ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 450 เคล็ดวิธีของเผาสูงศักดิ์มาจากวิถีเซียน
- Home
- ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
- ตอนที่ 450 เคล็ดวิธีของเผาสูงศักดิ์มาจากวิถีเซียน
ในหอแห่งหนึ่งบนยอดเขาวิญญาณนอกเมืองจิงเฉิงของเทียนจิง
เจียงเทียนเชิงฝึกวิชาอยู่ตรงหน้ากระถางธูปใหญ่
ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากภายในกระถางธูปใหญ่
แทรกซึมเข้าไปภายในกายเขาเพื่อช่วยในการฝึกวิชา
ควันสีดำคละคลุ้งทำให้โถงใหญ่มีควันดำพิษอยู่เต็มไปหมด
องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินมาภายในโถงใหญ่อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นควันสีดำที่อยู่ภายในเขาก็ต้องถอยหลังไปสองก้าวแล้วกล่าวว่า
“ทูลท่านองค์ฝาบาท มีพระประสงค์จะพบท่านพะยะค่ะ”
“มีเรื่องใดกัน”
เจียงเทียนเชิงถามอย่างไม่แยแส น้ำเสียงเกียจคร้านๆ
องครักษ์ชุดขาวตอบว่า
“ฝาบาทมีพระประสงค์จะเสด็จออกไปเยือนเจ็ดลัทธิแห่งไท่หวง ทรงหวังว่าท่านจะเสด็จด้วยพะยะค่ะ”
“ไม่ไป!”
เจียงเทียนเชิงปฏิเสธเด็ดขาด ทำเอาองครักษ์ชุดขาวลำบากใจ
“ไสหัวไป แล้วไปบอกฝาบาทด้วยว่าให้ส่งวัตถุดิบยาให้เราอีกชุดแบบเดียวกับครั้งก่อน”
เจียงเทียนเชิงพูดต่อด้วยน้ำเสียงยากจะโต้แย้ง
องครักษ์ชุดขาวยังลังเล “ฝาบาทรับสั่งว่าวัตถุดิบยาที่ท่านต้องการมีมากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้นก็มีมูลค่าที่สูงมาก คลังแควน…”
“ไสหัวไป ภายในเวลาสามวันเราจะต้องได้เห็นวัตถุดิบยาพวกนั้น!”
เจียงเทียนเชิงพูดอย่างอดรนทนไม่ไหว เมื่อไอสังหารพุ่งออกไป
องครักษ์ชุดขาวก็ตกใจจนรีบหนีออกไปทันที
โถงใหญ่เข้าสู่ความเงียบงัน
เจียงเทียนเชิงดำดิ่งอยู่ท่ามกลางไอสีดำและพ่นลมปราณชั่วร้ายออกมา
ช้าๆ จากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น
ดวงตาที่แสนเย็นชามีควันสีดำพวยพุ่งอยู่ภายในผิดประหลาด
เป็นแสงหนึ่งแล่นเข้ามามาจากหน้าต่างและลงมาข้างกระถางใหญ่
กลายเป็นร่างของเจียงซิว
เจียงซิวสวมชุดคลุมสีขาวลายมังกร สวมมงกุฎหยกมังกร สองมือไพล่หลัง ท่าที่ทรงอำนาจ
“เสด็จพ่อ ดูท่าเมื่อท่านเห็นสู่โลกเบื้องบนแล้วก็ได้เรียนรู้ความสามารถไม่น้อย”
เจียงเทียนเชิงเอ่ยออกไป น้ำเสียงเต็มไปด้วยการประชดประชัน
เจียงซิวจับจ้องกระถางใหญ่แล้วกล่าวว่า
“นี่มิใช่เคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนที่เผามารคิดค้นขึ้นหรอกหรือ สุดโต่งเกินไปแล้ว
เหตุใดเจ้าจึงต้องการพละกำลังอย่างเร่งด่วนเช่นนี้”
