ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 451 อันดับสองแห่งยุค
“ปัจจุบันมหามรรคาทิถูกค้นพบลวนมาจากห้วงอนันตสูญญตา อันเป็นดินแดนที่อยู่นอกอาณาเขตของวิถียุทธ ซากอารยธรรมโบราณที่หลงเหลืออยู่เหล่านั้นบ่งบอกว่ามหามรรคาเหล่านี้เคยรุ่งเรืองมาก่อน แต่พวกมันถูกวิถียุทธมาแทนที่ ถ้าเช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่าต้นกำเนิดของทุกมหามรรคาก็คือวิถีเซียน ดังนั้นจึงมีตำนานเทพเซียนทั้งหลาย…”
“คำว่าเซียนคำนี้ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของความหมายบางอย่าง บ่งชี้ว่าตัวมันอาจแปรเปลี่ยนมาดำรงอยู่ในฐานะของกฎแล้ว…”
ลั่วอินยืนอยู่บนหน้าผา นางทอดสายตามองเหล่าผู้บำเพ็ญเซียนที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ตามขุนเขาและพงพนา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์
นางมาถึงโลกคุนหลุนหลายปีแล้ว จากความใคร่รู้ในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นความฉงนงงงวย
ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายล้วนเชื่อมั่นอย่างไม่คลางแคลงในวิถีบำเพ็ญที่ตนเองสืบทอดมา ความเชื่อมั่นนี้คือสิ่งที่ค้ำจุนพวกเขาให้ก้าวเดินต่อไปอย่างแนวแน่
ลั่วอินเคยเห็นมหามรรคาสายอื่นมาไม่น้อย แม้จะมีมหามรรคาบางสายที่ทำให้นางนึกทึ่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยมีมหามรรคาสายใดที่ทำให้นางสับสนดังเช่นวิถีเซียน
สิ่งที่น่ากลัวมิใช่ความแข็งแกร่งของมหามรรคาสายอื่น เพราะมหามรรคาสายใดล้วนเป็นเพียงวิถีทางแห่งการฝึกบำเพ็ญเท่านั้น พลังแข็งแกร่งอ่อนแอลวนขึ้นอยู่กับตนเอง
สิ่งที่น่ากลัวก็คือมหามรรคาของนางอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีเซียนเท่านั้น
สิ่งที่นางกำลังคิดอยู่ตอนนี้ก็คือนางจะต้องนำวิถีเซียนกลับไปปรับปรุงวิถีเกาหยินของตนเอง
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมามันก็งอกเงยราวกับต้นหญ้า ไม่อาจหยุดยั้งได้อีก นางปรับสภาพจิตใจเลิกคิดถึงสิ่งไร้สาระเหล่านั้น แล้วเตรียมตัวเก็บเกี่ยววิชาบำเพ็ญเซียนให้ดี ๆ
การกระทำของนางล้วนตกอยู่ในสายตาของเจียงฉางเซิง
แต่เจียงฉางเซิงไม่ใส่ใจ วิชาบำเพ็ญเซียนที่เผยแพร่อยู่ในแดนมนุษย์ตอนนี้มีแต่วิชาบำเพ็ญเซียนขั้นพื้นฐานที่เขาเป็นคนเผยแพร่เอง กับพวกวิชาบำเพ็ญและวิชาอาคมที่ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหลายสร้างขึ้นมาเอง ในสายตาของเขา วิชาเหล่านั้นล้วนไม่ใช่วิชาที่เยี่ยมยอดอะไรนัก ต่อให้ถูกถ่ายทอดไปข้างนอกวิถีเซียนก็ไม่เสียหาย
ไม่แน่อาจจะดึงดูดผู้ศรัทธาจำนวนมากกว่าเดิมมาให้ก็เป็นได้
เจียงฉางเซิงเฝ้ามองการกระทำของลั่วอินอยู่อย่างนั้น หลังจากใช้เวลาหลอมโอสถสิบปี เจียงฉางเซิงก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ ถึงตอนนี้ลั่วอินก็ยังไม่จากไป นางยังรวบรวมวิชาบำเพ็ญเซียนอยู่เช่นเดิม
เพียงพริบตาเดียวกาลเวลาก็ผันผ่านไปอีกหลายสิบปี
ลั่วอินเก็บเกี่ยวได้เต็มคันรถก็เดินทางกลับ
