ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 446 ตำนานมาเยือนผู้ศรัทธาพุ่งกระฉูด
ภายในมหาพิภพนิลเหลืองมีคลื่นลมปั่นป่วน
โลกคุนหลุนก็มีเรื่องราวนับหมื่นนับพันของตนเองกำลังดำเนินไปเช่นกัน
เมื่อเจียงอางเชิงออกจากการปิดด่านอีกครั้งเวลาก็ได้ล่วงเลยมาถึงปีเซวียนเตาที่หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ด
ส่วนอายุของเขาก็มากกว่าสองพันปีแล้วตอนนี้มีอายุสองพันสิบเอ็ดปี
เมื่อคิดถึงอายุของตนเองแล้วก็อดรู้สึกมากมายไม่ได้
หากเป็นชาติก่อนก็เทียบได้ว่าเขามีชีวิตตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่นมาถึงยุคปัจจุบันแล้ว
สำหรับมนุษย์ทั่วไปนี่คือช่วงเวลาที่ยาวนานเกินจินตนาการแต่ที่นี่กลับถือว่าไม่ได้พิเศษอะไรเลย
ตำหนักเมฆาม่วงยังคงเงียบสงบแม้แต่ไปหลงก็ไม่อยู่
เจียงอางเชิงมองไปยังแดนสวรรค์พบว่าเรื่องของเซียนหญิงได้จบลงแล้ว
จักรพรรดิสวรรค์ยังได้ประกาศระเบียบสวรรค์ฉบับใหม่ระบุว่าตำแหน่งเซียนไม่อาจละทิ้งได้
หากคิดจะละทิ้งตำแหน่งเซียนต้องรับผลกรรมเวียนว่ายสิบชาติ
ระเบียบสวรรค์นี้ชัดเจนว่าเจาะจงกับความสัมพันธ์ระหว่างเทพเซียนกับมนุษย์
แดนสวรรค์อนุญาตให้เทพเซียนมีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาได้แต่ห้ามละเลยหน้าที่เซียนเพราะความรักส่วนตัว
เรื่องนี้แม้จะถูกจัดการแล้วแต่เรื่องราวกลับแพร่ไปในแดนมนุษย์กลายเป็นนิยายรักเศร้าสะเทือนใจ
เจียงฉางเชิงคำนวณผลกรรมพบว่าเป็นโอรสสวรรค์ในแดนมนุษย์ที่ส่งคนแพร่ข่าวออกไป
เป้าหมายเกรงว่าจะไม่บริสุทธิ์ใจการชิงไหวชิงพริบชักจะมากเกินไปแล้ว
เจียงฉางเชิงกลับไม่ได้ยึดติดนักศัตรูภายนอกไม่มีความขัดแย้งภายในย่อมเกิดขึ้นและเรื่องเช่นนี้ก็ต้องเกิดขึ้นสักวันอยู่แล้ว
วันนี้เป็นเซียนหญิงลงไปยังโลกเบื้องล่างวันหน้าอาจเป็นเทพประจำหญิงที่อยากมอบตำแหน่งเซียนให้มนุษย์
เมื่อเจียงฉางเชิงหลับตาฝึกฝนความเป็นไปของโลกภายนอกก็เร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ
หลายปีต่อมาโมวังพาหลิวเสินโจวเยียจานและซีหมิงหวังมาถึงหวงสุญญตาใกล้โลกคุนหลุน
ผูที่ออกมาต้อนรับพวกเขาคือร่างแยกของเจียงฉางเชิง
พอเห็นเจียงฉางเชิงพวกหลิวเสินโจวทั้งสามก็ปลื้มปิติอย่างยิ่งรีบบินเข้าไปคุกเข่าคารวะ
โมวังกลับลอยมาตามสบายแล้วเอ่ยว่า “ขอถามมรรคาจารย์นี่คือร่างจริงหรือร่างอาคมกัน”
เจียงฉางเชิงยิ้มแล้วตอบ “ร่างอาคมก็คือร่างจริงร่างจริงก็คือร่างอาคมสหายจะใส่ใจไปไยระหว่างเจ้ากับข้ามีเพียงบุญวาสนาเท่านั้น”
คำว่าบุญวาสนาทำให้โมวังยิ้มออกเขากล่าวอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณเจ้ามากข้าติดหนี้เจ้าเรื่องหนึ่งหากวันหลังต้องการสิ่งใดก็ติดต่อข้าผ่านหยกโบราณก้อนนี้ได้เลย”
เขาโยนหยกก้อนหนึ่งออกมาอีก
เจียงฉางเชิงรับไว้พบว่าหยกนี้หนักกว่าหยกก้อนก่อน
อีกเรื่องหนึ่งเมื่อคลื่นเหมันต์นิรันดร์สิ้นสุดลงบรรพจารย์ยุทธจะรวบรวมผู้สืบทอดมหามรรคาจากทั่วหวงอนันตสุญญตาใหม่มารวมตัวกันในโลกเทพยุทธจัดงานชุมนุมใหญ่หมื่นวิถีถือเป็นการเปิดฉากหน้าแรกของยุคหมื่นวิถี
โมวังเสริมต่อด้วยน้ำเสียงสะท้อนใจ
เจียงฉางเชิงยิ้มแล้วพยักหน้า
โมวังก็ไม่ได้พูดอะไรอีกหลังจากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเชิงพาพวกเยียจานกลับสู่แดนสวรรค์
ตลอดทางทั้งสามมีเรื่องมากมายอยากพูดแต่เห็นเจียงฉางเชิงไม่มีท่าทีสนใจจะถามจึงได้แต่กลืนไว้ในใจ
จนกระทั่งกลับถึงหน้าลานฝึกของตนเองทั้งสามก็รู้สึกราวกับผ่านการกลับชาติมาเกิด
ซีหมิงหวังเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดมรรคาจารย์จึงไม่ถามพวกเราเล่า”
หลิวเสินโจวส่ายหน้าจากนั้นก็หันตัวเดินจากไป
เยียจานกลับยิ้มแล้วพูดว่า “มรรคาจารย์ย่อมล่วงรู้ทุกสรรพสิ่งจะตองถามให้เสียเวลาหรือไร”
ซีหมิงหวังนิ่งงันไปเล็กน้อยคิดแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลจึงพยักหนารับอย่างเห็นด้วย
ในมหาพิภพนิลเหลืองท่ามกลางนภาดาราอันเย็นเยือกที่กำลังหลอมละลายอยู่นาวาสวรรคลำหนึ่งกำลังแล่นอยู่เบื้องหน้า
บนยอดนาวาสวรรคมียอดเขาสูงอยู่ไทซังคุนหลุนนั่งขัดสมาธิหันหน้าไปทางด้านหน้าของเรือ
มือทั้งสองข้างประสานไว้ตรงจุดตันเถียนลมปราณอันร้อนแรงพวยพุ่งออกจากกายแผ่ขยายไปทั่วทะลวงนภาดาราเยือกแข็งตรงหน้า
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเขาพูดเบาๆ สองสามประโยค
ไทซังคุนหลุนลืมตาขึ้นทันทีด้วยแววตาคมกล้า
เขาลุกขึ้นยืนหันไปมองอีกฝ่ายแล้วถามอย่างเคร่งขรึม “อัครเทพยุทธเล่าพวกเขาไม่ขัดขวางหรือ”
ผู้ฝึกยุทธที่มาแจ้งข่าวตอบว่าตอนนี้พวกเขาถูกกักบริเวณไว้บรรพจารย์ยุทธสั่งให้พวกเขากลับไปทบทวนตัวเอง
ไร้สาระยุคแห่งหมื่นวิถีอย่างนั้นหรือแล้วโลกเทพยุทธที่ผ่านมานับเป็นอะไรยังมหามาพูดเรื่องมรรคาจารย์อีกข้า เจ็ดสิบสองท่าเทวะของข้าฆ่าผู้ฝึกยุทธนับล้านคนเหล่านี้ล้วนแคบแลจลืมไปหรือ!”
ไทซังคุนหลุนกล่าวเสียงขรึมเพราะการไม่ได้ล้างแค้นมรรคาจารย์ทำให้เรื่องนี้ใกล้จะกลายเป็นปมฝังใจของเขาแล้ว
ผู้ฝึกยุทธนิ่งเงียบไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเขาไม่มีสิทธิ์ใดจะตัดสินใจแทนโลกเทพยุทธได้
“ข้าจะกลับโลกเทพยุทธ!”
ไทซังคุนหลุนกล่าวเสียงเย็นนาวาสวรรค์หยุดตามทันที
ผู้ฝึกยุทธรีบกล่าว “อัครเทพยุทธกำชับให้ข้าย้ำกับท่านห้ามใจร้อนเด็ดขาดหากท่านไม่ยอมทำหน้าที่กอบกู้โลกให้สำเร็จอาจถูกบรรพจารย์ยุทธทอดทิ้งเสียเอง!”
สีหน้าของไทซังคุนหลุนพลันหม่นหมองลง
ก็ควรจะด่วนมหาจริงๆ นั่นแหละข้าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดีโดยเฉพาะสำหรับเจ้า”
เสียงหัวเราะหนึ่งดังขึ้นเห็นเพียงด้านหลังผู้ฝึกยุทธมีร่างหนึ่งเดินออกมาจากช่องมิติเป็นฟาดินสรวลนั่นเอง
ผู้ฝึกยุทธหันไปมองสบตากับฟาดินสรวลเขาโดยตรงจนตกอยู่ในภวังค์
ไทซังคุนหลุนเผยสีหน้าการรังเกียจออกมาแล้วกล่าวว่า “เจ้ามาเพราะเหตุใดหรือพวกอัครเทพยุทธส่งเจ้ามาชักจูงข้า”
ฟาดินสรวลส่ายหน้า “ศึกครั้งนี้มองเผินๆ เหมือนเป็นศึกระหว่างวิถียุทธกับพวกผิดแผกแต่แท้จริงแล้วคือกลยุทธ์การแย่งชิงอำนาจของบรรพจารย์ยุทธ
บัดนี้ฝุ่นตลบจบสิ้นแล้วเจ้าหาได้มีความสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อีกไม่ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหนเจ้าสู้กับอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดพร้อมกันได้หรือ
ตอนนียุคแห่งหมื่นวิถีกำลังจะเปิดแล้วเจ้ามีความคับแค้นกับมรรคาจารย์แต่เขาได้กลายเป็นนักบุญในสายตาบรรพจารย์ยุทธไปแล้ว
หากเจ้าคิดต่อกรกับเขาเช่นนั้นบรรพจารย์ยุทธย่อมลบล้างคุณความดีในการกอบกู้โลกของเจ้าเสียสิ้น
สู้ไม่ต้องดิ้นรนเปล่าๆ หันมาใช้ยุคแห่งหมื่นวิถีนี้เพื่อเสริมสร้างตนเองจะไม่ดีกว่าหรือ
ไทซังคุนหลุนพรสวรรค์ของเจ้าไร้ผู้ใดเทียบเทียมวิถียุทธกลับผูกมัดพรสวรรค์ของเจ้า
เจ้ายังรู้ดีหากปลดข้อจำกัดทั้งมวลเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายเท่า
ขอเพียงเจ้าแข็งแกร่งมากพอเหตุใดจึงต้องสนใจโลกเทพยุทธสนใจบรรพจารย์ยุทธอีกเล่า”