ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 452 อสุรกายมหันตภัย
เขาผลักฝ่ามือสองข้างออกไปด้านหน้า ลมปราณอันน่ากลัวพาพลังประหนึ่งจะถล่มภูผาคว่ำสมุทรบุกมาโจมตี พวกมันก่อตัวรวมกันเป็นมังกรคู่โจมตีกระหนาบมาจากสองฟากฝั่ง
เจียงฉางเซิงยกมือขวาขึ้นกวักกลางอากาศ ทันใดนั้นปราณดำที่ลอยละล่องอยู่เต็มท้องฟ้าก็ถูกรวบมาเก็บไว้กลางฝ่ามือของเขาจนหมดสิ้น แม้แต่บุรุษอาภรณ์สีม่วงก็ถูกเขาดูดมาเก็บไว้กลางฝ่ามือเช่นกัน ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วยิ่งนัก!
แม้แต่เจียงเทียนเซิงยังตอบสนองไม่ทัน
เจียงฉางเซิงกำมือขวา ทันใดนั้นปราณสีดำใจกลางฝ่ามือก็ปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วแล้วมลายหายไป เจียงเทียนเซิงเห็นแล้วหนังตากระตุก
“เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่”
เจียงเทียนเซิงถามออกมาอย่างอดใจไม่ไหว “เจ้าหน้าตาเหมือนเสด็จพ่อของข้ายิ่งนัก พวกเจ้าเป็นอะไรกัน”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าพร้อมกับหลุดหัวเราะ “ไม่ใช่ข้าเหมือนเขา แต่เขาเหมือนข้าต่างหากเล่า”
เจียงเทียนเซิงได้ยินดังนั้นก็งุนงงไปวูบหนึ่ง แต่แล้วเขาก็เหมือนคิดอะไรบางอย่างออก สีหน้าจึงเปลี่ยนไปในทันที ทั้งร่างเขาสั่นระวิก งึมงำเอ่ยว่า “หรือว่าจะเป็นท่านบรรพ… ไม่มีทาง ท่านจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน…”
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงจุดประสงค์ของบุรุษอาภรณ์สีม่วงออก หรือว่าท่านบรรพบุรุษจะมาเพื่อปกป้องวิถีเซียน
เขาหวาดกลัวจนทรุดลงไปคุกเข่าทันที หัวใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวเมื่อนึกย้อนกลับไป หากเมื่อครูเขารับปากกับบุรุษอาภรณ์สีม่วงคนนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาคงไม่ใช่สิ่งที่น่าคิดถึงแม้แต่น้อย
เจียงฉางเซิงก้มลงมองลูกหลานที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าตนเอง ในใจรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก เจียงเทียนจงในวันวานแม้ชอบใช้อำนาจแต่หัวใจมีประชาชน คิดไม่ถึงว่าหลังกลับชาติมาเกิดนิสัยจะเปลี่ยนไป ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเกิดจากแผนการร้ายของเผาเซียวอยู่ส่วนหนึ่ง แต่หัวใจของเขาก็ยังผิดหวังเล็ก ๆ อย่างยากจะเลี่ยงอยู่ดี
“เจ้าคิดว่าวิถีทางของแดนสวรรค์ไม่ถูกต้อง แต่วิถีทางของเผาเซียวถูกต้องอย่างนั้นหรือ”
เจียงฉางเซิงถามอย่างเนิบช้า เจียงเทียนเซิงได้ยินร่างก่ายก็สั่นเทาทันที ไม่รู้ว่าสมควรจะตอบเช่นไรดี
“แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าสกุลเจียงก็ก่อร่างสร้างตัวมาจากการไม่มีอะไร ใต้หล้าสมควรเป็นใต้หล้าของทุกคน จะเป็นใต้หล้าของคนผู้เดียวได้อย่างไร ลองคิดดูเถิดหากเจ้ามิได้เกิดมาในสกุลเจียง เจ้าจะรู้สึกอย่างไรกับตัวเจ้าที่เกิดในสกุลเจียง”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างจริงใจ เจียงเทียนเซิงก้มหน้าไม่มีสิ่งใดไปคัดค้าน
