ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 449 ความหมายที่แท้จริงของกรรมเนรเทศ
เจียงฉางเชิงมองไปยังเทพธิดาเชียวเหอที่อยู่ไกลออกไป จิตใจสับสนไปหมด
เขาใช้แต้มเผยแผ่หลักคำสอนมากขึ้นกว่าก่อน
แสดงว่าการเทศนาในครั้งนี้จะต้องมีคุณค่าสูงกว่าครั้งก่อน
หรือว่าเทพธิดาเชียวเหอเก่งกาจกว่าบรรพจารย์เสวียนถิกัน?
ดูท่าเทพธิดาเชียวเหอนี้กับเทพธิดาเชียวเหอที่เขาพบครั้งก่อนจะเป็นช่วงเวลาที่ห่างกันนานมาก
เจียงฉางเชิงปรับจิตใจของตนเสีย ในเมื่อมาแล้วก็จงทำใจให้สงบ
คอยรักษาความระมัดระวังตัวส่วนหนึ่งเอาไว้ในใจเป็นพอ
เมื่อเทียบกับการเทศนาในครั้งก่อน เทพธิดาเชียวเหอในเวลานี้มีความเย็นชากว่า
สง่าราศีดูลึกล้ำสูงส่งเกินหยั่งยิ่งกว่า
เทพธิดาเชียวเหอนั่งขัดสมาธิอยู่บนบัลลังก์ดอกบัว
กวาดสายตาเย็นชาไปทั่ววิหาร กวาดไปยังผู้แสวงหามรรคา
ทุกคนตอนที่กวาดผ่านเจียงฉางเชิง สายตาของนางไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
ทั้งไม่ได้หยุดชะงัก ราวกับคนทั้งสองไม่รู้จักกันแต่อย่างใด
เจียงฉางเชิงไม่คิดฟุ้งซ่านอีกและเริ่มตั้งตารอการเทศนา
“เพราะวาสนาจึงได้มาชุมนุม มาด้วยกรรม ปฏิบัติด้วยกรรม วันนี้เทศนาเรื่องกรรม จะพูดเรื่องกรรมของข้าและพวกเจ้า”
เจียงฉางเชิงมองภาพรวม พินิจถึงรากแก่น เริ่มจากตื้นไปลึก…
เทพธิดาเชียวเหอเริ่มเอ่ย เมื่อเสียงออกไปก็ทำให้ผู้แสวงหามรรคาทั้งหลายผ่อนคลายลง
ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลเช่นใด อึดใจนี้ทุกคนล้วนละวางความคิดนานาลง เริ่มจดจ่อฟังเทศนา
เจียงฉางเชิงเองก็ดำดิ่งอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน
เทพธิดาเชียวเหอเอ่ยถึงกรรมตลอดการเทศนา
เอ่ยถึงกรรมระหว่างผู้แสวงหามรรคาที่อยู่บนพื้นฐานของชีวิตประจำวัน ชัดเจน เข้าใจง่าย
ทุกคนฟังแล้วสามารถเข้าใจได้ทั้งสิ้น
แต่เมื่อเวลาเคลื่อนผ่านไป คำเทศนาของเทพธิดาเชียวเหอก็ค่อยๆ ลึกล้ำยิ่งขึ้น
ฟังไปฟังมาแม้แต่เจียงฉางเชิงเองก็ยังรู้สึกสับสน
ภายในวิหารใหญ่มีคนขมวดคิ้ว มีคนตื่นเต้น
กระตือรือร้น ทั้งมีคนมีสีหน้าเป็นทุกข์
ผู้แสวงหามรรคาที่อยู่โดยรอบค่อยๆ หายไป
เหลือแต่เขากับเทพธิดาเชียวเหอ
ระยะห่างของคนทั้งสองขยับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด
เทพธิดาเชียวเหอจึงได้มาอยู่ข้างหน้าเจียงฉางเชิงแล้ว
นางเทศนาไปพร้อมกับจ้องมองเจียงฉางเชิง
“เจ้ามาด้วยเหตุใด”
“เพื่อมรรคาแห่งตน”
“เจ้าต้องการมรรคาเช่นใด”
ต้องการมรรคาที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้น
“กรรมทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้รึ”
“มรรคาทั้งปวงล้วนทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงเลือกกรรมเล่า”
เจียงฉางเชิงถูกถามจนหมดคำพูด
เวลานี้เขาจึงเพิ่งพบว่าเทพธิดาเชียวเหอมาอยู่ตรงหน้าตนเองแล้ว
เรื่องนี้ทำให้เขาตกใจทีเดียว
เหตุใดผู้แสวงหามรรคาที่อยู่โดยรอบจึงหายไป
เทพธิดาเชียวเหอเผยรอยยิ้มบางๆ กล่าวว่า
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะตื่นขึ้นมารวดเร็วเช่นนี้ มีคุณสมบัติร่างกายไม่ธรรมดาโดยแท
เพียงแต่เวลาผ่านไปตั้งสองล้านปี แต่เหตุใดเจ้ายังอยู่ในขั้นเอกเทวะ
หรือเพราะสหายผ่านพบบางสิ่งแล้วตกอยู่ในภาวะบางประการที่เวลาหยุดชะงักกัน”
เจียงฉางเชิงจึงเพิ่งรู้ตัวว่าอีกฝ่ายต้องการสนทนากับเขา
เพียงลำพังสองล้านปี…
นี่นานเท่าใดแล้วเทพธิดาเชียวเหอจึงได้มีสถานฝึกบำเพ็ญเป็นของตนเอง
กระทั่งคืบหน้ากว่าการเทศนาของบรรพจารย์เสวียนถิในครั้งก่อน
แน่นอนว่าหากว่าบรรพจารย์เสวียนถียังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ ก็อาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนด้วยเช่นกัน
ยังมีเจ้าลัทธิคุนหลุนที่เคยได้พบตอนผ่านด่านเคราะห์ด้วย
เจียงฉางเชิงคาดเดาไปพลางและตอบไปพลางว่า
“สหายกล่าวไม่ผิด เพียงแต่ได้พบอีกครั้งจึงรู้สึกค่อนข้างปลงอนิจจังและปรับตัวไม่ได้ หวังว่าสหายจะใจกว้างให้อภัย”
เทพธิดาเชียวเหอกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“เช่นนั้นข้าจะไม่สอบถามให้มาก เจ้าและข้าต่างรู้ลึกซึ้งถึงความทรงพลังของกรรม พลังบางอย่างไม่ควรข้ามระดับขั้น”
มีความหมายซ่อนอยู่ในคำพูดนี้ หรือว่าอีกฝ่ายจะมองบางอย่างออก
ความรู้สึกที่เจียงฉางเชิงมีต่อเทพธิดาเชียวเหอเปลี่ยนไป
ไม่สามารถมองนางว่าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเซียนธรรมดาผูหนึ่งอีกต่อไปแล้ว
เวลานี้นางเป็นผู้สูงส่งที่ได้รับมรรคาและอยู่ในระดับขั้นเหนือกว่าเขาแล้ว
“นี่เป็นครั้งที่สามที่เจ้าและข้าได้พบกัน
ข้าจะถ่ายทอดความหมายที่แท้จริงของกรรมให้แก่เจ้า เพื่อช่วยให้เจ้าเข้าใจการเทศนาของข้าได้มากยิ่งขึ้น”
เทพธิดาเชียวเหอเอ่ยด้วยรอยยิ้ม มือขวาขึ้นแตะลงกลางอากาศไปในทิศทางของเจียงฉางเชิง
ชั่วพริบตาทุกสิ่งเบื้องหน้าของเจียงฉางเชิงก็พลิกโฉมหน้าใหม่โดยสิ้นเชิง
ลำแสงหลากหลายสีจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นและพุ่งเข้ามาหาพวกเขา เป็นกรรมนั่นเอง!
