ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 444 มรรคาจารย์เฟ้นร่างหมื่นลักษณ์สั่นสะเทือนตั้งแต่ยุคโบราณถึงปัจจุบัน
- Home
- ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
- ตอนที่ 444 มรรคาจารย์เฟ้นร่างหมื่นลักษณ์สั่นสะเทือนตั้งแต่ยุคโบราณถึงปัจจุบัน
ขณะที่มู่หลิงลั่วและไป๋ฉีกำลังหารือเรื่องศึกใหญ่ของโลกเทพยุทธอยู่เจียงฉางเชิงก็หลับตาลงพักผ่อนไปแล้วและรอให้รางวัลรอดชีวิตมาถึงไปพร้อมกันด้วยศึกใหญ่ในครั้งนี้ร่างแยกของเขาได้พบกับผู้แข็งแกร่งตั้งมากมายเท่าใดจะต้องมีรางวัลรอดชีวิตจำนวนมากเป็นประวัติการณ์แน่นอน!
ไม่ว่าจะเป็นสมบัติอาคมหรือเป็นอภินิหารเขาก็ตั้งตารออย่างยิ่งทั้งสิ้นเขารอข้อความแจ้งเตือนรางวัลรอดชีวิตในครั้งนี้นานกว่าครั้งใดๆอาจเป็นเพราะเชื่อมโยงถึงกรรมที่มีความซับซ้อนเกินไปทำให้ระบบจำเป็นต้องคำนวณออกมาให้นานดี
[ปีเซวียนเต้าที่สิบห้าโมวังเชิญเจ้าเข้าร่วมโจมตีโลกเทพยุทธเจารอดพ้นจากเคราะห์ครั้งใหญ่นี้มาได้สามารถแก้ไข
กรรมครั้งใหญ่นี้ไปได้พ้นเคราะห์ไปได้ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นของวิเศษมหามรรคา]
ปราณกำเนิดเทพอนธการ?
คือสิ่งใดกัน
เจียงฉางเชิงเลิกคิ้วในใจเต็มไปด้วยความใคร่รู้เขารับสืบทอดความทรงจำของปราณกำเนิดเทพอนธการในทันทีปราณกำเนิดเทพอนธการเป็นของวิเศษที่เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อมหามรรคาถือกำเนิดมีต้นกำเนิดของมหามรรคาสามารถช่วยในการตระหนักรู้ในระยะยาวในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ตั้งรับและรุกโจมตีได้ทั้งสองทางสามารถใช้ตนเองป้องกันการโจมตีในรูปแบบใดก็ได้และสามารถใช้ต่อสู้ได้ดั่งใจประสงค์
ลำพังแค่การแนะนำก็ยังไม่อาจทำให้สัมผัสถึงจุดที่ร้ายกาจได้เจียงฉางเชิงหยิบเอาปราณกำเนิดเทพอนธการออกมาทันใดชั่วพริบตานั้นพลันปรากฏกลุ่มไอสีม่วงขึ้นกลางฝ่ามือของเขา
เขาททำให้มันรู้จักเจ้านายด้วยวิธีถ่ายทอดความทรงจำ
วิธีที่จะทำให้ของวิเศษนี้รู้จักเจ้าของไม่ใช่การทลายเขตอาคมแต่เป็นการทำให้จิตวิญญาณประสานกันและกลายเป็น
ความเข้าใจหนึ่งเดียวกันนับแต่นี้ปราณกำเนิดเทพอนธการจะไม่สามารถแยกไปจากตัวเขาได้เว้นเสียแต่ดวงจิตของเขาจะแหลกสลายไปปราณกำเนิดเทพอนธการขยายตัวปกคลุมทั่วร่างของ
เจียงฉางเชิงอย่างรวดเร็วเป็นเช่นหมอกเซียนที่พันอยู่รอบบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคมู่หลิงลั่วและไป๋ฉีมองไปเพียงครั้งเดียวก็เก็บสายตากลับมา