เจียงเทียนเชิงแคนเสียงเอ่ย “ก็มิใช่เพราะเสด็จพ่อไม่ให้ข้าเห็นสู่โลกเบื้องบนหรอกหรือ”
เจียงซิวพาขุนนางเห็นสู่โลกเบื้องบน ไม่ได้พาเจียงเทียนเชิงไปด้วย
หากแต่ทิ้งเขาเอาไว้ปกป้องดูแลเทียนจิง เขายังหนุ่มมากพอและยังเป็นผู้ที่มคุณสมบัติการบำเพ็ญเซียน
แต่กำเนิดอันดับหนึ่งของเทียนจิง จึงไม่มีผลกระทบใหญ่หลวง
หากได้รับสถาปนาเทพช้ากว่าผู้อื่น อย่างน้อยเจียงซิวก็คิดเช่นนี้
เจียงซิวหันหน้าไปมองเขา “เวลานี้แต่ละอาณาจักรในใต้หล้ารุ่งเรืองขึ้นมาแล้ว
เทียนจิงไร้ความสามารถจะรวบรวมแดนมนุษย์เป็นหนึ่ง
เหตุที่เหลือเจ้าเอาไว้ก็ด้วยเทียนจิงต้องการคนผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในโลกของการบำเพ็ญเซียน
ข้าชมว่าเจ้าเองก็รู้ดีว่าเจ้าจะต้องได้รับการสถาปนาเทพไม่ช้าก็เร็ว”
เจียงเทียนเชิงจ้องเขาแล้วเอ่ยถามว่า “เห็นสู่โลกเบื้องบนแล้วจะไม่สามารถช่วยเทียนจิงได้หรือพะยะค่ะ
หรือว่าแดนสวรรค์มิได้เป็นของสกุลเจียงของพวกเรา
ยึดถือเอาตระกูลเป็นแดนสวรรค์ไม่สอดคล้องหลักคุณธรรม
เหตุที่วิถีเซียนได้รับการเลื่อมใสศรัทธาก็เพราะไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดเช่นใดก็ล้วนมีโอกาสทั้งสิ้น”
“พวกท่านช่างรู้จักอ้างเหตุผลใหญ่โตกันเสียจริง มิใช่ว่าผู้แข็งแกร่งควรต้องยึดครองทรัพยากรทั้งหมดในแผ่นดินเอาไว้ให้ตนเองใช้หรอกหรือ
ข้าไม่เชื่อหรอกว่าท่านบรรพบุรุษจะไม่ทำเช่นนี้”
เจียงเทียนเชิงเชิดหน้าขึ้นพูด
เพิ่งสิ้นเสียงพลันมีอานุภาพแสนน่ากลัวเข้าปกคลุมเขา ทำให้เขาหายใจติดขัด
เขามองเจียงซิวอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่เชื่อว่าเสด็จพ่อของเขาจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
เพราะตัวเขาก้าวหน้ามากกว่าเจียงซิวตั้งแต่ก่อนเจียงซิวจะเห็นสู่โลกเบื้องบนแล้ว
เจียงซิวปรายตามองเขา “ห้ามพูดจาเลอะเลื่อน
นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่เจ้าไปยังประตูหมื่นโลก เจ้าก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
เมื่อประตูหมื่นโลกเปิดเพื่อเป็นการสนับสนุนเทียนจิง
แดนสวรรค์จึงได้มอบสิทธิจํานวนหนึ่งแก่เทียนจิง
ให้เข้ามาในประตูหมื่นโลก ซึ่งมีเจียงเทียนเชิงอยู่ในจำนวนนั้นด้วย
การไปครั้งนี้เป็นเวลาหลายปี ขากลับต้องเสียสละผู้ฝึกบำเพ็ญไปหนึ่งในสาม
และนิสัยของเจียงเทียนเชิงก็เปลี่ยนไปอย่างมากด้วยเหตุนี้ไม่ได้อ่อนโยนเช่นก่อนอีกแล้ว
“จะเกิดสิ่งใดได้ ก็เพียงต้องผ่านความพ่ายแพ้มาครั้งหนึ่งเท่านั้น”
เจียงเทียนเชิงเบะปาก เมื่อสัมผัสได้ว่าพลังของเจียงซิวหายไปเขาก็แอบโล่งใจ
เขาสามารถมองออกว่าวรยุทธของเจียงซิวทัดเทียมเขา