การรวบรวมกำลังของโลกทั้งใบเพื่อคนผู้หนึ่งทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้ก็จริง แต่นั่นเป็นการสิ้นเปลืองขุมกำลังของโลก หากสรรพชีวิตรวมแรงโลกแห่งนี้กลับจะแข็งแกร่งมากกว่า ให้กำเนิดผู้แข็งแกร่งออกมาได้มากกว่าก่อนอื่น เจ้าคอยเฝ้าดูเถิดว่าคนผู้นี้ยามสูญเสียฐานะในเผาเซียวแล้วน่าหัวร่อมากเพียงใด”
เจียงฉางเซิงพูดพลางยกมือซ้ายขึ้นมาจี้ดัชนีใส่บุรุษอาภรณ์สีม่วงที่ดิ้นรนอยู่กลางฝ่ามือขวา
เจียงเทียนเซิงเงยหน้ามองตามไปก็เห็นท่านบรรพบุรุษจี้ดัชนีใส่บุรุษอาภรณ์สีม่วงอย่างไว ๆ หนึ่งหนเสร็จก็ไม่ทำสิ่งใดต่ออีก หลังจากนั้นท่านบรรพบุรุษก็สะบัดมือขวาปล่อยบุรุษอาภรณ์สีม่วงออกมา
บุรุษอาภรณ์สีม่วงกลับมามีขนาดตัวปกติแล้ว เขาวิ่ถอยหลังพร้อมกับมองเจียงฉางเซิงอย่างหวาดผวาแล้วถามเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าทำสิ่งใดกับข้า”
ชั่วพริบตาเมื่อครู่เขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าตนเองได้สูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างไป แม้จะบอกกล่าวออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกแต่สิ่งนั้นได้เกิดขึ้นจริง ๆ ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้สัญชาตญาณของเขาหวาดหวั่น
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “นับจากนี้ต่อไปเขากับเผาเซียวไม่เกี่ยวข้องอีกแล้ว แล้วเขาก็จะไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใดอีกต่อไป เจ้าจงมองดูเถิดว่าเผาเซียวจะดูแลฟูมฟักเขาอีกหรือไม่”
หลังจากใช้อภินิหารตัดสายใยแห่งกรรมทำการเนรเทศแล้วบุรุษอาภรณ์สีม่วงจึงมิยอมสร้างกรรมเกี่ยวพันกับผูอื่นได้ยากยิ่ง หรือพูดอีกอย่างก็คือทุกคนจะหลีกห่างเขาโดยสัญชาตญาณ แม้ว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดจะมิอาจเปลี่ยนแปลง แต่เผาเซียวก็ไม่แน่ว่าจะดูแลฟูมฟักเขาอีก
เจียงเทียนเซิงทำหน้าตกตะลึงเขาไร้หนทางทำความเข้าใจวิชาเช่นนี้
เจียงฉางเซิงหมุนตัวเดินจากไป เจียงเทียนเซิงรีบร้อนตามไปด้วย แม้บุรุษอาภรณ์สีม่วงจะโกรธเกรี้ยวแต่ก็ไม่กล้าขัดขวาง เขาทำได้เพียงหมุนตัวจากไปบ้าง เขาไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย รอเขากลับไปแล้วเขาจะรายงานสถานการณ์กับเผาเซียวอย่างแน่นอน
เจียงฉางเซิงย่อมไม่กลัวเผาเซียว เท่าที่เขารู้จักวิถียุทธมา วิถียุทธยากจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรม
แม้จะเป็นบรรพจารยยุทธนิพพานเองก็ตาม หากบรรพจารยยุทธนิพพานรับรู้การมีอยู่ของพลังแห่งกรรมแล้วละก็ เขาคงมองออกตั้งนานแล้วว่าคนที่เผชิญหน้ากับเขามิใช่ร่างจริงของเจียงฉางเซิง
“ท่านบรรพบุรุษสิ่งที่ท่านกล่าวเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือ”
เจียงเทียนเซิงรีบเอ่ยถามน้ำเสียงวิตกกังวล