ตัวเจียงฉางเชิงมีความลึกลับมากเกินไปทว่าด้วยฐานะของบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวงทำให้ทุกสิ่งดูสมเหตุสมผลทั้งสิ้นณมหาพิภพจิตเจริญเยียจานเห็นขึ้นไปบนชั้นเมฆบิน
มายังตำหนักแห่งหนึ่งเขาเจอไป๋ฉีที่มีปีศาจหญิงกลุ่มหนึ่ง
ห้อมล้อมเป็นดาวล้อมเดือนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว
มรรคาจารย์ยังอยู่ดีหรือไม่
เยียจานผลักปีศาจหญิงกลุ่มนั้นออกไปและถามด้วย
เสียงร้อนใจไป๋ฉีเอนตัวอยู่บนเก้าอี้และเอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า
เจ้าพูดจาเลอะเลือนอันใดกันนายท่านจะไม่อยู่ดีได้อย่างไร
เยียจานรีบถามต่อไปว่า “เช่นนั้นครั้งก่อนที่ท่านได้เห็น
ท่านผู้เฒ่าเป็นเมื่อใดเล่า
ก็เมื่อครู่นี้เองไง!
ไป๋ฉีตอบไปเยียจานได้ฟังก็โล่งอกในทันที
เห็นสีหน้าของเขาเป็นเช่นนี้ไป๋ฉีจึงจ้องเขาแล้วพ่น
หัวเราะออกมา “เจ้าคงไม่คิดว่านายท่านที่อยู่ในศึกใหญ่แห่งโลกเทพยุทธเป็นตัวจริงหรอกกระมังตอนนั้นข้ายังชมการต่อสู้กับนายท่านอยู่เลยนายท่านใช้ร่างแยกร่างหนึ่งทำให้ผู้
แข็งแกร่งจำนวนมากต้องสั่นสะเทือนไม่มีทางที่พวกเราจะจินตนาการวิถีมรรคาของท่านได้”
เยียจานยิ้มขัดเขินแล้วกล่าวว่า “น่าละอายนักข้าบุ่มบ่ามไปแล้ว”
เขาตื่นเต้นดีใจอยู่ในอกอาศัยร่างแยกเพียงร่างเดียวก็สามารถทำให้เกิดยุคทอง
แห่งหมื่นวิถีได้นี่เป็นความสามารถระดับใดกันเขาขอตัวจากไปในทันทีเพราะเวลานี้เขายังไม่ได้ปลอดภัยนักจึงไม่สามารถอยู่ในมหาพิภพจิตเจริญนานเกินไป
หลังจากเยียจานหายไปเหล่าปีศาจหญิงต่างก็ตื่นเต้น
ขึ้นมาและสอบถามเรื่องศึกใหญ่ในโลกเทพยุทธด้วยความสงสัยใคร่รู้
พวกเจ้าก็อยากรู้เช่นกันรีเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ระดับขั้นอย่างพวกเจ้าจะเข้าใจได้พวกเจ้าจงรู้เพียงว่ามรรคาจารย์นั้น
ไร้เทียมทานก็พอ…
วสันต์ผ่านสารทมาเยือนโลกคุนหลุนผ่านไปสิบปีแล้วเวลาสิบปีเต็มๆเจียงฉางเชิงเพิ่งจะทำให้จิตวิญญาณของปราณกำเนิดเทพอนธ
