ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 455 มรรคาจารย์มหันตภัย
บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยรัตติกาลมาเยือนนครอันยิ่งใหญ่ จุดโคมไฟสว่างไสว โลกเทพยุทธ์มีทิวาราตรีผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเช่นเดียวกัน เพียงแต่ช่วงเวลาก่อนที่จะสลับทิวาราตรียาวนานกว่ามาก แตกต่างจากสามพันพิภพอย่างสิ้นเชิง ถนนแต่ละสายในเมืองมีสิ่งมีชีวิตเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย เวทีประลองจำนวนไม่น้อยมีผู้คนกำลังประลองฝีมือกัน หลายปีมานี้บรรพจารย์ยุทธ์เปิดโอกาสใหม่ให้มรรคาสายอื่นมาประลองฝีมือ ทำให้คนทั้งหลายได้เข้าใจการฝึกบำเพ็ญของมหามรรคาสายอื่นมากขึ้น นอกจากนี้โลกเทพยุทธ์ยังเป็นฝ่ายแบกค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผู้มาเยือนเป็นการแสดงความจริงใจอย่างเต็มที่ เวลากลางวันของโลกเทพยุทธ์ยาวนาน เวลากลางคืนก็ยาวนานเช่นกัน
ภายในหอแห่งหนึ่ง
เจียงฉางเซิงผู้นั่งสมาธิเป็นกิจวัตรลืมตาขึ้นมา เขาได้กลิ่นสิ่งผิดปกติลอยมาจาง ๆ
“ในที่สุดก็มาแล้วหรือ”
นับตั้งแต่บรรพจารย์ยุทธนิพพานเปิดเผยเรื่องอสุรกายมหันตภัยกับเขา เขาก็รอคอยมาตลอด แต่งานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นดีจนมองไม่ออกว่ามีความผิดปกติตรงที่ใด ทว่ายิ่งเงียบสงบยิ่งราบรื่นยิ่งบ่งบอกว่าคลื่นใต้น้ำกำลังปั่นป่วน บรรพจารย์ยุทธนิพพานเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าอสุรกายมหันตภัยจะบุกมาเมื่อใด ฝั่งเจียงฉางเซิงขณะที่เขาหวั่นเกรงอสุรกายมหันตภัย เขาก็สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับพวกมันอย่างเต็มเปี่ยมด้วย
ยิ่งก้าวขึ้นไปสูงเท่าใดก็ยิ่งค้นพบพลังที่ไม่รู้จักมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้เขาหมั่นเพียรฝึกบำเพ็ญ
ตอนนั้นเองเจียงฉางเซิงก็จับสัมผัสบางสิ่งได้ เขาเหลือบมองมุมมืดภายในห้องแล้วก็เห็นไอสีดำเคลื่อนไหวอยู่เลือนราง
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะจับสัมผัสการมีอยู่ของข้าได้ล่วงหน้า ไม่แปลกที่ข้าจะกลายเป็นเจ้า”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกน่าขนลุกดังขึ้น ถ้อยคำเต็มไปด้วยจิตสังหาร
ไอสีดำทะลักออกมาจากเงามืด มันก่อตัวกลายเป็นเท้าข้างหนึ่ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นร่างกายไล่ขึ้นมาข้างบน สุดท้ายก็กลายเป็นบุรุษที่รูปร่างหน้าตาเหมือนเจียงฉางเซิงทุกประการ อาภรณ์เหมือนกัน หน้าตาเหมือนกันประหนึ่งร่างแยกของเจียงฉางเซิงก็ไม่ปาน เพียงแต่ว่าบนผิวหนังของเจียงฉางเซิงคนนั้นมีไอดำขยับไหวอยู่ ทำให้ทั้งร่างดูมืดทะมึนมาพร้อมกับสีหน้าชั่วร้าย
เจียงฉางเซิงผินหน้าไปมองเขาแล้วถามว่า “เจ้าเป็นสิ่งใดกัน”
ยามเห็นอีกฝ่ายหน้าตาเหมือนตนเองทุกประการเขากลับไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย ราวกับว่าคิดเอาไว้อยู่แล้ว
“พวกเจ้าเรียกพวกข้าว่าอสุรกายมหันตภัย นามนี้ไม่เลวทีเดียว แต่อสุรกายมหันตภัยเป็นเพียงคำเรียกพวกเรารวม ๆ เท่านั้น เจ้าเรียกข้าว่ามรรคาจารย์มหันตภัยก็ได้”
อีกฝ่ายหัวเราะหยัน เสียงหัวเราะนั้นชวนขนพองสยองเกล่ายิ่งนัก มรรคาจารย์มหันตภัยรึ
เจียงฉางเซิงหรี่ตาลง หรือว่าอีกฝ่ายรู้จักเขา
ตุม!
