ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน - ตอนที่ 442 บุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต Re
- Home
- ลูกหลานเรียกหาข้า หลังข้าบรรลุเซียน
- ตอนที่ 442 บุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต Re
มหาค่ายกลเทพยุทธ์เริ่มทำงานแล้ว การเข่นฆ่ายังคงดำเนินไป
บรรดาผู้แข็งแกร่งที่หลบหลีกปัดป้องลำแสงสีม่วงได้ล้วนถูกคำพูดของอัครเทพยุทธ์ดึงดูดความสนใจไปนอกค่ายกล
มีคนอยู่หรือ หรือว่าจะเป็นกองหนุนของโม่วัง
เจียงฉางเชิงเองก็สงสัยใคร่รู้เช่นกัน คนที่ถูกโม่วังเรียกขานว่าผู้อาวุโสจะต้องเป็นคนที่อยู่มายาวนานขนาดไหนกันนะ
<ภายนอกค่ายกล> ผู้สืบทอดมหามรรคาเหล่านี้แต่ละคนล้วนมีชีวิตอยู่มายาวนานอย่างน้อยหนึ่งล้านปีกันแล้วทั้งนั้น
ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายก็สงสัยใคร่รู้เช่นกัน พวกเขาต่อสู้ไปพลางก็หันไปสนใจนอกมหาค่ายกลเทพยุทธ์ไปด้วย
แต่เพราะมีค่ายกลกั้นขวางอยู่ พวกเขาจึงไม่อาจจับสัมผัสกลิ่นอายนอกค่ายกลได้
เมฆอสนีบาตสีม่วงด้านบนยังคงก่อตัว พลังแห่งสวรรค์กดทับลงมา แม้จะยังไม่ทันมีอสนีบาตสวรรค์ผ่าเปรี้ยงลงมาเบื้องล่าง มันก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัวแล้ว
แม้แต่อวี๋ซินที่กำลังต่อสู้อยู่กับบรรพจารย์พุทธอารัมภะก็ยังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ไม่ได้ เขาเงยหน้ามองด้านบนอยู่บ่อยครั้ง
“มรรคาจารย์ พวกเราควรทำเช่นไรดีขอรับ”
หลิวเสินโจวถามอย่างเคร่งเครียด ในฐานะยอดอัจฉริยะที่โลกเทพยุทธ์เคยเลี้ยงดูมา เขาย่อมรู้จักมหาค่ายกลเทพยุทธ์ดี
เมื่อถูกมหาค่ายกลเทพยุทธ์กักขังไว้แล้วก็แทบจะต้องตายสถานเดียว แต่ข้างกายเขามีมรรคาจารย์อยู่ เขาจึงยังไม่สิ้นหวัง เพียงกังวลเท่านั้น
เจียงฉางเชิงไม่เอ่ยตอบ ตัวเขาเองก็ทำอะไรมหาค่ายกลเทพยุทธ์ไม่ได้ อย่างมากที่สุดก็ทำได้แคหาวิธีลากอัครเทพยุทธ์ทั้งสิบแปดคนไปลงสุสานด้วยเท่านั้น
“วิถียุทธ์เช่นนี้ช่างเลอะเทอะจริงๆ เดินทางผิดเสียแล้ว!”
น้ำเสียงเฉยเมยเสียงหนึ่งดังกังวานทั่วบริเวณ
อัครเทพยุทธ์สิบแปดคนในเสาแสงสีม่วงตกใจชะเง้อซ้ายชะเง้อขวา เห็นชัดว่าพวกเขาจับตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้
“เจ้าคือผู้ใดกันแน่”
อัครเทพยุทธ์ผู้หนึ่งตวาดเสียงเกรี้ยวกราด น้ำเสียงแฝงความหวั่นกลัวกับโกรธเกรี้ยวผสมปนเป
สิ่งที่ไม่รู้ย่อมเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!