การหลอมรวมเข้ากับตนได้นับแต่นี้ไปปราณกำเนิดเทพอนธการจะราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเขาสามารถควบคุมได้ตามใจเล็กใหญ่ดั่งประสงค์พริบตาที่ปราณกำเนิดเทพอนธการประทับเข้ากับร่างเขาสัมผัสได้ว่าตนเองมีความตระหนักรู้ในพลังแห่งกฎเกณฑ์กระจ่างชัดยิ่งขึ้นแม้แต่พลังอาคมเขาก็ยังสามารถควบคุมได้อย่างง่ายดายและละเอียดมากขึ้นปราณกำเนิดเทพอนธการสามารถปรับเปลี่ยนขนาดได้ตามใจลมปราณที่อยู่ภายในมหาศาลหาใดเปรียบกระทั่งสามารถปกคลุมทะเลปราณของโลกคุนหลุนทั้งหมดได้เมื่อถูกปราณกำเนิดเทพอนธการปกคลุมผู้ที่อยู่ภายในนั้นจะสูญเสียเรื่องการรับรู้ทิศทางไปปราณกำเนิดเทพอนธการสีม่วงม้วนพันอยู่รอบบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคาและเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างต่อเนื่องดูงดงามตระการตาทำให้เจียงฉางเชิงยิ่งมองก็ยิ่งชอบเขาหายไปจากในตำหนักทันทีและพาบัลลังก์เทพสวรรค์มหามรรคามายังห้วงสุญญตา
เขาสร้างร่างแยกขึ้นมาร่างหนึ่งแล้วให้ร่างแยกเข้าโจมตีตนเอง
เมื่อร่างแยกออกไปไม่ได้พรำทำเพลงก็เริ่มเข้าโจมตีเจียงฉางเชิงทันทีด้วยอภินิหารต่างๆนานาฝ่ามือดาวม่วงขังเทวภูมิเปลี่ยนฟ้าแปรปฐพีดาวดินเจ็ดสิบสองจำแลงจักรวาลกลางฝ่ามือวิชาเกาทัณฑ์ตาอิพิฆาตโลการ่างอาคมยอดยุทธรัศมียูไลสัจจะวาจาเก้าอักษร…
ไม่ว่าร่างแยกจะใช้กระบวนท่าลึกล้ำเพียงใดก็ยังไม่สามารถทำลายการป้องกันของปราณกำเนิดเทพอนธการได้ปราณกำเนิดเทพอนธการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลายร่างเป็นปราการไร้จุดบอดเมื่อพลังอาคมสัมผัสจะถูกขวางเอาไว้และสลายไปหากว่าร่างแยกไม่ได้ใช้พลังอาคมของเขาแต่เป็นพลังชนิดอื่นปราณกำเนิดเทพอนธการก็จะกำจัดไปได้ทันทีไม่ใช่แค่ปะทะและสลายไปง่ายๆเท่านั้น
เจียงฉางเชิงอารมณ์ดียิ่งเขาแทบไม่ได้ลงมือเลยปราณกำเนิดเทพอนธการก็เข้าขัดขวางการโจมตีทั้งหมดด้วยตนเอง
เขาถึงกับเกิดความคิดที่แสนอาจหาญอยู่อย่างหนึ่งขึ้นมา!
จะลองให้ร่างแยกใช้ฟ้าดินสิ้นสลายดูดีหรือไม่
เขาตื่นเต้นจนสั่นไปทั้งตัวรีบโขนความคิดนี้ทิ้งไป
เสียและบอกตนเองในใจว่า ‘ห้ามลำพองห้ามประมาท…ศัตรู
ที่ตายไปก็เพราะประเมินความสามารถของตนสูงเกินไปทั้งนั้นหากว่าเขาถูกตนเองระเบิดตายก็จะขาดทุนเกินไปแล้วหลังจากทดลองไปยกใหญ่จวบจนร่างแยกใช้พลังอาคมไปจนหมดเจียงฉางเชิงจึงได้กลับมายังตำหนักเมฆาม่วงปราณกำเนิดเทพอนธการมีความพิเศษข้อหนึ่งนั่นก็คือ
เจียงฉางเชิงไม่สามารถใช้พลังอาคมกำจัดมันออกไปได้ตัวมันเองจะดูดซับปราณวิญญาณชนิดต่างๆเอาไว้ซึ่งรวมทั้งปราณวิญญาณยุทธด้วยความสามารถพื้นฐานใดๆล้วนถูกมันดูดซับไปได้ทั้งสิ้นแถมซ้ำยังเติมไม่มีวันเต็มอีกด้วย
ไม่เสียแรงที่เป็นของวิเศษมหามรรคา!