เสียงระเบิดดังสะเทือนฟ้าสะเทือนดินลอยมาจากไกล ๆ บ่งบอกว่าการต่อสู้ปะทุขึ้นแล้ว เจียงฉางเซิงหยัดกายลุกอย่างเนิบช้าหันไปมองมรรคาจารย์มหันตภัย
ดูท่าอสุรกายมหันตภัยคงมิได้มีเพียงหนึ่งสินะ เจียงฉางเซิงถามด้วยสีหน้านิ่งสงบ เสื้อคลุมนักพรตบนร่างขยับไหวเบา ๆ
มรรคาจารย์มหันตภัยยิ้มอย่างดูแคลนแล้วตอบว่า “ถูกต้องแล้ว โลกเทพยุทธมีสิ่งมีชีวิตมากเท่าใดก็มีอสุรกายมหันตภัยมากเท่านั้น แม้ข้าจะไม่รู้จักเจ้า แต่ชั่วพริบตาที่กลายเป็นเจ้า ข้าก็ล่วงรู้นามและความสามารถของเจ้าแล้ว ข้าว่าเจ้าไม่มีทางเอาชนะข้าได้ เพราะข้าก็คือเจ้า!”
กล่าวจบเขาก็ยกมือขึ้นอย่างฉับพลัน หอทั้งหลังแหลกกระจายจากเงาฝ่ามือสีม่วงข้างหนึ่งที่ร่วงลงมาจากฟ้า ฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิ!
เจียงฉางเซิงหายวับไปจากที่เดิมหลบพ้นฝ่ามือนี้ได้สำเร็จ เงาฝ่ามือที่ร่วงลงมากวาดเขตภูเขากับเขตตลาดในบริเวณหลายสิบหลี่จนราบเป็นหน้ากลอง เขาปรากฏตัวอีกครั้งบนท้องฟ้าแล้วทอดสายตามอง บนท้องฟ้าทิศแปดด้านต่างมีเงาคนกำลังต่อสู้อยู่ คู่ต่อสู้ฝั่งหนึ่งล้วนเป็นร่างมืดทะมึนเฉกเช่นเดียวกับมรรคาจารย์มหันตภัย
บนผิวของพวกเขามีไอสีดำขยับไหวดูประหลาดยิ่งนัก เขามองเห็นอสุรกายมหันตภัยของทัณฑ์เทวะด้วยซ้ำไป
อสุรกายมหันตภัยถึงกับสร้างโลกเทพยุทธอีกใบขึ้นมาได้จริงหรือ
เจียงฉางเซิงลอบตกตะลึงในใจ ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยตรวจจับพบพลังงานใด ๆ มาสำรวจร่างกายของเขาเลย เช่นนั้นอสุรกายมหันตภัยทำได้อย่างไรกันเล่า ประเดี๋ยวก็ก่อนนะ!