เมื่อมาถึงระดับขั้นเดียวกับพวกเขา ก็เหลือคนที่พวกเขามองไม่ออกอยู่ไม่มากเท่าไรแล้ว
ดังนั้นตัวตนลึกลับที่ปรากฏตัวขึ้นมาตอนนี้จึงทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดก็คืออีกฝ่ายอยู่นอกมหาค่ายกลเทพยุทธ์!
“เรื่องวุ่นวายหนนี้สมควรปิดฉากเสียที!”
น้ำเสียงเฉยชาดังขึ้นอีกครั้ง
จบคําทะเลเมฆสีม่วงเหนือศีรษะก็ถูกเป่ากระจาย เงาร่างหนึ่งลอยลงมาจากบนท้องฟ้า
สายลมแรงกล้าที่พัดตามร่างนั้นมาเป่าลำแสงสีม่วงที่โจมตีมาจากสารพัดทิศ รวมถึงผู้คนที่กำลังต่อสู้อยู่ลอยกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง
เปรี้ยง!
ทันทีที่เงาร่างนี้ลอยลงมาเบื้องล่าง ห้วงสุญญตาก็สั่นสะเทือนเป็นระลอกคลื่นประหนึ่งคลื่นในมหาสมุทรแผขยายไปรอบทิศ มหาค่ายกลเทพยุทธ์สั่นไหวอย่างรุนแรง!
เจียงฉางเชิงหรี่ตามองก็พบว่าคนผู้นั้นสวมเสื้อคลุมนักพรตสีคราม ใบหน้าสวมหน้ากากไม่สลักรูปหยินหยางที่ไม่มีแม้กระทั่งช่องสำหรับดวงตา ดูลึกลับยิ่งนัก
ร่างที่สวมเสื้อคลุมสีครามเหยียดกายขึ้น เขาชักแส้ปัดฝุ่นที่เอวออกมาสะบัดเบาๆ เพียงหนึ่งหน
สายลมแรงก็พัดดังหวีดหวิว แต่หนนี้คนทั้งหมดในค่ายกลกลับไม่บาดเจ็บ ตรงกันข้ามพวกเขารู้สึกเหมือนมีสายลมวสันต์อาบไล้ร่างกาย ขจัดความเหนื่อยล้าออกไปหมดสิ้น
ครืนนนน!
มหาค่ายกลเทพยุทธ์สั่นไหวอย่างรุนแรง เสาแสงสีม่วงสิบแปดต้นบิดเบี้ยวโอนเอนในมุมมืด ราวกับกำลังจะพังถล่มเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเวลา
เจียงฉางเชิงมองแล้วก็ขมวดคิ้ว นี่มันพลังอะไรกัน
อีกฝ่ายลงมือด้วยท่าทีสบายๆ แต่พลังของเขาไม่เพียงไม่ทำร้ายทุกคนในค่ายกล แต่ยังเขย่ามหาค่ายกลเทพยุทธ์จนสั่นสะท้านได้อีก การควบคุมพลังได้ระดับนี้ช่างเหนือจินตนาการ
โพรงสีดำขนาดยักษ์หดลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีมารร้ายสีดำโผล่ออกมาอีกแล้ว โม่วังกลับมาปรากฏตัว
เขามองร่างที่สวมเสื้อคลุมสีครามอย่างตื่นเต้น แววตานั้น… เจียงฉางเชิงคุ้นเคยกับมันเหลือเกิน ผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเขาก็มองเขาเช่นนี้ สายตานี้แสดงให้เห็นว่าร่างที่สวมเสื้อคลุมสีครามคนนี้มีฐานะสูงส่งอย่างยิ่งในใจโม่วัง
“เจ้ารู้จุดตายของมหาค่ายกลเทพยุทธ์ได้อย่างไรกัน”
อัครเทพยุทธคนหนึ่งโพล่งออกมาอย่างตกตะลึง น้ำเสียงฟังดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
อาภรณ์ของร่างในเสื้อคลุมสีครามสะบัดไหว เสียงของเขาดังตามออกมา “ข้ารู้ได้อย่างไร เหตุผลง่ายดายยิ่งนัก นั่นก็เป็นเพราะว่าข้าเป็นผู้สร้างมหาค่ายกลเทพยุทธ์อย่างไรเล่า!”
