ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 448 มหามรรคาของตน
ในสวนดอกไม้แห่งหนึ่งบนสวรรค์ชั้นเก้าของแดนสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์เจียงจืออวีกำลังรำสุราอยู่กับมหาเทพทั้งสามองค์ เฉินหลี่นายท่านไป๋กับหยางเชอกลายเป็นมหาเทพมาเนิ่นนานแล้ว ชื่อเสียงของพวกเขาขจรขจายไกลกว่าก่อนหน้านี้มาก
“การเทศนาสั่งสอนวิชาหนที่สองของนักปราชญ์ฉีคงทำให้ผู้คนฮือฮาไม่น้อย”
จักรพรรดิสวรรค์คลี่ยิ้ม น้ำเสียงแฝงแววอิจฉา นับตั้งแต่เขากลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ก็ได้ลงไปโลกเบื้องล่างน้อยครั้งนัก กิจของแดนสวรรค์มีมากมาย เพราะสิ่งที่ต้องดูแลไม่ใช่เพียงราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งหนึ่ง แต่เป็นแดนมนุษย์ทั้งหมด ต้องเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์นับหมื่นในสามภพ จึงมีเรื่องมากมายมาให้เขาปวดหัวไม่หยุดหย่อน
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นจักรพรรดิสวรรค์ จะไปเปิดเทศนาสอนสั่งวิชาให้แก่ผู้บำเพ็ญเซียนก็ไม่ได้ เพราะจักรพรรดิสวรรค์ควรเว้นระยะห่างกับสรรพชีวิตทั้งหลาย เช่นนี้จึงจะธำรงความยุติธรรมไว้ได้ มิถูกผลกระทบจากสายสัมพันธ์ใกล้ชิด
หยางเชอหัวเราะฮา ๆ แล้วบอกว่า “ก็มีแต่นักปราชญ์ฉีเท่านั้นแหละพะยะค่ะ หากเปลี่ยนเป็นเทพเซียนผู้อื่นเทศนาสั่งสอนวิชาก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้”
เฉินหลีดื่มสุราหนึ่งจอกแล้วเอ่ยว่า “ไม่นานมานี้จอมราชันเผาปีศาจต่อสู้กับผู้บำเพ็ญเซียนเผามนุษย์คนหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเซียนเผามนุษย์คนนั้นร่ำเรียนมาแต่วิชาเซียนเพียงอย่างเดียว ในร่างไม่มีลมปราณแม้แต่น้อย เขามีนามว่าหูยวน ฝีมือระดับนี้ต้องเป็นอัจฉริยะในการบำเพ็ญเซียนเป็นแน่แท้ ข้าส่งคนไปสืบดูแล้วพบว่ายังมีคนอื่นจับตามองเขาอยู่อีก ฝ่าบาททราบหรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถาม “ไป๋ฉี?”
หยางเชอกับนายท่านไป๋ต่างสงสัยใคร่รู้มากเช่นกัน
“ไป๋ฉี”
“นางนะหรือ ปกตินางชอบไปยุ่งกับเผาปีศาจมากกว่าไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไปให้ความสำคัญกับผู้บำเพ็ญเซียนเผามนุษย์คนหนึ่งได้ ดูท่าผู้บำเพ็ญเซียนเผามนุษย์คนนี้คงมิธรรมดา ปีศาจอย่างไป๋ฉีหากไม่มีผลประโยชน์ไม่มีทางยอมตื่นเช้า ไม่มีทางทำเรื่องไร้ผลประโยชน์แน่”
“ผู้บำเพ็ญเซียนที่ไม่เคยฝึกวิชายุทธแล้วยังต่อสู้กับจอมราชันเผาปีศาจได้ หรือว่าจะเกี่ยวกับตำหนักเมฆาม่วง”
เมื่อเอ่ยถึงตำหนักเมฆาม่วง จักรพรรดิสวรรค์ก็สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย จักรพรรดิสวรรค์ก็กล่าวทันที “เช่นนั้นก็จงชักชวนหูยวนมาเป็นพรรคพวกของเรา เฉินหลี่งานนี้ยกให้เจ้า!”