หากมีตัวเขาอีกคนหนึ่ง นั่นมิเท่ากับว่ามีบรรพจารย์ยุทธอีกคนหนึ่งด้วยหรือ พลังของบรรพจารย์ยุทธนิพพานน่ากลัวมากขนาดนั้น หากถูกอสุรกายมหันตภัยสร้างตัวเขาอีกคนขึ้นมา คาดเดาไม่ออกเลยว่าเหตุการณ์จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด
ไม่รอให้เจียงฉางเซิงขบคิดได้สักเท่าใด มรรคาจารย์มหันตภัยก็บุกเข้ามาจู่โจม ทั้งสองจึงต้องต่อสู้โรมรันกันอย่างไร้ทางเลือก มรรคาจารย์มหันตภัยใช้พลังอภินิหารต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว วิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลง วิชาเกาทัณฑ์ตาอีพิฆาตโลกา วิชาจักรวาลกลางฝ่ามือ วิชาเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพี ภาพจำลองฟ้าดินเป็นต้น การต่อสู้ของทั้งสองคนตระการตายิ่งนัก ดึงผู้คนไม่น้อยให้หันมาสนใจ รวมไปถึงอสุรกายมหันตภัยทั้งหลายด้วย
“นั่นมรรคาจารย์!”
“นั่นนะหรือวิถีเซียน น่าเหลือเชื่อจริง ๆ!”
“มรรคาจารย์กำลังต่อสู้กับมรรคาจารย์อีกคนหนึ่งหรือ”
“เจ้าพวกน่าตายพวกนี้มันมาจากไหนกัน เหตุใดจึงเหมือนข้าทุกอย่าง”
“ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกเสียด้วย แม้กระทั่งพลังกับกระบวนท่าก็เหมือนกัน”
เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นทั่วนครอันมหิมา นอกเมืองมีเงาร่างมากมายกำลังต่อสู้กัน
ครืน!
เสียงน่ากลัวดังก้องฟ้าดิน แสงสีทองฉายอาบลงบนนครยักษ์จรดมหาสมุทรใหญ่ไพศาล เบื้องล่างสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนเงยหน้ามองก็เห็นพระพุทธรูปยักษ์สององค์กำลังต่อสู้กันอยู่บนท้องฟ้า พระพุทธรูปองค์หนึ่งในนั้นมีไอสีดำคล้ายเปลวเพลิงขยับไหวอยู่บนผิวเหมือนกำลังบ่งบอกว่านั่นเป็นฝั่งของสิ่งชั่วร้าย บรรพจารย์พุทธอารัมภะกำลังต่อสู้กับบรรพจารย์พุทธมหันตภัย!
บรรพจารย์พุทธอารัมภะสีหน้าถมึงทึง เห็นชัดว่าคิดไม่ถึงว่าอสุรกายมหันตภัยจะปรากฏตัว
ไม่ถึงยี่สิบลมหายใจ โลกอิสระดวงที่เจ็ดทั้งดวงก็ตกอยู่ท่ามกลางสงครามอันโกลาหลอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดพานพบกับอสุรกายมหันตภัยที่หน้าตาเหมือนตนเองทุกประการ
สิ่งที่แปลกประหลาดก็คืออสุรกายมหันตภัยล้วนโผล่มากับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายแล้วตามหาพวกเขาพบอย่างแม่นยำ จากนั้นพวกเขาก็ถูกบีบให้ต่อสู้กับตนเอง ฝั่งของแดนสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ด้วย
เจียงเจียนสะบัดงาวสามแฉกสองคมต่อสู้กับเจียงเจียนมหันตภัย เขาพบว่าอีกฝ่ายไม่มีศาสตราเทวะใช้แต่พลังอาคม ก่อตัวเป็นรูปลักษณ์ของงาวสามแฉกสองคมเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เขาเป็นฝ่ายเหนือกว่าอยู่ในตอนนี้
ถึงอย่างนั้นข้อได้เปรียบจากศาสตราเทวะก็ไม่ได้ทำให้เกิดความห่างชั้นมากนัก เพราะกระบวนท่าทั้งหมดที่เขาใช้เป็นอีกฝ่ายก็ใช้เป็นเช่นกัน เรื่องนี้ทำให้เขาสู้ไปก็หงุดหงิดไปอย่างยิ่ง ฝั่งแดนสวรรค์ล้วนมีวัตถุอาคมสมบัติอาคมของตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดถูกตัวเองอีกคนกดดัน พวกที่ลำบากที่สุดคือพวกผู้ฝึกยุทธที่ไม่ใช้อาวุธอาศัยเพียงกายเนื้อต่อสู้เพียงอย่างเดียว พวกเขาแทบไม่มีปัจจัยใดเหนือกว่าคู่ต่อสู้เลย แม้กระทั่งสัญชาตญาณในการต่อสู้ของพวกอสุรกายมหันตภัยก็ยังเหมือนกับตัวพวกเขาเองทุกประการ