อานุภาพเมื่อครู่นี้เป็นเพียงโชคชะตาของแดนสวรรค์เท่านั้น
เล่าขานกันว่ายิ่งมีตำแหน่งในแดนสวรรค์สูงเท่าใด ก็จะมีโชคชะตาแห่งแดนสวรรค์แข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
แม้จะเป็นคนธรรมดาที่ได้รับการสถาปนาเทพ เมื่อได้รับโชคชะตาแห่งแดนสวรรค์
ก็จะสามารถพลิกโฉมหน้ากลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้ในเวลาอันสั้น
เจียงซิวขมวดคิ้วเอ่ยว่า “ระยะนี้ราษฎรเทียนจิงโอดครวญทั่วทุกทิศ
สืบสาวราวเรื่องแล้วก็เป็นเพราะเจ้ามีความปรารถนาที่ไม่มีขอบเขต
ส่งผลให้เทียนจิงต้องทำงานให้เจ้าตั้งแตเหล่าประชาล่างสุดถึงราชสำนักสูงสุด
ต่างวิพากษ์วิจารณ์เจ้า จักรพรรดิสวรรค์ไม่พอใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง หวังว่าเจ้าจะรู้จักสงบท่าที”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้หัวคิ้วของเขาก็ขมวดเข้ามา
ตอนที่เขาเป็นโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิงเขามองประชาเทียมฟ้ามิได้รวมกำลังทั้งหมดไว้เพื่อทำงานให้ตนแต่อย่างใด
“เข้าใจแล้วพะยะค่ะ”
เจียงเทียนเชิงเอ่ยทั้งสะบัดมือพร้อมด้วยสีหน้ารำคาญใจ
เจียงซิวกำชับไปอีกสองสามประโยค เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้รับฟังจึงได้จากไป
หมากความ!
เจียงเทียนเชิงแคนเสียงเย็นก่อนฝึกวิชาต่อไป
อีกด้านหนึ่ง
เจียงฉางเชิงในตำหนักเมฆาม่วงที่อยู่ไกลออกไปเห็นทุกสิ่งอยู่ในสายตาเขา
เขานับนิ้วคำนวณกรรมของเจียงเทียนเชิงและคำนวณได้ว่า
การเปลี่ยนแปลงของเจียงเทียนเชิงเกี่ยวข้องกับยอดอัจฉริยะของเผ่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์นิรันดรกาลผู้หนึ่ง
ที่แท้แล้วตอนผ่านประตูหมื่นโลกเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์
เจียงเทียนเชิงได้พบกับอัจฉริยะอายุน้อยที่มาจากเผ่าเชียวผู้หนึ่งและพ่ายแพ้อย่างยับเยิน
อีกฝ่ายเห็นว่าเขามีความสามารถไม่เลว ต้องการดึงตัวเขาจึงจงใจลบหลู่เพื่อกระตุ้นเขา
และบอกถึงวิธีที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นของเผ่าตระกูลศักดิ์สิทธิ์นิรันดรกาลนั้นก็คือการปอกลอกจากแผ่นดิน
ลูกหลานเผ่าเชียวทุกคนล้วนได้เสพสุขกับทรัพยากรทั้งหมดในพิภพแห่งหนึ่ง
และอัจฉริยะเผ่าเชียวผู้นี้ยิ่งได้รับทรัพยากรจากมหาพิภพถึงสิบแห่งแต่เพียงผู้เดียว
อัจฉริยะเผ่าเชียวบอกไปว่าหากยินยอมทำงานให้เขาก็จะได้รับการช่วยเหลือจากเผ่าเชียว
ทำให้เจียงเทียนเชิงอยากแข็งแกร่งขึ้นมาโดยเร็ว
เรื่องนี้กระทบจิตใจเจียงเทียนเชิงอย่างรุนแรง เขาคิดเรื่อยมาว่าตนเองมีคุณสมบัติแต่กำเนิดที่ยอดเยี่ยม