จังหวะที่เหาะออกมาถึงห้วงอนันตสูญญตานางก็หันกลับไปมอง โลกคุนหลุนยังคงลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างสีดำสนิท ดูแล้วช่างเดียวดายนัก
ลั่วอินยกมุมปากยิ้ม ในใจคิดว่า ‘พันร่างหมื่นลักษณ์คงเป็นเช่นนี้เองสินะ’
นางจากไปอย่างฮึกเหิม เงาร่างหายลับไปในห้วงมิติอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเซิงรั้งสายตากลับมาแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างมิรั้งรอ
เวลาร้อยปีที่บรรพจารยยุทธนิพพานนัดไว้กำลังจะมาถึงแล้ว เจียงฉางเซิงแบ่งร่างแยกออกมาหนึ่งร่างแล้วพาเทพเซียนทั้งหลายของแดนสวรรค์เดินทางไปยังโลกเทพยุทธ
นี่ทำให้เกิดปฏิกิริยามากมายในแดนสวรรค์ เทพเซียนทุกองค์ต่างสงสัยใคร่รู้ว่างานชุมนุมหมื่นวิถีจะเป็นเช่นไร แล้วมหามรรคาสายอื่นจะยอดเยี่ยมเพียงใด
ในปีที่ร่างแยกเดินทางจากไปนี้เอง เจียงเทียนเซิงก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง เขาเดินทางไปที่แดนสวรรค์เพียงลำพัง แล้วอาศัยฐานะหลานชายของจักรพรรดิสวรรค์เข้าไปในประตูหมื่นโลก
เหล่าทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่เฝ้าประตูหมื่นโลกเห็นเขาเข้าไปในประตูแล้วก็เอี้ยวศีรษะมากระซิบกระซาบกัน
“เห็นหรือไม่ หลานชายของฝ่าบาท ลูกชายของมหาจักรพรรดิจื่อเวยช่างหยิ่งยโสนัก”
“ได้ยินมาว่าตอนนี้ทั่วทั้งเทียนจิงกำลังรวบรวมทรัพยากรเพื่อเขาเพียงคนเดียว”
“เฮ้อ ได้ยินว่าชีวิตของประชาชนในเทียนจิงย่ำแย่ลงทุกวัน ลูกหลานของข้าภาวนาหาข้าทุกวี่ทุกวันจนข้ารำคาญยิ่งนัก แต่ข้าจะไปมีปัญญาทำอะไรได้เล่า”
“ใครว่าไม่ใชเล่า คนส่วนใหญ่ของแดนสวรรค์ก็ล้วนมาจากเทียนจิงทั้งนั้น ใครไม่มีลูกหลานอยู่ในเทียนจิงบ้าง… เรื่องนี้ควรจะ… อัยหยา เกือบปากไวเสียแล้วสิ”
“รอก่อนเถิด ฝ่าบาททรงปรีชาพระองค์ต้องทรงออกหน้าแน่”
บรรดาทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์สนทนาจนถึงตอนท้ายก็พากันส่ายหน้าถอนหายใจ
แม้แดนสวรรค์จะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมีขุมอำนาจหลายฝ่ายปะปนกัน แต่สายเลือดของจักรพรรดิสวรรค์ก็ยังเป็นนายที่แท้จริงแห่งแดนสวรรค์ แม้ฉากหน้าเหล่าทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์จะบอกว่าเชื่อมั่นในตัวจักรพรรดิสวรรค์ แต่ความจริงแล้วหากสะท้อนหัวใจของพวกเขาออกมา ก็จะพบว่าพวกเขาล้วนไม่เชื่อจักรพรรดิสวรรค์ ยามจัดการเรื่องอื่นล้วนเด็ดขาด ดูอย่างเรื่องของเซียนหญิงนางนั้นก็ทรงสำแดงอำนาจสวรรค์ออกมา ยิ่งใหญ่ขนาดไหน
ทว่าทั้งที่การกระทำของเจียงเทียนเซิงเป็นที่โพนทะนาทั่วแดนสวรรค์แล้ว แต่จักรพรรดิสวรรค์กลับส่งเพียงมหาจักรพรรดิจื่อเวยไปเกลี้ยกล่อม ไม่เพียงไร้ประโยชน์แต่กลับทำให้เจียงเทียนเซิงทำตัวหนักข้อมากกว่าเดิม มีหลายคนแอบคุยกันอย่างลับ ๆ ว่าทายาทคนนี้ของจักรพรรดิสวรรค์ไม่ธรรมดา นามของเขาต่างกับนามจริงของมรรคาจารยเพียงอักษรเดียวเท่านั้น แล้วผู้ใดจะกล้าไม่ไว้หน้าเขากันเล่า
เกรงว่าแม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังต้องเห็นแก่มรรคาจารยเลยกระมัง!
