ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 443 กลายเป็นตำนานยุคสมัยผันเปลี่ยน
ยินดีบุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต!
คำพูดนี้ของมรรคาจารย์ทำให้ผู้ฝึกบำเพ็ญในมหา
มรรคาต่างๆต้องตื่นตะลึงเยียจานหลิวเสินโจวและซีหมิง
หวังยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติบรรพจารย์เผ่าเยียอุทานตระหนกในใจมรรคาจารย์จิตใจกว้างขวางโดยแท!
แค่คำพูดประโยคนี้ก็ทำให้เรื่องน่าอึดอัดใจกลายเป็น
มีเกียรติกลายเป็นมีความหมายขึ้นมาได้!
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ไกลออกไปก็ยังตกตะลึงสายตาที่
พวกเขามองเจียงฉางเชิงก็เปลี่ยนไปด้วย
บรรพจารย์ยุทธนิพพานแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดสิ่งใดเพียงแค่กวักมือบอกให้เจียงฉางเชิงลงมือ
เจียงฉางเชิงกลับไม่ได้ลงมือผู้ที่สามารถกดดันอัครเทพยุทธทั้งสิบแปดได้ต้องไม่ใช่คนที่เขาต่อกรได้เป็นแน่
เมื่อเห็นว่าเจียงฉางเชิงไม่ยอมขยับบรรพจารย์ยุทธ
นิพพานจึงสะบัดแส้ขนในทันทีลมสลาตันที่แสนคุ้นเคยพัดออกไปเจียงฉางเชิงจึงพุ่งตัวเข้าใส่
เกิดเสียงดังตู้ม!
ลมสลาตันถูกสั่นสะเทือนจนสลายไปเขาพุ่งเข้ามาตรงหน้าบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
เหล่าผู้สืบทอดมหามรรคาเห็นภาพนี้แล้วต่างมีสีหน้า
ตื่นตกใจอย่างยิ่ง!
บรรพจารย์ยุทธนิพพานยกฝ่ามือซ้ายขึ้นมากำลังจะซัดใส่เจียงฉางเชิงเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าผมเส้นหนึ่งของ
เจียงฉางเชิงกำลังส่องประกายจึงหลบออกไปตามสัญชาตญาณพริบตานั้นแสงแรงกล้าก็สาดส่องออกไปจากภายในตัว
ของเจียงฉางเชิงก่อนแผ่กว้างออกไปอย่างรวดเร็วจนปกคลุมกายเนื้อของเขาแสงจ้านั้นสาดส่องไปบนใบหน้าของทุกคนส่องให้สีหน้าตกตะลึงของทุกคนสว่างขึ้นมา
สิบแปดอัครเทพยุทธตื่นตกใจเป็นที่สุดพวกเขาเคยได้ยินชื่อของมรรคาจารย์มานานแล้วแต่ในสายตาของพวกเขาเมื่อเทียบกับบรรดาพวกผิดแผกที่ก่อความวุ่นวาย
มานานแล้วเจียงฉางเชิงไม่มีสิ่งใดน่าสนใจด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยินยอมใช้มรรคาจารย์เป็นหินลับมีดให้แก่ไทซังคุนหลุนทว่าพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ามรรคาจารย์จะสา
มารถประมือกับบรรพจารย์ยุทธได้!
หลังจากใช้ฟ้าดินสิ้นสลายไปครั้งหนึ่งและแสงแรงกล้าเพิ่งจางหายไปเจียงฉางเชิงก็กระโดดออกมาในทันทีเป็นดังที่คาดไว้บรรพจารย์ยุทธนิพพานหลบออกไปแล้ว
เจ้าหมอนี่ว่องไวเหลือเกิน!
คนทั้งสองเพิ่งประมือกันเจียงฉางเชิงใช้เส้นผมที่มีวิชาฟ้าดินสิ้นสลายไปแล้วถึงสองเส้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกระบวนท่าของบรรพจารย์ยุทธนิพพานเขาได้แต่ใช้ฟ้าดิน
สิ้นสลายเข้าต้านเพื่อให้ปลอดภัยเอาไว้ก่อนซึ่งนี่ก็คือสาเหตุที่เขาพุ่งตัวทะลุผ่านลมสลาตัน
ลมสลาตันของบรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่ได้เรียบง่าย
เฉกเช่นที่มองเห็นแม้ว่าก่อนหน้านี้จะช่วยให้ร่างกายของทุกคนจะกลับมาอยู่ในสภาวะเดิมแล้วแต่หากมาเป็นศัตรูของเขาลมสลาตันนี้ก็จะกลายเป็นไอสังหารที่ไม่จบสิ้นด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้เส้นผมฟ้าดินสิ้นสลายไปโดยไม่ทันรู้ตัว
ต้องหาช่องโอกาส!