เจียงฉางเซิงเป็นเพียงร่างแยกไม่ได้พกสมบัติอาคมมาด้วย เขาจึงตกอยู่ในการต่อสู้ที่ยากลำบากเช่นกัน ในใจเขาสงสัยใคร่รู้นักว่าอสุรกายมหันตภัยมีกลไกการทำงานอย่างไร เบื้องหลังของพวกมันมีผู้ใดกำลังควบคุมอยู่
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสพบแรงกดดันอันน่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการสองสายกำลังต่อสู้อยู่ในนอกพิภพ หรือพูดให้ชัดเจนอีกหน่อยก็คือแรงกดดันนั้นแผ่ออกมาจากขอบห้วงสุญญตา มันทะลุจากมิติจักรวาลอีกฝั่งข้ามมาถึงฝั่งนี้ ดูจากจุดนี้ก็พอทราบได้ว่าพลังของพวกเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด บรรพจารย์ยุทธนิพพาน!
แม้แต่บรรพจารย์ยุทธนิพพานก็ถูกอสุรกายมหันตภัยสร้างออกมาเหมือนกันหรือ
เจียงฉางเซิงหนักใจยิ่งนัก บรรพจารย์ยุทธนิพพานเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในฝั่งของพวกเขา หากเขาถูกรังตัวเอาไว้เช่นนั้นย่อมยุ่งยากแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงทารกเทพกำเนิดสวรรค์ที่เคยพบก่อนหน้านี้ แต่อสุรกายมหันตภัยร้ายกาจยิ่งกว่าทารกเทพกำเนิดสวรรค์เสียอีก ไม่ถูกต้องสิ ไม่ว่าความสามารถใดล้วนต้องมีจุดอ่อนทั้งนั้น!
แล้วจุดอ่อนของอสุรกายมหันตภัยคือสิ่งใด
เจียงฉางเซิงต่อสู้ไปพลางครุ่นคิดไปพลาง จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นการต่อสู้ของฝั่งแดนสวรรค์ ใช่แล้ว!
จุดอ่อนก็คืออสุรกายมหันตภัยสร้างได้เพียงพลังของตัวสิ่งมีชีวิตเองเท่านั้น
ร่างจริงของเขาก็คือจุดอ่อนอันใหญ่หลวงที่สุดของพวกมัน!
ผู้บำเพ็ญเซียนมิได้อาศัยเพียงกายเนื้อแต่ครอบครองสมบัติอาคมไว้มากมายแล้วอีกอย่างเขาก็ไม่ใช่ร่างจริงด้วย หลังจากเขาจับสัมผัสอย่างถี่ถ้วนเขาก็พบว่ามรรคาจารย์มหันตภัยแข็งแกร่งระดับเดียวกับเขาเท่านั้น แต่ไม่เท่าระดับร่างจริงของเขา แม้ร่างแยกจะสร้างมาจากพลังอาคมที่แบ่งออกมาส่วนหนึ่ง แต่กายเนื้อของร่างแยกก็เป็นสิ่งที่พลังอาคมสร้างขึ้นมา ดังนั้นมันย่อมเทียบกับกายเนื้อของร่างจริงไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเซิงที่อยู่ห่างไกลถึงตำหนักเมฆาม่วงกำลังเฝ้าดูการต่อสู้ เขาก็คิดจุดนี้ออกเช่นเดียวกัน หากเขาใช้ร่างจริงเข้าไปรวมในสนามรบจะต้องแก้วิกฤตหนนี้ได้แน่ พูดกันจริง ๆ แล้วบัดนี้ขุมกำลังที่ฝั่งอสุรกายมหันตภัยเผยออกมาให้เห็นอยู่ในระดับที่เสมอกับกำลังรบของโลกเทพยุทธเท่านั้นเอง
กุญแจสำคัญก็คือเบื้องหลังอสุรกายมหันตภัยมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าอยู่หรือไม่
เจียงฉางเซิงนับนิ้วทำนาย เขาพบว่ากรรมที่โยงใยอยู่กับงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีพร่ามัวลงเรื่อย ๆ มีพลังอันแข็งแกร่งกำลังยุ่งกับกรรมอยู่!
