ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 447 พูอาวโสหญิงสิกลิบอ
“เจ้าอย่าจูวามเชียวมรรคาจารยคือผู้ที่ทำให้บรรพจารยยุทธนิพพานบาดเจ็บได้เชียวนะ พลังของเขาย่อมเหนือกว่าอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดอย่างแน่นอน”
ฟาดินสรวลจับปอยเคราของตนเองแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ แววตาดูเจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง ไทซังคุนหลุนแคนเสียงดังเหอะ “ข้าย่อมทราบ แต่ในเมื่อหาพบทั้งที่จะให้ออมหลบก็ใช่เรื่อง อีกอย่างข้าก็อยากเห็นเหมือนกันว่าโลกของเขาหน้าตาเป็นเช่นไร”
ฟาดินสรวลส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วไม่ห้ามปรามอีก เขาเชื่อว่าไทซังคุนหลุนพูดจริงทำจริง นาวาสวรรค์เคลื่อนตัวต่อไปด้านหน้า คลื่นความร้อนขนาดมหิมาแผขยายไปรอบทิศตามต่อกันมาไม่ขาดสาย
“ดูท่าเจ้าคงร่ำเรียนมรดกวิชาของเทวะมหาอัคคีสำเร็จแล้วสินะ จิ ๆ ตาเฒ่าพวกนั้นเก่งเสียจริงที่ตัดใจลง”
ฟาดินสรวลชะเง้อไปรอบด้านพลางถอนหายใจ
ไทซังคุนหลุนหลับตาลงอีกครั้ง เขาไม่ตอบอะไรกลับไป
“หากเจ้ารวบรวมมหามรรคาทั้งหมดที่สืบทอดอยู่ในห้วงอนันตสุญญตาแล้วจับพวกมันมาผสานรวมกัน บางทีเจ้าอาจสร้างมหามรรคาสายใหม่ที่โค่นล้มวิถียุทธได้สำเร็จ ไทซังคุนหลุนข้าคาดหวังในตัวเจ้ายิ่งนัก อย่าทำให้ข้าผิดหวังเสียเล่า”
ฟาดินสรวลพึมพำกับตนเอง แต่บนใบหน้านั้นกลับไร้รอยยิ้ม สิ่งที่ปรากฏคือสีหน้าที่คล้ายกับกำลังหวนระลึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
ยอดเขาแห่งนั้นจมลงสู่ความเงียบงัน ผ่านไปเนิ่นนานในที่สุดนาวาสวรรค์ก็เข้ามาใกล้โลกคุนหลุน
ไทซังคุนหลุนลืมตา เขาลุกขึ้นยืนแล้วทอดสายตามอง มองจากไกล ๆ โลกคุนหลุนดูเหมือนดวงแสงสีทองดวงหนึ่งที่ถูกน้ำแข็งผนึกไว้ ผิวของขันน้ำแข็งกำลังละลายอย่างรวดเร็ว
พลังสายตาของไทซังคุนหลุนโดดเด่นเหนือผู้คนมากเพียงใด เขามองปราดเดียวก็มองเห็นคงคาสวรรค์
นั่นคือสิ่งที่เหล่าเทวะของโลกเทพยุทธสร้างขึ้นมิใช่หรือ
เหตุใดจึงอยู่ในโลกของมรรคาจารยได้
ไทซังคุนหลุนเหลือบมองอีกาทองที่อยู่ในดวงตะวัน เหล่มองทารกเทพกำเนิดสวรรค์ที่อยู่เหนือคงคาสวรรค์ จากนั้นก็ปรายตามองทหารสวรรค์กับแม่ทัพสวรรค์ที่กำลังฝึกกองทัพกับบำเพ็ญเพียรเหล่านั้น มิราบเพราะเหตุใดยามมองดูโลกใบนี้จิตใจของเขากลับสั่นไหวอย่างประหลาด ความทรงจำบางอย่างที่ลืมเลือนไปเนิ่นนานแล้วผุดขึ้นมาในสมองของเขา
ทำให้นาวาสวรรค์หยุดนิ่งตามเหนือคงคาสวรรค์ เทพเซียนระดับขั้นสูงบางส่วนสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนของไทซังคุนหลุน พวกเขาพากันลืมตามามอง คนเผาฉางเหล่านั้นมองปราดเดียวก็มองออกว่านั่นคือนาวาสวรรค์
“โลกเทพยุทธมา!”
