ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 456 เทพแห่งหยินหยาง พลังแห่งจักรพรรดิเทพ
ระหว่างที่ฟาดินสรวลทั้งสองคนกำลังยิ้มแย้มชมการต่อสู้ของบรรพจารย์ยุทธนิพพานอยู่ เจียงฉางเซิงก็มองความจริงออกแล้ว อสุรกายแห่งมหันตภัยไม่ได้ครอบครองพลังทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตนั้น แต่สิ่งมีชีวิตสำแดงพลังออกมาแข็งแกร่งเท่าใด พวกมันก็ได้รับพลังที่แข็งแกร่งเท่ากันมาในชั่วพริบตานั้นเอง
“หากพลังของพวกมันเพิ่มพูนตามพลังของสิ่งมีชีวิตเช่นนั้น พลังที่สร้างอสุรกายมหันตภัยก็ต้องปกคลุมอยู่ทั่วโลกเทพยุทธหรือไม่ก็ปกคลุมอยู่บนร่างสิ่งมีชีวิตทุกตน มีแต่แบบนี้ถึงจะเพิ่มขึ้นพร้อมกันได้…”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิด เขาหันสายตาไปมองโลกเทพยุทธแล้วสำรวจดูอย่างถี่ถ้วน หากคิดตามนี้ตัวตนของอสุรกายมหันตภัยก็ดูเหมือนจะก่อเกิดมาจากพลังแห่งกรรม เพราะพวกมันไร้รูปไร้ลักษณ์ ตรวจจับไม่ได้ แต่ส่งผลกับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกเทพยุทธ ทว่าแม้การพยากรณ์กรรมของเจียงฉางเซิงจะถูกรบกวน แต่เขาก็จับสัมผัสไม่พบการเคลื่อนไหวของพลังแห่งกรรมเช่นกัน ร่างแยกของเขามีสัมผัสเฉียบคมต่อพลังแห่งกรรม หากมีพลังแห่งกรรมปริมาณมหาศาลปกคลุมโลกเทพยุทธอยู่จริง ร่างแยกของเขาต้องจับสัมผัสได้ อย่างแน่นอน หากไม่ใช่พลังแห่งกรรมแล้วจะเป็นพลังอะไรได้เล่า
เจียงฉางเซิงพลันนึกถึงการเทศนาที่ได้ฟังก่อนหน้านี้ ตอนที่บรรพจารย์เซียนที่สั่งสอนมหามรรคาแห่งกรรม เขาเคยกล่าวถึงมหามรรคาจินด้วย
หนึ่งในนั้นมีมหามรรคาสายหนึ่งเหมือนจะสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดในตอนนี้พอดี
แต่ต่อให้เขาขบคิดออกแล้วว่ามันเป็นพลังชนิดใด แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าผู้ที่ควบคุมพลังสายนี้แข็งแกร่งมากเพียงใด ส่งผลกระทบกับโลกเทพยุทธได้ทั้งใบเช่นนี้ พลังของเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน
ท้องนภาถูกทะลวงจนเป็นรู เจียงฉางเซิงกับมรรคาจารย์มหันตภัยเหาะควงสว่านขึ้นไปด้านบนจนมาถึงโลกอิสระอีกดวงหนึ่ง โลกอิสระดวงนี้ก็ตกอยู่ท่ามกลางสงครามเช่นเดียวกัน
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง พลังของเจ้าขึ้นอยู่กับว่าข้าใช้พลังออกมาเท่าใด หากตอนแรกข้าไม่แผ่พลังไปข่มขู่เตือนเจ้า เจ้าก็ไม่มีอะไรอันตรายแล้วอย่างนั้นสินะ”
เจียงฉางเซิงถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย มรรคาจารย์มหันตภัยได้ยินคำพูดของเขาก็สีหน้าเปลี่ยนไปทันใด มรรคาจารย์มหันตภัยตอบด้วยเสียงชวนขนหัวลุก “เจ้ามองออกแล้วสินะ แต่พลังที่เจ้าสำแดงออกมาแข็งแกร่งมากพอแล้ว เจ้าเหลือทางเลือกแค่คอยรั้งข้าไว้หรือถูกข้าสังหารเท่านั้น!”