แต่การฝึกบำเพ็ญของเขากลับไม่ได้รวดเร็วถึงขีดสุดเช่นที่เขาต้องการ
ในฐานะผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งเทียนจิงเขาจึงยังต้องคำนึงถึงราชสำนัก
หลายสิ่งที่เขาต้องการต้องหามาด้วยตนเอง เขาถึงขั้นเริ่มคิดว่าเป็นเพราะตนเองไม่เห็นแก่ตัวพอ
จึงได้พ่ายแพ้ยับเยินและถูกลบหลู่
นี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้นิสัยเขาเปลี่ยนไปและเริ่มปรารถนามากมายเกินไป
เพราะเมื่อเขาแข็งขึ้นมาแม้แต่โอรสสวรรค์ก็ยังไม่กล้าโต้แย้ง
เขาค่อยๆ ลิ้มรสความรู้สึกเช่นนี้จนกระทั่งลุ่มหลงไปกับมัน
เมื่อเจียงฉางเชิงพยากรณ์เสร็จแล้วทันใดนั้นก็เกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง
กรรมของอัจฉริยะเผ่าเชียวผู้นั้นกับเจียงเทียนเชิงไม่ได้ตัดขาดจากกัน
แสดงว่าสองฝ่ายยังติดต่อกันอยู่
เขาพยากรณ์ตามสายกรรมนี้ไปจึงพบว่าเผ่าเชียวได้หมายตาวิถีเซียนเขาแล้ว
เจียงเทียนเชิงเป็นเพียงเบี้ยหมากตัวหนึ่งในแผนการของพวกเขาเท่านั้น
เมื่อยุคแห่งหมื่นวิถีได้เริ่มขึ้นพร้อมกันนั้นก็มีมรรคาถ่ายทอดเข้ามาในสามพันพิภพมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้สืบทอดมหามรรคาแต่ละสายเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบได้กับวิถีเซียน
ตำนานของมรรคาจารย์แพร่ไปในมหาพิภพดินเหลืองแล้วย่อมดึงดูดให้ขุมอำนาจจำนวนมากหมายปอง
เป็นจังหวะเหมาะที่จะใช้อภินิหารแห่งกรรมของเขากับเผ่าเชียวพอดี
มุมปากของเจียงฉางเชิงยกขึ้นเมื่อพิจารณาทุกสิ่งจากมุมมองของกรรม
แน่นอนว่าทำไมจึงมีความรู้สึกว่าเหนือกว่าหาวเจียนจึงทำให้เขามั่นใจมากขึ้น
ว่าเขายังคงจดจำความรู้สึกก่อนนี้ได้ไม่เสื่อมคลาย
การเผชิญและเข้าไปก้าวก่ายพลังแห่งกรรมจะทำให้ถูกกรรมย้อนคืนใส่ได้โดยง่าย
แม้เขาสามารถควบคุมพลังแห่งกรรมได้มากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับสามารถควบคุมบังคับกรรมได้
จากนั้นเขาก็ส่งกระแสจิตไปยังจักรพรรดิสวรรค์ให้เขาเตรียมเทพเซียนชุดหนึ่ง
เพื่อติดตามเขาไปยังโลกเทพยุทธในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า
จักรพรรดิสวรรค์เรื่องนี้ก็สั่งให้คนไปลั่นระฆังสวรรค์ในทันใด
เหล่าเทพประจำต่างรีบมาชุมนุมกันโดยพร้อมเพรียงที่ตำหนักเหนือเมฆา
ครั้งนี้จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้กำหนดรายชื่อไปทันทีแค่ประกาศข่าวนี้ออกไปเท่านั้น
และทำให้แดนสวรรค์คึกคักขึ้นมา
เทพเซียนไม่น้อยต่างก็อยากลองไปชมโลกเทพยุทธ จะได้ชมที่ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งวิถียุทธสักคราว