“เกิดอะไรขึ้นโลกเทพยุทธจะโจมตีพวกเราหรือ”
“อย่าเพิ่งตระหนก อย่าลืมสิว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“นาวาสวรรค์มาเพียงลำเดียวไม่เหมือนมารุกรานนะ”
“หากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงรนหาที่ตายชัด ๆ!”
“ไอเย็นสายนี้แผ่ออกมาจากนาวาสวรรค์ ดูเหมือนมันกำลังขจัดน้ำแข็งของโลกคุนหลุนอยู่”
ฉางเยวี่ยเฉียนแห่งเผาฉางขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่านาวาสวรรค์ลำนั้นดูคุ้นตาอยู่นิด ๆ เหมือนกับว่าเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ประเดี๋ยวก็ก่อนนะ!
หรือว่าจะเป็น…
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ฉางเยวี่ยเฉียนสีหน้าเปลี่ยนไปในบัดดล ร่างของเขาสั่นเทิ้ม เหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายออกมาบนหน้าผาก
เงาร่างหนึ่งโผล่มาปรากฏกายข้างตัวเขา ท่านเทพจือหวนนั่นเองยามพบเรื่องใหญ่นางมักจะมายืนอยู่ข้างกายบิดาอย่างเคยชิน นางสอบถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“เขามาแล้ว…เขามาแล้ว…”
ฉางเยวี่ยเฉียนพึมพำกับตนเองราวกับวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว
ท่านเทพจือหวนรีบถาม “เขาคือใครเจ้าคะ”
“ไทซัง…คุนหลุน…”
“อะไรนะ”
ท่านเทพจือหวนตกใจจนดวงหน้างามถอดสี นามนี้ทำให้นางตกใจเฉกเช่นเดียวกัน นางถามอย่างเคร่งเครียด “ต้องแจ้งมรรคาจารยหรือไม่”
ฉางเยวี่ยเฉียนไม่ตอบ เขาจ้องมองไทซังคุนหลุนอย่างนิ่งงัน ผ่านไปไม่นานนักนาวาสวรรค์ที่ทำให้สองพ่อลูกหัวใจหล่นจากอกลำนั้นก็จากไป ไม่มีผู้ใดก้าวลงมา
ขณะเดียวกันโลกคุนหลุนก็หลุดพ้นจากคลื่นเหมันต์อย่างสมบูรณ์
ในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงเผยสีหน้าชื่นชม คิดในใจว่า ‘แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์สามแต้มไม่เลว หลิวเสินโจวเคยบอกว่าไทซังคุนหลุนระดับขั้นสูงกว่าเขาเพียงหนึ่งขั้นใหญ่ ดูท่าช่วงที่ผ่านมาเขาคงพัฒนาอย่างก้าวกระโดดสินะ’
เขาทราบว่าคนผู้นั้นคือไทซังคุนหลุน แน่นอนว่าเขารู้มาจากความคิดในใจของฉางเยวี่ยเฉียนกับลูกสาวของเขา แต้มเซนไหวมรรคาสวรรค์สามแต้มก็เท่ากับขั้นเบิกเนตรอัครยุทธระดับสี่!