เฉินหลี่หัวเราะ “วังมังกรจะพาเขาเดินทางไปงานเทศนาสั่งสอนของนักปราชญ์ฉี ถึงเวลาข้าจะไปชักชวนเขาด้วยตนเอง สำหรับโลกบำเพ็ญเซียนแล้วคำเชิญชวนจากแดนสวรรค์ย่อมเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ”
นายท่านไป๋นับนิ้วทำนายแล้วก็ยิ้มแปลก ๆ แต่ไม่พูดสิ่งใดออกมา
หลังจากไอเย็นที่ปกคลุมโลกคุนหลุนสลายไป ฤดูกาลทั้งสี่ก็หวนกลับมาอีกครั้ง ปราณวิญญาณในฟ้าดินเพิ่มขึ้นไม่น้อย โลกทั้งใบราวกับเปลี่ยนโฉมใหม่ มันเต็มไปด้วยพลังชีวิตท่วมท้น จำนวนผู้บำเพ็ญเซียนเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเผามนุษย์ อาณาจักรแห่งโชคชะตาแต่ละแห่งล้วนมีผู้บำเพ็ญเซียนที่ขี่กระบี่เหาะ เห็นนั่งสมบัติวิเศษโบยบินให้เห็น โลกบำเพ็ญเซียนกลายเป็นโลกที่ผู้คนสนใจมากที่สุด แม้แต่ยุทธภพของวิถียุทธก็เทียบไม่ติด
ปัจจุบันการเทศนาสั่งสอนวิชาเซียนกลายเป็นเรื่องแพร่หลายในใต้หล้า นักปราชญ์ฉีแห่งแดนสวรรค์ลงมาเทศนาที่ทะเลตะวันออก ครานี้มีผู้มาเยือนผู้หนึ่งโดดเด่นออกมาจากผู้อื่น เขามีนามว่าหูยวน เพราะในงานเทศนา ณ ทะเลตะวันออกหนนี้เขากลับปฏิเสธคำเชื้อเชิญของมหาเทพเฉินหลิต่อหน้า แล้วยังลั่นวาจาว่าตนเองต้องการจะเป็นผู้นำแห่งเซียนพิภพอีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้ทั่วหล้าฮือฮา
ก่อนหน้านี้หูยวนก็มีชื่อเสียงพอตัวอยู่แล้ว หลังจากเกิดเรื่องนี้ชื่อเสียงของเขาก็ดังกระหึ่มไปทั่วหล้าอย่างสมบูรณ์
แต่ขณะเดียวกันการปฏิเสธมหาเทพของเขาก็ทำให้เทพเซียนบนแดนสวรรค์มีโทสะ เริ่มมีเทพเซียนลงไปโลกเบื้องล่างเพื่อหาเรื่องเขา ช่วงชีวิตที่เป็นตำนานของหูยวนจึงเริ่มต้นนับแต่นั้น
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในตำหนักเมฆาม่วงบนสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม เจียงฉางเซิงผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาปรือตาเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า เขายกสองแขนขึ้นเหยียดร่างกาย ในขณะเดียวกันก็ฟังเสียงในใจของเหล่าผู้ศรัทธาไปด้วยจนทราบว่าเวลานี้เป็นปีใดแล้ว
ปีเสวียนเต่าที่สามร้อยห้าสิบเจ็ด เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญมายาวนานถึงสองร้อยสามสิบปี
หลังจากศึกใหญ่ที่โลกเทพยุทธกาลเวลาได้ผ่านไปสามร้อยกว่าปีแล้ว!
กาลเวลาช่างผันผ่านไปไวจริง ๆ!