เจียงฉางเชิงคิดอยูเงียบๆเคราะห์ดีที่เขาเตรียมตัวมาอย่างพร้อมสรรพส่วนเส้นผมมหามรรคาจำแลงกายสำหรับฟ้าดินสิ้นสลายเขาก็เตรียมมาเป็นจำนวนไม่น้อยและ
เพียงพอให้โชว์งาน
ทว่าฟ้าดินสิ้นสลายเช่นนี้ได้แต่ใช้เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่ไม่อาจต้านทานได้เท่านั้นเจาะจงสังหารศัตรูได้ยาก
แม้แต่สิงอูซินก็ยังสังหารไม่ได้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
ต้องลงมือเอง!
บรรพจารย์ยุทธนิพพานก้มมองเจียงฉางเชิงแล้วกล่าวว่า
วิถีเซียนมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงข้าจำเอาไว้แล้วแต่หาก
เจ้าต้องการทำให้ข้าบาดเจ็บหาใช่ง่ายดายเพียงนั้น!”
ทันทีที่สิ้นเสียงก็ปรากฏแสงสีทองเก้าสายขึ้นมาเหนือศีรษะของบรรพจารย์ยุทธนิพพานเป็นเช่นแสงแห่งเทพสาดส่องลงมาด้วยความรวดเร็วยิ่งยวด!
เป็นวิชาเกาทัณฑ์ตาอิพิฆาตโลกา!
เจียงฉางเชิงเข้าใจขึ้นมาทันใดว่าร่างจริงกำลังช่วยเขาอยู่!
บรรพจารย์ยุทธนิพพานเงยหน้าขึ้นแล้วสะบัดแส้ขน
ขึ้นไปบนฟ้า
พริบตาที่เขาสะบัดแส้ขนเจียงฉางเชิงยกมือขึ้นไปดึง
เส้นผมบนศีรษะแล้วโยนเส้นผมหลายสิบเส้นออกไปกลายเป็นร่างจิตจำแลงเทพหลายสิบร่าง
แสงสีทองลำแสงแรกถูกทำลายแสงสีทองที่เหลืออีกแปดเส้นหลบไปทันใดก่อนหมุนคว้างอยู่สูงๆในห้วงสุญญตาอย่างรวดเร็วเขาล้อมเจียงฉางเชิงและบรรพจารย์ยุทธนิพพานเอาไว้
บรรพจารย์ยุทธนิพพานถูกร่างจิตจำแลงเทพล้อมเอาไว้แต่ยังคงมีท่าทีผ่อนคลายคล้ายกำลังเดินเล่นแค่สะบัดแส้ขน
ก็ทำลายร่างจิตจำแลงเทพไปได้หนึ่งร่างทุกคนมองภาพนี้แล้วต้องถอนหายใจอานุภาพทรงพลังของบรรพจารย์ยุทธนิพพานและอภินิหารยิ่งใหญ่ของมรรคา
จารย์ต่างทำให้ทุกคนตื่นตะลึงเวลานี้ทั้งสองฝ่ายยังเสมอกันโมวังตะลึงค้างมรรคาจารย์สามารถต่อกรกับผู้อาวุโสได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือเห็นว่าทั้งบรรพจารย์ยุทธนิพพานและมรรคาจารย์เข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆมรรคาจารย์พุ่งเข้าใส่ก้าวเข้าไปก้าว
เดียวคล้ายก้าวเดินไปในห้วงสุญญตาแต่เพราะการนี้กลับทำให้ขอบห้วงสุญญตาไร้ซึ่งสีสันฟ้าดินสิ้นสลาย!
ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่มหามรรคาจำแลงกายแต่เจียงฉาง
เชิงลงมือด้วยพลังอาคมทั้งหมดที่ร่างแยกมี
ไม่เหลือแรงไว้!
