ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 459 ต้นผานกูสองยอดของวิเศษแห่งวิถีเซียน
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเงียบงัน เจียงฉางเซิงก็เงียบงันเช่นกัน
‘แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ 20 แต้มช่างน่ากลัวเสียจริง แข็งแกร่งกว่าเทวะมหาเหมันต์ผู้นั้นเสียอีก เทวะของโลกเทพยุทธเป็นตัวตนเช่นไรกันแน่’
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ตรวจดูมูลค่าของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน มูลค่าระดับนี้มากพอจะสยบมหาพิภพนิลเหลืองได้
หนึ่งหมื่นแต้มเซนไหวกับหนึ่งแต้มเซนไหวดูเหมือนแตกต่างกันหมื่นเท่า แต่ความจริงแล้วความแตกต่างหมื่นเทานั้นเทียบไม่ได้เลยกับแต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์ยี่สิบแต้มและแต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์หนึ่งแต้ม
ยิ่งระดับขั้นสูง ความแตกต่างเพียงหนึ่งเท่าก็เท่ากับความแตกต่างอันมหาศาล!
แต่ทั้งที่มูลค่าของบรรพจารย์ยุทธนิพพานสู้ตัวตนลึกลับผู้นั้นไม่ได้ แต่เขากลับเอาชนะอีกฝ่ายได้ สิ่งนี้บ่งบอกว่ามูลค่าแต้มเป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติเท่านั้น มันไม่ได้แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งยามต่อสู้จริง ๆ
การปรากฏตัวของบรรพจารย์ยุทธนิพพานดึงให้สรรพชีวิตทั้งหลายทยอยหันมาสนใจ พวกเขากังวลมากยิ่งกว่าเดิมจนไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจแรง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดสุดยอดผู้แข็งแกร่งทั้งสองจึงนิ่งเงียบ
คงมิใช่ว่ามีคนหนึ่งในนั้นเป็นศัตรูกระมัง ไม่ว่าศัตรูจะเป็นมรรคาจารย์หรือบรรพจารย์ยุทธนิพพานก็ทำให้พวกเขาสิ้นหวังทั้งนั้น
“มรรคาจารย์ ขามิได้มองเจ้าผิดไปจริง ๆ”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเปิดปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
เขากำลังตกตะลึงจริง ๆ เดิมทีเขาฝากโชคชะตาของงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีไว้กับมรรคาจารย์เพราะไร้ทางเลือกเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เขาจึงพยายามจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่ามรรคาจารย์จะต้านไม่ไหว
คิดไม่ถึงว่า…
มรรคาจารย์กลับคลี่คลายวิกฤตได้แล้ว!
แล้วยังคลี่คลายได้อย่างราบรื่นเช่นนี้อีก อสุรกายมหันตภัยทั้งหมดหายไปจนหมดสิ้น…
จู่ ๆ บรรพจารย์ยุทธนิพพานก็อยากรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในศึกเมื่อครู่อย่างมาก ดูจากบรรยากาศการต่อสู้เหมือนจะจบลงมาสักระยะหนึ่งแล้ว อย่างน้อยก็เร็วกว่าฝั่งเขาแน่ ๆ
ลงแรงเพื่อยุคแห่งหมื่นวิถีนับเป็นการเสียสละเพื่อคุณธรรมอีกอย่าง ภัยหนนี้ก็เกี่ยวพันกับทุกสรรพชีวิต หากปล่อยให้เหล่าอสุรกายทำสำเร็จสามพันโลกคงประสบมหันตภัยจนยากฟื้นคืน
เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
เขานับถือตนเองมากที่นับวันยิ่งทำตัวเองดูดีเก่งขึ้นทุกที
แต่เมื่อกลายมาเป็นผู้ศรัทธาเซนไหวของเขาแล้วเขาย่อมปกป้อง เช่นนี้ก็ไม่นับว่าเขาเสแสร้งมากเกินไปกระมัง
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเอ่ยต่อ “กล่าวได้ดี!”
