอนนี้ได้เปิดออกแล้ว สรรพชีวิตมากมายออกไปภายนอกแดนสวรรค์ก็เชื่อมโยงกับฟ้าดินอื่นไว้มาก หากเคลื่อนย้ายอีกก็ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ไม่อาจเอาแต่หลบซ่อนไปได้ตลอด!

หากสู้ไม่ได้จริงเช่นนั้น การหนีก็คงพอเข้าใจได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจียงฉางเชิงแข็งแกร่งขึ้นตลอด นับแค่มูลค่าแต้มเซ่นไหว้ก็ไม่น้อยหน้า ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับบรรพจารย์ยุทธนิพพานเขาเองก็ไม่ได้ไร้ความหลังเสียทีเดียว

เขาลุกขึ้นยืนเริ่มยืดเส้นยืดสาย

“นายท่าน ท่านจะทำอะไรหรือ เขาไม่ได้บอกให้รอข่าวจากเขาหรือ” ไป๋ฉีขยับกะพริบตาถาม มูหลิงลั่วก็หันไปมองเขาเช่นกัน

เจียงฉางเชิงเอ่ยตอบ “หากต้องรอข้าก็อีกเป็นสิบปีหรืออาจจะร้อยปีก็ได้ ข้าจะไปลองดูก่อนสักตั้ง”

หากมัวแต่รอแล้วค่อยเปิดศึกตอนที่จอมเทพปีหลิวบุกโลกคุนหลุนคงไม่ใช่เรื่องดีแน

“เตรียมโอสถไว้มากมายเช่นนี้ ทั้งยังครอบครองสมบัติอาคมอีกหลากชนิด…”

แววตาเจียงฉางเชิงส่องประกายภายในใจพลันยากจะข่มความตื่นเต้นไว้ได้ เขาไม่รู้แนชัดว่าจอมเทพปีหลิวแข็งแกร่งเพียงใด แต่เขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าหากทุ่มพลังเต็มที่แล้วตนจะน่ากลัวเพียงไหน

แต่อย่างหนึ่งที่เขามั่นใจคือ จอมเทพปีหลิวไม่มีทางแข็งแกร่งกว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพานถึงหนึ่งขั้นใหญ่ หากแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นวิถีเทพคงถล่มวิถียุทธไปแล้ว จอมเทพปีหลิวจะต้องเสียเวลาบุกอยู่อีกหรือ

“เอาละ ไม่ต้องห่วงแล้ว ฝึกบำเพ็ญต่อไปเถิด”

เจียงฉางเชิงปรายตามองมูหลิงลั่วกับไป๋ฉีกล่าวปลอบอย่างแผ่วเบา เมื่อพูดจบเขาก็นั่งลงอีกครั้งพิงพนักบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคา แล้วทั้งตัวรวมถึงบัลลังก์ก็หายวับไปพร้อมกัน มูหลิงลั่วหลับตาตามเริ่มต้นฝึกฝนต่อ ส่วนไป๋ฉีอยู่เฉยๆ ไม่ได้รีบวิ่งออกจากตำหนักเมฆาม่วงทันที เตรียมไปหาผู้ฝึกยุทธคนอื่นเพื่อสืบข่าวเกี่ยวกับจอมเทพปีหลิวเพิ่มเติม กลางห้วงสุญญตาปรากฏรอยแยกสีดำขนาดต่างกันกระจายอยู่ทั่ว เส้นทางสีทองยังคงขยายตัวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง จอมเทพปีหลิวนั่งลอยตัวอยู่ด้านหลัง เงาร่างอันเกรียงไกรนั้นยังดูสงางามและศักดิ์สิทธิ์เช่นเคย

เส้นทางสีทองพลันหยุดลง จอมเทพปีหลิวค่อยๆ เงยหน้าขึ้น

“มาอีกแล้วหรือ”

เสียงของจอมเทพปีหลิวดังขึ้นเยียบเย็นไร้อารมณ์ ทันใดนั้นกลางห้วงสุญญตาข้างหน้าพลันปรากฏแสงสว่างสาดพุ่งออกมา เจียงฉางเชิงในสภาพทาบฟ้าเทียมพสุธาแม้นั่งอยู่ก็ยังสูงตระหง่านนับหมื่นจั้ง บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาใต้ร่างยิ่งน่าเกรงขาม ครองอำนาจบารมีเต็มเปี่ยม เจียงฉางเชิงนั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้มิใช่เจ้าอยากชักชวนข้าหรือ”

บัลลังก์เทพสวรรคมหามรรคาถูกกระตุ้นให้ทำงานแล้ว สมบัติอาคมทั่วร่างของเขาเช่นกัน เสื้อคลุมหยินหยางขลิบทองกระพือเบาๆ ปราณกำเนิดเทพอันธการวนเวียนรอบบัลลังก์ดูสงบและลึกล้ำ

“ที่แท้ก็เจ้านี่เอง เจ้าคือหนึ่งในอสุรกายมหันตภัยหรือเป็นฝ่ายวิถียุทธกันแน่”

จอมเทพปีหลิวแคนหัวเราะถามเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างปิดไม่มิด

“ไม่ใช่ทั้งสอง เพียงแต่เจ้าเป็นภัยต่อข้า”