พลังระดับนี้มากพอจะสยบผู้ยิ่งใหญ่นิรันดรกาลส่วนใหญ่ในสามพันโลกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังครอบครองพลังที่กำจัดคลื่นเหมันต์นิรันดรได้อีก ยามต่อสู้พลังของเขาคงไม่เท่ากับมูลค่าแต้มที่แสดงให้เห็นอย่างแน่นอน
ความร้อนระอุจากต้นไม้วิเศษเกล็ดทองขจัดไอเย็นจากคลื่นเหมันต์นิรันดรได้เหมือนกันก็จริง แต่ประสิทธิภาพของมันห่างชั้นจากไทซังคุนหลุนมากนัก ไทซังคุนหลุนเพียงย่างกรายผ่านน้ำแข็งที่ผนึกห้วงมิติอยู่ก็ละลายหายสิ้น
ความเร็วในการละลายน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก มันให้ความรู้สึกราวกับศัตรูตามธรรมชาติของไอเย็นชนิดนี้เลยทีเดียว
หรือพูดอีกอย่างก็คือ ไทซังคุนหลุนครอบครองพลังที่ข่มเทวะมหาเหมันต์คนนั้น
เยี่ยมมาก!
นี่หมายถึงรางวัลรอดชีวิตที่มีศักยภาพเยี่ยมยอด!
ในเมื่อเขาเคยสังหารเจ็ดสิบสองถ้ำเทวะชาเร็วนไทซังคุนหลุนยอมมาหาเรื่องเขาจุดนี้เขาเข้าใจดีอย่างยิ่ง
สาเหตุที่เขาไม่ขุดรากถอนโคนอีกฝ่ายประการหนึ่งเป็นเพราะรางวัลรอดชีวิต แต่สาเหตุที่สำคัญกว่าก็คือต้องไว้หน้าบรรพจารยยุทธนิพพาน
ยุคแห่งหมื่นวิถีเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่วิถีบำเพ็ญของเขาอย่างยิ่งยวด เขาจะทำลายมันไม่ได้
การมีอยู่ของมหาพิภพจิตจรทำให้เจียงฉางเซิงไม่จำเป็นต้องทำสงครามก็เผยแผ่วิถีบำเพ็ญได้อย่างไม่ติดขัด
เมื่อแน่ใจว่าไทซังคุนหลุนจากไปไกลแล้ว เจียงฉางเซิงก็หลับตาจดจ่ออยู่กับการปิดด่านฝึกบำเพ็ญ
หลังจากนี้เขาสามารถเพิ่มช่วงเวลาการปิดด่านให้ยาวนานขึ้นได้แล้ว นับตั้งแต่เลื่อนขั้นมาถึงวิชามรรคาธรรมชาติขั้นสิบสอง การปิดด่านเพียงรอยปีก็สั้นเกินไปสำหรับเขา บางครั้งมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนเขาถูกปลุกกลางคันระหว่างหลับ
ยามอาทิตย์อัสดงยามเย็นเยือนใต้หล้า ดวงตะวันแดงฉานดุจโลหิตท่ามกลางขุนเขาทอดยาวนับแสนลี้ ฝุ่นดินฟุ้งตลบปกคลุม ภาพภูเขาลูกแล้วลูกเล่าถูกตัดเว้าแหว่งบ่งบอกว่าที่แห่งนี้เพิ่งผ่านพ้นศึกใหญ่มา
เงาร่างหนึ่งลอยอยู่บนท้องฟ้าพร้อมกับปราณปีศาจที่หมุนเวียนล้อมรอบกาย เขาก็คือจอมราชันเผาปีศาจนั่นเอง
จอมราชันเผาปีศาจก้มมองเบื้องล่างด้วยแววตาเฉยชาแล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ “เจ้าแข็งแกร่งมาก เป็นอัจฉริยะแห่งการบำเพ็ญเซียนที่ยากจะหาพบในหมู่คนที่ระดับขั้นเท่านี้ คงมีเพียงเจ้าที่ฝึกแต่วิชาเซียนโดยไม่มีวิชาสายอื่นปะปน”