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว พลังแห่งกรรมแต่เดิมก็มิอาจคาดการณ์ทุกสิ่งได้แม่นยำอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ทันศึกษามรรคาแห่งกรรมจนแตกฉานอีกด้วย
เวลานี้เขาเห็นภาพมหันตภัยวิถียุทธชัดเจนขึ้นแล้ว
แต่เขากำลังลังเลว่าจะลงมือดีหรือไม่
เขาใช้ฟังก์ชันเซนไหวเคลื่อนย้ายไปยังจุดใกล้ ๆ เทพเซียนของแดนสวรรค์ในโลกเทพยุทธได้ แค่ต้องเลือกเทพเซียนที่พลังอ่อนแอที่สุดสักคนเท่านั้น แต่เขาจะทำอะไรบุ่มบ่ามไม่ได้ อสุรกายมหันตภัยเพิ่งบุกมาตอนนี้เขาต้องคอยดูไปก่อนว่าหลังจากนี้จะมีตัวแปรอะไรโผล่มาหรือไม่
เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสอดส่องการต่อสู้ของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน ภายในขอบห้วงสุญญตามีเงาสองร่างกำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ทุกครั้งที่พวกเขาปะทะกันมิติลวนสั่นไหวเป็นระลอกคลื่นเกิดเป็นประกายแสงหลากหลายสีสัน พวกเขารวดเร็วยิ่งนักจนตาเปล่ายากจะมองตามทันยามปะทะกัน
ภาพจำลองฟ้าดินก็ปรากฏยอดเคล็ดวิชาของวิถียุทธสารพัดอย่างปรากฏออกมาไม่หมดไม่สิ้น ดูประหนึ่งภาพวิวัฒนาการของฟ้าดิน แม้จะใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตชมการต่อสู้เจียงฉางเซิงก็สัมผัสแรงกดดันอันแข็งแกร่งสายนั้นได้อยู่ดี
บรรพจารย์ยุทธนิพพานต้องเหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธอย่างแน่นอน!
พลังระดับนี้แม้แต่ห้วงมิติก็กั้นขวางมันไม่อยู่!
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คืออสุรกายมหันตภัยดันสร้างบรรพจารย์ยุทธนิพพานอีกคนหนึ่งขึ้นมาได้!