เจียงฉางเชิงจับจ้องโดยละเอียดและพบว่ากรรมเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเทพธิดาเชียวเหอ
นี่คือกรรมของเทพธิดาเชียวเหอ เขาค่อนข้างรู้สึกเหนือคาดเท่ากับว่าให้ผู้อื่นได้มองเห็น
อดีตของตนด้วยกรรมนี้ และนี่ก็ไม่ใช่ความทรงจำด้วยกรรมจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เขาเองก็มองเทพธิดาเชียวเหออย่างลึกล้ำเช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นใบหน้าของนางมีรอยยิ้มน้อยๆ จึงไม่ได้ไปจับผิดอีก
ได้แต่สัมผัสกรรมของนางโดยละเอียด
สำหรับเจียงฉางเชิงแล้วสองครั้งก่อนที่คนทั้งสองได้พบกันไม่นับว่าห่างจากตอนนี้นานนัก
เพราะเวลาส่วนใหญ่ในตลอดหลายปีนี้เขาลวนปิดด่าน
แต่สำหรับเทพธิดาเชียวเหอแล้วนางได้ผ่านเวลามาถึงสองล้านปี
สิ่งที่ประสบมาในเวลาสองล้านปีนี้ช่างมากมายหลายหลากอย่างยิ่ง
ทะเลดาวกลางหาวถูกมรรคาแห่งมารเข้ารุกราน ลัทธิเมฆาศักดิ์สิทธิ์ดับสลาย
เหลือเพียงเทพธิดาเชียวเหอนางจึงเปลี่ยนจากศิษย์น้องหญิงคนเล็กที่ได้รับการปกป้องดูแล
มาเป็นผู้แสวงหามรรคาที่ท่องไปในใต้หล้า
เพียงลำพังในช่วงเวลานั้นนางได้พบกับความลำบากมากมาย
แต่ยังดีที่สามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ และเคยไปขอพึ่งพาอาศัยมิตรสหายจำนวนมาก
แต่หากไม่ถูกปฏิเสธก็จะถูกลอบวางแผนร้าย
และนางยังเคยคิดถึงเจียงฉางเชิงด้วยแต่สืบหาข่าวคราวของเขาไม่พบ
เวลาสองล้านปีแห่งการล้มลุกคลุกคลานแม้จะเต็มไปด้วยความลำบากและเจ็บปวด
แต่นางยืนหยัดต่อสู้จนผ่านพ้นไป และจากนั้นยังได้รับวาสนาแห่งเทพเซียน
ได้รับการถ่ายทอดจากสายของชั้นพรหม หลังจากปิดด่านไปหลายแสนปีจึงได้ออกมาท่องใต้หล้าและไม่เคยได้พบกับศัตรูอีกเลย
กรรมเหล่านี้จะว่าไปก็ง่ายดายนัก เมื่อเจียงฉางเชิงยอมรับกรรมจะนำเขาเข้าไปภายในได้รับรู้
ถึงความยากลำบากที่อยู่ในนั้น กระทั่งรู้สึกยากลำบากยิ่งกว่านางเสียอีก
เขาได้ประสบกับอุปสรรคไม่น้อยจริงๆ แต่อย่างน้อยก็ได้รับการถ่ายทอดมาด้วยตนเอง
ทว่าก่อนที่จะได้รับการถ่ายทอดมหามรรคาเทพธิดาเชียวเหอได้แต่ต้องพึ่งพาตนเอง
จวบจนเขารับกรรมเหล่านี้ทั้งหมดแล้วก็จะเกิดความรู้สึกว่าผ่านชีวิตมาแล้วช่วงหนึ่ง
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งทุกสิ่งก็ล้วนเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีก
ลำแสงแห่งกรรมที่ห้อมล้อมอยู่่่อนโยนลง เจียงฉางเชิงรู้สึกถึงกรรมได้กระจ่างชัดขึ้น