“เบื้องหลังเจ้าคงมีผู้สูงส่งชี้แนะกระมัง ต่อให้เจ้ามีวาสนากับมหาพิภพจิตจรเจ้าก็ยังโดดเด่นกว่าปกติอยู่ดี เจ้าจะต้องมีโชควาสนาอย่างอื่นแน่”
ท่ามกลางซากปรักหักพังเบื้องล่าง หูยวนผู้เลือดโทรมกายคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่กับพื้น เขาใช้กระบี่ค้ำกับพื้นดินแล้วเงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขามองเงาร่างที่ลอยสูงด้านบน ร่างนั้นด้วยดวงตาที่เปี่ยมด้วยความไม่ยินยอม
หูยวน…
“ข้ามีฝีมือเพียงเท่านี้เองหรือ…”
หูยวนกัดฟันกรอดไม่พอใจกับความพ่ายแพ้ของตนเองอย่างยิ่ง
จอมราชันเผาปีศาจเอ่ยเสียงเย็นชา “อยู่ให้ห่างจากนางเสีย ตัวตนของเจ้าจะนำโชครายมาให้นาง ไม่ว่าเจ้าหรือว่านางต่างก็เป็นพวกที่นิสัยพาให้ชีวิตไม่สงบสุขทั้งคู่”
หยวนลุกขึ้นอย่างยากเย็น เขายกกระบี่ขึ้นมาแล้วแหงนมองจอมราชันเผาปีศาจ “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตัดสินเอาเองเพียงเพราะเจ้าเป็นจอมราชันเผาปีศาจ แต่ข้าเป็นเพียงคนพเนจรอย่างนั้นหรือ”
ดวงตาของจอมราชันเผาปีศาจฉายแววรำคาญ “ข้าจะสั่งสอนหลักการให้เจ้าสักข้อ ใต้หล้านี้ผู้แข็งแกร่งล้วนเป็นผู้ตัดสินชีวิตผู้อ่อนแอ หรือพูดอีกอย่างก็คือเบื้องหลังใครใหญ่กว่ากัน หากคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้าทำให้ข้าหวั่นกลัวได้ ข้าก็จะยอมให้พวกเจ้าสมหวัง!”
หยวนหอบหายใจ หัวใจรู้สึกขมขื่น
เบื้องหลังอย่างนั้นหรือ
คนแรกที่เขานึกถึงก็คืออาจารย์ แต่เขาติดต่ออาจารย์ไม่ได้ เขาไม่รู้ประวัติความเป็นมาของอาจารย์ด้วยซ้ำ
จากนั้นเขาก็นึกถึงเจียงเทียนเซิง เจ้าหมอนั่นเป็นเชื้อพระวงศ์ของเทียนจิงก็จริง แต่ไม่แนว่าเทียนจิงจะกล้าล่วงเกินจอมราชันเผาปีศาจสักหน่อย ถึงอย่างไรจอมราชันเผาปีศาจคนนี้ก็เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากมรรคาจารย
หยวนนึกเสียใจสุดแสน หากว่าเขาพานพบคนงามผู้นั้นช้ากว่านี้ หากว่าเขาเฝ้าพากเพียรฝึกฝน ไหนเลยเขาจะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้
“ดูท่าเจ้าจะไม่มีเบื้องหลังอย่างที่ข้าว่าสินะ หากหนหน้าเจ้ายังมาอีก ข้าจะสังหารเจ้าเสีย แล้วอย่ามาโทษว่าข้ามิเห็นแก่ไมตรีระหว่างผู้ฝึกบำเพ็ญเล่า!”