อีกด้านหนึ่ง
เจียงเทียนเซิงก้าวออกมาจากประตูหมื่นโลก เดินทางมาถึงโลกอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง ขุนเขาธาราช่างงดงาม ทิวทัศน์ดูประหนึ่งภาพวาด บนท้องฟ้าไร้ดวงตะวัน ยามแหงนหน้ามองพบเพียงธารดาราระยิบระยับ
บนผืนดินมีสัตว์อสูรขนาดมหิมาเตร็ดเตร่อยู่มากมาย ประหนึ่งหวนกลับไปช่วงเวลาที่อยู่ในไทฮวง เจียงเทียนเซิงเดินไปข้างหน้าจนมาถึงด้านในหุบเขาแห่งหนึ่ง โครงกระดูกกองเกลื่อนกลาดอยู่ข้างใน
เจียงเทียนเซิงก้าวเดินต่อไปเรื่อย ๆ ดวงตาที่สามจับจองตรงไปด้านหน้า สีหน้าเคร่งขรึมทว่ากลับมีประกายแห่งความคาดหวังซุกซ่อนอยู่ในดวงตา ผ่านไปไม่นานนักเขาก็หยุดเดิน สายตาจับจองบนแท่นศิลาแท่นหนึ่ง ด้านหน้าบนแท่นศิลามีร่างหนึ่งนั่งสมาธิอยู่
แสงดาวเลือนรางห้อมล้อมร่างนั้นจนเปล่งประกายออกมาเป็นสีน้ำเงินจาง ๆ คนผู้นั้นเป็นบุรุษร่างองอาจผู้สวมอาภรณ์สีม่วง เรือนผมยาวสยายพลิ้วไหวอย่างไร้พันธนาการ พลังที่โอบล้อมรอบตัวเขาแข็งแกร่งจนทำให้เสื้อคลุมที่สวมอยู่สะบัดเบา ๆ
“เจ้ามาแล้ว”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
เจียงเทียนเซิงหยุดยืนห่างจากเขาสิบก้าวแล้วถามว่า “ข้าอยากแข็งแกร่งขึ้น เผ่าเซียวช่วยเหลือข้าได้จริงหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงลืมตาขึ้นมาปรายตามองเขาแล้วย้อนถามว่า “เจ้าฐานะไม่ธรรมดา ข้าสืบมาแล้วเจ้าน่าจะมาจากโลกคุนหลุน แล้วเจ้ายังแซ่เจียง เกรงว่าคงเป็นสายเลือดสกุลราชาแห่งโลกคุนหลุน โลกคุนหลุนมีไม่พอให้เจ้าเสวยสุขหรืออย่างไร ก็น่าจะใช่ ถึงอย่างไรก็มีโลกเพียงใบเดียวนี้นะ”
เขาดูเหมือนกำลังเอ่ยถาม แต่เมื่อพูดถึงตอนท้ายสุดกลับถามเองตอบเอง
เจียงเทียนเซิงว่าอย่างเย้ยหยัน “เสวยสุขหรือ สกุลเจียงของข้าแสนจะจอมปลอม พวกเขาไม่ยอมใช้ขุมกำลังของโลกทั้งใบเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าจะทำให้ทุกคนบนโลกแข็งแกร่งขึ้นไปเพื่อเหตุใดกัน รวบรวมทรัพยากรสร้างสุดยอดผู้แข็งแกร่งขึ้นมาคนหนึ่ง มิใช่ว่าจะปกป้องโลกได้ดีกว่าหรอกหรือ ต่อหน้าความห่างชั้นของระดับขั้น จำนวนจะมีประโยชน์อันใด”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงหัวเราะ “หลักการเป็นเช่นนั้นไม่ผิด เหมือนเช่นมรรคาจารยของพวกเจ้าอย่างไรเล่า”