เจียงฉางเซิงเสกกระจกบานหนึ่งขึ้นมาในมือแล้วส่งให้เจียงเทียนเซิง “เจ้าจงคอยดูชีวิตของเขาหลังจากวันนี้ แม้เขายังเป็นคนเผาเซียว แต่จงดูว่าหลังจากถูกเนรเทศชีวิตเขาจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร แล้วข้าเชื่อว่าเจ้าจะตามหาคำตอบของเจ้าพบ”
กล่าวจบเจียงฉางเซิงก็หายวับไปจากที่เดิม
เจียงเทียนเซิงถือกระจกขึ้นมา เขาพบว่าบนบานกระจกสะท้อนภาพของบุรุษอาภรณ์สีม่วงคนนั้น เขาได้ยินแม้กระทั่งคำสบถด่าทอของบุรุษอาภรณ์สีม่วง
กระจกบานนี้สร้างขึ้นมาจากพลังแห่งกรรม เจียงฉางเซิงดึงกรรมที่เกี่ยวโยงกับบุรุษอาภรณ์สีม่วงส่วนใหญ่ออกมาแล้วจับรวมกันสร้างเป็นกระจกบานนี้ ในตอนนี้บนโลกมีเพียงเขากับเจียงเทียนเซิงเท่านั้นที่จดจำบุรุษอาภรณ์สีม่วงได้
เจียงเทียนเซิงมองบุรุษอาภรณ์สีม่วงในกระจกแล้วพลันเกิดความคิดอันน่ากลัวประการหนึ่งขึ้นมา หากเขาถูกเนรเทศ ความสัมพันธ์ทั้งหมดที่มีอยู่ในตอนนี้ถูกตัดขาดสะบั้น เขาจะเป็นเช่นไร
ตัวเขาที่ไม่ใช่คนสกุลเจียงอีกแล้วคงถูกเทียนจิงหันกลับมาทำร้าย หรือแม้แต่แดนสวรรค์ก็อาจตามไล่ล่าเขา สุขสำราญกับอำนาจและความสำเร็จที่สกุลเจียงสร้างมาแต่กลับมาตั้งคำถามถึงวิธีการปกครองของสกุลเจียง
หัวใจของเจียงเทียนเซิงหนักอึ้ง แต่เขายังไม่คิดได้ในตอนนี้หรอก อย่างมากที่สุดเขาก็ติตนเองที่ไร้สำนึกเท่านั้น เขาก็ยังเชื่อว่าทรัพยากรของโลกใบหนึ่งสมควรทุ่มให้กับคนผู้หนึ่งอยูดี ทำเช่นนั้นจึงจะส่งผลดีต่อทั้งโลกมากที่สุด
อีกด้านหนึ่ง
ในตำหนักเมฆาม่วงเจียงฉางเซิงหลับตาลงรอคอยให้ร่างแยกกลับเข้ามาในร่างกายของตน
เขายอมอภัยให้เจียงเทียนเซิงก็เพราะเห็นแก่หน้าเจียงเทียนจงในอดีต เขามีลูกหลานมากมายนัก มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเขาจริง ๆ มีน้อยมาก ฮ่องเต้ซุนเทียนก็เป็นหนึ่งในนั้น เจียงฉางเซิงจดจำโอรสสวรรค์ผู้เยาว์วัยคนนั้นได้ไม่ลืมเลือน เขาอายุยังน้อยดังนั้นเพื่อทำให้อำนาจในราชสำนักมั่นคงจึงเพียรมาเยี่ยมเยียนเขาปีแล้วปีเล่า
เจียงเทียนเซิงในชาตินี้มีพรสวรรค์โดดเด่นกว่าผู้ใดได้ก็เพราะได้รับแต้มเซนไหวประทานพรจากเขา แน่นอนว่าเรื่องนี้มีเพียงเขาที่ล่วงรู้และเขาก็ไม่มีวันบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นไปชั่วนิรันดร์
“อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียเล่า มิเช่นนั้นสิ่งที่ข้ามอบให้เจ้า ข้าก็ทวงคืนกลับมาได้เช่นกัน”
เจียงฉางเซิงคิดในใจ ลูกหลานมีมากมายถึงเพียงนั้น เขาคงมานั่งดูแลลูกหลานทุกคนไม่ได้หรอก