เจียงฉางเชิงยิ่งมองก็ยิ่งชอบรู้สึกว่านอกจากปราณกำเนิดเทพอนธการจะร้ายกาจแล้วตัวมันเองก็ยังเป็น
ของล้ำค่าด้วยมันมีพลังแห่งกฎเกณฑ์และยังสามารถทำให้รู้แจ้งในมรรคาได้เองเหมือนกับตำหนักยมโลกของเขา
ตำหนักยมโลกสามารถช่วยหนุนการบำเพ็ญเพียรในวิถีกรรมได้อย่างใหญ่หลวงที่เขาสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นนี้มิใช่ว่าอาศัยแค่วิชามรรคาธรรมชาติและการฟังเทศนาเท่านั้น
เจียงฉางเชิงสงบอารมณ์ของตนให้เรียบร้อยแล้วใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตติดตามร่องรอยของพวกหลิวเสินโจว
เขาพบว่าพวกหลิวเสินโจวทั้งสามคนยังคงอยู่ในโลกเทพยุทธไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้นผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นๆก็อยู่ด้วยโลกเทพยุทธยังคงอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมในสงครามใหญ่ครั้งนี้มีเบิกเนตรอัครยุทธเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
เหลือเกินจึงสร้างความเสียหายแก่โลกเทพยุทธจนไม่อาจซ่อมแซมเป็นดังเดิมได้จำเป็นต้องให้เหล่าเบิกเนตรอัครยุทธซ่อมแซมให้ในเวลาสิบปีมหาพิภพจิตเจริญมีผู้ศรัทธาจากมหาพิภพนิล
เหลืองและมหามรรคาอื่นๆเข้ามาชุดหนึ่งล้วนถูกดึงดูด
เพราะเลื่อมใสศรัทธาในตัวมรรคาจารย์มักมีคนบางส่วนที่
คำนึงถึงสรรพชีวิตส่วนพลังเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้พวกเขทำความฝันให้เป็นจริงได้เท่านั้นแน่นนอนว่าเรื่องนี้ก็
ต้องยกความดีความชอบให้กับเยียจานและหลิวเสินโจวที่คอยปลุกปั่นด้วย
และสิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงก็คือในที่สุดซีหมิงหวังก็ได้เข้ามาในมหาพิภพจิตเจริญแล้วยิ่งไปกว่านั้นยังเข้ามาพร้อมกับบรรพจารย์เผ่าเยียด้วยทั้งสองเป็นผู้ฝึกยุทธจากต่างยุคกันก็ยังต้องตกตะลึงเพราะมหาพิภพจิตเจริญเช่นเดียวกันในที่สุดความสงสัยที่
พวกเขามีเรื่อยมาก็ได้คลี่คลายแล้วมิน่าเล่าเยียจานและ
หลิวเสินโจวจึงได้ลึกลับอยู่เสมอๆมิน่าเล่าพวกเขาจึงได้เชื่อมั่นในมรรคาจารย์อย่างไม่ลืมหูลืมตาบรรพจารย์เผ่าเยียบอกตามตรงว่ามหาพิภพจิตเจริญเป็นการคิดค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคุณค่าที่มหาพิภพจิตเจริญนำมา
นั้นมากมายกว่าที่มองเห็นภายนอกมากนักสิ่งสำคัญที่สุดก็
คือตัวตนของมหาพิภพจิตเจริญมอบโอกาสให้สิ่งมีชีวิตทั่วไปได้
แข็งแกร่งมากขึ้นโอกาสชนิดนี้มอบให้แก่ทุกผู้ทุกคนโดยไม่แตกต่างกันลำพังแค่มหาพิภพจิตเจริญบรรพจารย์เผ่าเยียก็รู้สึกว่ามรรคาจารย์เหนือกว่าโลกเทพยุทธแล้วอย่างน้อยวิชายุทธในโลกเทพยุทธก็มีการแบ่งระดับชั้นยิ่งไปกว่านั้นยังมี