เจียงเทียนเซิงเปลี่ยนประเด็น “ความช่วยเหลือของเผาเซียวต้องจ่ายด้วยสิ่งใด”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงลุกขึ้นยืน เขาก้มลงมองเจียงเทียนเซิงที่อยู่เบื้องล่างแล้วเอ่ยอย่างเนิบช้า “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความแน่วแน่ของเจ้า เจ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใดกัน!”
เจียงเทียนเซิงตอบว่า “อยากสิ ข้าอยากไปจากกรงขังนามว่าโลกคุนหลุนแห่งนี้ ข้าอยากหนีจากชะตาของสกุลเจียง ข้าอยากมีชีวิตเพื่อตัวเอง! ทว่าเงื่อนไขแรกของทุกสิ่งที่ว่ามานี้ คือข้าต้องแข็งแกร่งมากพอ!”
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม เขาทนมามากพอแล้วจริง ๆ เสด็จพ่อไม่ยอมให้เขาขึ้นไปเป็นเซียนบนแดนสวรรค์เพราะต้องการให้เขารังอยู่ปกป้องเทียนจิง ตั้งแต่เล็กจนโตล้วนเป็นเช่นนี้ พรสวรรค์ของเขาถูกมองว่าเป็นเกียรติยศของเทียนจิง ช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดคือช่วงที่ออกไปฝึกวิชาข้างนอกได้ผูกสัมพันธ์กับมิตรสหายดี ๆ แต่ต่อมาเขาก็เบื่อหน่ายเพราะว่าสหายรักที่ผูกไมตรีกันในแต่ละช่วงชีวิตเหล่านั้นล้วนไล่ตามระดับขั้นของเขาไม่ทัน
ก็พอมีอยู่คนหนึ่งเขามีนามว่าหยวน สร้างชื่อเสียงโด่งดังไว้ไม่น้อย แต่น่าเสียดายที่หยวนใช้ชีวิตพเนจรร่อนเร่ไปสุดขอบฟ้า ขณะที่ตัวเขาต้องถูกขังอยู่ที่เทียนจิง ความไม่พอใจต่อชะตาชีวิตของตนเองค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังต่อเทียนจิงและโลกคุนหลุน เขาปรารถนาจะหนีไปจากที่นี่ ปรารถนาจะเดินทางท้องฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาล จากนั้นก็สร้างโลกของตนเองเฉกเช่นบรรพบุรุษของเขา
ตอนนี้เผาเซียวคือโอกาสอันดีของเขา!
“ข้าต้องการยอดเคล็ดวิชาของวิถีเซียน!”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเอ่ยพร้อมกับแววตาวาววับ ความตื่นเต้นในถ้อยคำยากจะปิดบังในใจเขาดูแคลนเจียงเทียนเซิงอย่างยิ่ง เจ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่รู้เสียแล้วว่าบรรพบุรุษของตนเองแข็งแกร่งมากเพียงใด ในมหาศึกโลกเทพยุทธเมื่อครั้งนั้นก็มีผู้อาวุโสของเผาเซียวเขาร่วมศึกด้วย ภายในเผาประเมินค่ามรรคาจารยไว้สูงยิ่ง ถึงขั้นประเมินเขาด้วยคำว่าผู้แข็งแกร่งอันดับสองแห่งยุค!