เมื่อคำนี้เอ่ยออกมา แผ่นฟ้าก็สะท้านสะเทือนด้วยความตกตะลึง
คนที่ยังรอดชีวิตอยู่ทั้งหมดตกตะลึงยิ่งนัก แม้แต่โม่วังเองยังชะงักไปวูบหนึ่ง
ผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลายพากันถอยหนีดึงระยะห่างจากคนผู้นั้น แน่นอนว่าเจียงฉางเชิงด้วย
ร่างในเสื้อคลุมสีครามสะบัดแส้ปัดฝุ่นไปทีละทิศ เกิดสายลมรุนแรงพัดดังหวีดหวิวระลอกแล้วระลอกเล่า
อำนาจของมหาค่ายกลเทพยุทธ์พังทลายลงไม่หยุด เจียงฉางเชิงสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าอาการบาดเจ็บของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
แม้ผู้บำเพ็ญเพียรสายอื่นจะได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน แต่เห็นชัดว่าผลของการฟื้นตัวสู้ผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้ เขาตัดสินไม่ถูกว่าคนผู้นี้คิดอย่างไรกับผู้ฝึกและบำเพ็ญสายอื่นกันแน่
หรือว่าปฏิบัติการหนนี้เป็นแผนการของคนผู้นี้ เช่นนั้นหลังจากนี้เขาจะทำอย่างไรกับมหามรรคาสายอื่นเล่า
เจียงฉางเชิงเหลือบมองฟาตี้ซวน เขาพบว่าสีหน้าของฟาตี้ซวนย่ำแย่อย่างยิ่ง หรือว่าไส้ศึกของโลกเทพยุทธ์คนนี้กับร่างในเสื้อคลุมสีครามเป็นคนละพวกกัน หรือว่าตัวฟาตี้ซวนเองไม่ใช่ไส้ศึกของโลกเทพยุทธ์ แต่เป็นตรงกันข้าม เขามีหุ่นเชิดอยู่ในโลกเทพยุทธ์?
อยู่ๆ เจียงฉางเชิงก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เรื่องนี้ต้องมีแผนการร้ายอันลึกล้ำซ่อนอยู่เป็นแน่
วายุจิตใจหมุนวนอย่างไม่หยุดหย่อน เจียงฉางเชิงมองรอยประทับของคาถาลึกลับบนผิวของเสาแสงสีม่วง มันปรากฏขึ้นมาเพียงวูบเดียว ดูคล้ายพลังลึกลับของศาสตร์โบราณอยู่กึ่งหนึ่ง แต่พลังที่เขาสัมผัสได้กลับเป็นพลังของวิถียุทธ์
เสาแสงสีม่วงทั้งสิบแปดต้นค่อยๆ แตกสลาย เงาร่างมหึมาของอัครเทพยุทธ์ทั้งสิบแปดคนสลายตาม ร่างเดิมของพวกเขาเผยตัวออกมา แม้คลื่นพลังรอบกายจะทรงพลังสู้ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่มาก แต่ก็ยังแข็งแกร่งเหมือนเดิม
ท่ามกลางสายตาจับจ้องของคนทั้งหลาย อัครเทพยุทธ์เหล่านั้นก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงไปอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาคารวะร่างในเสื้อคลุมสีครามแล้วตะโกนเสียงดังว่า “คารวะบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน!”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน!