ระหว่างที่ปิดด่านหนนี้พลังของเขาเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วยิ่งนัก สิ่งนี้เป็นผลประโยชน์จากการได้เปิดหูเปิดตาระหว่างศึกใหญ่ที่โลกเทพยุทธ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังห่างจากการเลื่อนขั้นอีกไกลโพ้นอยู่ดี แต้มเซนไหวมมีมากเกินสิบล้านล้านแต้มแต่ก็ยังเปิดฟังก์ชันใหม่ไม่ได้
ถึงอย่างนั้นเจียงฉางเซิงก็ไม่ผิดหวัง ไม่ว่าอย่างไรแต้มเซนไหวของเขาก็เอาไว้ใช้ผ่านด่านเคราะห์เป็นหลักอยู่แล้ว ฟังก์ชันหลายอย่างก็ทำได้เพียงเก็บเอาไว้เฉย ๆ หลังจากบุกเบิกวิถีเซียนได้เขาก็แทบไม่ได้ใช้ฟังก์ชันอย่างเซนไหวประทานพรกับดวงชะตาเทพเซียนอีกเลย แต่ฟังก์ชันเหล่านั้นไม่ใช่ได้แต่ไม่มีไม่ได้
ปัจจุบันฟังก์ชันเซนไหวที่เปิดใช้งานแล้วได้แก่ แต้มเซนไหวพยากรณ์ เซนไหวประทานพร เซนไหวอธิษฐาน ฟ้าดินเซนไหว เซนไหวประทานเทพ เซนไหวอัญเชิญเทพ เซนไหวเคลื่อนย้าย
เจียงฉางเซิงขยับเขยื้อนร่างกายไปพลางก็มองดูมหาพิภพเนียนเหลืองไปด้วย กาลเวลาผ่านไปสามร้อยกว่าปี คลื่นเหมันต์นิรันดรน่าจะจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว งานชุมนุมหมื่นวิถีคงใกล้มาถึงแล้ว
เจียงฉางเซิงตั้งตาคอยงานชุมนุมหมื่นวิถีที่กำลังมาถึงมากที่เดียว บางทีอาจเป็นเพราะนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะเผยแผ่วิถีเซียน
ไม่ผิดจากที่คาด เมื่อภาพจากเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตเลื่อนไปถึงด้านในมหาพิภพเนียนเหลือง ทองนภาที่มีดาวดารดาษงามตระการตาดุจภาพวาดไม่แพ้วันวานก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง น้ำแข็งที่ปกคลุมหมู่ดาราบนท้องนภาสลายไปแล้ว ท่ามกลางหมู่มวลนดาราบนท้องฟ้ามีเงาร่างมากมายกำลังเดินทางไปมาอยู่
ก่อนการปิดด่านหนที่แล้วเจียงฉางเซิงเปิดประตูหมื่นโลกใหม่แล้วโลกใบหนึ่งที่เชื่อมอยู่กับมันก็คือมหาพิภพเนียนเหลือง เขามองตามกลิ่นอายของผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่งไปจนพบโลกใบนั้น มันตั้งอยู่บริเวณใจกลางของมหาพิภพเนียนเหลือง ทว่าพื้นที่แถบนั้นกลับมีดวงดาวเพียงหรอมแหรม ขณะที่ไอแค้นท่วมทะลัก เห็นชัดว่าที่แห่งนี้เคยเกิดสงครามมาก่อน เพราะสิ่งมีชีวิตวายชีวา ณ ที่แห่งนี้มากเกินไปมันจึงสั่งสมไอแค้นเอาไว้จนกลายเป็นดินแดนอันตราย ประตูหมื่นโลกชอบเชื่อมต่อกับโลกเช่นนี้นัก บางทีอาจเป็นเพราะในอันตรายมีโชควาสนาซ่อนอยู่ ส่วนดินแดนที่มีโชควาสนามากแต่ไร้อันตรายถูกโลกเทพยุทธยึดครองไปนานแล้ว
เจียงฉางเซิงจับตามองอยู่หลายชั่วยามก่อนจะรั้งสายตากลับมาศึกษามรรคาแห่งกรรมต่อ แต่หนนี้เขาไม่ปิดด่านแล้ว เขาใช้การพยากรณ์กรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มาฝึกฝนแทน ดินแดนของโลกคุนหลุนกว้างใหญ่ไพศาล สิ่งมีชีวิตในโลกคุนหลุนมีมากมายเหลือคณา กรรมอันสลับซับซ้อนของพวกเขามากพอให้เจียงฉางเซิงศึกษาไปอีกนานแสนนาน งานนี้ก็เหมือนเลื่อนระดับขั้นให้องค์ความรู้เกี่ยวกับกรรมนั่นเอง
ทุกเรื่องราวที่มองเห็นที่ได้ยินล้วนเกี่ยวพันกับกรรม!