ทั้งสองคนเงียบลงอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงไม่ปล่อยให้ความกระอักกระอ่วนดำเนินต่อไป เขากล่าวต่ออย่างรวดเร็ว “ในเมื่อกำจัดพวกอสุรกายได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นก็จัดงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีต่อเถิด ข้าขอตัวกลับก่อน”
“ได้”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานตอบรับ อันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่ทราบว่าควรจะพูดสิ่งใด หากยกยอกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายก็จะเป็นการกดตนเองลงต่ำ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยหรือดูแคลนอีกฝ่ายก็เป็นการฝืนใจตนเอง โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ฉวยโอกาสนี้ขอร้องสิ่งใดเพิ่ม
เจียงฉางเซิงหายวับไปกับอากาศ สรรพชีวิตทั้งหลายต่างพรูลมหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดภัยร้ายก็ผ่านพ้นไปแล้ว มรรคาจารย์กับบรรพจารย์ยุทธมิได้กลายเป็นศัตรูกัน นี่ร่อมหมายความว่าสุดยอดผู้แข็งแกร่งทั้งสองยังอยู่ฝั่งเดียวกัน เรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยอย่างยิ่ง
“โลกอิสระที่เจ็ดต้องได้รับการซ่อมแซมบูรณะ พวกเจ้าจงตามข้าเดินทางไปยังโลกอิสระที่หกก่อน!”
เสียงของบรรพจารย์ยุทธนิพพานดังขึ้น เป็นสัญญาณให้งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีดำเนินต่อไปอีกครั้ง
เจียงฉางเซิงเดินทางผ่านขอบห้วงสุญญตา ระหว่างนั้นสมบัติอาคมทั่วทั้งตัวของเขาอยู่ในสภาวะพร้อมใช้งานอยู่ตลอด ขณะที่จิตของเขาเฝ้าระแวดระวังรอบด้านส่วนในใจก็พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในอาณาบริเวณต่าง ๆ ไม่หยุด
โชคยังดีที่แม้หวาดหวั่นอยู่ตลอดทาง แต่สุดท้ายก็ปลอดภัย เขากลับมาถึงโลกคุนหลุนอย่างราบรื่นแล้วเหาะลงมายังตำหนักเมฆาม่วง
มู่หลิงลั่วกับไป๋ฉีเฝ้ารอเขามาตั้งแต่เขาเดินทางออกไปแล้ว เมื่อเขากลับมาถึงพวกนางก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอกทันที
พวกนางไม่ถามสิ่งใดให้มากความ ในเมื่อเจียงฉางเซิงกลับมาแล้วย่อมหมายความว่าเรื่องราวคลี่คลายแล้ว
[ปีเสวียนเต่าที่สี่ร้อยแปดสิบเจ็ด งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีถูกเทพแห่งหยินหยางบุกจู่โจมอย่างกะทันหัน พลังแห่งหยินหยางถาโถมเข้าใส่โลกเทพยุทธแต่เจ้าลงมือทันกาล เอาชีวิตรอดมาจากพลังแห่งหยินหยางกับจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ที่รุมโจมตีสองทางได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นของวิเศษมหามรรคา ‘ต้นผานกู’]
ต้นผานกูหรือ
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว ผานกูเป็นนามที่ผู้คนในโลกชาติก่อนของเขารู้จักกันถ้วนหน้า เขาคือเทพผู้สร้างผู้เบิกฟ้าสร้างพิภพในวัฒนธรรมจีน เมื่อมีคำว่าผานกูพ่วงมาด้วยมันต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้
เขารับสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับต้นผานกูทันที ต้นผานกูถือกำเนิดจากปราณวิญญาณแห่งมหามรรคา มันดำรงอยู่มาตั้งแต่สมัยจักรวาลเพิ่งถือกำเนิด หมื่นปีจะออกผลหนึ่งครั้ง แต่ละครั้งออกผลเพียงผลเดียว หากเก็บรวบรวมผลผานกูเอาไว้ ผลผานกูจะทำให้ได้รับพลังสายเลือดของผานกู ขณะเดียวกันก็ยังนำไปใช้กับการหลอมของวิเศษ สร้างร่างแยกหุ่นเชิดและอื่น ๆ ได้ มันมีประโยชน์อันยอดเยี่ยมนานัปการ มูลค่ามิอาจประเมินได้
พลังของผานกูจะแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ ต่อให้ไม่ใช่ผานกูที่มีร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ทั้งตัว แค่ได้ครอบครองพรสวรรค์ระดับนั้นก็น่ากลัวมากแล้ว!
เจียงฉางเซิงนึกถึงมหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้เป็นสิ่งแรก แดนสวรรค์มีทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่กายาแข็งแกร่งกำลังฝึกค่ายกลนี้อยู่ แม้พวกเขาจะพัฒนาได้รวดเร็วพอสมควร แต่หากต้องการให้บรรลุผลลัพธ์ระดับที่เขาหวังดูแลวแทบจะเป็นไปไม่ได้
เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วสุดท้ายก็ยังเป็นเพราะคุณสมบัติทางด้านร่างกายของเทพเซียนบนแดนสวรรค์ย่ำแย่เกินไป!
หนนี้เจียงฉางเซิงจึงไม่คิดจะใช้ผลผานกูกับผู้อื่น เขาจะสร้างมันเป็นร่างแยก รวบรวมจนมีร่างแยกผานกูครบสิบสองร่าง จากนั้นใช้พวกมันตั้งมหาค่ายกลเทพสังหารสิบสองนคราสวรรค์ เมื่อนั้นมหาค่ายกลก็จะกลายเป็นไพ่ตายใบหนึ่งของเขา
พลังของตนเองต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด ร่างแยกผานกูสิบสองร่างต้องใช้เวลาหนึ่งแสนสองหมื่นปี ระหว่างนั้นเขาจะเก็บซ่อนร่างแยกผานกูไว้ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ จะส่งร่างแยกผานกูออกไปทำงานไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะถูกเปิดเผย
ตั้งแต่ศึกระหว่างวิถีเซียนกับโลกเทพยุทธเริ่มขึ้น พลังที่เขาสัมแดงให้เห็นก็เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ดูเหมือนไร้คู่ต่อสู้คราใดก็ชนะครานั้น แต่ในใจเขากลับรู้สึกสุ่มเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา เขาจะต้องทำให้ศัตรูไม่มีวันล่วงรู้พลังที่แท้จริงของเขา!
แน่นอนว่าร่างแยกผานกูสิบสองร่างเป็นเพียงจำนวนขั้นต่ำเท่านั้น ยิ่งมีจำนวนมากค่ายกลก็ยิ่งแข็งแกร่ง!
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “พวกเจ้าไปเดินเล่นรอบ ๆ แดนสวรรค์เถิด”
มู่หลิงลั่วพยักหน้าแล้วลุกขึ้นทันที ไป๋ฉีเหลือบตารอบหนึ่งเสร็จก็รีบตามไปด้วย
เมื่อสตรีทั้งสองนางจากไปแล้วเจียงฉางเซิงจึงหยิบต้นผานกูออกมา ต้นไม้โบราณสูงเท่าคนตนหนึ่งปรากฏตรงหน้าเขา ลำต้นของมันดูแก่ชรามิหนำซ้ำยังไร้ใบ มองไม่เห็นสีเขียวแม้แต่น้อย แต่กิ่งก้านกิ่งหนึ่งบนต้นมีผลไม้สีแดงสดดุจจะเค้นสีเป็นหยดออกมาได้ห้อยอยู่หนึ่งผล มันหน้าตาคล้ายหัวใจเพียงแต่ว่าไม่เต้น
เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว คิดไม่ถึงว่าต้นผานกูจะออกผลออกมาแล้ว นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่คิดไม่ถึง
เขาเด็ดผลผานกูลงมาแล้วเริ่มทำพิธีน้อมรับต้นเป็นเจ้าของทันที ต้นผานกูมีเขตอาคมจำนวนมากอยู่แล้ว มันไม่ใช่ทรัพยากรวิเศษที่เกิดมาตามธรรมชาติเฉย ๆ
เจียงฉางเซิงตกผลึกองค์ความรู้ในการสร้างร่างแยกมาตั้งนานแล้ว ร่างแยกก็คล้ายหุ่นเชิดประเภทหนึ่ง เพียงแต่มันมีดวงจิตเสี้ยวหนึ่งของเขาอยู่ด้วย ดวงจิตเสี้ยวนี้เป็นสิ่งที่คงอยู่เพียงชั่วคราว ดังนั้นจึงไม่นับว่าเขาสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่
บางทีอาจเป็นเพราะจิตของเขาเป็นพวกคลั่งความสะอาดก็ได้ เจียงฉางเซิงเชื่อว่าร่างแยกที่มีความคิดเป็นของตนเองไม่นับเป็นร่างแยก ร่างแยกสมควรถูกร่างต้นควบคุม หรือพูดอีกอย่างก็คือมันสมควรเป็นเปลือกชิ้นหนึ่งเท่านั้น!