ภายในตำหนักเมฆาม่วงจมลงสู่ความเงียบงัน วสันต์จากจรสารทมาเยือน ร่างแยกพาเทพเซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์เดินทางผ่านขอบห้วงสุญญตาใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเดินทางไปถึงโลกเทพยุทธ สาเหตุที่ใช้เวลาหลายเดือนก็เพื่อให้เทพเซียนทั้งหลายได้เปิดหูเปิดตา การมีอยู่ของขอบห้วงสุญญตาทำให้ผู้แข็งแกร่งเดินทางข้ามผ่านพื้นที่ระยะทางไกลโพ้นได้ในเวลาสั้น ๆ หรือแม้กระทั่งเดินทางข้ามผ่านพื้นที่ซึ่งอยู่กันคนละห้วงมิติ หลังจากเคยเข้าไปครั้งหนึ่งแล้วเจียงฉางเซิงย่อมเข้าไปด้วยตนเองได้ หลังจากมาถึงโลกเทพยุทธร่างแยกก็นั่งสมาธิอยู่เพียงลำพัง จักรพรรดิสวรรค์พาเทพเซียนทั้งหลายไปสนทนากับผู้แข็งแกร่งจากวิถีต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ การมาเยือนของมรรคาจารยได้รับความสนใจจากโลกเทพยุทธมากอย่างยิ่ง
ค่ำคืนนี้
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงที่พักอยู่ในหอหลังหนึ่งจับสัมผัสบางสิ่งได้ เขาลืมตาแล้วหายวับไปจากห้อง
ร่างแยกมาปรากฏตัวที่ขอบห้วงสุญญตา เขาเพ่งสายตาจับจองบรรพจารยยุทธนิพพานผู้กำลังรอคอยเขาอยู่เบื้องหน้าหมู่มวลสีแดงม่วง บรรพจารยยุทธนิพพานสวมเสื้อคลุมนักพรตใบหน้ายังคงสวมหน้ากากแลดูลึกลับอย่างยิ่ง พลังสายตาของเจียงฉางเซิงไม่อาจมองทะลุหน้ากากไปเห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาได้
“มิทราบว่าบรรพจารยยุทธเรียกหาข้ามีธุระประการใด”
เจียงฉางเซิงถามอย่างมีมารยาท เขายังจับทางไม่ถูกว่าบรรพจารยยุทธผู้นี้คิดอย่างไรกับตนเองกันแน่ แม้บรรพจารยยุทธจะชื่นชมเขาในโลกเทพยุทธอยู่หลายครั้ง แต่ในสายตาของเขานั่นเป็นไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้อำนาจของเขากับอุดมการณ์ในการปกครองของเขาต่างหาก
บรรพจารยยุทธนิพพานเอ่ยปากถามว่า “ขอบังอาจสอบถามมรรคาจารย เจ้าได้รับมรดกวิถีเซียนมาจากที่ใด”
เจียงฉางเซิงลังเลครู่หนึ่งก็ตอบว่า “ทะเลดาวกลางหาว”
“ทะเลดาวกลางหาวอย่างนั้นหรือ มิเคยได้ยินมาก่อน ดูท่าเจ้าคงเดินทางเข้าไปลึกมาก ห้วงอนันตสูญญตากว้างใหญ่ไพศาลเกินไป แม้โลกเทพยุทธก่อตั้งมานานถึงเพียงนี้ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าห้วงอนันตสูญญตากว้างใหญ่มากเพียงใด แล้ววิถียุทธครอบครองพื้นที่ไปมากเท่าใด บางทีพวกเราอาจเป็นเพียงข้าวฟ่างเมล็ดหนึ่งในมหาสมุทรก็เป็นได้”
บรรพจารยยุทธนิพพานถอนหายใจ คล้ายถูกดึงให้หวนนึกถึงความทรงจำบางอย่าง
เจียงฉางเซิงไม่ขัดจังหวะการหวนระลึกอดีตของอีกฝ่ายเขากำลังสงสัยจุดประสงค์ของฝั่งนั้น
เขาไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรบ้า ๆ เพราะงานชุมนุมหมื่นวิถีกำลังจะมาถึงแล้ว หากบรรพจารยยุทธนิพพานลงมือกับเขามีแต่จะทำลายงานชุมนุมหมื่นวิถี
ผ่านไปครู่ใหญ่
“มหันตภัยแห่งวิถียุทธที่แท้จริงกำลังจะมาเยือน มันคือหายนะอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในอดีตกาลอันไกลโพ้นมหันตภัยเช่นนี้เคยจู่โจมสามพันโลกทำลายยุคสมัยแห่งวิชาโบราณมอบความหวังให้วิถียุทธผงาดขึ้นมา ยามนี้มหันตภัยเช่นนั้นกำลังจะมาเยือนอีกครั้ง เทียบกับการสืบสานวิถียุทธข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของสรรพชีวิตมากกว่า ดังนั้นข้าจึงหวังให้หมื่นวิถีสามัคคีรวมกันต้านมหันตภัย อาศัยมหันตภัยสลายความแค้นของกันและกันแล้วบุกเบิกยุคสมัยใหม่ เมื่อวิถีบำเพ็ญอันหลากหลายคงอยู่รวมกันมันย่อมส่งเสริมกันและกันให้ก้าวหน้า มอบความหวังให้สรรพชีวิตได้มากกว่าเดิม ขอเพียงหนทางมีมากพอสักวันย่อมตามหาวิถีทางที่เหมาะสมกับตนเองพบ สิ่งที่น่ากลัวอย่างแท้จริงก็คือทางเลือกนั้นมีเพียงหนึ่ง”