เจียงฉางเชิงนึกถึงเจ้าสวรรค์ปี่อานในความทรงจำของมหาจักรพรรดิกระดูกวิญญาณ รูปร่างของทั้งสองคนซ้อนทับเข้าด้วยกัน
ความหวาดหวั่นเพิ่มทวีในใจ เจ้าสวรรค์ปี่อานถึงขั้นเคยสร้างมารร้ายอมตะขึ้นมาเพื่อช่วยให้โลกเทพยุทธ์รอดพ้นจากหายนะ คนเช่นนี้ย่อมไม่มีทางเป็นศัตรูกับวิถียุทธ์ได้
ดูท่าที่อีกฝ่ายลงมือตอนนี้คงเพื่อช่วยผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นในค่ายกลสินะ
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานม้วนแขนเสื้อแล้วหยุดลงมือ “จากเรื่องในวันนี้เห็นทีพวกเจ้าคงแบกรับความคาดหวังที่ข้ามีต่อพวกเจ้าไม่ไหว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ส่งโลกเทพยุทธ์กลับมาไว้ในมือข้า ให้ข้าสร้างระบบระเบียบเสียใหม่เถิด!”
ทันทีที่คำนี้ถูกเอ่ยออกมา อัครเทพยุทธ์ทั้งหลายก็ตกใจจนหน้าถอดสี ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างมองหน้ากัน ฝั่งผู้สืบทอดมหามรรคายิ่งเคร่งเครียด พวกเขาทําท่าราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
ไม่มีผู้สืบทอดมหามรรคาคนใดกล้าลงมือก่อน เพราะฉากเปิดตัวเมื่อครู่ของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เขาสลายมหาค่ายกลเทพยุทธ์ที่ทำให้พวกเขาอับจนหนทางได้อย่างง่ายดาย
“บรรพจารย์ยุทธ์… เรื่องนี้เกรงว่าจะผิดกฎเกณฑ์…”
อัครเทพยุทธ์สูงอายุคนหนึ่งเอ่ยปากขึ้นมาแม้จะมีสีหน้าลังเล
อัครเทพยุทธ์ที่เหลือต่างพากันพยักหน้าตามแต่ไม่กล้าเอ่ยคัดค้านรุนแรงอะไรนัก นั่นเป็นเพราะว่าศึกในวันนี้ทำให้พวกเขาขายหน้าหมดสิ้นแล้วจริงๆ
ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือพวกเขาเตรียมตัวจะสละผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากไปแล้วด้วย เรื่องเช่นนี้ดันถูกจับได้คาหนังคาเขาทำให้พวกเขาอับอายเหลือจะพรรณนา
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตอบกลับมาว่า “แล้วพวกเจ้ารักษากฎเกณฑ์กันนักหรือ เรื่องนี้มิตองเจรจาแล้ว พวกเจ้าเอาเวลาไปคิดว่าจะรักษาตำแหน่งอัครเทพยุทธ์อย่างไรเถิด!”
อัครเทพยุทธ์ทั้งหลายหวาดผวาก้มหน้างุดในบัดดล
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้สืบทอดมหามรรคาทั้งหลาย ท่ามกลางสายตาของธารกำนัลมากมายเขาก็เอ่ยปากว่า “โม่วัง อุดมการณ์ของเจ้ากล้าหาญทำให้ข้าประทับใจก็จริง แต่เส้นทางสู่ยุคที่หมื่นวิถีคงอยู่ร่วมกันมิควรเข่นฆ่ากันมากมายเช่นนี้ วันนี้ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าสักครั้ง หากมีผู้ใดทำให้ข้าบาดเจ็บได้ ข้าจะสนับสนุนไม่ให้มีการกดขี่วิถีบำเพ็ญอื่นอีกต่อไป แล้วข้ายังจะเปิดประตูมหาพิภพนิลเหลืองต้อนรับพวกเจ้าด้วย”
โม่วังสีหน้าเปลี่ยนไปโดยพลัน เขารีบเอ่ยว่า “ผู้อาวุโส พวกข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ของท่านได้อย่างไรกัน ท่าน…”
“แต่อะไรกัน แค่ต้องทำให้ข้าได้แผลเท่านั้น พวกเจ้าก็หวาดกลัวกันถึงเพียงนี้แล้วหรือ” บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยขัด น้ำเสียงของเขาไม่มีช่องว่างให้เจรจา
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนอยู่ฝั่งหนึ่งล้วนยืดอกเชิดหนามองกลุ่มคนที่พวกเขามองว่าเป็นพวกผิดแผกอย่างดูแคลน
ศึกในวันนี้ทำให้พวกเขาสะเทือนใจอย่างรุนแรงจนถึงขั้นสงสัยว่าวิถียุทธ์แข็งแกร่งที่สุดจริงหรือไม่ แต่การปรากฏตัวของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานทำให้พวกเขากลับมามั่นใจอีกครั้ง
“เหอะ บรรพจารย์ยุทธ์ เจ้าโอหังมากเกินไปแล้วกระมัง!”
จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์แค่นเสียงดังเหอะ เขาก้าวมาข้างหน้า ท่าทางเหมือนเตรียมตัวจะรับคำท้าของบรรพจารย์ยุทธ์นิพพาน
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานเอ่ยว่า “หนทางไขว่คว้าโลกในอุดมคติไฉนจะไร้อุปสรรค วันนี้ข้ามอบความหวังครั้งหนึ่งให้พวกเจ้าแล้ว ความหวังนี้ช่วยย่นระยะทางที่พวกเจ้าต้องฟันฝ่าได้หลายล้านปีหรืออาจนานยิ่งกว่านั้น หากพวกเจ้าคิดจะยอมแพ้ก็จงจากไปเสีย แต่แค้นในวันนี้โลกเทพยุทธ์ต้องชำระแน่ พวกเจ้าจะต้องเผชิญกับการชำระแค้นอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน จงจักเพลิงโทสะของวิถียุทธ์!”
จักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ขมวดคิ้ว เห็นชัดว่าเขาถูกข่มขวัญเข้าเสียแล้ว
โม่วังกัดฟันกรอดถามว่า “ผู้อาวุโส ท่านพูดจริงหรือไม่”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานตอบว่า “บุญคุณความแค้นบางอย่างต้องชดใช้ให้จบ”
โม่วังหันไปมองผู้สืบทอดมหามรรคาที่เหลือ ทุกคนต่างงงงัน โม่วังเชื่อใจบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็จริงแต่ผู้อื่นมิเชื่อ หากว่านี่เป็นกับดักล่ะ
“ใช้อำนาจบาตรใหญ่เสียจริง!”
เยี่ยจานพึมพำ มือสองข้างกำหมัดแน่น รู้สึกไม่ชอบใจอย่างรุนแรง
สิ่งที่เขาชิงชังที่สุดก็คือการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของโลกเทพยุทธ ในอดีตเผ่าเยี่ยก็ถูกอำนาจข่มเหงเช่นนี้เหมือนกัน
ในตอนนั้นเอง เจียงฉางเชิงพลันก้าวเท้าไปข้างหน้า
เยี่ยจาน หลิวเสินโจว กับซีหมิงหวังเห็นภาพนั้นก็ตื่นเต้น ความฮึกเหิมผุดพรายขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา มาแล้ว!