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “มิได้มีเพียงข้าที่มองออก คนไม่น้อยก็มองจุดนี้ออกแล้วเช่นกัน”
ผู้สืบทอดมหามรรคากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธทั้งหลายต่างควบคุมพลังของตนเองไม่ให้เพิ่มขึ้นแล้ว เห็นชัดว่าพวกเขาลวนมองจุดนี้ออก แม้จะคุมพลังของมหามรรคาสายต่าง ๆ ในร่างไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะสำแดงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิถียุทธ ศาสตร์โบราณ วิถีเกาหยินและวิถีอื่น ๆ ล้วนมีความลับของตนเองอยู่ทั้งสิ้น ยิ่งระดับขั้นสูงเท่าใดก็ยิ่งมีความลับให้ใช้มากเท่านั้น
ทว่าแม้พวกเขาจะทำแบบนี้ได้ แต่สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ต่างสับสนรับมือไม่ทันจนเริ่มมีคนตายจำนวนมาก ยามเผชิญหน้ากับศัตรูที่เหมือนกับตนเองทุกประการย่อมเกิดแรงกดดันทางจิตใจง่ายดายอย่างยิ่ง เรื่องนี้ย่อมส่งผลกับความสามารถระหว่างการต่อสู้ กลุ่มของแดนสวรรค์ใช้ศาสตราอาคมกับสมบัติอาคม จึงทำให้ครองความเหนือกว่าได้อย่างรวดเร็ว จักรพรรดิสวรรค์ชิงปราบอสุรกายมหันตภัยที่เขาต่อสู้อยู่สำเร็จเป็นคนแรก สิ่งที่อยู่ในมือเขาเป็นถึงสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้ของแดนสวรรค์ ผลงานการหลอมจากนักปราชญ์ฉี น่าเสียดายแม้เขาจะเอาชนะคู่ต่อสู้ของตนเองได้ แต่ยังมีอสุรกายมหันตภัยอีกมากที่รอให้เขาไปจัดการ สถานการณ์ยังไม่อาจมองไปในแง่ดี!
“เจ้าพวกนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่”
จักรพรรดิสวรรค์เหาะอยู่เหนือซากปรักหักพัง เขาทอดสายตามองรอบด้าน ดวงตาเต็มไปด้วยแววตาหวาดกลัว ศัตรูมีจำนวนมากเกินไปแล้ว!
เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสงครามเช่นนี้มาก่อน แรงกดดันมหาศาลที่ก่อตัวรวมตัวกันอยู่ตรงนี้ราวกับจะทำให้ท้องฟ้าถล่มลงมา
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ท่านพ่อก็กำลังเผชิญหน้ากับตัวเองอีกคนหนึ่งเหมือนกันใช่หรือไม่
แต่เขาไม่ทันขบคิดต่อไปมากกว่านั้นก็ต้องหันกลับไปช่วยเหลือเทพเซียนคนอื่นต่อ
ลำแสงเจิดจ้าแผ่ขยายในห้วงขอบสุญญตา คลื่นพลังแผ่พุ่งออกจากกายของบรรพจารย์ยุทธนิพพานที่อยู่ตรงกลางดุจดังสายรุ้ง มือของเขาถือแส้ปัดฝุ่น พลังบรรพยุทธมหาศาลก่อตัวรวมกันเป็นภาพมัจฉาหยินหยางลอยหมุนวนเชื่องช้าอยู่เบื้องหลัง บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยที่อยู่ด้านล่างเลือดโทรมกาย หน้ากากแหลกละเอียดเผยให้เห็นใบหน้าสีดำสนิทที่ไม่มีอวัยวะอยู่บนนั้นเลย บรรพจารย์ยุทธนิพพานก้มลงมองเขาแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “เจ้าหลั่งเลือดได้ด้วยหรือ พลังที่อยู่เบื้องหลังอสุรกายมหันตภัยช่างสุดยอดเสียจริง”
บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยเอ่ยตอบเสียงเย็นชา “เจ้ามีพลังระดับนี้ได้อย่างไรกัน หรือว่าเจ้าจะเป็นเทวะแห่งโลกเทพยุทธ”
“เอ๊ะ เจ้าทำไมรู้จักเทวะแห่งโลกเทพยุทธเสียด้วย เบื้องหลังเจ้าคงมีคนของโลกเทพยุทธอยู่ด้วยสินะ มิเช่นนั้นพวกเจ้าที่ถูกสะกดอยู่ใต้น้ำพุเหลืองอันธการคงไม่ล่วงรู้เรื่องราวมากมายปานนี้หรอก”
“ฮา ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาโลกเทพยุทธส่งพวกผิดแผกมาขังไว้ใต้น้ำพุเหลืองอันธการตั้งเท่าไหร่ พวกข้าจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกเทพยุทธมิเห็นยากตรงไหน”
“แต่พวกผิดแผกเหล่านั้นไม่รู้จักเทวะแห่งโลกเทพยุทธ!”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานตวาดเสียงเย็นชา เขาหันไปมองจุดที่อยู่ไกล ๆ แล้วเอ่ยว่า “ฟาดินสรวล ออกมาเถอะ”
บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยเงียบงัน เสียงหัวเราะประหลาดลอยมาจากไกล ๆ จากนั้นฟาดินสรวลก็ปรากฏตัว ฟาดินสรวลทั้งสองคนเหาะมาด้วยกัน ดูท่าทางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“บรรพจารย์ยุทธเรียกข้ามามีสิ่งใดหรือ”
ฟาดินสรวลเอ่ยถาม ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มสบายอกสบายใจราวกับว่าด้านข้างไม่มีอสุรกายมหันตภัยอยู่ บรรพจารย์ยุทธนิพพานแคนเสียงหยัน “ข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นพวกนกสองหัว คิดไม่ถึงว่าเจ้ากลับมีถึงสามหัว หรือจะมากว่านั้น เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกันแน่”
ฟาดินสรวลยักไหล่เอ่ยว่า “ข้าก็ร่ำเรียนมาจากท่านอย่างไรเล่า เมื่อครั้งกระโน้นยามมหาพิภพนิลเหลืองพานพบวิกฤติ ท่านหยิบยืมพลังอมตะที่ควบคุมไม่ได้มาสร้างมารร้ายอมตะให้พวกข้ากลายเป็นตัวพลิกสถานการณ์ของสงคราม จนได้รับความดีความชอบ ผลงานโดดเด่นเกินหน้าผู้อื่น ยามนี้ข้าอาศัยอสุรกายมหันตภัยมาสร้างผลประโยชน์ให้ตนเองจะมีสิ่งใดไม่ได้กันเล่า”
“หวังแย่งชิงความดีความชอบก็จริง แต่พลังอมตะมิอาจทำให้วิถียุทธสั่นคลอนได้ แต่เจ้าอสุรกายมหันตภัยสั่นคลอนวิถีบำเพ็ญของเจ้ามิได้หรืออย่างไร”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ฟาดินสรวลส่ายหัวไปมา
เวลานี้เองบรรพจารย์ยุทธมหันตภัยก็เหาะมาหยุดยืนอีกฝั่งของฟาดินสรวล
“บรรพจารย์ยุทธ จริงอยู่ที่อสุรกายมหันตภัยทำให้วิถีบำเพ็ญของข้าสั่นคลอนได้ แต่มันก็เปิดทางให้วิถีบำเพ็ญของข้าได้เช่นกัน เช่นเดียวกับวิถียุทธในอดีตอย่างไรเล่า อสุรกายมหันตภัยใช่ว่าจะควบคุมมิได้เสียหน่อย มันมีนายของมันแล้ว ศึกใหญ่หนนี้ก็คือการประกาศสงครามกับวิถียุทธ บอกกล่าวทั้งสามพันโลกว่าเขามาแล้ว!”
ฟาดินสรวลชูแขนสองข้าง สีหน้าตื่นเต้นฮึกเหิม
“เขาอย่างนั้นหรือ…”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานนิ่งเงียบ มือที่กำแส้ปัดฝุ่นอยู่เริ่มออกแรงมากกว่าเดิม รอยยิ้มของฟาดินสรวลค่อย ๆ เผยให้เห็นความคลุมเครือ เขาจับจ้องบรรพจารย์ยุทธนิพพานแล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “บรรพจารย์ยุทธ เจ้าชอบสร้างบททดสอบนักไม่ใช่หรือ วันนั้นเจ้าสร้างบททดสอบให้ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลาย วันนี้ถึงตาข้าบ้าง เจ้าคิดว่าหากไม่มีเจ้าสอดมือไปช่วยวิกฤติของโลกเทพยุทธหนนี้จะคลี่คลายได้หรือไม่ หากคลี่คลายได้ก็เท่ากับว่านี่คือจุดเริ่มต้น แต่หากคลี่คลายไม่ได้เช่นนั้นนี่ก็คือจุดจบ!”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเอ่ยอย่างดูแคลน “เจ้ามีคุณสมบัติอันใดมาทดสอบข้า”
ฟาดินสรวลฉีกยิ้มชั่วร้าย “ข้าไม่มีคุณสมบัติหรอก เขาต่างหาก”
สิ้นเสียงห้วงมิติของขอบห้วงสุญญตาก็มีดวงตามหิมาคู่หนึ่งโผล่มา ดวงตาข้างหนึ่งมีลูกนัยน์ตาสีดำอยู่บนตาขาว ส่วนดวงตาอีกข้างหนึ่งลูกนัยน์ตาเป็นสีขาวแต่ตาขาวรอบนัยน์ตากลับเป็นสีดำ มันจ้องมองบรรพจารย์ยุทธนิพพานอย่างเย็นชา ทันทีที่บรรพจารย์ยุทธนิพพานเผชิญหน้ากับดวงตาคู่นี้ เขาก็พลันรู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อย เขารู้สึกเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่กำลังเผชิญหน้ากับทวยเทพสูงสุดผู้สรรสร้างทุกสรรพสิ่ง
“เจ้าเป็นใครกัน”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานถามเสียงเคร่งขรึมเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน
“เจ้าจะเรียกข้าว่าเทพแห่งหยินหยางก็ได้ ตัวข้าถือกำเนิดจากความโกลาหลเพื่อเป็นผู้สรรสร้างระเบียบใหม่ วิถียุทธจะเป็นเฉกเช่นศาสตร์โบราณ อาคม จิตวิญญาณ วิถีกำเนิดและวิถีวิญญาณในอดีต มันจะกลายเป็นรากฐานให้กับการสร้างระเบียบใหม่!”