แสงจ้าปรากฏขึ้นพร้อมกับฟ้าดินสิ้นสลายรวดเร็วยิ่งกว่าก่อนหน้านี้แทบจะแค่พริบตาเดียวลำแสงแรงกล้าอย่างที่สุดก็เข้าปกคลุมบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
ลำแสงสีทองทั้งแปดเส้นยิงเข้าไปในแสงแรงกล้าเพื่อป้องกันไม่ให้บรรพจารย์ยุทธนิพพานหลบหนีไปได้เปรียง…
พลังอันน่าหวาดกลัวทำให้สิบแปดอัครเทพยุทธยก
มือขึ้นพร้อมกันเพื่อใช้พลังบรรพยุทธของตนเข้าคุ้มกันผู้ฝึก
ยุทธเช่นเดียวกับเหล่าผู้สืบทอดแห่งมหามรรคาที่ต่างก็คุ้มกันคนใต้บังคับบัญชาของตนทว่าเมื่อพลังของพวกเขาแพร่กระจายออกมาและกระทบถูกลำแสงแรงกล้าพลังของพวกเขาก็สลายหายไปในพริบตา
“เป็นไปได้อย่างไร!”
ผู้แข็งแกร่งทั้งสองฝ่ายหน้าเสียไปทันใดบังเกิดคลื่น
สะเทือนขวัญขึ้นในใจพวกเขาและอยากถอยออกไปตามสัญ
ชาตญาณแต่ยังดีที่ฟ้าดินสิ้นสลายไม่ได้กระทบถึงทุกคนที่อยู่
เบื้องล่างแค่ทำลายเกราะป้องกันที่เหล่าผู้แข็งแกร่งสร้างขึ้นมาจนย่อยยับเท่านั้น
เยียจานหลิวเสินโจวและซีหมิงหวังหลับตาลงไม่สามารถมองแสงสว่างแรงกล้าของฟ้าดินสิ้นสลายได้โดยตรง
“เป็นกระบวนท่านี! เป็นกระบวนท่านี!”
หลิวเสินโจวตื่นเต้นเป็นที่สุดเสียงของเขาสะท้อนก้อง
อยู่ข้างหูของเยียจานและซีหมิงหวัง
บรรพจารย์เผ่าเยียที่อยู่ในสภาพดวงวิญญาณหรี่ตาลงมองเขามองไม่เห็นร่างของมรรคาจารย์และบรรพจารย์ยุทธนิพพานแล้วจวบจนแสงแรงกล้าหดหายไปและขอบห้วงสุญญตา
กลับมามีสีสันดังเดิมเหล่าผู้แข็งแกร่งที่อยูในระดับขั้นสูงๆก็เริ่มมองออกไปก่อนเบื้องบนเหลืออยู่เพียงร่างหนึ่งเป็นบรรพจารย์ยุทธนิพพาน!
มรรคาจารย์หายไปแล้ว!
ชุดนักพรตของบรรพจารย์ยุทธนิพพานขาดวิ่นเขาก้มหน้าลงมาน้อยๆมองมือขวาของตนแขนเสื้อขวากับฝา
มือขวาหายไปแล้วรวมไปถึงแส้ขนของเขาก็หายไปด้วย
เช่นกันเลือดสดหยดลงมาและเลือดของเขากลับเป็นสีทอง
“เจ้าบาดเจ็บแล้ว!”
เสียงหัวเราะลั่นดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงบคนที่พูด
ก็คือฟาดินสรวลเขามีสีหน้าตื่นเต้นราวกับได้เห็นเรื่องประหลาดที่ยากพบเห็น!
แม้จะเป็นคนในขั้นยอดยุทธกำเนิดสวรรค์ก็ยังมองออก
ว่ามือขวาของบรรพจารย์ยุทธนิพพานหายไปและกำลังมีเลือด
ไหลออกมาจากกระดูกที่มือ
อ้า…
ทุกคนส่งเสียงอืออึงบังเกิดความโกลาหลขึ้นมาสิบแปดอัครเทพยุทธคิดไม่ถึงว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
จะถูกตบหน้าเช่นนี้พวกเขาร้อนรนขึ้นมาในทันใดเพราะพวกเขาไม่อาจยินยอมให้มหามรรคาอื่นดำรงอยู่ได้
“มรรคาจารย์เล่า”
เสียงของบรรพจารย์อธรรมเกาหยินดังขึ้นและดึงความคิดของทุกคนกลับเข้ามาสู่ความเป็นจริง
จริงด้วย!