เขาตั้งใจว่าจะสร้างร่างแยกผานกูให้เป็นเปลือกที่ตนเองใช้เวลาสู้รบ ดังนั้นเขาไม่มีวันทิ้งความเสี่ยงที่ร่างแยกจะเกิดความคิดของตนเองเอาไว้ เขาจะไม่มีวันทิ้งต้นตอของเภทภัยไว้ให้ตนเองในวันหน้าแน่
ในการสร้างร่างแยกของตน หากผสานโลหิตหัวใจของตนเข้าไปด้วย ยามควบคุมร่างแยกจิตกับร่างแยกจะเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์
กระบวนการนี้ซับซ้อนยิ่งนัก ก่อนหน้านี้เจียงฉางเซิงจึงเอาแต่ใช้พลังอภินิหารสร้างร่างแยกหรือไม่ก็สร้างร่างแยกจากพลังอาคมเท่านั้น แต่ตอนนี้เขามีประสบการณ์ควบคุมร่างแยกมาแล้วเขาจึงมีความสามารถมากพอที่จะทำสิ่งนี้สำเร็จ สุดท้ายก็เหลือแค่ให้กาลเวลาพิสูจน์ผลลัพธ์
เจียงฉางเซิงปลูกต้นผานกูไว้ในโลกแห่งมรรคา แม้ในโลกแห่งมรรคาจะมีสัตว์อสูรอยู่หลายตัวแต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่น มันคือสถานที่ซึ่งปลอดภัยและเก็บความลับได้ดีที่สุดแล้ว ตัวโลกแห่งมรรคาเคยให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาออกมาหลายครั้งก็จริง แต่มีสิ่งมีชีวิตทรงสติปัญญาเพียงหนึ่งเดียวที่รอดมาได้ ตอนนี้มันกำลังดูดซับพลังแห่งตะวันจันทรากับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินพร้อมกับเติบโตขึ้นทีละนิด
ต้นผานกูถูกฝังลงในดินก็ขยายขนาดอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบลมหายใจมันก็สูงถึงหมื่นจั้ง ยืนต้นตระหง่านทะลุขึ้นไปเหนือหมู่เมฆ
นี่สิถึงจะสมกับเป็นของวิเศษมหามรรคาที่อยู่มาตั้งแต่ถือกำเนิดจักรวาล นี้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนี้มันจะมหิมายิ่งกว่านี้อีก!
เจียงฉางเซิงดึงดวงจิตกลับมาอย่างพึงพอใจ หลังจากนั้นก็จดจ่ออยู่กับการผูกพันธะกับผลผานกู
ณ โลกหลักของโลกเทพยุทธ ไทซังคุนหลุนยืนอยู่บนยอดเขาก้มมองมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลเบื้องล่างพร้อมกับคิ้วกระบี่ที่ขมวดเป็นปม
เฟิงอวิ๋โผล่ออกมาจากความว่างเปล่าด้านหลังของเขา จากนั้นก็ค้อมคำนับแล้วรายงานเสียงเคร่งขรึมว่า “การรุกรานของอสุรกายหนนี้เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะไม่มีคนตาย แต่มีบาดเจ็บหนักสิบหกคนขอรับ!”