ทันใดนั้นเอง จู่ ๆ บรรพจารย์ยุทธนิพพานก็หยุดชะงัก เขาสะบัดแส้ปัดฝุ่นที่ถืออยู่ในมือข้างหนึ่ง เส้นขนยาวของแส้ยืดยาวออกอย่างรวดเร็วแล้วกลายเป็นพายุหมุนสีขาว เงากระบีนับไม่ถ้วนจู่โจมออกมาจากด้านในดุจกระแสธารปราณกระบี่ที่รัศมีกินบริเวณยาวเกินล้านล้านลี้ ยิ่งใหญ่อลังการหาใดเปรียบ
บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยก็เป็นเช่นเดียวกัน แส้ปัดฝุ่นสีดำสะบัดปราณกระบี่อันทรงพลังเฉกเช่นเดียวกันพุ่งออกมาดุจกระแสน้ำหลาก ปราณกระบี่สองสายไหลมาปะทะกัน พวกมันก่อตัวเป็นเงาเลือนรางของปราณกระบี่ที่ขนาดใหญ่กว่าเดิมนับหมื่นเท่า ฟาดฟันกันจนหมู่มวลตาราบริเวณหนึ่งแหลกกระจุย
ทั้งสองเคลื่อนไหวแทบจะพร้อมกัน เงาเลือนรางของปราณกระบี่ยังไม่ทันสลายพวกเขาก็บุกเข้าไปเข่นฆ่ากันอีกครั้ง พลังปราณของทั้งสองโจมตีเงากระบี่ยักษ์จนแตกสลาย ปราณกระบี่ระเบิดกวาดไปรอบทิศ บรรพจารย์ยุทธนิพพานยกมือซ้ายขึ้น สะพานที่ยาวจนมองไม่เห็นสุดปลายโผล่ออกมาพาดข้ามขอบห้วงสุญญตามันหน้าตาเหมือนสะพานหินสีเขียวที่มองไม่เห็นสุดปลาย สะพานสองฝั่งกลิ่นอายของความเก่าแก่โบราณแผอบอวล เงาร่างแล้วร่างเล่าเริ่มปรากฏร่างบนสะพาน แต่ละร่างมีคลื่นพลังแข็งแกร่งนัก
บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยยกมือขึ้นบ้าง สะพานหินสีดำที่ใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกันสะพานหนึ่งก่อตัวขึ้นมา บนนั้นปรากฏเงาร่างนับไม่ถ้วนเช่นเดียวกัน เพียงแต่พวกมันทุกตนล้วนเป็นสีดำ
การเคลื่อนไหวของพวกเขาสองคนเหมือนกันเสียทุกอย่าง เจียงฉางเซิงมองแล้วได้แต่ถอนหายใจ
ต่อให้บรรพจารย์ยุทธนิพพานลงมือรวดเร็วปานใด บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยก็ไล่ตามทันอยู่ดี หากต่อสู้กันเช่นนี้ต่อไป บรรพจารย์ยุทธนิพพานคงยากจะหันมาสนใจโลกเทพยุทธ!
เจียงฉางเซิงกำลังคิดจะเลื่อนสายตาไปที่อื่น ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นเงาร่างหนึ่ง ฟาดินสรวลกำลังยืนอยู่เหนือหมู่ดาวกลุ่มหนึ่งเขากำลังชมศึกจากที่ไกล ๆ ด้านข้างเขามีร่างที่เหมือนตัวเขาทุกประการร่างหนึ่งยืนอยู่ด้วยกัน แต่ทั้งสองกลับไม่สู้กัน พวกเขาเพียงยืนชมการต่อสู้ข้างกันเท่านั้น
นี่นะหรือบรรพจารย์ยุทธแห่งวิถียุทธ แข็งแกร่งจริง ๆ
ดูเหมือนพลังของมหันตภัยจะใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว ฟาดินสรวลมหันตภัยฉีกยิ้มชั่วร้ายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาของฟาดินสรวลซับซ้อนยิ่งนัก เขาเอ่ยว่า “ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือเปียนท่านเทพที่แข็งแกร่งที่สุด มหาเจ้าสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด อัครเทพยุทธที่แข็งแกร่งที่สุด หลังจากนั้นก็เป็นบรรพจารย์ยุทธที่แข็งแกร่งที่สุด”
“พวกเราจะไม่ลงมือหรือ”
“เขายังไม่ทันใช้พลังเต็มที่ แค่กำลังหยั่งเชิงพลังของพวกเจ้าอยู่เท่านั้น ขืนทะเลทะล่าเข้าไปก็ตายเปล่า ปล่อยขนาดเขาค่อย ๆ สำแดงพลังออกมาทีละขั้น บรรพจารย์ยุทธมหันตภัยยังใกล้จะต้านไม่ไหวแล้วเลย หากพวกเราลงมือคงได้กลายเป็นเศษธุลีในพริบตา”