“หลังจากนี้หากได้กลับออกไป ก็จงพาคนของข้ากลับไปยังห้วงอนันตสุญญตาด้วย!”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังเข้ามาในหูของโม่วัง การสื่อสารผ่านกระแสจิตหนนี้มีเพียงโม่วังที่ได้ยิน
โม่วังหันมามองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ คิดไม่ถึงว่าผู้ที่ก้าวออกมาในเวลานี้กลับเป็นมรรคาจารย์ ในสายตาของโม่วัง มรรคาจารย์ฝีมือสูงส่งยากหยั่งถึงก็จริง แต่เขากระทำการใดล้วนเก็บงำฝีมือจนอาจถึงขั้นเรียกว่าเป็นเต่าหดหัว แต่ในห้วงเวลาสำคัญกลับเป็นบุรุษใจปลาซิวคนนี้ที่ก้าวออกมา
ตอนนี้ภาพลักษณ์ของเจียงฉางเชิงในสายตาเขาเปลี่ยนไปในบัดดล
บรรพจารย์อธรรมเก้าหยิน บรรพจารย์พุทธอารัมภะ บรรพจารย์ยอดเยี่ยมศาสตร์ บรรพจารย์สังหาร ทัณฑ์เทวะ บรรพจารย์ไสยเวท บรรพจารย์กระบี่ประกาศิตเทวะ บรรพจารย์สวรรค์พิโรธ ฟาตี้ซวน บรรพจารย์กำเนิดพิสดาร บรรพจารย์โลหิตอสุรา และจักรพรรดิเทพมหาวัฏสวรรค์ ล้วนหันมามองเจียงฉางเชิง ทุกคนต่างประหลาดใจอย่างยิ่ง
ผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกบำเพ็ญสองฝั่งต่างหันมามองเจียงฉางเชิงกันถ้วนหน้า ณ ห้วงเวลานี้เขากลายเป็นผู้ที่ถูกจับจองมากที่สุด
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานหันมาหาเจียงฉางเชิงแต่ไม่พูดอันใด อวี๋ซินมองเจียงฉางเชิงด้วยแววตาวาววับ
“ในเมื่อเป็นการจบบุญคุณความแค้น มิสู้เจ้ากับข้าออกไปห่างจากที่นี่สักหน่อยดีกว่าหรือ มิให้เผลอมีลูกหลงไปถูกใครเขาจนมีความแค้นใหม่ซ้อนเพิ่่มมาอีก!”
เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้น มันกังกวานก้องทั่วขอบห้วงสุญญตา
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานไม่พูดพร่ำ เขาเหาะทะยานขึ้นไปด้านบน เจียงฉางเชิงตามหลังไปติดๆ ทุกคนต่างเงยหน้ามอง
บรรพจารย์เผ่าเยี่ยถอนหายใจ “โลกกำลังจะเปลี่ยนแล้วสินะ”
ในตอนนี้เขาเชื่อมั่นในตัวมรรคาจารย์อย่างไม่มีเหตุผล เขารู้สึกว่ามรรคาจารย์จะต้องทำสำเร็จ!
เจียงฉางเชิงกับบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานยืนประจันหน้ากัน ทั้งสองคนเหาะขึ้นมาสูงยิ่ง ทว่าแม้จะอยู่ไกลลิบแต่ทุกคนเบื้องล่างต่างยังมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะผู้ที่อยู่ตรงนี้ไม่มีผู้ใดเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งสิ้น
“เจ้ามาจากวิถีใดกัน”
ในที่สุดบรรพจารย์ยุทธ์นิพพานก็เอ่ยปาก เห็นชัดยิ่งว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้จักเจียงฉางเชิงเลยแม้แต่น้อย
เจียงฉางเชิงแอบถอนหายใจ ดูท่าชื่อเสียงของแดนสวรรค์จะไม่ยิ่งใหญ่เท่าที่เขาจินตนาการไว้สินะ
“วิถีเซียน”
บรรพจารย์ยุทธ์นิพพานได้ยินคำนี้ก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด เขาเพียงยกมือขึ้นสื่อเป็นนัยให้เจียงฉางเชิงลงมือได้
“มหามรรคาสามพันวิถี ต่างมิใช่โชควาสนาของตน วันนี้ข้ายินดีบุกเบิกเส้นทางสู่ยุคทองแห่งหมื่นวิถีเพื่อสรรพชีวิต!”
พร้อมกับที่เสียงของเจียงฉางเชิงดังขึ้น เขาก็ยกสองมือขึ้นโยนต้นไม้สีวิเศษเกล็ดทองกับหอเชื่อมฟ้า ส่งพวกมันหายลับไปด้านในของขอบห้วงสุญญตา
=======================