“เจ้าไปบอกพวกเขาวาพวกเจ้าสอบผ่านแล้ว!”
ไทซังคุนหลุนตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ถ้อยคำของเขาสงบราบเรียบ
เฟิงอวิ๋มองออกว่าเขาอารมณ์ไม่ดี เขาแอบคิดในใจว่า ‘หรือจะเป็นเพราะมรรคาจารย์นั่นสินะ เจ็ดสิบสองถ้ำเทวะรุ่นก่อนตายใต้เงื้อมมือมรรคาจารย์ แต่แค่นี้ยังไม่ทันชำระ วันนี้มรรคาจารย์กลับกลายเป็นผู้มีพระคุณของโลกเทพยุทธเช่นนี้ แล้วเขาจะแก้แค้นอย่างไรเล่า’
เฟิงอวิ๋เพียงเคารพยำเกรงความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์เท่านั้น เขาไม่ได้ชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอีกฝ่าย เช่นกันกับไทซังคุนหลุนเขาก็มีเพียงความเคารพยำเกรงมอบให้เช่นเดียวกัน
เฟิงอวิ๋ค้อมคำนับอย่างนอบน้อมแล้วหมุนตัวจากไป
ยามนี้จิตใจของไทซังคุนหลุนกำลังว้าวุ่นดูดั่งเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่จริง ๆ นับตั้งแต่ได้รับพลังมาจากเทวะมหาอัคคีจิตใจของเขาก็พองโต คิดเสมอว่าเขาห่างจากการสังหารมรรคาจารย์สำเร็จอีกไม่ไกลแล้ว แต่แล้ว…
เหตุการณ์บนโลกอิสระที่เจ็ดก็เกิดขึ้น เพราะโลกอิสระที่เจ็ดเป็นสถานที่จัดงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี ดังนั้นอสุรกายมหันตภัยที่โลกอิสระที่เจ็ดจึงมีจำนวนมากที่สุด
เพราะต้องดูแลงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถี ผู้ฝึกยุทธที่โลกอิสระที่เจ็ดก็มีพลังแข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย
ไทซังคุนหลุนต่อต้านยุคแห่งหมื่นวิถี ดังนั้นเขาจึงไม่ไปร่วมแต่รับผิดชอบเฝ้าปกป้องโลกหลักแทน หลังจากอันตรายในโลกหลักถูกขจัดไปแล้วข่าวของโลกอิสระที่เจ็ดก็ส่งมาถึงพอดี
ยามนี้ทั่วทั้งโลกเทพยุทธต่างชื่นชมความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ การต่อสู้ของบรรพจารย์ยุทธกับเทพแห่งหยินหยางในขอบห้วงสุญญตาไม่มีผู้ใดรู้เห็น กลายเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของมรรคาจารย์ผู้สยบอสุรกายมหันตภัยและสังหารจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ที่ถูกเล่าขานไปทั่ว
ระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรีวิสุทธิกับดาบบินสะบั้นเซียนถูกเรียกขานว่าสองยอดของวิเศษแห่งวิถีเซียน เริ่มแรกผู้ที่ชมการต่อสู้ทั้งหลายยังคิดว่าพวกมันเป็นวิชาของวิถีเซียนเสียอีก แต่ต่อมาร่างแยกของมรรคาจารย์ยอมรับด้วยปากของตนเองว่าพวกมันคือสมบัติอาคมเป็นศาสตร์การหลอมศาสตราประเภทหนึ่งของวิถีเซียน นั่นทำให้นามของระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรีวิสุทธิกับดาบบินสะบั้นเซียนขจรขจายไปทั่ว