เจียงฉางเชิงตอบไม่ได้ลงมือในทันที ภายใต้แสงเทพสุดขอบตะวันที่ส่องสว่าง สมบัติอาคมชิ้นแล้วชิ้นเล่าลอยขึ้นกลางอากาศ บนขาขวาคือน้ำเต้าสะบั้นเซียน บนขาซ้ายคือน้ำเตาทองม่วง คัมภีร์ภูผาสมุทรลอยอยู่ตรงอก จอมเทพปีหลิวยังไม่ได้ลงมือทันทีเพราะมองเจียงฉางเชิงไม่ออก สัญชาตญาณบอกกับนางว่าบุรุษผู้นี้มิใช่พวกอ่อนหัดเช่นก่อนหน้า และนี่เองคือเหตุผลที่เส้นทางสีทองหยุดลง ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าศึกใหญ่กำลังจะปะทุขึ้น!

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ห้วงสุญญตานี้ล้วนมีแต่ผู้แข็งแกร่ง หากมีเพียงเจ้าคนเดียวเจ้าคงไม่มีเหตุผลใดมาขัดขวางข้าเช่นนั้น เจ้าก็ต้องมีสิ่งที่อยากปกป้อง แล้วเหตุใดไม่ร่วมมือกับข้าโค่นล้มวิถียุทธเสียเลยเล่า”

จอมเทพปีหลิวแคนหัวเราะ นางค่อยๆ ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น ท่ามกลางแสงจ้า ท่วงท่าของเจียงฉางเชิงดูเกียจคร้านเล็กน้อย เขากล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “หากเป็นเช่นนั้น วิถียุทธกับสิ่งที่เจ้าพูดมีความแตกต่างกันตรงไหน ต่างจากมหามรรคาในอดีตตรงไหนกันเล่า”

“เช่นนั้นเจ้าจะล้มล้างวิถียุทธได้อย่างไร หรือว่าเจ้าคิดเพ้อฝัน คิดว่ายุคแห่งหมื่นวิถีที่วิถียุทธผลักดันจะดำรงอยู่ได้นานหรือ”

“การสังหารยอมหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่หากลดการสังหารได้นั่นจึงจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง สิ่งที่ข้าต้องการคือใจมนุษย์ต่างหาก”

“ไร้เดียงสานัก!”

จอมเทพปีหลิวขว้างลำแสงแห่งกฎออกไปอย่างรุนแรงความเร็วสูงยิ่ง

เจียงฉางเชิงตกตะลึงเล็กน้อย ความเร็วนี้เร็วกว่าที่คาดไว้มาก ความรู้สึกเมื่อได้เผชิญหน้าจริงๆ แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง แต่เขาก็เตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว ตูม!

ลำแสงแห่งกฎถูกปราณกำเนิดเทพอันธการแปลงสภาพเป็นม่านหมอกสีม่วงหนาแน่นต้านทานไว้ หมอกสีม่วงสั่นไหวราวกับพร้อมจะแตกกระจายได้ทุกเมื่อ ในชั่วพริบตาลำแสงแห่งกฎปล่อยพลังดึงดูดอันน่าสะพรึงออกมา ดูดกลืนปราณกำเนิดเทพอันธการอย่างบ้าคลั่ง เจียงฉางเชิงยกมือชี้หน้าเดียว

“ดัชนิมรรคพิฆาตโลกา!”

คลื่นพลังสีทองพุ่งออกจากปลายนิ้วตัดลำแสงแห่งกฎขาดสะบั้นในทันที พลังดึงดูดอันน่าสะพรึงนั้นก็สลายไปพร้อมกัน

สีหน้าจอมเทพปีหลิวเปลี่ยนไป รุ่งแสงสีขาวบังดวงตาทั้งสองไว้แต่กลับไม่อาจปิดบังสีหน้าของนางได้ นางไม่ได้ตื่นตระหนก งุนงงเพียงแค่ชั่วครู่มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น

“น่าสนใจ เจ้ามีคุณสมบัติเป็นคู่ต่อสู้ของข้า จำไว้ให้ดี จอมเทพที่สังหารเจ้ามีนามว่าปีหลิว!”

>กลับหน้าหลักHOMEจิ้ม<

Prev
Novel Info

Comments for chapter "ตอนที่ 470 มรรคาจารย์สู่ศึกจอมเทพ"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น

You must Register or Login to post a comment.

Aileen Novel
  • หน้าหลัก HOME
  • COOKIE POLICY

© 2020 - 2023 ไอรีนโนเวล นิยายอ่านฟรีทุกวัน เว็บอ่านนิยาย pdf ไอรีนโนเวล “aileen-novel.online” เว็บอ่านนิยายสนุกๆ เพลิดเพลินไปกับนิยายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิยายวาย, นิยายจีน, นิยายรัก, แฟนตาซี, กำลังภายใน, ผจญภัย สุดยอดวิชากำลังภายใน นิยายชื่อดัง ตอนล่าสุด "ฮณ๊ฯดฯฌซ, อ่านฟรี อ่านเพลินอ่านทั้งวันกับไอรีนโนเวลออนไลน์

Sign in

Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Sign Up

Register For This Site.

Log in | Lost your password?

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย

Lost your password?

Please enter your username or email address. You will receive a link to create a new password via email.

← Back to Aileen Novel - อ่านนิยายออนไลน์ฟรี รวมนิยายแปลและนิยายไทย