เป็นรองเพียงบรรพจารยยุทธเท่านั้น!
มรรคาจารยใช้ร่างแยกสร้างบาดแผลให้บรรพจารยยุทธเปิดประตูสู่ยุคแห่งหมื่นวิถี แม้มีคนมากมายต่อต้านยุคแห่งหมื่นวิถี แต่ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยในพลังของมรรคาจารย ถึงกับมีคนล้อเลียนกันว่าหากมรรคาจารยใช้ร่างจริง บางทีเขาอาจไม่ใช่แค่สร้างบาดแผลให้บรรพจารยยุทธก็เป็นได้!
แน่นอนสาเหตุสำคัญที่ทำให้คำพูดล้อเลียนเช่นนี้ผุดขึ้นมาเป็นเพราะว่าบรรพจารยยุทธเป็นผู้ยึดมั่นในความคิดของตนเองฝ่ายเดียว การสนับสนุนยุคแห่งหมื่นวิถีของเขาทำให้ผู้คนของวิถียุทธรู้สึกต่อต้านอย่างมาก เมื่อเกิดความรู้สึกไม่พอใจพวกเขาจึงเยินยอคู่ต่อสู้ของเขาเพื่อกดเขาให้ต่ำลง
“ไม่มีทาง!”
เจียงเทียนเซิงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เขาชะงักไปครู่หนึ่งก็เอ่ยต่อว่า “ข้ายินดีทำงานให้เผาเซียวแต่ไม่มีทางทรยศวิถีเซียน”
วิถีเซียนสำหรับเขาไม่ใช่เพียงวิถีเซียน แต่ยังเป็นมรดกตกทอดของสกุลเจียงของพวกเขาด้วย
วิถีเซียนเป็นสิ่งที่มรรคาจารยสร้างขึ้นมา มันย่อมเป็นของสกุลเจียงของพวกเขา!
บุรุษอาภรณ์สีม่วงส่ายหน้าเอ่ยว่า “พลังระดับเจ้า เผาเซียวมีอยู่มากมาย เหตุใดข้าต้องให้เจ้าช่วย เจ้าต้องเอาของที่ไม่มีใครมีออกมาสิ”
เจียงเทียนเซิงนิ่งเงียบไป บุรุษอาภรณ์สีม่วงไม่รีบร้อน เขาเฝ้ารออย่างอดทน
ทว่าจู่ ๆ เจียงเทียนเซิงก็หันหลังเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน เจ้าจะทิ้งโอกาสนี้อย่างนั้นหรือ”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงถามเสียงเข้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
เจียงเทียนเซิงไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง “เจ้าเป็นเพียงโอกาสเดียวที่ข้ามี ตอนนี้มิใช่โอกาสเดียวในชีวิตนี้ของข้า!”
“ดูเหมือนการแข็งแกร่งขึ้นจะมิใช่สิ่งที่เจ้ากระหายอยากมากที่สุด”
“ข้ากระหายอยากแข็งแกร่งขึ้น แต่เกียรติยศของสกุลเจียงจะมัวหมองมิได้!”
เจียงเทียนเซิงเอ่ยอย่างทระนง ทว่าเพิ่งเอ่ยจบเขาก็ต้องกระโดดหลบทันควัน เปรี้ยง!
แผ่นดินปริแตกเป็นรอยแยกยาวเฟื้อยเส้นแล้วเส้นเล่า พลังสีดำสายแล้วสายเล่าแผโอบล้อมจนมิติบิดเบี้ยว
เจียงเทียนเซิงปรากฏตัวบนท้องฟ้าพลางจ้องบุรุษอาภรณ์สีม่วงอย่างโกรธเกรี้ยว บุรุษอาภรณ์สีม่วงระเบิดคลื่นพลังอันแข็งแกร่งออกมา ทั่วทั้งหุบเขาสั่นสะเทือน ภูเขาสั่นสะท้าน ฝุ่นดินฟุ้งกระจายปกคลุมไปจนถึงท้องฟ้า
เจียงเทียนเซิงขมวดคิ้ว เขาลอบตื่นตระหนกในใจ
คลื่นพลังสายนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าหนก่อนที่พบหน้ากันเสียอีก!