ไทซังคุนหลุนยกย่องการพึ่งพาพลังของตัวเองมาตลอด เขาดูแคลนผู้ที่พึ่งพาสิ่งของนอกกายเป็นที่สุด
มาวันนี้ได้ฟังเรื่องราวชัยชนะที่เกิดจากระฆังศักดิ์สิทธิ์ตรีวิสุทธิกับดาบบินสะบั้นเซียนเขาจึงดูแคลนมรรคาจารย์มากกว่าเดิม
ทว่าต่อให้ดูแคลนอีกเท่าใดเขาก็ต้องยอมรับความห่างชั้นระหว่างตนเองกับมรรคาจารย์
สมบัตินอกกายของคนผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว…
แข็งแกร่งจนทำให้เขามีสถานะเทียบเท่ากับบรรพจารย์ยุทธได้
ตอนนี้โลกเทพยุทธทั้งใบกำลังสรรเสริญความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ ผู้คนเริ่มคิดว่ามรรคาจารย์กับบรรพจารย์ยุทธมีพลังทัดเทียมกัน นี่ไม่ใช่แผนการของบรรพจารย์ยุทธที่แสร้งทำให้ดูเหมือนเป็นเช่นนั้นอีกต่อไป แต่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ทว่าบรรพจารย์ยุทธติดค้างน้ำใจมรรคาจารย์อยู่หนึ่งหนจึงได้แต่ยอมปล่อยให้เป็นเช่นนั้นอย่างเงียบงัน
ไฉนไทซังคุนหลุนจะมองไม่ออกว่าความอวดดีของบรรพจารย์ยุทธย้อนกลับมาเล่นงานตัวเขาเอง เขาไม่นึกยินดีกับความทุกข์ของผู้อื่นนักหรอก แต่เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องดี
นั่นก็เพราะยิ่งมรรคาจารย์แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมากเท่าใด บรรพจารย์ยุทธก็ยิ่งรู้สึกย่ำแย่มากเท่านั้น ช้าเร็วย่อมเกิดเป็นความแค้นแน่
ถึงอย่างนั้นหากเทียบกับการปล่อยให้พวกเขาเกิดความแค้นต่อกัน ไทซังคุนหลุนปรารถนาจะจัดการมรรคาจารย์ด้วยมือของตนเองมากกว่า
‘พลังแห่งหมื่นวิถี…หรือว่าข้าจะหลีกหนีวิถีเซียนมิพ้น’
ไทซังคุนหลุนนึกสนใจวิถีเซียนขึ้นมาเป็นหนแรก เขาไปถามเหตุการณ์ระหว่างที่มรรคาจารย์ต่อสู้กับอสุรกายมหันตภัยมาแล้ว เขาพบว่าพลังของอสุรกายมหันตภัยดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลกับมรรคาจารย์
แม้แต่ตัวไทซังคุนหลุนก็ต้องเผชิญกับตัวตนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับตนเอง โชคยังดีที่บรรพจารย์ยุทธโผล่มาพอดี ทว่าตอนที่ร่างจริงของมรรคาจารย์มาเยือน ไม่มีอสุรกายมหันตภัยถือกำเนิดจากร่างจริงของเขา
อย่างน้อยสิ่งนี้ก็พิสูจน์ได้ว่าวิถีเซียนเหนือกว่าพลังของอสุรกายมหันตภัย
แต่เขาควรจะทำอย่างไรจึงจะเอาพลังของวิถีเซียนมาครองได้เล่า
ไทซังคุนหลุนดวงตาวาววับ เขารู้สึกว่ายามใดตนเองกุมพลังของวิถีเซียนไว้ในมือได้ การครอบครองพลังของมหามรรคาสายอื่นไว้ในมือก็จะง่ายขึ้น
เขาไม่ทันตระหนักถึงจุดหนึ่ง นั่นก็คือจิตใต้สำนึกของเขายอมรับกลาย ๆ แล้วว่าวิถียุทธมิอาจเอาชนะมรรคาจารย์ได้
สำหรับผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงยิ่งนัก!