จอมราชันเผาปีศาจทิ้งคำพูดทิ้งท้ายแล้วหมุนกายจากไป
เพิ่งจะตอนนี้นี่เองที่หูยวนยอมพรูลมหายใจออกมาแล้วทิ้งตัวนอนพังพาบกับพื้นที่สุดเกลื่อนกลาดด้วยเศษหิน
เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยามตกอยู่ใต้พื้อมือของอีกฝ่าย วิชามหามรรคาปราณทองคำกับวิชาดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงไม่อาจตอบโต้ได้แม้แต่น้อย
เขาไม่เคยต้องกล้ำกลืนความขมขื่นเช่นนี้มาก่อน
“หุกก ข้ามีอำนาจ…ไม่สิ หากว่าข้าแข็งแกร่งมากพอ แข็งแกร่งเช่นเดียวกับอาจารย์…”
หูยวนนึกถึงอาจารย์อีกครั้ง แม้เขาจะไม่เคยรู้ว่าอาจารย์แข็งแกร่งมากเพียงใดกันแน่ แต่ในหัวใจเขาอาจารย์ของเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
หากอาจารย์เห็นเขาตกอยู่ในสภาพนี้ อาจารย์คงจะผิดหวังสินะ…
สายตาของหูยวนเริ่มพร่ามัว ระหว่างที่เขากำลังจะสิ้นสติ เขาก็เห็นเงาร่างขนาดมหิมาร่างหนึ่งเหาะผ่านท้องนภามา น้ำฝนพรางพรมลงมากระทบใบหน้าของเขา
“แหม ๆ จอมราชันเผาปีศาจนั้นลงมือหนักเสียจริง”
เสียงหวานหยดย้อยเสียงหนึ่งลอยมาจากบนฟ้า ทว่าสติที่เริ่มมืดดับของหูยวนทำให้เขาได้ยินเพียงเลือนราง
“เจ้าเด็กคนนี้เกี่ยวข้องอันใดกับท่านหรือ แล้วไฉนก่อนหน้านี้ท่านมิออกหน้าเล่า จอมราชันเผาปีศาจต้องไว้หน้าท่านอยู่แล้ว”
“ข้าเพียงสงสัยใคร่รู้ในตัวเด็กคนนี้เท่านั้น หลังจากนี้หากพบเขาเจ้าก็ช่วยดูแลสักหน่อย เขาไม่ธรรมดาหรอกนะ นี่เป็นบุญวาสนาของเจ้าแล้วอย่าเอาไปบอกต่อผู้อื่นเสียเล่า”
“เข้าใจแล้วขอบพระคุณผู้อาวุโส!”
เสียงช่างไพเราะเสียจริง…
จากนั้นหูยวนก็หมดสติไปอย่างสมบูรณ์
กาลเวลาผ่านผันไปอย่างเชื่องช้า บนชายหาดแห่งหนึ่งหูยวนกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมทะเล ลมทะเลพัดมาปะทะกับใบหน้าของเขา กระบี่ยาวสามเลมลอยวนเวียนแผประกายแสงสีเงินจาง ๆ อยู่รอบกาย
เกลียวคลื่นสาดกระทบฝั่ง ส่งเตาตัวหนึ่งคลานขึ้นมาจากน้ำทะเล จากนั้นมันก็กลายร่างเป็นมนุษย์อย่างรวดเร็ว เขาเดินมาเบื้องหน้าหูยวนแล้วหัวเราะฮา ๆ เอ่ยว่า “กระบี่เทพสามเล่มนี่เหมาะกับเจ้าจริง ๆ นะเจ้าหนู”
หูยวนลืมตาขึ้นมาส่งยิ้มให้ “ท่านอัครมหาเสนาบดีเตาท่านมาได้อย่างไร ฝ่าบาทราชามังกรเล่าขอรับ”
อัครมหาเสนาบดีเตาลูบหนวดยิ้ม ๆ “พอดีว่าทะเลตะวันออกมีภูเขาอยู่ลูกหนึ่ง เซียนคนหนึ่งอยากจะจัดเทศนาสอนวิชา ผู้ที่เขาเชิญชวนล้วนแต่เป็นคนมีหน้ามีตาในโลกบำเพ็ญเซียน ฝ่าบาทจึงประสงค์จะพาเจ้าไปด้วย”
หยวนถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “เป็นเทพเซียนท่านใดบนฟ้าหรือขอรับ”