การฝึกมรรคาแห่งกรรมช่างชวนให้หลงทางง่ายดายยิ่ง การมองเห็นอดีตและอนาคต มองเห็นจุดจบของเรื่องราวต่าง ๆ เมื่อเห็นมากเขาก็มักส่งผลกระทบ บางครั้งก็อาจส่งผลกับความคิดของตนเอง
เจียงฉางเซิงเป็นดวงวิญญาณที่มีชีวิตมาสองชาติแล้ว แม้ชาติก่อนเป็นมนุษย์ธรรมดาแต่ก็เคยรับข้อมูลข่าวสารมากมายมาก่อน เขาจึงปลงตกกับเรื่องราวมากมายที่เห็นได้ บอกตนเองให้เพียรยึดมั่นกับความคิดที่จะแข็งแกร่งขึ้นก็พอ
กาลเวลายังคงไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไป๋ฉีกับมู่หลิงลั่วเข้า ๆ ออก ๆ อยู่หลายหน ผ่านไปอีกสิบปี
เจียงฉางเซิงลืมตาโพลงขึ้นมาราวกับสะดุ้งตื่นจากฝัน
ความรู้สึกเมื่อครู่นั้นมัน…
ความพรั่นพรึงลอยอบอวลอยู่ในใจของเจียงฉางเซิง
ระหว่างที่เขาจดจ่อกับกรรมของสรรพชีวิต จู่ ๆ เขาก็สัมผัสได้ว่ากระแสกรรมของสรรพชีวิตเคลื่อนไหวอย่างเกรี้ยวกราดแล้วหันมาโจมตีจิตของเขา เขาผละถอยออกมาอย่างตกใจ นี่คือผลสะท้อนกลับจากพลังแห่งกรรม!
สรรพชีวิตทั้งหลายบนโลกคุนหลุนนั้นต่อให้ผนึกกำลังรวมกันก็ยังสู้ฝีมือเดียวของเจียงฉางเซิงไม่ได้ ทว่ายามกรรมของสรรพชีวิตประสานรวมกันมันกลับมีแรงกดดันมากพอที่เจียงฉางเซิงจะต่อต้านในทันทีไม่ได้ พลังแห่งกรรมในโลกคุนหลุนรวมกันยังแข็งแกร่งปานนี้ หากรวมกรรมของมหาพิภพเนียนเหลืองเข้าไปด้วยเล่าจะแข็งแกร่งมากเพียงใด
เจียงฉางเซิงกายสั่นสะท้าน จู่ ๆ เขาก็ตรึกได้ว่าความแข็งแกร่งบางประเภทมิได้อยู่ในรูปลักษณ์ที่เขารู้จัก ความแข็งแกร่งที่มองเห็นได้ด้วยตามิใช่ความแข็งแกร่งที่สุด
พลังที่มิอาจสอดส่องมองเห็นแต่มีอยู่จริงเหล่านั้นต่างหากที่แข็งแกร่งที่สุด
เขาไม่ขลาดกลัวตรงกันข้ามเขากลับสนใจมรรคาแห่งกรรมมากขึ้น นี่คือพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้คือสิ่งที่เขาสมควรเสาะแสวงหา
ระยะนี้เขาขบคิดปัญหาประการหนึ่งอยูตลอด ปัญหานั้นก็คือเขาสมควรก้าวเดินไปบนเส้นทางสายใหม่ ใช้วิชามรรคาธรรมชาติเป็นพื้นฐานต่อยอดผสมผสานสร้างสรรค์วิชาที่แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมาดีหรือไม่ สาเหตุเป็นเพราะว่าเขากำลังกังวลกับเรื่องหนึ่ง
เห็นชัดว่าระบบรอดชีวิตเป็นมรดกตกทอดของวิถีเซียน ถ้าเช่นนั้นก่อนมันมาพบเขาจะเคยมีผู้สืบทอดคนอื่นก่อนหน้านี้เขาหรือไม่ เท่าที่เขารู้ประวัติศาสตร์มหากาพย์วิถียุทธกับวิถีเซียนถูกค้นหาด้วยห้วงเวลาอันแสนยาวนาน ยาวนานถึงขั้นที่ระหว่างกลางมีวิถีบำเพ็ญอื่นถือกำเนิด เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าระหว่างนั้นเคยมีผู้สืบทอดวิถีเซียนคนอื่นมาแล้วแต่พวกเขาล้มเหลว พวกเขาล้วนใชวิชามรรคาธรรมชาติเป็นหลักในการฝึกบำเพ็ญเหมือน ๆ กัน ดังนันความล้มเหลวของพวกเขาก็ย่อมเป็นสิ่งที่กำลังรอเจียงฉางเซิงอยู่ในอนาคต