เมื่อมีมรรคาจารย์ไปด้วยพวกเขาจึงไม่กังวลว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น
หลิวเสินโจว เยียจาน และชีหมิงหวังไม่รู้สึกสนใจเพราะพวกเขาเคยไปมาแล้ว
เวลานี้ต้องการแต่จะไขว่คว้าเวลาเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
และกลายเป็นผู้บำเพ็ญเซียนในระดับสูง
หลังจากได้เปิดหูเปิดตาในศึกใหญ่ระหว่างมรรคาจารย์กับโลกเทพยุทธมาแล้วพวกเขายิ่งปรารถนาในพลัง
อานุภาพที่แข็งกล้ามากขึ้น นับแต่คืนเหมันต์นิรันดรกาลยุติลงมรรคาจารย์ก็เก็บคันฉ่องแผ่นดินไป
แต่แดนสวรรค์ยังคงไม่อนุญาตให้สิ่งมีชีวิตนานาไปยังห้วงอนันตสุญญตาเพราะอันตรายเกินไป
หนำซ้ำยังหลงทิศทางได้โดยง่าย
ทว่าทุกๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งจะมีผู้ฝึกตนจากพิภพอื่นเข้ามาเยี่ยมเยือน
ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้แดนสวรรค์ได้มีความรู้เรื่องจากห้วงอนันตสุญญตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง
วันนี้สตรีอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งมาจากห้วงสุญญตา หน้าตาของนางธรรมดาพกแส้คมเส้นหนึ่งที่เอว
เมื่อถูกทหารสวรรค์เผาฉางขวางเอาไว้นางก็ประสานมือกล่าวว่า
“ข้าน้อยมาจากเผ่าเกาหยินนามลั่วอิน เวลานี้ยุคแห่งหมื่นวิถีมาถึงแล้ว
มหามรรคาแต่ละสายต่างก็ใกล้ชิดกัน ข้าน้อยก็ต้องการสัมผัสกับวิถีเซียน
ในขณะเดียวกันข้าก็จะทิ้งเคล็ดวิธีฝึกบำเพ็ญของเผ่าเกาหยินเอาไว้ให้ด้วยเพื่อแสดงความจริงใจ”
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารสวรรค์เผาฉางได้พบกับคนเช่นนี้
พวกเขาทำงานตามระเบียบจึงได้พาลั่วอินไปยังตำหนักสวรรค์ของเผาฉาง
โดยมีฉางเยวียเฉียนมาต้อนรับด้วยตนเอง
ฉางเยวียเฉียนย่อมเคยได้ยินชื่อของเผ่าเกาหยินมาก่อน
เขาไม่คิดว่าเผ่าเกาหยินที่วางตัวสันโดษจะกลายเป็นสายแห่งการฝึกบำเพ็ญด้วย
ลั่วอินไม่เหมือนผู้ฝึกตนคนอื่นๆ นางไม่ได้ขอพบกับมรรคาจารย์โดยตรง
แต่ประสงค์จะท่องไปในแดนมนุษย์สักคราว
ฉางเยวียเฉียนไม่ได้ตกปากรับคำในทันทีแต่ส่งคนไปสอบถามกับจักรพรรดิสวรรค์
โดยให้ลั่วอินพักอยู่ในเผาฉางเป็นการชั่วคราว
เมื่อจักรพรรดิสวรรค์รู้เรื่องนี้ก็ตอบรับไปทันใด
เขามิได้หวาดกลัวแต่อย่างใดว่ามหามรรคาอื่นจะเป็นแขกเสียงดังกลบเจ้าบ้าน
เขาเชื่อว่าวิถีเซียนมีแรงดึงดูดมากที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือมีมหาพิภพจิดจรอย
ทำให้ความภักดีที่เหล่าผู้บำเพ็ญเซียนมีต่อมรรคาจารย์ยากจะสั่นคลอนได้