“นักปราชญ์ฉีแห่งแดนสวรรค์”
“อะไรนะ! นักปราชญ์ฉีหรือขอรับ”
หยวนเบิกตาโต ลมหายใจถี่รัว
ชื่อเสียงของนักปราชญ์ฉีผู้มีนามเต็มว่าฉีหยวนเป็นที่เลื่องลือทั่วโลกคุนหลุน เขาเคยสร้างสรรค์วิถียุทธกับวิชาเซียนมาไม่น้อย จิตใจมีคุณธรรมน่าเลื่อมใส แม้แต่หูยวนก็นับถือเขายิ่งนัก ความนับถือที่มีต่อเขาเป็นรองเพียงความนับถือที่มีต่ออาจารย์ของเขากับมรรคาจารยเท่านั้น
อัครมหาเสนาบดีเตาหัวเราะฮา ๆ แล้วเอ่ยว่า “รู้แล้วสินะว่าเป็นบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ต่อให้อยู่ในมหาพิภพจิตจรเจ้าก็ไม่มีทางได้พบเขาหรอก”
หูยวนกระโดดผลุงขึ้นมายืนแล้วถามว่า “จะไปเมื่อใดหรือขอรับ”
“ตอนนี้เลย ไปกับข้า”
อัครมหาเสนาบดีเตาหมุนตัวเขากลายร่างเป็นเตายักษ์ตัวหนึ่ง หูยวนรีบกระโดดขึ้นไปบนกระดองเตาขี่หลังเขาเดินทางไปไกลอย่างรวดเร็ว
“คุณอัครมหาเสนาบดีเตาข้ายังอยากถามอีกหน่อย เหตุใดฝ่าบาทจึงให้ความสำคัญกับข้านัก แล้วก็ในวังมังกรมีผู้อาวุโสหญิงที่น้ำเสียงไพเราะอยู่บ้างหรือไม่ เสียงอย่างที่ไพเราะมากๆ แบบนั้นนะขอรับ…”
หูยวนนั่งลงได้ก็เลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม
อัครมหาเสนาบดีเตาหัวเราะฮา ๆ “ในใจเจ้ามิได้มีนางปีศาจลูกศิษย์ของจอมราชันเผาปีศาจอยู่หรือไร อะไรกันเปลี่ยนใจแล้วหรือ”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเล่าขอรับ ข้ารู้สึกขอบคุณผู้อาวุโสหญิงท่านนั้นต่างหาก…”
หยวนเบิกตาโต เขาจดจำบทสนทนาในวันนั้นได้เห็นชัด ๆ ว่าราชามังกรเห็นแก่หน้าผู้อาวุโสหญิงคนนั้น ถึงให้ความสำคัญกับเขา เขาแอบสงสัยว่าผู้อาวุโสหญิงคนนั้นอาจรู้จักกับอาจารย์ของเขา!
การตามหาอาจารย์เป็นสิ่งที่เขายึดติดอยู่ในใจมาตลอด
“ข้าไม่รู้หรอกว่าวังมังกรมีผู้อาวุโสหญิงอะไรหรือไม่ แต่สนมมังกรที่เสียงไพเราะนะมีไม่น้อย”
อัครมหาเสนาบดีเตาหัวเราะฮา ๆ เขานึกถึงคำสั่งที่ราชามังกรสั่งเขา
ดูแลเจ้าหนูคนนี้ให้ดี ๆ!
เขาพอจะเดาออกว่าผู้อาวุโสหญิงที่หูยวนเอ่ยถึงเป็นใคร
เพราะจริงๆ แล้ววังมังกรก็มีผู้อาวุโสหญิงคนหนึ่งชอบแวะมากินมาดื่มโดยไม่จ่ายสักตำลึงอยู่บ่อย ๆ แม้แต่ฝ่าบาทก็เคารพนับถือยิ่งนัก แต่ตัวตนของผู้อาวุโสหญิงนางนั้นเป็นความลับ ราชามังกรไม่อนุญาตให้เขาซอกแซกสืบ
แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยบังเอิญได้ยินว่าผู้อาวุโสหญิงคนนั้นเกี่ยวข้องกับสวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม สวรรค์ชั้นที่สามสิบสาม…
แค่อัครมหาเสนาบดีเตาลองคิดเล่น ๆ ร่างเตาของเขาก็สั่นสะท้านแล้ว