เมื่อเขามองเทพธิดาเชียวเหออีกครั้งเขามีคำพูดนับหมื่นนับพันอยู่ในใจ
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงคำพูดประโยคเดียว
“ขอบคุณสหายยิ่งที่ชี้แนะ”
ไม่ใช่แค่กรรมเท่านั้นยังเป็นการชี้แนะในเรื่องอื่นด้วย
เทพธิดาเชียวเหอกล่าวว่า
“แม้ข้าไม่รู้แน่ชัดว่าเจ้าประสบกับสิ่งใดมาและไม่อยากเข้าไปก้าวก่าย
แต่สุดท้ายแล้วทั้งเจ้าและข้าต่างก็เป็นผู้แสวงหามรรคาแห่งกรรม
หวังว่าจะยังจะได้พบพานอีกครา ณ จุดปลายสุดแห่งมหามรรคา”
เมื่อสิ้นเสียงทุกสิ่งรอบกายก็สลายไปเช่นบุปผาในกระจก
เขากลับเข้ามาในวิหารอีกครั้ง รอบกายล้วนเป็นผู้แสวงหามรรคา
เขาอยู่ห่างจากเทพธิดาเชียวเหอไกลนักและเทพธิดาเชียวเหอก็ไม่ได้มองเขาอีก
การเทศนายังคงดำเนินต่อไป
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าสามารถเข้าใจหลักแห่งกรรมที่เทพธิดาเชียวเหอเทศนาได้อย่างง่ายดาย
เขาเปลี่ยนไปแล้ว เรียกได้ว่าการสัมผัสรับรู้มรรคาแห่งกรรมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ทำให้เขาอดเกิดความซาบซึ้งต่อเทพธิดาเชียวเหออยู่ในใจไม่ได้
ไม่ว่าเพราะเหตุใดทุกครั้งที่ได้พบกันเทพธิดาเชียวเหอล้วนได้ช่วยเหลือเขา
แต่เขายังไม่เคยได้ตอบแทนนางเลย
เจียงฉางเชิงไม่คิดให้มากอีก หันไปจดจ่อฟังเทศนา
แม้ว่ากรรมจะคลุมเครือไร้ตัวตนแต่ก็สามารถเป็นพลังที่เป็นแก่นแท้ได้
เทพธิดาเชียวเหอยังเทศนาถึงอภินิหารแห่งกรรมชนิดหนึ่งด้วย
อภินิหารแห่งกรรมนี้สามารถเนรเทศศัตรูได้
หลังจากตัดกรรมทั้งหมดไปแล้วจะไม่มีใครมาช่วยคนที่ถูกเนรเทศอีก
เจียงฉางเชิงสนใจอภินิหารนี้ยิ่งจึงตั้งใจฟังให้ดี
เวลาโบยบินผ่านไป หลังได้รับรู้ความหมายที่แท้จริงของกรรมจากเทพธิดาเชียวเหอแล้ว
เจียงฉางเชิงจึงรู้แจ้งและเข้าใจในมรรคาแห่งกรรมได้อย่างรวดเร็วยิ่ง
และเขาก็เริ่มเพลิดเพลินในเรื่องนี้ด้วย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
ในช่วงเวลาที่เจียงฉางเชิงเคลิบเคลิ้มอยู่นั้นพลันได้ยินเสียงอืออึง
เสียงอืออึงนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รอบกายจะเงียบสงบลง
จนเมื่อเขาตื่นขึ้นมาทันใดนั้นก็พบว่ารอบกายไม่มีคนอยู่แล้ว
และครั้งนี้กลับไม่ใช่ภาพมายา ตัวเขายังคงอยู่ในวิหารใหญ่เช่นเดิม
เขาช้อนตาขึ้นมองเห็นว่าบัลลังก์ดอกบัวที่อยู่ไกลออกไปนั้นหายไปและไม่เห็นตัวเทพธิดาเชียวเหอแล้ว
งานเลิกแล้วรึ