ความคิดเห็นเรื่องสำนักหรือฝักฝ่ายที่ลึกลับมาก
เจียงฉางเชิงเห็นว่าเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญของมหามรรคา
อื่นๆยังคงมีชีวิตอยู่เขาก็พลันโล่งใจขึ้นมาสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบรรพจารย์ยุทธนิพพานไม่ได้ผิดสัจจะ
ทว่าเมื่อผู้ศรัทธาใหม่ในมหาพิภพจิตเจริญมีจำนวนมากขึ้น
เรื่อยๆข่าวที่ว่าเขายังไม่ตายก็จะต้องแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเชิงเก็บเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตกลับมาเขามองไปยังไป๋ฉีแล้วส่งกระแสจิตออกไปไป๋ฉีลืมตาขึ้นมาเผยรอยยิ้มประจบจากนั้นก็พยักหน้า
เต็มแรง
ในโลกเทพยุทธมีหออาคารมากมายตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่เขา
เฟิงอวิ๋เดินเข้าไปในลานชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่กำลังฝึกวิชาอยู่พุ่งตัวเข้ามาหาทันที
พี่ใหญ่เหตุการณ์เป็นเช่นใดบ้างแล้ว
พี่ใหญ่ภายหน้าพวกเราจะฝึกพลังอื่นๆได้หรือไม่
พวกเขาคือน้องชายน้องสาวของเฟิงอวิ๋นับตั้งแตได้ยิน
ว่ายุคทองแห่งหมื่นวิถีมาถึงแล้วพวกเขาก็ตื่นเต้นอย่างยิ่งพวกเขามีคุณสมบัติด้านยุทธที่ธรรมดามากจนยากที่จะเกิดผลสำเร็จได้พวกเขาจึงต้องการอาศัยเส้นทางของการฝึก
บำเพ็ญอื่นๆเพื่อหาโอกาสทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
เฟิงอวิ๋นั่งอยู่ที่โต๊ะหินรินชาให้ตนเองกาหนึ่งแล้ว
กล่าวว่า “บรรพจารย์ยุทธมีท่าทีแนวแน่มากหมื่นวิถีกำลังจะเปิดกว้างเพียงแต่ต้องใช้เวลาสยบเสียงคัดค้านภายในโลกเทพยุทธ”
เอ่ยถึงเรื่องนี้ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความนับถือ
เขาไม่เคยคิดเลยว่ามหันตภัยวิถียุทธครั้งหนึ่งสามารถ
บุกเบิกยุคใหม่ขึ้นมาได้หนำซ้ำยังเป็นยุคที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยเฟิงหลิงนั่งลงเอาสองมือเท้าแก้มแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มว่า “ต้องยกความดีให้มรรคาจารย์ได้ยินว่ามรรคา
จารย์หล่อเหลาดุจเซียนในภาพวาดน่าเสียดายที่เขาตาย
เสียแล้ว
เรื่องที่มรรคาจารย์เสียสละตนเองเพื่อให้ได้บุกเบิกหมื่นวิถีแพร่ไปในโลกเทพยุทธแล้วทำให้ผู้ฝึกยุทธรุ่นใหม่มากมายจิตใจพลุ่งพล่าน
สิ่งที่โลกเทพยุทธประกาศต่อภายนอกคือคุณธรรมอันสูงส่งและความสงบสุขยิ่งเป็นผู้ที่มีระดับขั้นต่ำก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธา
เฟิงอวิ๋ส่ายหน้าหัวเราะลั่น “มรรคาจารย์ไม่ได้ตาย
เสียหน่อยเวลานี้มีเรื่องหนึ่งแพร่ออกมาว่ามรรคาจารย์มีพันร่างหมื่นลักษณ์เป็นผู้ที่กลับชาติมาเกิดหลายชาติการตายเป็น
เพียงร่างในชาติหนึ่งของเขามรรคาจารย์ยังคงมีชีวิตอยู่
“ฮ่าๆๆ!”