“วันนี้เจ้าจงคอยดูอยู่ที่นี่ คอยดูว่าเมื่อโลกเทพยุทธไม่มีเจ้า เจ้าจะต้านทานพลังของข้าได้หรือไม่!”
หลังจากถ้อยคำของเทพแห่งหยินหยางจบลงทั่วทั้งขอบห้วงสุญญตาก็มีดวงตาปรากฏเพิ่มมาทีละข้าง พวกมันมีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากันคอยเพ่งมองบรรพจารย์ยุทธนิพพานจากทุกทิศทาง ฟาดินสรวลถอนหายใจเอ่ยว่า “นี่ทำให้ข้านึกถึงเจ้าเด็กรุ่นหลังที่ชื่อเยายุทธวิบัติคนนั้น เจ้านั่นพอจะมีพรสวรรค์เป็นเบี้ยหมากที่ไม่เลว น่าเสียดายไม่รู้ว่าถูกผู้ใดสังหารไป”
บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยกับฟาดินสรวลมหันตภัยล้วนไม่เอ่ยตอบ เขาจึงรู้สึกหมดอารมณ์ยิ่งนัก เปรี้ยง!
คลื่นพลังอันแข็งกร้าวถึงขีดสุดสายหนึ่งระเบิดออกมาจนห้วงมิติของขอบห้วงสุญญตาบิดเบี้ยว ดวงตานับไม่ถ้วนเหล่านั้นพากันสั่นไหวตาม
“เทพแห่งหยินหยางเช่นนั้นหรือ กล้าเรียกขานตนเองเป็นเทพ เมื่อนานมาแล้วก็มีพวกที่เรียกตนเองว่าเผ่าเทพ มิประเมินกำลังตนมาท้าทายวิถียุทธ ข้าจะส่งเจ้าตามรอยพวกเขาไปก็แล้วกัน!”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเอ่ยเสียงเย็นชา กดจิตสังหารไว้ไม่อยู่ อีกต่อไป
ศึกใหญ่สะเทือนโลกาที่จะทำให้ขอบห้วงสุญญตาสั่นคลอนกำลังจะปะทุขึ้นมาแล้ว!
เจียงฉางเซิงกำลังต่อสู้กับมรรคาจารย์มหันตภัย แม้จะรู้ว่าการดำรงอยู่ของอสุรกายมหันตภัยกระจ่างแล้ว แต่ในมือเขาไม่มีสมบัติอาคมจึงไม่อาจประหัตประหารอีกฝ่ายได้ในเวลาสั้น ๆ
เขากำลังลังเลว่าจะเรียกร่างจริงมาดีหรือไม่ เขาตายน่ะไม่เป็นไรแต่พวกเจียงจืออวี่กับเจียงเจียนก็ดันอยู่ที่นี่ด้วย
“มรรคาจารย์ ตอนนี้ข้าถูกรั้งตัวไว้ หากเจ้าช่วยข้าแก้วิกฤตของโลกเทพยุทธ ข้าจะถือว่าติดค้างน้ำใจเจ้าหนึ่งหน เจ้าจงวางใจ จะไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านั้นมาคุกคามเจ้า เจ้าแค่จบความโกลาหลในโลกเทพยุทธก็พอ!”
เสียงของบรรพจารย์ยุทธนิพพานลอยเข้ามาในหูของเจียงฉางเซิง น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจียงฉางเซิงก็ทำสีหน้าพิกล
มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้อยู่เบื้องหลังจริง ๆ สินะ แม้แต่บรรพจารย์ยุทธนิพพานยังถูกไล่ต้อนขนาดนี้เชียว!