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืนโค้งตัวไปเบื้องหน้า เขาติดค้างหนี้
น้ำใจเทพธิดาเชียวเหอหนหนึ่ง ทว่าตัวเขาก็ไม่สามารถช่วยเทพธิดาเชียวเหอในเรื่องใดได้
ในเมื่อเป็นดังนี้จึงขอยกหนี้น้ำใจครั้งนี้ให้เป็นของวิถีเซียน
เขาจะต้องทำให้วิถีเซียนก้าวหน้าดีๆ ให้ได้
เขาหันหลังจากไปเดินตรงมาที่หน้าประตูใหญ่ จู่ๆ เขาก็หยุดฝีเท้า
เมื่อหันหน้าไปก็พบว่าเทพธิดาเชียวเหอยืนอยู่ในตำแหน่งที่เทศนาอยู่ก่อนหน้านี้
และมองเขาอยู่ไกลๆ
“มรรคาแห่งกรรมสามารถพยากรณ์ถึงอนาคตของตนเองหรือพยากรณ์ถึงอนาคตของมรรคาได้หรือไม่”
จู่ๆ เจียงฉางเชิงก็โพล่งถามออกไป
เขาคิดว่าเทพธิดาเชียวเหอต้องบรรลุมรรคาแห่งกรรมเป็นผลสำเร็จแล้ว
เทพธิดาเซียวเหอตอบว่า
“มรรคาแห่งกรรมพยากรณ์อนาคตจากเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว
แต่แม้จะเป็นการพยากรณ์ก็ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่
การหยั่งรู้ถึงอนาคตนั้นเป็นศาสตร์โชคชะตาหาใช่สิ่งที่ทั้งเจ้าและขาสามารถพยากรณ์ได้”
เจียงฉางเชิงกำลังจะพูดต่อแต่ถูกขัดจังหวะ
“สหายอย่าได้แพร่งพรายความลับสวรรค์อีกเลย
คราที่ต้องการเปลี่ยนแปลงมันกลับอาจทำให้กรรมที่เจ้าหวาดกลัวกลายเป็นจริงขึ้นมา”
เทพธิดาเชียวเหอเอ่ยอย่างราบเรียบ
เจียงฉางเชิงเผยยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “ข้ามองแต่เปลือกนอกเสียแล้ว”
ภายภาคหน้ายังจะได้พบกันอีกหรือไม่” เทพธิดาเชียวเหอถามด้วยรอยยิ้ม
คนทั้งสองราวกับเป็นสหายรู้ใจที่รู้จักกันมานานปี
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า
“ได้พบสิ อาจเป็นเวลานานแต่ข้าจะจำคำของท่านเอาไว้ว่าไปพบกับท่านที่สุดปลายของมรรคาแห่งกรรม”
เทพธิดาเซียวเหอพยักหน้ายิ้ม จากนั้นก็ส่งเจียงฉางเชิงจากไปด้วยสายตามองเขาเดินออกจากประตูใหญ่ไป
“สุดปลายของมหามรรคาจะยากเย็นเพียงใด…”
เทพธิดาเชียวเหอรำพึงกับตนเอง เมื่อสิ้นเสียงประตูวิหารก็ปิดลง
เจียงฉางเชิงกลับมาภายในตำหนักเมฆาม่วงอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นนับนิ้วคำนวณ เวลาผ่านไปแคไม่กี่อึดใจเท่านั้น
แต่เวลาไม่กี่อึดใจนั้นกลับทำให้เขารู้สึกราวกับว่าผ่านไปหนึ่งชาติ
ซึ่งประเด็นสำคัญก็คือกรรมของเทพธิดาเชียวเหอช่างหนักหนาเกินไป
หลังจากฟังเทศนาครั้งนี้แล้วเรียกได้ว่าความเข้าใจที่เจียงฉางเชิงมีต่อมรรคาแห่งกรรมได้ไปสู่อีกระดับขั้นหนึ่งแล้ว
ไม่ใช่แค่สรรพสิ่งในโลกคุนหลุนเท่านั้น