บรรพจารยยุทธนิพพานเอ่ยอย่างเนิบช้า
ช่างกล่าวได้มีคุณธรรมน่าเลื่อมใส พูดได้งดงามอย่างยิ่งจนเจียงฉางเซิงทำได้เพียงพยักหน้าเห็นด้วย
เจียงฉางเซิงถามว่า “มันเป็นมหันตภัยเช่นไร มีข้อมูลบ้างหรือไม่”
บรรพจารยยุทธนิพพานตอบว่า “ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด ข้อมูลมีน้อยยิ่งนัก ตำนานเพียงเล่าว่าหลังมหันตภัยพัดผ่านไปสามพันโลกล้วนเหลือเพียงความว่างเปล่า มีเพียงเผ่ามนุษย์น้อยนิดที่รอดชีวิตมาได้ ส่วนเผ่าพันธุ์อื่นถือกำเนิดจากสามพันโลกมาในภายหลัง”
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนี้ในใจพลันบังเกิดข้อสันนิษฐานอันใจกล้าประการหนึ่งขึ้นมา
หรือว่าเผ่ามนุษย์ก็คือเผาที่เหลือรอดมาจากมหันตภัย!
ประสบการณ์ชาติก่อนทำให้เจียงฉางเซิงรู้ว่าในจักรวาลอีกแห่งหนึ่งที่ไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใด ยังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ดำรงอยู่ แล้วยังมีฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนอีก ผู้บำเพ็ญเซียนมากมายเหล่านั้นไปอยู่แห่งหนใด ปริศนามากมายรอให้เขาไปแก้
“แดนโลหิตที่อยู่ลึกเข้าไปในห้วงสุญญตาเป็นสิ่งที่โลกเทพยุทธสร้างขึ้น ข้างใต้แดนโลหิตคือน้ำพุเหลืองอันธการ น้ำพุเหลืองอันธการมีอยู่เพื่อสะกดอสุรกายมหันตภัย แต่เมื่อไม่นานมานี้น้ำพุเหลืองอันธการถูกพลังปริศนาทำลาย อสุรกายมหันตภัยจึงหนีออกมาได้ นอกจากมารร้ายสีดำที่ถูกโมวังเรียกมา ยังมีพวกที่ตัวตนเป็นปริศนาที่แข็งแกร่งกว่านั้นและมีจำนวนมากกว่านั้นแทรกซึมเข้ามายังสามพันโลกแล้ว แม้แต่โลกเทพยุทธก็ไม่อาจตรวจสอบได้ชัดเจน แต่มีจุดหนึ่งที่แน่ใจได้นั่นก็คืองานชุมนุมหมื่นวิถีหนนี้อสุรกายมหันตภัยจะต้องเข้ามาป่วนอย่างแน่นอน”
น้ำเสียงของบรรพจารยยุทธนิพพานนิ่งสงบดังปกติ ฟังอารมณ์ใดไม่ออกทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงถามต่อว่า “แล้วได้แจ้งผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นหรือไม่”
“ไม่ ข้าเชื่อเจ้าเพียงคนเดียว”
“เหตุใดเล่า”
“เพราะมีเพียงเจ้าที่ปรารถนาจะบุกเบิกยุคแห่งหมื่นวิถี ผู้อื่นเพียงอยากโค่นล้มวิถียุทธเท่านั้น ในตอนนั้นไม่ใช่ว่าพวกเขามิกล้าลงมือเพราะเกรงกลัวข้าเพียงอย่างเดียว ในหมู่พวกเขามีสองคนที่มีพลังมากพอจะสยบอัครเทพยุทธทั้งสิบแปด การที่พวกเขาไม่ยอมลงมือทำให้ข้าสูญเสียความเชื่อใจที่มีต่อพวกเขาไปแล้ว”
คำพูดของบรรพจารยยุทธนิพพานทำให้เจียงฉางเซิงจับทางความคิดของอีกฝ่ายไม่ออกขึ้นมาอย่างฉับพลัน สรุปว่าเจ้าหมอนี่ชื่นชมเขาจริง ๆ อย่างนั้นหรือ…