มรรคาจารย์ไปอยู่ที่ใดแล้ว
เขาเสียสละตนเองเพื่อทำให้ข้าบาดเจ็บ
เสียงบรรพจารย์ยุทธนิพพานดังขึ้นน้ำเสียงของเขา
เย็นเยียบยิ่งกว่าก่อนแต่ยังคงราบเรียบคำพูดของเขาทำให้ทุกคนตะลึงค้างเหตุที่มรรคาจารย์
ทำให้บรรพจารย์ยุทธนิพพานบาดเจ็บได้ที่แทก็เพราะเลือก
เสียสละตนเองหรอกหรือทันใดนั้นพวกเขาก็คิดถึงคำพูดของมรรคาจารย์
ก่อนหน้านี้…
มหามรรคาสามพันวิถีต่างมีโชควาสนาของตนวันนี้ข้า
ยินดีบุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต!
คำพูดนี้ลอยขึ้นมาในห้วงสมองของทุกคนแต่เมื่อย้อน
นึกถึงกลับมีความรู้สึกที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงภายในใจ
แม้แต่ฝ่ายของวิถียุทธทุกคนก็ยังเกิดอารมณ์ถาโถมพวกเขาคิดว่ามรรคาจารย์กับบรรพจารย์ยุทธนิพพานมีพลังพอจะต่อสู้กันได้สักตั้งแต่มรรคาจารย์คงรู้ชัดว่าตนเองห่าง
ชั้นจากบรรพจารย์ยุทธนิพพานจึงได้เลือกกลยุทธ์ที่รัดกุม
ที่สุด
เมื่อยืนอยู่ในมุมของพวกผิดแผกมรรคาจารย์ไม่มีทางแพ้ได้เลยจริงๆฝ่ายวิถียุทธก็ยังเป็นเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยบรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญแห่งมหามรรคาว่ามรรคาจารย์ตายเพื่อพวกเขา!
“ไม่ได้!”
อัครเทพยุทธจวินแผดเสียงด้วยโทสะอัครเทพยุทธคนอื่นๆก็สะกดใจไว้ไม่ไหวต่างออกปากขัดขวางล้อเล่นอะไรอยู่!
วิถียุทธปราบพวกผิดแผกมาตั้งหลายปีบอกจะวางมือก็วางลงเช่นนั้นหรือหากปล่อยให้พวกผิดแผกเติบโตขึ้นมาไม่ช้าก็เร็วจะต้องมาแก้แค้นวิถียุทธหน้าฉ่ำจะรวมตัวกันเข้ามาแก้แค้นด้วย!
“ตัดสินใจไปแล้วหากพวกเจ้ายังคงต้องการรักษา
อำนาจของอัครเทพยุทธเอาไว้ก็จงหุบปากเสีย!”
บรรพจารย์ยุทธนิพพานตะโกนด่าทอสิบแปดอัครเทพยุทธโมโหจนหน้าบวมแดงไม่ก็มีหน้าตาดำทะมึนฝ่ายวิถียุทธล้วนขวัญกำลังใจถดถอยอย่างยิ่งแต่สิ่งที่
มีมากกว่าคือจมดิ่งอยู่ในการกระทำอันยิ่งใหญ่ของมรรคา
จารย์ที่เสียสละตนเอง
เรื่องนี้ต้องกลายเป็นตำนานไปตลอดกาลนามของ
มรรคาจารย์จะต้องสืบทอดไปชั่วนิรันดร์ฟาดินสรวลพึมพำว่า “มรรคาจารย์ตายแล้วจริงๆหรือ”
สายตาของเขามองไปยังพวกของเยียจานคล้ายมีความคิดบางอย่างณตำหนักเมฆาม่วง
“นายท่านเหตุใดร่างแยกของท่านจึงได้ระเบิดตัวเอง
เสียเล่าพวกเขากำลังพูดสิ่งใดอยู่รู้สึกว่าดุเดือดกันจริงๆ
เชียว!
ฮาๆๆนายท่านดูท่าร่างแยกของท่านจะทำให้เจ้าพวก
สวมหน้ากากตื่นตกใจเสียแล้ว!”