เจียงฉางเซิงถอนหายใจ เขาทำสิบหน้าพิกลแล้วก็ตัดสินใจให้ร่างจริงมารับช่วงต่อ เขาเหาะลงไปในโลกอิสระดวงที่เจ็ดอีกครั้ง มหาสมุทรยังคงมีเกลียวคลื่นโหมคลั่ง นครขนาดมหิมาพังทลายเป็นเศษซาก กระทั่งผืนแผ่นดินริมมหาสมุทรก็พังทลายเช่นกัน
“ฮ่า ๆ ๆ คิดไม่ถึงว่าพลังของเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ข้าสัมผัสได้ว่าตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่ตนเองทำไม่ได้อีกต่อไป!”
เสียงหัวเราะอันโอหังเหิมเกริมดังมาจากไกล ๆ เจียงฉางเซิงเพ่งสายตามองไปก็พบจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ภาคร่างแยกมหันตภัย คลื่นพลังรอบตัวเขาบรรลุถึงจุดที่น่าหวาดผวายิ่ง มันทำให้โลกทั้งใบสั่นสะเทือน เจียงฉางเซิงใช้สายตาสอดส่องหาจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์พร้อมกับหลบการจู่โจมของมรรคาจารย์มหันตภัยไปด้วย ไม่นานนักเขาก็หาจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ตัวจริงพบ เจ้าหมอนี่กำลังยืนหน้านิ่งดูจักรพรรดิเทพมหันตภัยดื่มด่ำกับพลังที่แข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดหย่อนบนท้องฟ้า
เจ้าหมอนี่มันตั้งใจอย่างนั้นสินะ!
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว เขาไม่เชื่อว่าจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์มองวิธีการที่พวกอสุรกายมหันตภัยแข็งแกร่งขึ้นไม่ออก
ตัวจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์เองก็กำลังรีดเค้นพลังออกมาเพิ่มไม่หยุดเช่นเดียวกัน นี่ทำให้จักรพรรดิเทพมหันตภัยจมดิ่งอยู่กับพลังที่เพิ่มขึ้น เมื่อคลื่นพลังอันน่ากลัวของจักรพรรดิเทพมหันตภัยแผ่ปกคลุมไปทั่วโลก อสุรกายมหันตภัยกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็เริ่มหยุดการต่อสู้ พวกเขาทยอยหันไปมองจักรพรรดิเทพมหันตภัย
อสุรกายมหันตภัยตนแล้วตนเล่าเหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า
เมื่อเหาะขึ้นไปถึงกลางอากาศพวกมันก็สำแดงพลังของตนเอง ตรึงฟ้าดินบริเวณนั้นปิดตายช่องโหว่ของมิติทุกแห่งไว้ อสุรกายมหันตภัยทั้งหลายหัวเราะเหี้ยมเกรียม ผู้ฝึกยุทธกับผู้ฝึกบำเพ็ญมหามรรคาสายอื่นสีหน้าย่ำแย่ขึ้นทุกที พลังของจักรพรรดิเทพมหันตภัยแข็งแกร่งเกินไปแล้วจริง ๆ!
ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายอย่างบรรพจารย์พุทธอารัมภะ โมวังและทัณฑ์เทวะต่างพากันหันไปมองจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์แล้วด่าทอการกระทำของเขาอย่างเกรี้ยวกราด แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอย่างไร จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ก็ไม่สะทกสะท้าน ทัณฑ์เทวะโกรธจัดจะพุ่งเข้าไปลงมือเป็นคนแรก แต่ปรากฏว่าคลื่นพลังของจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์กลับดีดเขากระเด็นออกมา!
ภาพนี้ทำให้บรรดาผู้สืบทอดมหามรรคาหน้าถอดสีทันที
พลังของทัณฑ์เทวะแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น แต่ทั้งที่เขาลงมือขณะที่เปี่ยมโทสะก็ยังขัดขวางจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ไม่ได้!
ตอนนี้เองเจียงฉางเซิงก็หยุดยืนนิ่ง เขาใช้พลังอาคมของตนเองขวางการจู่โจมของมรรคาจารย์มหันตภัย
คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ข้าช่วยเหลือวิถียุทธด้วย! เจียงฉางเซิงพึมพำกับตนเอง สายตาของเขาเหลือบมองไกลออกไปข้างกายเทพเซียนแห่งแดนสวรรค์คนหนึ่ง ห้วงมิติกำลังไหวกระเพื่อม