ความกังวลนี้เกิดขึ้นหลังจากเจียงฉางเซิงเริ่มศึกษามรรคาแห่งกรรมพอสอดส่องความเป็นไปของกรรมนานเขาก็ย่อมกังวลเกี่ยวกับโชคชะตาของตนเองมากไปเป็นธรรมดา ผู้สอดส่องกรรมมองเห็นกรรมของผู้อื่นแต่มิอาจพยากรณ์กรรมของตนเอง นี่ก็คือตัวแปรสำคัญอีกอย่าง
เจียงฉางเซิงค้นพบว่าหลังจากวิชามรรคาธรรมชาติก้าวมาถึงขั้นสิบสอง ถึงมันจะมีเคล็ดวิชาแต่ส่วนใหญ่กลับเป็นการชักจูงให้ผู้ฝึกบำเพ็ญทำความเข้าใจพลังของกฎฟ้าดินทั้งหลายเพื่อผลักดันวิถีบำเพ็ญให้เติบโต
“หุกก ใชมรรคาแห่งกรรมจะล่วงรู้หนทางสู่ชั้นพรหมหรือไม่”
ความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นมาในสมองของเจียงฉางเซิง
ระหว่างที่จิตหวนกลับไปฟังการเทศนาในอดีตสองครั้งก่อน เขาลวนเคยได้ยินคำว่าชั้นพรหม เห็นชัดว่าพรหมเป็นระดับขั้นที่สูงยิ่งของวิถีเซียน มันลือถึงการทำได้ทุกสิ่ง
หากใช้มรรคาแห่งกรรมมาสร้างวิชามรรคาธรรมชาติฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ความคิดนี้หยั่งรากงอกเงยในสมองของเจียงฉางเซิงอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาที่ตัวเขาควรจะตามหามหามรรคาของตนเองแล้วสินะ!
เจียงฉางเซิงเตรียมตัวจะใช้ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอนอีกครั้ง เพื่อไปสนทนาเรื่องมรรคาแห่งกรรมกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งวิถีเซียนในอดีต
เขาเริ่มย้อนทบทวนความรู้สึกพรั่นพรึงก่อนหน้านี้ พลังแห่งกรรมสายนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังแห่งกฎใด ๆ ที่เขาเคยสัมผัสมาจนถึงบัดนี้ บางทีกฎอาจเป็นส่วนหนึ่งของมหามรรคา ทว่าพลังของมหามรรคาสูงกว่าพลังแห่งกฎ
ผ่านไปเนิ่นนานในที่สุดเจียงฉางเซิงก็เรียกแต้มเผยแผ่หลักคำสอนออกมา
[แต้มเผยแผ่หลักคำสอน: 153,266,210,004 แต้ม]
นับตั้งแต่ตรวจดูหนก่อนแต้มเผยแผ่หลักคำสอนเพิ่มขึ้นมาเจ็ดเท่า สิ่งนี้บ่งบอกว่าวิถีเซียนเติบโตรวดเร็วมากเพียงใด เจียงฉางเซิงทุ่มแต้มเผยแผ่หลักคำสอนทั้งหมดเพื่อใช้ฟังก์ชันจิตหวนสดับหลักคำสอน ดวงจิตหวนกลับไปยังสถานที่เทศนาสั่งสอนวิถีเซียนในอดีต
คงจะไม่พบเทพธิดาเชียวเหอคนนั้นอีกหรอกนะ
จู่ ๆ ความคิดนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองของเจียงฉางเซิง พานพบกันมาสองหนแล้ว หากยังพบกันอีกเจียงฉางเซิงจะสงสัยแล้วว่านี่มิใช่ความบังเอิญ