ไป๋ฉีร้องลั่นขึ้นมาเสียงดังสะท้อนอยู่ในตำหนักทำเอาไป๋หลงตกใจตื่น
แม้ว่าเจียงฉางเชิงจะรู้สึกว่าหนวกหูนักแต่ในใจก็สำราญยิ่ง
จำต้องบอกว่าพรสวรรค์ด้านเล่ห์เหลี่ยมของไป๋ฉีเพิ่มขึ้น
มาเต็มที่ทุกคำพูดล้วนสรรเสริญเขาเป็นนัยๆเขาเองก็มองออกแค่ไม่อยากไปเปิดโปงเท่านั้นวาจาสัตย์ระคายหูแล้วผู้ใดเล่าไม่อยากฟังคำพูดดีๆ
เจียงฉางเชิงตัดขาดกับเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตทำให้การ
มองเห็นของสตรีทั้งสองกลับมาเป็นปกติไม่มีความจำเป็น
ต้องดูเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอีกต่อไปใบหน้าของมู่หลิงลั่วเต็มไปด้วยอาการทอดถอนใจ
กล่าวว่า “นี่เรียกว่าเหนือคนยังมีคนเหนือฟ้ายิ่งมีฟ้ามีผู้
แข็งแกร่งตั้งมากมายร่วมกันทำศึกก่อนนี้ข้าไม่กล้าดูด้วยซ้ำ
นับแต่พ้นจากระดับขั้นของคนธรรมดาสงครามที่
มีจำนวนถึงหลายล้านคนที่นางได้พบเห็นก็มีน้อยนักไป๋ฉีพยักหน้าสุดชีวิตกล่าวว่า “ยิ่งใหญ่จริงๆได้เปิดหูเปิดตาอย่างยิ่งทว่าต่อให้พวกเขาแข็งแกร่งอีกสักเท่าใด
ก็ยังไม่อาจทัดเทียมมรรคาจารย์ได้ร่างแยกหนึ่งร่างของมรรคาจารย์
ก็ปั่นหัวพวกเขาได้แล้ววิถียุทธอันใดนั่นยามมาอยู่ต่อหน้า
บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงจะนับเป็นเพียงสายลมอันใดได้!”
เจียงฉางเชิงถลึงตาใส่นางหนหนึ่งคำพูดนี้เกินเลยไปแล้วดูท่าทางนางจะใส่อารมณ์เกินไปเขามองมู่หลิงลั่วแล้วกล่าวว่า “ฝึกฝนให้ดีๆ
กว่าโลกคุนหลุนจะตามทันโลกเทพยุทธได้ยังต้องใช้เวลาอีก
เนิ่นนานนักยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ที่อยู่เหนือกว่าโลกเทพยุทธผู้ใดจะสามารถมั่นใจได้ว่าโลกเทพยุทธเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด”
การปรากฏตัวและท่าทีของบรรพจารย์ยุทธนิพพานบอกชัดว่าต้องมีขุมอำนาจหนึ่งที่ควบคุมบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
อยู่เขาจึงจำเป็นต้องปรากฏตัวในสถานการณ์ที่สิบแปดอัครเทพยุทธเกิดความผิดพลาด
หากพบกับบรรพจารย์ยุทธนิพพานตัวคนเดียวแล้วไยต้องอ้อมค้อมไปมาเล่า
เจียงฉางเชิงคิดถึงเทวะมหาเหมันต์ผู้ซึ่งสร้างคลื่น
เหมันต์นิรันดร์ขึ้นมาเทวะแห่งโลกเทพยุทธยังมีอีกมากมาย
เท่าใดแล้วพวกเขาอยู่ที่ใดกันตอนร่างแยกต่อสู้กับบรรพจารย์ยุทธนิพพานทำให้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าขั้นเบิกเนตรอัครยุทธ
ยังดีที่บรรพจารย์ยุทธท่านนี้ก็มีหลักการของตนเองได้แต่หวังว่าเขาจะไม่สับปลับและต้องคอยดูท่าทีต่อไปของเขา
เจียงฉางเชิงอดคิดไปถึงอดีตของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณไม่ได้คล้ายว่ามหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณจะถูกบรรพจารย์ยุทธนิพพานควบคุมแต่ทั้งรูปลักษณ์และความ
กระหายเลือดของนางจะกลับมายังโลกเทพยุทธได้อย่างไรด้วยอานุภาพมหาค่ายกลเทพยุทธเจียงฉางเชิงรู้สึกว่าหากโลกเทพยุทธต้องการกำจัดแดนโลหิตให้สิ้นซากกลับไม่ใช่เรื่อง
ยากมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณสามารถมีชีวิตต่อมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าอาจเป็นเพราะความเมตตาของบรรพจารย์ยุทธนิพพาน
แต่นี่กลับมาอีกครั้ง!
รางวัลรอดชีวิตในครั้งนี้จะต้องใหญ่โตมโหฬารเป็นแน่กระมัง!