เฟิงหลิงเบิกตาโตและยิ่งตื่นเต้นมากกว่าเดิมเฟิง
หลุนน้องชายที่อยู่ข้างๆก็มีสีหน้าใคร่รู้เช่นกัน
เฟิงอวิ๋ทอดถอนใจ “ศึกครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อนนับว่า
ทำให้มรรคาจารย์มีชื่อเสียงขึ้นมาแม้แต่บรรพจารย์ยุทธก็ยัง
ยกย่องเขาอย่างยิ่งเมื่อคลื่นเหมันต์นิรันดร์สิ้นสุดลงชื่อเสียงของมรรคาจารย์จะต้องกระฉ่อนไปในสามพันดินแดนเป็นแน่”
เฟิงหลุนกลับเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ช่างมีจิตใจกว้างขวาง
นักนี่ต่างหากคือท่าทีที่ผู้ฝึกยุทธควรมี!”
“ถูกต้องคนในโลกเทพยุทธที่สนับสนุนเสียงของบรรพ
จารย์ยุทธมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆความจริงแล้วโลกเทพยุทธก็
เบื่อหน่ายกับการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้นเช่นกัน”
เฟิงอวิ๋เอ่ยพลางส่ายหัวเพียงแต่สายตาของเขา
เลื่อนลอยเล็กน้อยหากบุกเบิกยุคทองแห่งหมื่นวิถีแล้วเขาควรจะล้างแค้นกับผู้ใด
หลายปีมานี้เขารู้สึกหวาดกลัวที่จะสูญเสียคนใน
ครอบครัวมากขึ้นด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มกลัวการแก้แค้นโดยเฉพาะหลังจากผ่านศึกครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อนเขา
ก็ได้รู้ว่าตนเองช่างตัวเล็กนักแม้ว่าจะมีของวิเศษคอยช่วยเขาก็ยังไม่สามารถรับผลอันหนักหนาจากการล้างแค้นกันและกันได้ยุคสมัยแปรเปลี่ยนส่วนตัวเขาก็ต้องหาเส้นทางของตนด้วยเช่นกัน
ที่แท้แล้วเขาต้องการฝึกบำเพ็ญเพื่อสิ่งใดกันณโถงใหญ่แห่งหนึ่งโมวังฟาดินสรวลจักรพรรดิเทพ
มหาวัฏสวรรค์และทัณฑเทวะมารวมกันอยู่ที่นี่แต่กลับไม่เห็น
ผู้สืบทอดมหามรรคาคนอื่นๆ
มรรคาจารย์ยังมีชีวิตอยู่เป็นอย่างที่คิดเพียงร่างแยกราง
หนึ่งก็สามารถบุกเบิกยุคทองแห่งหมื่นวิถีได้นับเป็นเรื่องน่า
สั่นสะเทือนทั้งในยุคโบราณและปัจจุบันเวลานี้แม้แต่ผู้ฝึก
ยุทธในโลกเทพยุทธก็ยังคิดว่าความสามารถของมรรคาจารย์
เป็นรองเพียงบรรพจารย์ยุทธเท่านั้นโมวังเอ่ยช้าๆน้ำเสียงสับสนนักฟาดินสรวลลูบเคราแล้วกล่าวว่า “ข้ากลับรู้สึกว่ามีอีก
เรื่องหนึ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือข่าวของมรรคาจารย์แพร่ออกไปเช่นใดกันอาศัยแค่สามคนนั้นนะหรือจะส่งผล
ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”