ชั่วพริบตานั้นจิตของเจียงฉางเซิงจมลงในห้วงอันธการ ดวงวิญญาณราวกับถูกกระชากลงสู่เบื้องล่าง หลังจากผ่านไปหลายลมหายใจเขาก็รู้สึกว่าสองเท้าสัมผัสพื้น เขาลืมตาขึ้นมาทันที
สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในม่านสายตาคือทิวเขาขนาดใหญ่ที่ยอดเขาสูงตระหง่านทะลุเข้าไปในหมู่เมฆ ปราณเซียนวนเวียนรายล้อม เบื้องหน้ามีผู้มาฟังเทศนาจำนวนมากกำลังเดินอยู่บนถนนที่ทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้า ขบวนคนยาวเฟื้อยดูคล้ายตัวมังกรเคลื่อนหายไปในหมอกเซียนอย่างเชื่องช้า
เจียงฉางเซิงชะเง้อซ้ายชะเง้อขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่เห็นเทพธิดาเชียวเหอผู้นั้นเขาก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก
เป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ ความบังเอิญย่อมดีกว่าเป็นแผนร้ายตลบหลัง
เจียงฉางเซิงยกเท้าก้าวเดินตามฝูงชนขึ้นไปบนภูเขาทันที ระหว่างทางเขาไม่ได้ยินผูอื่นพูดคุยกันเลย คาดว่าพวกเขาน่าจะใช้วิชาส่งกระแสจิตกันหมด ระหว่างทางขึ้นเขาพวกเขาต้องเดินฝ่าทะเลหมอกเซียนขั้นแล้วขั้นเล่าจนในที่สุดเจียงฉางเซิงก็มองเห็นอารามอันยิ่งใหญ่หลังหนึ่ง มันช่างใหญ่โตโอฬารและโอ่อ่า ประตูบานใหญ่เปิดกว้าง ผู้มาฟังเทศนาทั้งหลายเดินเข้าไปในห้องโถงทีละคน
เจียงฉางเซิงก็ตามเข้าไปในห้องโถงด้วย ด้านในมิได้ทะลุไปแดนวิเศษแห่งอื่น แต่เป็นเพียงห้องโถงอันใหญ่โตอย่างยิ่ง เบาะกลมวางเรียงรายเป็นแถว ๆ รออยู่แล้ว เขาจึงสุ่มเลือกมาสักที่แล้วนั่งลง
หนนี้เขาไม่พบผู้มีน้ำใจไมตรีอย่างเทพธิดาเชียวเหอ ผู้บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ล้วนเย็นชายิ่งนัก ต่างคนต่างหลับตารอคอย
เจียงฉางเซิงก็เริ่มหลับตาบ้าง เขาถือโอกาสทบทวนสิ่งที่ตนเองเข้าใจเกี่ยวกับมรรคาแห่งกรรม ผ่านไปเนิ่นนานในที่สุดกลิ่นอายของพลังอันยิ่งใหญ่ก็มาเยือน
เจียงฉางเซิงตกใจจนลืมตาหันไปมอง ผู้มาฟังเทศนารอบด้านก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
เมื่อเจียงฉางเซิงมองเห็นเงาร่างที่ลอยลงมาจากท้องฟ้าเบื้องหน้าชัดเจน สีหน้าของเขาก็นิ่งไปทันตา เป็นไปได้อย่างไรกัน!
หลังจากนิ่งอึ้งเสร็จหัวใจของเจียงฉางเซิงก็หวาดหวั่น ผู้นำการเทศนาหนนี้คือเทพธิดาเชียวเหอชัด ๆ นางสวมอาภรณ์สีขาวทั้งร่างมาเยือนพร้อมกับแสงสว่างไสวเจ็ดสีแล้วนั่งบนบัลลังก์ดอกบัวขนาดมหิมา ยามนางนั่งลงพลังอาคมพลันปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของดอกบัวแย้มกลีบชวนให้ผู้คนดวงตาพร่ามัว