ถึงขั้นที่เขาสามารถคำนวณกรรมของโลกคุนหลุนและมหาพิภพดินเหลืองได้
และพยากรณ์ได้ว่างานชุมนุมหมื่นวิถีจะเปิดขึ้น ณ ขุมเมื่อใดด้วย
ทุกสิ่งเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
“อภินิหารนี้ไม่เลวเลยจริงๆ แต่จะต้องทดลองดูผลของมันเสียก่อน”
เจียงฉางเชิงมีรอยยิ้มขึ้นมา
อภินิหารแห่งกรรมที่เขาได้รู้จากเทพธิดาเชียวเหอแข็งแกร่งทรงพลังเกินไป
จึงไม่สามารถใช้ได้ตามอำเภอใจ
ทว่าไม่จำเป็นต้องใช้อภินิหารนี้กับศัตรูเท่านั้นกลับสามารถทำให้คนบรรลุได้อย่างถ่องแท้ด้วย
เจียงฉางเชิงตัดสินว่าว่าจะลองทดสอบกับตัวของลูกหลาน
เลือกลูกหลานที่เดินทางผิดเหล่านั้นมา
ไม่นานนักเขาก็จับเป้าหมายไปที่คนผู้หนึ่ง
เจียงเทียนเชิง!
เวลานี้ลูกหลานที่เป็นฮองเต้ซุนเทียนกลับชาติมาเกิดผู้นี้กำลังเดินทางผิดพอดี
เขาไม่ได้ใช้อภินิหารแห่งกรรมในทันทีแต่อยากดูก่อนว่า
เจียงเทียนเชิงสามารถแก้ไขความผิดของตนและรู้สึกตัวว่าตนเองเดินทางผิดได้หรือไม่
หลายปีผ่านไป เจียงฉางเชิงกำลังหลอมโอสถอยู่
และสัมผัสได้ว่ามีลมปราณหนึ่งเข้ามาโจมตี
แต่ไม่ได้มาจากมหาพิภพดินเหลืองหากแต่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมากลางอากาศจากขอบห้วงสุญญตา!
เจียงฉางเชิงใช้ดวงจิตรับลมปราณนั้นและจากนั้นก็ได้รับกระแสจิตหนึ่ง
“งานชุมนุมหมื่นวิถีจะเปิดในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า
หวังว่ามรรคาจารยจะนำคนรุ่นหลังแห่งวิถีเซียนที่เก่งกาจมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ของมหามรรคากัน!”
เป็นเสียงของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
เจียงฉางเชิงกลับไม่ได้แปลกใจเพราะเขาพยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
ด้วยเหตุนี้จึงได้ใช้ดวงจิตออกไปรับ
ในที่สุดงานชุมนุมหมื่นวิถีก็มาถึงเสียที!
ทว่าต้องพาคนรุ่นหลังไปด้วยเรื่องนี้กลับทำให้เจียงฉางเชิงต้องพบกับความยุ่งยาก
ผู้บำเพ็ญเซียนแห่งโลกคุนหลุนเริ่มต้นช้าเกินไปในภาวะที่ความสามารถอ่อนด้อย
จึงยากจะแสดงจุดที่ทรงพลังของเทพเซียนให้เห็นได้
ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่ต้องเลือกคนจากแดนสวรรค์
เจียงฉางเชิงคิดอยู่สักพักจึงตัดสินใจว่าจะให้จักรพรรดิสวรรค์นำคนไปร่วมงาน
ถือประจวบเหมาะว่าจะได้แนะนำตัวตนของแดนสวรรค์ต่อโลกแห่งหมื่นวิถี
ทั้งอำนวยความสะดวกให้แดนสวรรค์ได้สั่งสมเส้นสายอีกด้วย