เกิดอะไรขึ้น เขาแข็งแกร่งขึ้นหรือว่าเมื่อหนก่อนเขาออมมือไว้
เจียงเทียนเซิงหาได้หวาดกลัวไม่ ตรงกันข้ามเขากลับยิ่งมีโทสะ เขาไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจทันทีว่าจุดประสงค์ของอีกฝ่ายก็คือยอดเคล็ดวิชาของวิถีเซียน มิหน้าเล่าตอนนั้นอีกฝ่ายถึงไว้ชีวิตเขา
“คิดว่าคนอย่างข้าหลอกเล่นได้ตามใจอย่างนั้นหรือ เกียรติยศของสกุลเจียงน่าขำนัก เกียรติยศของสกุลเจียงจะมาเทียบกับเกียรติของเผาเซียวของข้าได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าไม่ยินยอมเช่นนั้นข้าก็จะบังคับเอามา!”
บุรุษอาภรณ์สีม่วงเอ่ยเสียงเย็นชา เขาทะยานขึ้นจากพื้นอย่างฉับพลัน ร่างกายว่องไวประหนึ่งอสนีบาต เพียงพริบตาเดียวเขาก็บุกมาถึงตรงหน้าของเจียงเทียนเซิงแล้ว
เร็วมาก!
เจียงเทียนเซิงรูม่านตาหดวูบ เขายกมือใช้วิชาอาคมออกไปตามสัญชาตญาณ เปรี้ยง!
แต่แล้วสายลมแรงกล้าสายหนึ่งก็พุ่งโจมตีมาจากด้านหลังของเจียงเทียนเซิง มันพัดบุรุษอาภรณ์สีม่วงกระเด็นออกไปกระแทกพื้นดินทะลุเป็นรู
เจียงเทียนเซิงกำลังจะหันหลังกลับไปมอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นร่างหนึ่งเดินผ่านข้างกายเขาไป พอดีช่างเป็นบุรุษที่สง่างามยิ่งนัก!
เจียงเทียนเซิงตกตะลึงกับรูปโฉมอันสง่างามของอีกฝ่าย
บุรุษผู้หนึ่งงามได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ต่อจากนั้นเขาก็นึกถึงเสด็จพ่อของตนเอง คนผู้นี้หน้าตาคล้ายเสด็จพ่อของเขาแต่งามกว่า อ่อนเยาว์กว่า ประเดี๋ยวก่อนนะ!
หรือว่าคนผู้นี้จะเป็น…
เจียงเทียนเซิงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าซับซ้อน
เจียงฉางเซิงหยุดก้าวย่าง เขายืนขนาบข้างเจียงเทียนเซิงแล้วก้มมองบุรุษอาภรณ์สีม่วงที่อยู่ด้านล่าง “ข้าเคยคิดว่ามีแต่เด็กน้อยอายุไม่ถึงยี่สิบปีเท่านั้นที่จะมีวัยต่อต้าน คิดไม่ถึงว่าเจ้าอายุตั้งหลายร้อยปีแล้วยังคงมีวัยต่อต้านอยู่ อีกซ้ำร้ายอาการยังหนักยิ่งนัก”
เจียงเทียนเซิงกัดฟันกรอดถามว่า “เจ้าเป็นพี่ชายของข้าหรือว่าน้องชายของข้ากัน”
เจียงฉางเซิงได้ยินคำนี้รอยยิ้มก็แข็งค้างไป
เวลานี้เองบุรุษอาภรณ์สีม่วงก็ระเบิดพลังออกมาอีกหน พลังของเขาซัดฝุ่นดินที่คลุ้งอยู่จนปลิวสะพัด เขาเหาะขึ้นมาด้านบน สองแขนกางออก ปราณสีดำลุกโชนพาฝุ่นดินลอยว่อน