ดังนี้เองลั่วอินจึงเข้ามาในโลกคุนหลุนได้สำเร็จ
ฐานะของนางกลับมิได้เรียบง่ายเช่นที่นางบอก
ฐานะที่แท้จริงของนางคือบรรพจารยอธรรมเกาหยิน
นางนึกว่าตนเองปลอมตัวแล้วจะสามารถปิดบังทั้งสวรรค์และทะเลได้
หารู้ไม่ว่านางถูกเจียงฉางเชิงจับได้แล้ว
ช่วงเวลานี้เจียงฉางเชิงไม่ได้ปิดด่านจึงค่อยๆ พยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งในแต่ละขอบเขตจนเป็นความเคยชิน
เมื่อเขาพบว่ามีศัตรูแข็งแกร่งระดับ 3 แต้มเซียนไหวมรรคาสวรรค์ปรากฏตัวในโลกคุนหลุน
ยังทำเอาเขาตกใจนัก เขาจึงจับเป้าหมายที่ตัวลั่วอินได้อย่างรวดเร็ว
คนผู้นี้บอกว่าตนเองมาจากเผ่าเกาหยิน ไม่ใช่บอกว่าบรรพจารยอธรรมเกาหยินคือผู้ใดอย่างนั้นหรือ
แม้เขาจะมองการปลอมตัวของบรรพจารยอธรรมเกาหยินไม่ออกแต่ก็คิดว่าอีกฝ่ายคือบรรพจารยอธรรมเกาหยินอย่างแน่นอน
เขาไม่ได้แหวกหญ้าให้งูตื่นเพราะเขาก็อยากดูว่าบรรพจารยอธรรมเกาหยินต้องการทำสิ่งใด
ส่วนเรื่องความสามารถของบรรพจารยอธรรมเกาหยินความจริงแล้วเขาก็จำไม่ได้ชัดเจน
เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เข้าโจมตีโลกหลักเมื่อครั้งศึกใหญ่ในโลกเทพยุทธ
ลั่วอินมาถึงแดนมนุษย์ภายใต้การจับตาดูของเขา
นางไปเยี่ยมสำนักบำเพ็ญเซียนหลายแห่งที่มีชื่อเสียงกระฉอนในดินแดน
เจียงฉางเชิงไม่ได้เร่งร้อน ต่อให้เผ่าเกาหยินได้เคล็ดวิชาเซียนไปก็ฝึกไม่ได้
เหตุที่แดนสวรรค์สามารถบำเพ็ญเซียนได้ก็เพราะป้ายวิถีเซียน
พิภพจะบำเพ็ญเซียนได้เฉพาะในโลกคุนหลุนเท่านั้น
หากบรรพจารยอธรรมเกาหยินได้ลิ้มรสชาติของการบำเพ็ญเซียนจนถึงลุ่มหลงเช่นนั้นก็น่าสนใจแล้ว!
เจียงฉางเชิงค่อยๆ จับตาดูบรรพจารยอธรรมเกาหยินไปพลางและเริ่มหลอมโอสถไปพลางเพื่อไม่ให้ตนเองง่วง
เมื่อระดับขั้นสูงขึ้น ศาสตร์แห่งโอสถก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
ระดับขั้นที่จะมีในภายหน้าก็ยิ่งต้องการโอสถมากขึ้น
จะอาศัยแค่ปราณวิญญาณแผ่นดินอย่างเดียวนั้นใช้ไม่ได้
เวลานี้เจียงฉางเชิงต้องฝึกฝนศาสตร์ยอดโอสถไปด้วยและสั่งสมโอสถนานาชนิดไปด้วย
เวลานี้โอสถเซียนที่เขาสั่งสมไว้มีจำนวนน่าพึงพอใจยิ่ง
มีทั้งโอสถฝึกบำเพ็ญ โอสถผ่านด่านเคราะห์ โอสถกำจัดจิตมาร เป็นต้น
อีกด้านหนึ่งหลังจากลั่วอินเดินทางไปเยือนหลายลัทธิแล้วจิตใจของนางก็ยิ่งหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
นางพบว่าวิถีเซียนและมรรคาที่นางฝึกบำเพ็ญอยู่เหมือนกันอย่างมาก
หรือจะพูดให้ถูกก็คือวิถีเซียนนั้นรวมมรรคาที่นางฝึกบำเพ็ญเอาไว้ด้วย
ซึ่งก็หมายความว่าสายของมรรคาที่นางค้นพบนั้นอาจมาจากส่วนหนึ่งของวิถีเซียนอย่างนั้นหรือ